<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; speaker</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/speaker/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver &#8211; The Small Receiver with Bigger Capacity</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Nov 2009 04:09:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BR-925]]></category>
		<category><![CDATA[CD receiver]]></category>
		<category><![CDATA[Onkyo]]></category>
		<category><![CDATA[receiver]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[ONKYO ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ด้านโฮมเธียเตอร์ และอุปกรณ์ด้านภาพและเสียงได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังจากเห็นได้จาก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ที่กำลังทำการทดสองตัวนี้ คงจะเห็นถึงปรัชญาด้านการตลาดของออนเกียวได้ชัดเจนในแง่ที่ว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบดีเยี่ยม และผลิตบนมาตรฐานดีที่สุดเพื่อความเป็นเลิศ ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ได้รับการออกแบบอย่างประณีตสวยงามในขนาดกะทัดรัดกำลังเหมาะภายในกล่องสีดำสนิทมุมทั้งสี่ด้านทำมน ประกอบเข้าคู่กับลำโพงคู่ขนาดวางหิ้งหนังสือ (Bookshelf) สีดำเปียโน (Piano Black) รุ่น D-N10BX เมื่อวางคู่กันแล้ว ในความรู้สึกที่ได้เห็นนั้น มันไม่ใช่ชุดเครื่องเสียงแบบมินิคอมโปธรรมดาอย่างที่เราเห็น หากแต่รู้สึกว่ามันคือเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ขนาดเล็ก เห็นตัวกล่องมีขนาดแค่ประมาณ 29 x 13 x 31 ซม. ก็ตาม แต่มีน้ำหนักถึง 7.6 กก. ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสมบูรณ์ (ด้วยประสิทธิภาพ) ส่วนจะเป็นจริงตามที่เห็นจากสายตา หรือเป็นเพียงประเภทสวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมก็ต้องลงลึกในรายละเอียดกันเลย ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver มีโหงวเฮ้งไม่ใช่ประเภทเครื่องเสียงมินิคอมโปธรรมดา แม้ว่าดูจากสเปคการใช้งานแล้ว มันก็คือเครื่องเล่นซีดี รับวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหญ่ๆสำหรับการใช้งานของเครื่องนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-224" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Onkyo CS-925 CD/HDD Receiver " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/onkyo-cs-925-b-300x140.jpg" alt="Onkyo CS-925 CD/HDD Receiver " width="270" height="126" />ONKYO ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ด้านโฮมเธียเตอร์ และอุปกรณ์ด้านภาพและเสียงได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังจากเห็นได้จาก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ที่กำลังทำการทดสองตัวนี้ คงจะเห็นถึงปรัชญาด้านการตลาดของออนเกียวได้ชัดเจนในแง่ที่ว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบดีเยี่ยม และผลิตบนมาตรฐานดีที่สุดเพื่อความเป็นเลิศ</p>
<p><span id="more-223"></span></p>
<p>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ได้รับการออกแบบอย่างประณีตสวยงามในขนาดกะทัดรัดกำลังเหมาะภายในกล่องสีดำสนิทมุมทั้งสี่ด้านทำมน ประกอบเข้าคู่กับลำโพงคู่ขนาดวางหิ้งหนังสือ (Bookshelf) สีดำเปียโน (Piano Black) รุ่น D-N10BX เมื่อวางคู่กันแล้ว ในความรู้สึกที่ได้เห็นนั้น มันไม่ใช่ชุดเครื่องเสียงแบบมินิคอมโปธรรมดาอย่างที่เราเห็น หากแต่รู้สึกว่ามันคือเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ขนาดเล็ก เห็นตัวกล่องมีขนาดแค่ประมาณ 29 x 13 x 31 ซม. ก็ตาม แต่มีน้ำหนักถึง 7.6 กก. ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสมบูรณ์ (ด้วยประสิทธิภาพ) ส่วนจะเป็นจริงตามที่เห็นจากสายตา หรือเป็นเพียงประเภทสวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมก็ต้องลงลึกในรายละเอียดกันเลย</p>
