บริษัทที่ผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ และกล้าประกาศว่าตัวเองคือผู้เชี่ยวชาญสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆมีให้เห็นไม่มากนัก และการที่กล้าประกาศเช่นนั้น ย่อมหมายถึงว่า เขาจะต้องเก่งและรู้ลึกถึงแก่นในด้านนั้นจริงๆ ตลอดจนมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเชื่อถือได้ ซึ่งหนึ่งในบริษัทบริษัทที่กล้าประกาศเช่นนั้นคือ บริษัท Ultrasone AG แห่งเยอรมันที่กล้าประกาศตัวเองว่าเป็น “The Headphone Company”
Ultrasone AG เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ใน Tutzing ใกล้กับเทือกเขาแอลป์ในประเทศเยอรมันนีตอนใต้ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1991โดยมุ่งมั่นที่จะทำการวิจัยและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านหูฟังระดับสูงโดยเฉพาะ จนปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ได้จดสิทธิบัตรไว้แล้วมากกว่า 60 แบบ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่โดดเด่นคือ เทคโนโลยี S-Logic และ S-Logic Plus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สร้างสภาพแวดล้อมของเสียงที่เหมือนกับธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์อื่นๆเข้าช่วย และเทคโนโลยีอีกตัวที่สำคัญคือ ULE หรือ Ultra Low Emission ซึ่งจะช่วยละรังสีแรงดันกระแสไฟฟ้า (EMF) ได้สูงสุดถึง 98%
Ultrasone Pro 900 รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นรุ่นสุดยอดท็อปสุดใน Pro Series ซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ระดับมืออาชีพโดยเฉพาะ ตัวหูฟังออกแบบมาเป็นสีดำคลาสสิก สามารถปรับให้เข้ากับขนาดศีรษะได้ ส่วนตัวหูฟังทั้งสองข้างจะเป็นแบบครอบหูเต็มปุด้วยผ้ากะมะหยี่นุ่มนวลกับใบหู ด้านนอกจากเป็นแผ่นอลูมิเนียมสีเงินปั๊มโลโก้ Ultrasone เป็นตัวนูนหรือ Diamond Cut เมื่อตัดกับสีดำจึงและดูสวยงามมีคุณค่า ทั้งหมดนี้บรรจุอยู่ในกล่องแข็งสีดำอย่างดี ภายในนอกจากตัวหูฟังแล้ว ยังมีสายสองเส้นซึ่งเป็นสายแบบนุ่มพิเศษ (Ultra Soft Cable – USC) ติดมาพร้อมกับหัวคอนเนคเตอร์ยี่ห้อ Neautrik ซึ่งเป็นผู้ผลิตคอนเนคเตอร์คุณภาพสูงชั้นนำของโลก โดยสายทั้งสองเส้นสามารถสลับเปลี่ยนเสียบเข้าที่หูฟังได้ เส้นหนึ่งเป็นแบบสายตรงอีกเส้นเป็นแบบขดสปริง (ความยาวสามเมตรทั้งสองเส้น) ซึ่งเหมาะกับกับการใช้งานในห้องสตูติโอ และยังมีอะแดปเตอร์แปลงเป็นหัวเล็กเพื่อใช้กับอุปกรณ์มัลติมีเดียทั่วไป และสุดท้ายคือ แผ่นออดิโอซีดีแบบออดิไฟล์ที่บันทึกเสียงมาดีเยี่ยม
ในด้านของสเปคโดยทั่วไปนั้น ถ้าใครคิดว่ามันคงเหมือนๆกันก็คงต้องคิดใหม่เสียแล้ว จุดที่น่าจะถือเป็นไฮไลต์และโดดเด่นที่สุดที่ Ultrasone นำมาใช้ในหูฟังครั้งแรกคือ เทคโนโลยี S-Logic™ Plus Natural Surround Sound ส่วนในช่วงของความถี่นั้น (Frequency Range) ครอบคลุมกว้างมากซึ่งแทบจะหาไม่ได้ในหูฟังทั่วไป คือตั้งแต่ 6 Hz. – 42,000 Hz. (ทั่วไปจะอยู่ที่ 20 Hz. – 20,000 Hz.) ตัวหูฟังติดตั้งไดร์ฟเวอร์ขนาด 40 มม. แบบไมลาร์ (Mylar) เคลือบไทเทเนียม ซึ่งจะทำให้มีความทนทานแต่ยังคงความยื่นหยุ่น และป้องกันคลื่นรบกวนด้วยเทคโนโลยี ULE (Ultra Low Emission) ซึ่งสามารถกันได้สูงสุดถึง 98% เมื่อเทียบกับหูฟังทั่วไป
