การเปิดตัวการ์ด Xonar HDAV 1.3 ของ ASUSTek ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะอัสซุสเองได้ชื่อว่า เป็นผู้นำการผลิตเมนบอร์ดของโลก ส่วนการผลิตการ์ดเสียงนั้น ตำแหน่งเป็นของรายอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อผู้อยู่ในตำแหน่งผู้นำจะมาชกข้ามเวที จะมาชกในระดับพินเวท หรือ ฟลายเวท ดูจะไม่สมศักดิ์ศรี จะชกทั้งทีขอชกข้ามรุ่นไปสู่เฮฟวี่เวทไปเลย
ในช่วงหลายปีหลังนี้ อุตสาหกรรมการ์ดเสียงบนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ทั้งที่ทำงานและใช้ส่วนตัวในบ้าน) ค่อนข้างจะอยู่นอกกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านนี้ไม่มีอะไรที่ถือเป็นการพลิกโฉมอย่างเห็นได้ชัด อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ฝังชิปเสียงที่ได้คุณภาพในระดับปานกลางจนถึงขั้นดีที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการ์ดแสดงผลเสียส่วนใหญ่ แม้มาถึงยุคของไฮเดฟฟินิชั่น (High-definition) ก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆที่ออกมาจึงเน้นด้านของภาพมากกว่าด้านเสียง เราจึงได้เห็นภาพยนตร์ไฮเดฟจำนวนมากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพด้านภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดอรรถรสด้านเสียง
การออกการ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe ของค่ายอัสซุส จึงเป็นการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแท้จริง โดยอัสซุสวางตำแหน่งการ์ดรุ่นนี้เป็น Audio/Video Enhance Card คือ เป็นการ “เสริม” ประสิทธิภาพด้านเสียงและภาพ เหตุที่กล่าวว่า เป็นการ “เสริม” ก็เพราะว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีการ์ดแสดงผลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องเป็นการ์ดที่มีช่องต่อเอาต์พุทแบบ DVI/HDMI ด้วย สำหรับสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปก็ไม่ได้สูงมากนัก ที่สำคัญจะต้องมีช่องเสียบการ์ดแบบ PCI Express 1 ช่องสำหรับเสียบการ์ด HDAV ส่วนถ้าใช้เป็นรุ่น Deluxe ซึ่งจะมีการ์ดเสริม H6 DAC เพิ่มมาอีกหนึ่งการ์ด จึงต้องมีสล็อตหรือช่องเสียบแบบ PCI Express เป็นสองช่อง ส่วนพลังของซีพียูนั้น ก็แค่เพนเทียม4 1.4 GHz. หรือ AMD Athlong 1400 ก็พอ หน่วยความจำ 256 MB. หลักๆก็มีเพียงแค่นี้เอง
การเติบโตของบลูเรย์ถือเป็นการก่อเกิดช่องว่างของ Home Theater PC (HTPC) กับผู้ที่เล่น Blu-ray Player อย่างแท้จริง เนื่องจากระดับการป้องกันของบลูเรย์ในส่วนของ Protected Audio Playback Systems (PAPS) และ full Advanced Access Content System (AACS) ซึ่งการที่จะให้ระบบเสียงและเนื้อหาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น จะต้องได้รับการรับรองจากทางบลูเรย์ มิเช่นนั้นแล้ว มีวิธีเดียวที่จะเล่นได้คือ เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องทำการ downsampling Blu-ray audio ลงมาเป็นระดับคุณภาพของ DVD ที่ 48K/16bit แต่ด้วยประสิทธิภาพของพลังประมวลผลของชิปเสียง AV200 ที่อัสซุสคิดค้น พร้อมกับร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ArcSoft ในการพัฒนาซอร์ฟแวร์ Total Media Theater