<p><img class="alignleft size-medium wp-image-225" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="iPod connecting to ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/ipodlrg-300x244.jpg" alt="iPod connecting to ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver " width="270" height="220" />ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver มีโหงวเฮ้งไม่ใช่ประเภทเครื่องเสียงมินิคอมโปธรรมดา แม้ว่าดูจากสเปคการใช้งานแล้ว มันก็คือเครื่องเล่นซีดี รับวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหญ่ๆสำหรับการใช้งานของเครื่องนี้ แต่สิ่งที่แฝงลึกอยู่ภายใต้กล่องดำนี้คือ การออกแบบวงจร VLSC (Vector Linear Shaping Circuitry) เพื่อให้ได้สัญญาณเสียงที่สะอาด โดยตัดเสียงสัญญาณรบกวนที่เกิดจากการแปลงสัญญาณดิจิตอลสู่อะนาล็อก หากเราดูจากชื่อรุ่นแล้วที่มีคำว่า HDD ติดมาด้วย นั่นคือเครื่องนี้มาพร้อมกับฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟขนาด 80GB. เพื่อใช้ในการบันทึกเพลงจากซีดีแผ่นโปรด หรือจากรายการวิทยุรายการโปรดของเรา ด้วยขนาดความจุนี้ สามารถบันทึกเพลงได้มากถึงประมาณ 10,000 เพลงเลยทีเดียว นอกจากฮาร์ดดิสก์แล้ว ยังมีช่อง USB เพื่อใช้บันทึกเพลงได้อีก สื่อทั้งสองประเภทนี้ใช้ได้ทั้งบันทึกและเล่นเพลงครับ ขณะเดียวกันช่อง USB ยังใช้สำหรับต่อ iPod Dock ด้วย</p>
<p>หากมองผิวเผินแล้ว ลักษณะด้วยครั้งค่อนข้างละม้ายคล้ายกับเครื่องเอวีรีซีฟเวอร์ โดยตรงกลางเครื่องจะเป็นหน้าจอแอลอีดีตัวหนังสือที่แสดงเป็นสีขาว ถัดลงมาเป็นถาดซีดี ซึ่งสามารถรองรับทั้งออดิโอซีดี ซีดีอาร์ และซีดีอาร์-ดับบลิวในฟอร์แมตเพลงประเภท MP3, WMA, AAC และ WAV ด้านขวามือจะเป็นที่ปรับวอลุ่มทรงกลมขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นปุ่มปรับในฟังก์ชั่นต่างๆ ส่วนด้านหลัง ตรงกลางจะเป็นฮีทซิงค์ขนาดพอประมาณ นอกนั้นจะเป็นช่องต่อทั้งอินพุทและเอาต์พุทต่างๆ โดยมีอะนาล็อกอินพุทถึงสามช่อง และอะนาล็อกเอาต์พุท อีกสองช่อง อ๊อปติคอล ดิจิตอล หนึ่งช่อง ช่องอีเธอร์เน็ตสำหรับต่อแลน (LAN) ช่องสำหรับต่อซับวูฟเฟอร์ ช่องต่อเสาอากาศทั้งเอเอ็ม/เอฟเอ็ม ซึ่งมีสายอากาศมาให้มาพร้อมกันด้วย ไบต์ดิ้งโพสต์สำหรับต่อสายลำโพงซึ่งมีสายลำโพงให้มาพร้อมในกล่องใสลำโพงเช่นกัน อันเป็นสายลำโพงระดับปานกลางไม่ใช่ประเภทสายเล็กเท่าหนวดกุ้ง ตัวรีโมทคอนโทรลมีขนาดใหญ่พอๆกับของเครื่องเอวีรีซิฟเวอร์ทั่วไป และมีปุ่มการทำงานที่ครบทุกฟังก์ชั่น การออกแบบด้านหลังเป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้จับกระชับมือ</p>
<p>ชุดลำโพง D-N10BX ที่มาพร้อมชุดที่นำมาทดสอบนั้น การออกแบบเหมือนกับลำโพงเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ด้วยผิวสีดำเปียโนแบล็ก ขนาดลำโพงบุ๊กเชลท์แบบสองทาง เบสรีเฟลกซ์ ความต้านทาน 4 โอม กำลังขับ 70 วัตต์ สามารถตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 45 Hz. – 100 kHz. โดยมีจุดตัดครอสโอเวอร์ที่ 6 kHz. ลำโพงที่ติดตั้งมาประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 3 ซม.