แม้ว่า Ultrasone Pro 900 รุ่นนี้จะออกแบบคล้ายกับรุ่น Pro 750 เดิมมาก แต่สิ่งที่แตกต่างคือ การวางตำแหน่งของไดร์ฟเวอร์ในรุ่นนี้จะวางตำแหน่งเฉียงๆ เสียงจะไม่พุ่งเข้าไปในหูชั้นในเหมือนกับหูฟังที่ทำกันทั่วไป การให้เสียงพุ่งเข้าไปหูชั้นในเช่นนี้จะต้องอาศัยการสังเคราะห์เสียงทางด้านสัญญาณดิจิตอล (Digital Signal Processing – DSP) ค่อนข้างมาก ซึ่งจะไม่เป็นธรรมชาติ และถ้าหากคุณภาพของหูฟังไม่ดีพอก็จะทำให้มีความคลาดเคลื่อนสูง การวางตำแหน่งที่เฉียงออกไปของ Ultrasone Pro 900 รุ่นนี้ เสียงที่ออกจากไดร์ฟเวอร์จะส่งไปยังหูฟังชั้นนอก และเกิดการสะท้อนของเสียงในหูชั้นนี้ เหมือนกับที่เราได้ยินเสียงในชีวิตจริงของเรา จึงไม่ต้องเพิ่งพาการสังคราะห์สัญญาณทางดิจิตอลและเทคโนโลยีด้านการกรอง (Filtering) หรือจุดตัดครอสโอเวอร์ (Cross-over) ซึ่ง Ultrasone Pro 900 ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้
The Wave Test
ก่อนที่จะลงมือทดสอบหูฟังจริง ผมนำเอาแผ่นออดิโอซีดีที่ให้มาพร้อมกันมาฟังกับเครื่องเสียงบ้านธรรมดาก่อน เพื่อให้รู้ว่า คุณภาพและลักษณะเสียงที่ได้ฟังจากลำโพงเครื่องเสียงบ้านธรรมดาเป็นอย่างไร ก็ต้องบอกเลยว่า ซีดีแผ่นนี้สามารถนำมาใช้เป็นแผ่นทดสอบเครื่องเสียงได้เป็นอย่างดี เนื่องจากคุณภาพเสียงที่บันทึก ความสะอาด ตัวตนของตัวโน้ตที่แน่นอน ยิ่งบางแทรคที่บันทึกจากธรรมชาติจริง แค่ได้ฟังก็ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนแล้ว ในระหว่างนั้น ก็นำเอาหูฟังไปเปิดเบิร์นอินก่อน เพราะครั้งแรกที่ลองฟัง มีความรู้สึกว่า เสียงจะอั้นๆ เหมือนไม่สามารถขับออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หลังจากที่ได้ฟังผ่านมาจนเป็นที่พอใจแล้ว (น่าจะประมาณ 10 ชั่วโมงได้) จึงกลับมาลองกับหูฟังหลังจากที่ได้ทำการ “บีบนวด” จนเข้าที่เข้าทางแล้ว
สำหรับคนที่คุ้นเคยกับหูฟังเกรดตลาดทั่วไป จนชินกับระดับความกดของเสียง (Sound Pressure Level) สูงๆในหูแล้ว อาจต้องปรับพฤติกรรมสักนิดในเบื้องต้น เพราะหูฟัง Ultrasone Pro 900 นี้จะมีระดับความกดของเสียงอยู่ที่ระดับ 96 dB เพื่อรักษาสุขภาพหูของผู้ฟัง การฟังในตอนแรกๆอาจรู้สึกไม่ฟู่ฟ่าเร้าใจ แต่เพื่อฟังไปสักพักจนเริ่มคุ้นเคยแล้ว เราจะเริ่มรู้สึกว่า มันฟังสบายหูดีกว่าที่เราเคยสัมผัสมา โดยเฉพาะเวลาฟังต่อเนื่องนานๆ
เบื้องแรกที่ได้ลองฟังนั้น สิ่งที่แทบไม่อยากเชื่อจากหูตัวเองคือ นี่มันเป็นเสียงที่ฟังจากหูฟังจริงหรือ เพราะเสียงที่ให้รายละเอียดของแต่ละตัวโน้ตที่มีระยะห่างที่ลงตัว อย่างแทรคที่ 4 การร้องบทสวดของคริสต์ศาสนิกชนในโบสถ์ เสียงที่ได้ยินให้บรรยากาศของห้องโถงโบสถ์ที่มีความกว้างสูง พร้อมกับเสียงกระแอมของสมาชิกในโบสถ์เป็นบางช่วง ในแทรคที่ 5 เปลี่ยนบรรยากาศเป็นการบรรเลงเดี่ยวเปียโน หูฟังสามารถถ่ายทอดตัวโน้ตแต่ละตัวที่ปลายนิ้วสัมผัสลงบนแป้นคีย์ ในจังหวะที่เร็ว กระแทกหนักหน่วง ก็ไม่ได้ทำให้ตัวโน้ตตกหล่นหรือพล่ามัว แทรคที่ 8 เป็นการทดสอบเสียงการเคาะวัตถุทองเหลืองในขนาดต่างๆ เนื่องจากแทรคนี้มีความยาวถึง 6 นาทีกว่า เราจึงสามารถฟังรายละเอียดต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะได้รายละเอียดของเสียงเครื่องทองเหลือที่ส่งคลื่นเสียงระลอกๆที่แตกต่างกันแล้ว