จึงทำให้การ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe สามารถถอดรหัส (decode) ภาพยนตร์บลูเรย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้านเสียงโดยไม่มีการสูญเสียใดๆ เช่น Dolby® TrueHD and DTS-HD Master Audio™ ที่ 24bit, 96-192Khz ในขณะที่หน่วยประมวลผลด้านภาพ Splendid HD video processor ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน HDMI1.3a จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถส่งผลระบบเสียง 7.1 แชนแนลคุณภาพสูงสุด 192K linear pulse code modulation (LPCM) ผ่านทางช่องต่อ HDMI ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น ตัวชิปประมวลผลภาพตัวนี้ ยังทำให้ภาพมีความคมชัด ชอบภาพที่เรียบไม่เป็นหยัก ลดอาการเต้นของภาพลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพลังการประมวลผลของซีพียู
นอกจากประสิทธิภาพด้านเสียงดิจิตอลแล้ว ส่วนหนึ่งที่นักฟังเพลงขาดเสียไม่ได้ก็คือ ระบบเสียงแบบอะนาล็อก ASUS Xonar HDAV 1.3 ก็ไม่ได้มองข้ามในส่วนนี้ไป เพราะในส่วนของการแปลงสัญญาณดิจิตอลสู่อะนาล็อก (24-bit DAC) นั้น ได้นำเอาชิป TI Burr-Brown PCM1796 (123dB SNR) ที่พวกเรารู้จักกันดีมาใช้ ชิป National Semiconductor LM4562 สำหรับออปแอมป์ และชิป Cirrus Logic CS5381, 120 dB SNR สำหรับการแปลงสัญญาณอะนาล็อกสู่ติจิตอล (24-bit ADC) แต่ปัญหาของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในภาคของเสียงนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาโลกแตกก็คือ คลื่นสัญญาณแม่เหล็กซึ่งมีอยู่มากมายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทางอัสซุสจึงได้ออกแบบวงจรการลงกราวน์ที่เรียกว่า HyperGrounding เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เหลือน้อยที่สุด จึงทำให้เสียงในระดับ 120 dB SNR มีความคลาดเคลื่อน (distort) ต่ำเหลือเพียง 0.0004% ในทั้ง 7 แชนแนล ซึ่งแตกต่างจากการ์ดเสียงทั่วไป ที่จะให้มาเฉพาะสองแชนแนลหน้าเท่านั้น
ASUS Xonar HDAV 1.3 หากรุ่นที่ไม่มี Deluxe ต่อท้ายจะมีเพียงการ์ดหลัก HDAV ซึ่งเป็นการ์ดแบบฟูลไฮท์ ดังนั้น ใครที่ใช้เคสแบนแบบโลว์โปรไฟล์ต้องหาเคสใหม่ครับ ในด้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ของตัวการ์ดจะปิดด้วยแผ่นโลหะสีดำจึงมองไม่เห็นชิปบนการ์ด คงเหลือแต่ช่องต่อต่างๆ ในส่วนของด้านที่ติดยึดกับตัวเคสนั้น จะมีช่อง HDMI-in (ใช้สำหรับรับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล ช่อง HDMI-out ใช่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ที่สนับสนุน HDMI อื่นๆ เช่น จอมอนิเตอร์ ทีวี ช่อง S/PDIF out ใช้สำหรับต่อสายโคแอคเชียล และออปติคัล TOSLINK เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องทอดรหัสภายนอก เช่น เอวี รีซิฟเวอร์ ซึ่งจะส่งออกเสียงดิจิตอล เช่น PCM, Dolby Digital, DTS, WMA-Pro เป็นต้น ถัดลงมาสองช่องจะเป็นช่องต่อ RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าซ้ายและขวา และสุดท้ายคือช่อง Line-in (S/PDIF in) เพื่อนำมาต่อเข้ากับเครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี ซินติไทเซอร์ เป็นต้น
ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นั้น จะมีการ์ด H6 DAC Extension board เพิ่มมาอีก 1 แผง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการ์ดหลัก เมื่อติดตั้งแล้วจะต้องนำมาสายแพร์เชื่อมต่อทั้งสองการ์ดเพื่อทำงานกลมกลืนเป็นหน่วยเดียวกัน สำหรับช่องต่อบนการ์ดขยายนี้จะมีช่องต่อ RCA ทั้งหมด 6 ช่อง โดยจะเป็นช่องสำหรับลำโพงเซอร์ราวด์ข้างขวา ลำโพงเซอร์ราวด์ข้างซ้าย ลำโพงเซ็นเตอร์ ซับวูฟเฟอร์ ลำโพงเซอร์ราวด์หลังขวา ลำโพงเซอร์ราวด์หลังซ้าย โดยช่องต่อทั้งหมดจะมีการชุบทองแลดูแน่นหนา ให้ความรู้สึกของคุณภาพระดับไฮเอ็นด์ หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการชุบทองเพื่อให้สัญญาณผ่านไปได้อย่างดี และสะอาด
Wave Test
การทดสอบ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นี้ ได้แยกทำการทดสอบทั้งระบบเสียงดิจิตอล และอะนาล็อก ในส่วนของระบบเสียงดิจิตอลนั้น การให้ได้ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมของซาวด์การ์ดชุดนี้ ควรจะใช้กับลำโพงแบบ Active Speaker และ Active Subwoofer เพื่อให้พลังเสียงแต่ละแชนแนลสามารถสำแดงฤทธิ์ได้อย่างเต็มสตรีมของมัน แต่เนื่องจากลำโพงแบบ Active Speaker ในบ้านเราคงหาทำยาค่อนข้างยาก ครั้นจะขอยืมของเพื่อนฝูงในห้องบันทึกเสียงก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้น จึงมีอยู่วิธีเดียวก็คือ การต่อสายดิจิตอล(สายโคแอคเชียล หรือ HDMI) จาก Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้าสู่เอวีรีซิฟเวอร์ ซึ่งแน่นนอนว่า เครื่องเอวีรีซิฟเวอร์ของเราจะต้องซัพพอร์ต HDMI และ HD-audio จากการทดสอบภาพยนตร์เรื่อง The Pianist ซึ่งเคยชมฉบับดีวีดีธรรมดาเมื่อหลายปีก่อน ก็เปลี่ยนมาเป็นฉบับบลูเรย์ ในฉากของการที่ทหารเยอรมันนาซียิงถล่มใส่อพาร์ตเมนต์ที่พระเอกอยู่นั้น บรรยากาศเสียงรอบข้างเหมือนกับเราอยู่ในสถานที่จริงอย่างไรอย่างนั้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Dark Knight ที่ผมชอบมากที่สุดก็ตอนเจ้ามนุษย์ค้างคาวเหาะเหินบนท้องฟ้า เสียงกระพือปีกนั้นมันฟังดูเหมือนปีกของเราเอง หรือถ้าจะอินหน่อยก็เหมือนกับตัวเองคือเจ้ามนุษย์ค้างคาวที่กำลังเหาะอยู่ นี่คือสิ่งที่จะได้จากการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ที่รีดเอาคุณภาพของบลูเรย์ได้ออกมาอย่างเต็มๆทุกหยด ไม่ต้อง down sampling เหมือนก่อนอีกต่อไป
จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นเกี่ยวกับภาค DAC ของการ์ดตัวนี้ที่ทางอัสซุสให้ความสำคัญไม่แพ้ในภาคของดิจิตอล หากไม่ได้ทดสอบก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เข้าตั้งใจทำน้อยไปหน่อย ก็เลยจัดแจงขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ไปห้องฟังเพลง แล้วต่อสายสัญญาณอะนาล็อก (QED Silver Spiral) จากช่อง RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าบนการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้ากับพาวเวอร์แอมป์หลอดสูญกาศโดยตรง โดยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นทั้งซีดีเพลเยอร์ และปรีแอมปรีไฟเออร์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของการลองใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นเพลงนั้น ผมไม่เคยประทับใจเลย เนื่องจากเสียงที่ได้ค่อนข้างคมแข็ง มีสากเสี้ยนแทงหูจนตอนหลังไม่เคยคิดที่จะนำมาใช้อีก