แบบ Ring Drive และวูฟเฟอร์ขนาด 13 ซม. แบบ A-OMF Monocoque (คือตัวกรวยจะเป็นแบบชิ้นเดียวโดยไม่มีการเจาะตรงกลางกรวย) โดยมีท่อลมสี่เหลี่ยมด้านล่างสุดยาวตลอดความกว้างของตัวตู้ และตัวตู้ได้เคลือบสารกันแม่เหล็ก (Magnetic Shielding) การต่อสายลำโพงจะเป็นแบบไบต์ดิ้งโพสต์ และสามารถเสียบหัวแบบบานาน่าได้ การออกแบบตัวตู้ได้ทำแบบแยกวัสดุออกเป็นสองส่วนชัดเจน โดยส่วนบนที่ติดตั้งไดร์ฟเวอร์และวงจรนั้น จะทำฟินิชชิ่งแบบสีดำเปียโนแบล็ก ส่วนตรงฐาน จะใช้ไม้หนาอีกชิ้นอันเป็นท่อลมหน้าหน้า ส่วนนี้จะทำเป็นสีดำด้าน เหมือนกับลำโพงรุ่นอื่นๆของออนเกียวที่ผลิตออกมาก่อนหน้านั้น</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>หลังจากแกะกล่อง ต่อสายต่างๆแล้ว ก็เริ่มต้นลองฟังเสียงจากแผ่นซีดีเลย เสียงที่ได้นั้นสาก แข็ง ไม่มีโหงวเฮ้งของความเป็นเครื่องเสียงที่มีชาติตระกูลเลย ต้องปล่อยให้เบิร์นอินไปประมาณ 40-50 ชั่วโมงแล้ว ความเป็นเครื่องเสียงที่มีชาติตระกูลเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ขอเริ่มจากแผ่นซีดีของไช่ฉิน ในชุดเหล่าเกอ (เพลงเก่า) การเปิด/ปีดถาดซีดีเป็นไปอย่างนุ่มนวล ไม่กระตุกกระตาก การอ่านแผ่นถือว่าไม่ช้า ในขณะที่อ่านแผ่น ตัวเครื่องซึ่งมีฟังก์ชั่นฐานข้อมูลจาก Gracenote ซึ่งมีฐานข้อมูลด้านซีดีเพลงในอินเทอร์เน็ต (ในกรณีที่ต่อสายแลนและเซ็ตอินเทอร์เน็ตเรียบร้อย) โดยมีทั้งหมดประมาณ 350,000 อัลบั้ม เมื่อค้นเจอแล้ว (แน่นอนว่า โอกาสที่จะไม่เจอก็มีมาก) หน้าจอจะแสดงชื่ออัลบั้ม และชื่อเพลงที่กำลังเล่น จากที่ทดสอบทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนไม่มีปัญหาครับ ก่อนที่จะลงรายละเอียดด้านของเสียงนั้น ก่อนอื่นผมขอลองการบันทึกเพลงจากแผ่นซีดีของไช่ฉินลงฮาร์ดดิสก์ ซึ่งก็ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่กดปุ่ม HDD REC บนรีโมท หรือถ้ากดปุ่มบนเครื่องยิ่งเข้าใจง่ายเลย เพราะเขียนไว้ชัดเจนว่า “CD  HDD” หรือจะบันทึกลงบน USB Drive ก็เพียงกด “CD  USB” การบันทึกเพลงทั้งอัลบั้มลงฮาร์ดดิสก์จะใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที โดยค่าเริ่มต้นของตัวเครื่องจำให้เราบันทึกเป็นไฟล์ในฟอร์แมต MP3 ที่บิตเรต 256 kbps ซึ่งเป็นบิตเรตสูงสุดที่เลือกได้ นอกนั้นสามารถลดหลั่นลงไปถึงต่ำสุดที่ 128 kbps อีกฟอร์แมตที่สามารถเลือกบันทึกได้คือ WMA (Windows Media Audio V8.0) ที่บิตเรตตั้งแต่ 128 kbps -192 kbps ส่วนฟอร์แมต AAC นั้น ไม่สามารถบันทึกได้ครับแต่คงสามารถถ่ายโอนได้ระหว่าง USB กับฮาร์ดดิสก์</p>
<p>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver จะมีฟังก์ชั่นจดจำแผ่นซีดีที่ได้ทำการบันทึกแล้ว จะไม่อนุญาตให้เราทำการบันทึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากต้องการบันทึกจากซีดีแผ่นเดิม จะต้องรอประมาณ 74 นาทีแล้วค่อยนำมาบันทึกใหม่ แม้ว่าเราจะสามารถนำซีดีแผ่นอื่นๆมาบันทึกต่อก็ตาม แต่ภายใน 74 นาทีนั้น จะไม่ยอมให้เราบันทึกเกิน 16 แผ่นอีกเช่นกัน เพลงที่บันทึกไว้ในฮาร์ดดิสก์นั้น สามารถถ่ายโอนไปมาระหว่างฮาร์ดดิสก์กับยูเอสบีได้ หรือถ้าจะถ่ายโอนไปเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องผ่านระบบแลนโดยใช้ฟังก์ชั่น FTP เหมือนกับถ่ายโอนไฟล์ในอินเทอร์เน็ต</p>
<p>เสียงเพลงที่ได้จากแผ่นซีดีของไช่ฉินนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างกับคุณภาพเสียงที่ได้จากอินทิเกรทเตทแอมป์ชั้นนำเลย ความอบอุ่นของโทนเสียงร้อง โดยเฉพาะกับเสียงกลางของไช่ฉินนั้นฟังแล้วได้บรรยากาศของเวทีเสียงที่สดดีมาก ความใสสะอาดของดนตรี เมื่อไล่สู่เสียงแหลมแล้ว ไม่มีความรู้สึกของเสียงที่แทงแสบหูเลย นอกจากความนุ่มนวลและสะอาดพร้อมกับปลายเสียงที่พลิ้วหวาน ส่วนเสียงเบสนั้นแม้จะไม่อัดออกมาเป็นลูกหนัก แต่ก็มีความหนักเพียงพอที่จะรับรู้ถึงการกระเพื่อมของผิวกลองได้ดี ในด้านของการปรุงแต่งเสียงนั้น สามารถทำได้เหมือนกับเครื่องเล่นที่มีอีควอไรเซอร์ทั่วไป เพียงแต่เครื่องนี้จะเป็นการปรับปรุงในลักษณะของดิจอตอลโดยการกดปุ่น Tone เพื่อที่จะเพิ่มหรือลดเสียงเบสก็ได้</p>