เรายังได้ยินเสียงไม้ตีที่กระทบกับขอบวัตถุ เสียงหายใจของคนเคาะ และเสียงการขยับตัวในบางช่วง แม้ว่าจะเป็นเสียงที่แผ่วเบามาก แต่ Ultrasone Pro 900 ก็สามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เราได้ยินอย่างไม่ตกหล่นเลย แทรคที่13 เป็นแทรคที่บันทึกจากธรรมชาติกลางแจ้ง ซึ่งน่าจะเป็นพุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยฝูงนกท่ามกลางสายลมและเสียงน้ำไหล เราจะได้ยินเสียงนกร้องในแต่ละตำแหน่งจนสามารถระบุได้เลยว่า อยู่ซ้าย ขวา กลาง บนหรือล่าง ขณะที่ท่อนท้ายของแทรคนี้ยังมีเสียงแมลงวันบินไปมาอีก เสียงที่บินวนซ้ายขวาทำให้รู้สึกมันกำลังบินวนอยู่ใกล้ๆเรานั่นเอง
ขอละจากแผ่นทดสอบมาลองกับเครื่องเล่นเอ็มพี3 บ้างดีกว่า ความจริง Ultrasone Pro 900 คงไม่ได้เกิดมาเพื่อเครื่องเล่นเอ็มพี3 โดยตรง ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงว่า เสียงไม่ดี แต่เนื่องจากโครงสร้างการออกแบบที่เน้นสำหรับ Professional ที่ใช้ในห้องสตูติโอหรือในบ้านเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากสายหูฟังที่หูฟังสำหรับเครื่องเล่นเอ็มพี3 มักจะเส้นเท่าหนวดกุ้ง(ฝอย) แต่นี่กลับให้สายใหญ่เท่าหนวดกุ้งมังกรความยาว 3 เมตรพร้อมกับคอนเน็กเตอร์ของ Neautrik ที่มีความยาวถึง 9.5 ซม. เมื่อสวมอะแดปเตอร์แปลงเป็นมินิแจ็กสำหรับเอ็มพี3 แล้วก็ยืดความยาวคอนเน็กเตอร์เป็น 12.5 ซม. มันเลยกลายเป็นไม้เสียบลูกชิ้นไปเลย
การทดสอบเครื่องเล่นเอ็มพี3 นี้ ได้ทำการทดสอบเพลงในสามฟอร์แมต คือฟอร์แมต MP3 ที่ 320k อีกสองฟอร์แมตเป็นแบบบีบอัดแบบไม่สูญเสียคือ FLAC กับ APE จากการทดสอบเสียบหูฟังต่อตรงจากเครื่องเล่นเอ็มพี3 นั้น การเล่นเพลงในฟอร์แมตเอ็มพี3 นั้น เสียงที่ได้จะมีลักษณะอั้นๆ เหมือนมีม่านหมอกบดบังเสียง แต่เมื่อลองนำเอา mySoundSpace ของ Nakamichi มาเสริม โดยให้เสียงจากเครื่องเล่นเอ็มพี3 อินพุทไปที่ mySoundSpace แล้วค่อนต่อหูฟัง Ultrasone Pro 900 จากช่อง Audio Out อีกที โอ้โห…เสียงที่ได้มันแตกต่างกันลีบลับครับ ความอบอุ่น บรรยากาศและรายละเอียดออกมาทุกเม็ด ส่วนการเล่นไฟล์ฟอร์แมตทั้ง FLAC กับ APE ตรงเข้าหูฟัง Ultrasone Pro 900 ไม่มีปัญหาครับ
หากคุณคือผู้ที่กำลังแสวงหาหูฟังคุณภาพระดับโปรเฟสชันแนลที่ให้รายละเอียดทุกเม็ดไม่ให้ตกหล่นแล้วละก้อ หูฟังUltrasone Pro 900 คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางด้านคุณภาพในความสามารถถ่ายทอดรายละเอียดที่ได้สมจริงเหมือนธรรมชาติแล้ว เทคโนโลยีการออกแบบที่คำนึงถึงสุขภาพหูของผู้ฟังก็เป็นอีกปัจจัยที่ดีเยี่ยม ทั้ง S-Logic™ Plus Natural Surround Sound ที่ให้ความเป็นธรรมชาติจากการแสดงของหูชั้นนอก หรือ ULE (Ultra Low Emission) ที่ไม่ทำลายหูของเรา แม้ว่าจะฟังต่อเนื่องยาวนานก็ตาม แต่ต้องยอมรับเสียก่อนว่า นี่คือหูฟังสำหรับโปรเฟสชันแนลซึ่งเหมาะแก่การใช้ในบ้านหรือสตูติโอมากกว่าทีจะพกพา
PRO 900 Technical Specifications:
• S-Logic™ Plus Natural Surround Sound
• Dynamic principle
• Frequency range 6-42k Hz
• Impedance 40 Ohm
• Sound pressure level 96 dB
• Driver 40 mm Titanium Plated
• Weight 295 g (without cord)
































































No Comment Received
Leave A Reply