แต่กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้ทำให้ผมต้องเปลี่ยนทัศนะใหม่ เสียงที่ได้นั้นพูดได้อย่างไม่กระดากปากเลยว่า คุณภาพระดับเครื่องเสียงแบบ Solid State ชั้นดีก็คงไม่เป็นการอวดอ้างเกินจริง จากแผ่นของ Jennerfer Warnes ในชุด Famous Blue Raincoat – 20th Anniversary Edtion ที่ให้ความรู้สึกด้านของเวทีเสียงที่ค่อนข้างลึก ตำแหน่งคำเป่าแซกโซโฟนที่อยู่ลึกเข้าไปหลังกำแพง ส่วนเสียงกลองนั้น แรงปะทะดีมาก จนทำให้แอมป์หลอดของผมที่มีกำลังเพียง 8 วัตต์ดูเหมือนจะกะปรี้กะเปร่าจากเดิมขึ้นเยอะ ถัดจากนั้นก็มาลองแผ่นของ Enya ในชุด And Winter Came ในเพลงชื่อเดียวกันอัลบั้ม ความรู้สึกของลมหนาวจากเสียงเพลงที่ขับออกมาช่วยให้บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวรอบตัวลงไปได้แยะทีเดียว และที่สำคัญในส่วนของเสียงร้องที่ออกเสียง sh, t, s ที่ความเป็นธรรมชาติจนออกจะหวั่นๆว่า นั่งกลางเวทีเสียงเกินไป น้ำลายกระกระเซ็นใส่หรือเปล่า
เมื่อเห็นแววเช่นนี้แล้ว ไม่รอช้า ขอขุดเอาแผ่นนางนากซึ่งใครๆว่าเป็นแผ่นที่หิน เครื่องเสียงพลังไม่ดีพอขับไม่ได้เต็มทุกย่านเสียง เพราะมีทั้งเสียงที่แผ่วเบาจนถึงเสียงกลองรัวที่กระแทกกระทั้น จากที่เคยเล่นกับเครื่องเสียงชุดเดิม พลังน้อยเกินเลยไม่มี impact เลยยังไม่เคยได้ฟังอย่างสนุกเต็มๆสักที พอใช้กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ทั้งเสียงกองดังกัมปนาท และเสียงแผ่วโหยหวน ทำให้ผมต้องมนต์สะกดอยู่กับที่จนจบท่อนของนางนากทั้งหมด ถึงได้ลุกจะโซฟาเพื่อเปลี่ยนแผ่นทดสอบอื่นๆต่อไป (น่าเสียงดายที่ผลงานอย่างนางนากที่ทำได้ดีมากๆ กลับหาซื้อยาก และก็ไม่ทราบยอดขายเพียงพอที่จะเป็นกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์งานทำต่อหรือไม่)
เห็นฤทธิ์เดชของ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ขนาดนี้แล้ว น่าจะถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ชื่นชอบไฮเดฟ ที่ต่อไปนี้จะได้รับประสิทธิภาพของบลูเรย์เต็มหยดทุกเม็ด ไม่ต้องรอไฟล์แปลงที่ได้ความละเอียดของภาพ แต่กลับถูกลดทอนด้านของเสียง หรือไม่หากเล่นจากแผ่นบลูเลย์โดยตรง ก็ต้อง down sampling ทั้งภาพทั้งเสียงลง จึงเหมือนกับจ่ายเงินซื้อของแล้วไม่ได้เต็มคุณค่า แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากสำหรับผู้ที่นำการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ไปใช้งานก็คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ขอให้เน้นเฉพาะตัวที่มีคุณภาพเกรดเอเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือตัวพาวเวอร์ซัพพลาย เพราะจะเป็นทั้งแหล่งกระจายคลื่นแม่เหล็ก และเสียงรบกวนอันน่ารำคาญ ถึงแม้ว่าทางอัสซุสจะออกแบบวงจร HyperGrounding มาเพื่อลดทอนการรบกวนของคลื่น EMI แล้วก็ตาม แต่มากน้อยมักก็ยังคงมีเข้าไปรบกวนได้บ้าง อย่าให้สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาลดทอนคุณภาพเสียงและความสุขของคุณเลย
































































No Comment Received
Leave A Reply