<p>แต่สิ่งที่ ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ให้มามากกว่านั้นคือ การให้ Audyssey EQ และ Audyssey Dynamic EQ มาด้วย ระบบ Audyssey Dynamic EQ จะช่วยแก้ปัญหาในด้านของคุณภาพเสียงที่ลดลงเนื่องจากสภาพอะคุสติกของห้อง โดยระบบนี้จะทำการแก้ไขความถี่ที่ตอบสนองเป็นระยะๆไม่ว่าเราจะตั้งระดับวอลุ่มที่ระดับใดก็ตาม ซึ่งทำให้เบส และโทนัลบาลานซ์ยังคงที่สม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องจะตั้ง Audyssey Dynamic EQ เป็นค่าเริ่มต้น แต่จากการทดสอบนั้น ถ้าหากสภาพห้องที่นั่งฟังเพลงของเราไม่มีปัญหาด้านอะคุสติก และแผ่นซีดีที่ใช้เป็นออดิโอไฟล์ที่มีคุณภาพการบันทึกเสียงที่ดี การเลือกฟังก์ชั่น DIRECT ซึ่งเป็นการตัดการทำงานของ Audyssey Dynamic EQ ผมกลับมีความรู้สึกว่าให้เสียงแฟลตที่เป็นกลางดีมากๆ เพราะระบบจะขับเสียงตรงตามต้นฉบับออกมาโดยตรง โดยไม่ผ่นการปรุงแต่งจาก EQ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบ Audyssey นี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อใช้กับลำโพงของออนเกียวรุ่น D-112E และ D-N10BX (ซึ่งก็คือลำโพงชุดที่มาพร้อมกับ ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver  นั่นเอง) เท่านั้น เนื่องจากลำโพงทั้งสองรุ่นจะมีวงจรที่ทำงานประสานกับฟังก์ชั่น Audyssey Dynamic EQ นั้นเอง</p>
<p>สำหรับใครที่เป็นแบบฉบับออดิโอไฟล์ ต้องการเน้นคุณภาพเสียง ขอแนะนำให้เปลี่ยนสายลำโพงซึ่งช่วยได้มากทีเดียวครับ จากการที่ทดสอบโดยการเปลี่ยนสายลำโพง โดยสลับฟังระหว่างสายที่แถมมากับ Black Rhodium – Jive และ QED Silver Anniversary Silver XT ล้วนแต่เสริมในด้านเสียงให้ “ความมีชาติตระกูลมีสง่าราศียิ่งขึ้น” คือ Black Rhodium – Disco จะให้ความสด และเสียงเบสที่หนักแน่นยิ่งขึ้น ส่วน QED ให้ความหวาน และทอดปลายเสียงได้ดียิ่งขึ้น เพียงเท่านั้น ก็ทำให้ระบบนี้เข้าใกล้เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดแล้ว</p>
<p>ในภาครับวิทยุนั้น เมื่อต่อเสาอากาศที่ให้มาแล้วเลือกฟังก์ชั่น TUNER ภาครับจะมีความไวในการค้นหาคลื่น และรับได้ดีมาก ส่วนการค้นหาจะค้นหาแบบแมนนวลหรืออัตโนมัติก็แล้วแต่สะดวก เพียงแต่สถานีที่คลื่นอ่อนอาจต้องใช้วิธีแมนนวล เราสามารถบันทึกสถานีโปรดได้สูงสุด 40 สถานี และเพื่อให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น เรายังสามารถตั้งชื่อสถานีตามแบบฉบับของเราก็ได้ เช่นสถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 MHz. รายการที่ฟังประจำสมมติเป็นเพลงคลาสสิก ผมอาจตั้งชื่อว่า “Chula-Classic” แทนที่จะเป็นแค่ 101.5 เพราะเมื่อบันทึกถึง 40 สถานีแล้ว ย่อมจะสับสนแล้วว่า คลื่นไหนเกี่ยวกับอะไร หรือเป็นสถานีอะไร ส่วนรายการโปรดที่เรายังบันทึกไว้ฟังซ้ำก็สามารถทำการบันทึกได้เหมือนกับการบันทึกเพลง โดยเลือกที่จะบันทึกในฮาร์ดดิสก์หรือยูเอสบี</p>
<p>ในส่วนของการเล่นจากฮาร์ดดิสก์และจากยูเอสบีนั้น การอ่านข้อมูลจากยูเอสบีจะกินเวลาค่อนข้างนานกว่า ซึ่งก็เป็นไปลักษณะของเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูล ถ้าหากใสฮาร์ดดิสก์มีการบันทึกเพลงไว้มาก เวลาเลือกเราสามารถกดปุ่น “LIBRARY” หรือห้องสมุด จากนั้นสามารถเลือกตาม Artist, Album, Track, Playlist เป็นต้น  เพื่อให้การค้นหาและการจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น เราสามารถตั้งชื่อเพลง ตลอดจนอัลบั้มเพลงเหมือนกับการตั้งชื่อสถานีวิทยุได้เช่นกัน เพราะเมื่อบันทึกเพลงลงในฮาร์ดดิสก์เป็นหมื่นเพลงแล้ว จะรู้ได้ไงว่า อันไหนเป็นอัลบั้มไหน เป็นเพลงอะไร และสำหรับเพลงโปรดก็สามารถทำมาร์คไว้เป็นเพลงโปรด เวลาค้นหาก็สามารถกระโดดข้ามไปมาได้ ส่วนเพลงที่ไม่ต้องการแล้วก็สามารถลบออกได้เช่นกัน ทุกอย่างใช้กดปุ่มบนเครื่องหรือบนรีโมทเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์</p>
<p>ถ้าหากคุณต้องการใช้เครื่องเสียงคุณภาพดีในห้องที่ไม่ใหญ่นัก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver เครื่องนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ทดสอบแล้ว ต้องยอมรับไม่เพียงแต่ในด้านของประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันทันสมัยเหมาะกับยุคดิจิตอลสมัยใหม่แล้ว สิ่งที่ผมถือว่าออนเกียวเครื่องนี้ทำให้เหล่านักฟังเพลงที่เน้นคุณภาพได้รับความพึงพอใจมากที่สุด เพราะนอกจากจะเหมือนได้เครื่องอินทิเกรทเตทแอมป์คุณภาพดีแล้ว ยังได้เครื่องซีดีเพลงเยอร์ชั้นดีมาด้วย ซึ่งสามารถตอบสนองในด้านของความเป็นมิวสิคัลได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพที่เกินตัวจากความเล็กกะทัดรัดของมัน</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p><strong>BR-925 CD/HDD RECEIVER<br />
AMPLIFIER AND PROCESSING FEATURES</strong><br />
• 20 W/Ch, 4 Ω, 1 kHz, 2 Channels Driven, IEC<br />
• VLSC (Vector Linear Shaping Circuitry)<br />
• Discrete Output Stage Circuitry<br />
• Optimum Gain Volume Circuitry<br />
• Wolfson® Stereo DAC<br />
• Audyssey EQ™ for System Equalization (with D-N10BX or D-112E Speakers)<br />
• Audyssey Dynamic EQ™ for Loudness Correction<br />
• Optical Digital Input<br />
• 3 Audio Inputs and 2 Outputs<br />
• Subwoofer Pre Out<br />
• Direct Mode<br />
• Super Bass (On/Off) and Tone Control</p>
<p><strong>HDD AND PLAYBACK FEATURES</strong><br />
• Plays Audio CDs, MP3s,WMA, AAC, and WAV Files<br />
• 80 GB Hard Disk Drive Capacity for Storing Audio Files (Copies from CDs or a USB Mass Storage Device)<br />
• Transfer Files from a PC Using File Transfer Protocol (FTP)<br />
• iPod Playability* via Front-Panel USB Port<br />
• Records Radio Sources<br />
• Gracenote Media Database for Audio File Information<br />
• Repeat/Random Modes<br />
• BGM Mode<br />
*Compatible with the following iPod models: iPod touch, iPod classic, iPod with video, iPod nano (1st, 2nd, and 3rd generation).</p>
<p><strong>TUNER AND OTHER FEATURES</strong><br />
• Preset Function with 40 FM/AM Selections<br />
• Preset Naming (Up to 8 Characters)<br />
• Manual and Automatic FM/AM Tuning<br />
• RDS (PS/RT)<br />
• 4-Mode Timer (Play or Rec/Once or Every)<br />
• Headphone Jack<br />
• Aluminum Top Panel and Knobs<br />
• Banana Plug-Compatible Speaker Posts<br />
• Compatible With Onkyo’s RI (Remote Interactive) Dock for the iPod<br />
• RI-Compatible Remote Control D-N10BX (Optional)</p>
<p><strong>2-WAY BASS REFLEX SPEAKERS</strong><br />
• 13 cm A-OMF Monocoque Diaphragm Woofer<br />
• 3 cm Ring-Drive Tweeter<br />
• Aero Acoustic Drive for Powerful and Natural Sound<br />
• V-Line Edge to Counteract Unwanted Diaphragm Vibration<br />
• Banana Plug-Compatible Speaker Posts<br />
• Magnetically Shielded<br />
• MDF Cabinet with Gloss Finish<br />
• Impedance: 4 Ω<br />
• Max. Input Power: 70 W<br />
• Frequency Response: 45 Hz–100 kHz</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Central Trading Co., Ltd.<br />
<strong>Price</strong>: 39,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS AIR3 – iPod Speaker with Internet Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ASUS AIR3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-216" title="asus-air3_hires-1-550x444" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/asus-air3_hires-1-550x444-300x242.jpg" alt="asus-air3_hires-1-550x444" width="300" height="242" /><strong>ASUS AIR3</strong> ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย</p>
<p>ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น<br />
<span id="more-215"></span><br />
ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Silk Dome ที่วางอยู่ด้านบนสองข้าง กำลังขับ 3 วัตต์ที่ 5 โอม และวูฟเฟอร์ขนาด 3.5 นิ้ว กำลังขับ 35 วัตต์ที่ 4 โอมที่วางอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง ซึ่งลำโพงที่ติดตั้งมานี้ได้รับการรับรอง (Certified) HDSS® (High Definition Sound Standard) พร้อมด้วยโมดูล ETL™ (Embedded Transmission Line) ที่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเสียงอันเกิดจากการสั่นไหว ทำให้เสียงที่ได้มีความใส สะอาด เป็นธรรมชาติ ลำโพงทั้งหมดนี้ ปิดทับด้วยหน้ากากพลาสติกโค้งที่เจาะช่องตรงลำโพง และปุด้วยผ้าปิดลำโพง จึงแลดูสวยงาม มีคุณค่า และเสริมความสะดวกด้วยรีโมทคอนโทรลขนาดเหมาะมือที่มีปุ่มทำงานครบถ้วน และด้านหลังตัวรีโมทใช้ยางกันลื่น จึงจับกระชับใช้งานสะดวก</p>
<p>สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของ ASUS AIR3 คือ ความสามารถในการรับวิทยุอินเทอต์เน็ตซึ่งมีเป็นหมื่นสถานีทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยตัวเครื่องสามารถติดแลน (LAN) ได้ทั้งแบบมีสายโดยมี 10/100 Mbits Ethernet และแลนไร้สาย 802.11b/gความเร็ว 54 Mbits พร้อมเสารับสัญญาณมาให้ต่อเข้าที่ด้านหลังเครื่อง นอกจากรับวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งข่าวสาร และบันเทิงแล้ว ยังสามารถรายงานอากาศเมืองสำคัญต่างๆ และใช้เป็นเครือข่ายต่อกับพีซี เพื่อดึงเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเปิดที่ ASUS AIR3 ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>จากการสังเกต ประสิทธิภาพของลำโพงจะเริ่มสำแดงความสามารถทั้งด้านดนตรีจนเข้าสู่ระดับเทียบชั้นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้เบิร์นอินไปประมาณสิบชั่วโมงไปแล้ว ความแข็งเกร็งของเสียงจะเริ่มหายไป ความสะอาดของเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเล่นเพลงคลาสสิกไวโอลินคอนแชโตจะได้ความสะอาด ใสพลิ้วของเส้นสายที่ดีมาก ในขณะที่เสียงเชลโลก็ให้เสียงต่ำที่มีความหนักแน่น มีพลัง ความใส และสะอาดของเสียงดนตรีจะพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อทดสอบด้วยบทเพลงของ Bach ที่เดี่ยวไวโอลินโดย Kyung-Wha Chung นักไวลินสาวชาวเกาหลีระดับแนวหน้า ปลายนิ้วที่กดลงบนสายแต่ละเส้น การสีข้ามแต่ละช่องเสียงให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ไม่ขัด ไม่คลุมเครือ ให้ความรู้สึกถึงทรวดทรงของแต่ละตัวโน้ตดีมาก หลังจากที่ลองฟังเสียงไวโอลินเพียวๆแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นแบบบิ๊กแบนด์บ้าง ต้องยอมรับว่า  ASUS AIR3 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การแยกชิ้นดนตรียังมีช่องว่างให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่กลบกันจนมั่ว ส่วนด้านเสียงกลอง ยังออกมาได้ค่อนข้างหนักแน่นแฝงด้วยความนุ่มนวล ในด้านของพลังเบสนั้น ASUS AIR3 ได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น BASS เมื่อเรากดปุ่มนี้ ก็จะเพิ่มความลึกของเสียงเบสได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควร</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบคือ การเล่นเพลงแบบ Vocal ครับ ผมลองเล่นเพลงจากอัลบั้ม Red Hot Audiophile 2009 ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสีย (Lossless Compression) เสียงร้องในแนวแจ๊สฟังแล้วรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทั้งเสียงดนตรี และเสียงร้องที่เรียกว่า แทบจะลงตัวจนหาที่ติไม่ได้จนบางครั้งลืมไปว่า กำลังฟังจากลำโพงกล่องเดียวของ ASUS AIR3 ถ้าไม่ติดตรงเวทีเสียงที่แคบไปหน่อยแล้ว ยังเผลอคิดว่า ฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำเสียอีก จากที่สังเกต ถ้าหากนั่งฟังขยับออกห่างจากตัวลำโพงสัก 1.5 – 2 เมตร จะได้มิติของเวทีเสียงที่ดีขึ้นมาก ส่วนหน้ากากลำโพงนั้น ถ้าหากใครไม่เกี่ยงว่าแลดูไม่สวยงาม ขอแนะนำว่า เวลาฟังเพลงนั้น ให้ถอดออก จะทำให้ลดความขุ่นมัวไปได้ไม่น้อย ผลลัพธ์แห่งคุณภาพเสียงเช่นนั้น น่าจะเป็นผลพวงของการฝังตัวเพาเวอร์แอมป์ TPA3120D2 แบบคลาส-ดี (Class – D Power Amplifier) ของ TI (Texas Instrument) ไว้ในลำโพง ASUS AIR3 ที่ติดตั้งมา</p>
<p>สำหรับการเล่นวิดีโอหรือภาพจากไอพ็อตนั้น เราสามารถต่อสายให้ไปแสดงผลบนจอทีวีขนาดใหญ่ได้ โดย ASUS AIR3 ได้เตรียมช่องต่อให้ไว้แล้วด้านหลังเครื่อง ให้เลือกได้ทั้งช่อง Video Out และ S-Video ก็จะทำให้เราได้รับความบันเทิงที่เต็มตา เต็มอิ่มยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเสียงที่ให้ออกมาทาง ASUS AIR3 แล้ว</p>
<p>ในด้านของการรับวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น ก่อนอื่นต้องเซ็ตระบบแลนให้เรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พิเศษอะไรก็สามารถเซ็ตเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที หลังจากที่เซ็ตเรียบร้อย เราก็สามารถเลือกฟังก์ชั่น AIR เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยกดเลือกตามเมนูทีละขั้น ในเมนูจะให้เลือกภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป อัฟริกา เอเชีย เป็นต้น จากนั้น ก็แยกย่อยเป็นประเทศอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสถานีวิทยุอินเทอร์เน็ตหลายสถานี หลังจากเลือกสถานีแล้ว ก็ต้องรอการสตรีมมิ่งให้เต็มบัฟเฟอร์ การกำหนดบัฟเฟอร์ของตัวเครื่องนั้น สามารถเลือกตั้งได้สามระดับ คือ 2 วินาที 4 วินาที และสูงสุด 8 วินาที ขอแนะนำให้ตั้งที่สูงสุด เพราะจากการทดสอบนั้น ถ้าเป็นสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งที่บีบอัดในระดับที่ 32 บิต หรือ 64 บิต จะไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง สามารถรับฟังได้อย่างราบรื่น แต่คุณภาพเสียงก็จะด้อยไปมากเหมือนรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ สำหรับสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งแบบ 128 บิต จะเจอปัญหาต้องสะดุดเป็นระยะๆ เนื่องจากบัฟเฟอร์เล็กเกินไป ต้องคอยรอให้เติมเต็มก่อนถึงเล่นต่อไปได้  แลนไร้สายที่บิลต์อินมานั้น หากเรานำเครื่อง ASUS AIR3 นี้ไปเล่นในจุดที่มี Wi-Fi Hot Spot ก็จะสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ตได้ทันที</p>
<p>ASUS AIR3 ตัวนี้ คงสร้างความชื่นชอบแก่เหล่าสาวกไอพ็อตได้ไม่น้อย ด้วยการออกแบบที่สวยงามสมฐานะ และที่สำคัญที่สุดคือ การคัดอุปกรณ์ระดับคุณภาพที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงที่เทียบชั้นได้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าอัสซุสจะเข้าสู่สมรภูมิด้านนี้หลังคนอื่นก็ตาม แต่จากสเปคและคุณภาพที่อัสซุสมอบให้นั้น คงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความตั้งใจได้ชัดเจนว่า การเข้าสู่สมรภูมินี้ของอัสซุสก็เพื่อที่จะหวังยึดครองส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่ประเภท “ขอเอาด้วยคน” อย่างแน่นอน นอกจากจะขอยึดครองส่วนแบ่งทางการทางตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัสซุสต้องการที่จะเข้าไปยึดครองหัวใจของเหล่าสาวกไอพ็อตทั้งหลาย ซึ่งก็เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความจริงอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Connectivity</td>
<td>Wireless LAN 802.11b/g<br />
Wired 10/100M Ethernet</td>
</tr>
<tr>
<td>Data Rates</td>
<td>54 Mbits (WLAN)<br />
10 Mbits (Ethernet)</td>
</tr>
<tr>
<td>Wireless LAN Security</td>
<td>64/128-bit WEP,WPA,WPA2</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio Format Decoder</td>
<td>MP3/WMA<br />
16 Kbps~ 320 Kbps</td>
</tr>
<tr>
<td>SNR</td>
<td>&gt;90dB Earphone</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>128X64 FSTN Graphics Display<br />
Blue color with whit</td>
</tr>
<tr>
<td>I/O Port</td>
<td>Headphone Jack(Φ3.5mm)<br />
Line In(Φ3.5mm)<br />
Line Out (RCA Jack)<br />
Ethernet (RJ45)<br />
DC Power Jack</td>
</tr>
<tr>
<td>Speaker</td>
<td>5 Watt/ 4 Ohm</td>
</tr>
<tr>
<td>Language Support</td>
<td>French,English,German,Spanish,Japanese,Korean,Traditional   Chinese,Simplified Chinese</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Power Adaptor</td>
<td>Input- 100-240V(50-60 Hz)<br />
Output- DC 6V/2A</td>
</tr>
<tr>
<td>Remote Control</td>
<td>26 keys</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension</td>
<td>250x128x190 mm(LxWxH)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>NHT-No Hear This</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 09:11:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[audiophile]]></category>
		<category><![CDATA[high end]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[NHT]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[ไม่มีงานเลี้ยงใดในโลกที่ไม่มีวันเลิกลา คำพูดนี้อาจเหมาะกับในบางสถานการณ์ แต่สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาดอย่างกว้างขวาง อย่าง NHT หรือ Now Hear This ลำโพงระดับไฮเอ็นด์นั้น อาจเป็นการเลิกลาที่ปัจจุบันทันด่วนเกินกว่าที่แฟนๆเครื่องเสียงหลายท่านจะยอมรับได้ นี่อาจเป็นรายแรกในวงการอุตสาหกรรมเครื่องเสียงที่จะขอเปลี่ยนชื่อจาก Now Hear This (NHT) เป็น No Hear This ด้วยเหตุที่ทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว บ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นาย Chris Byrne ผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท NHT ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทางบริษัทจะขอปิดตัวเองในวันที่ 31 มีนาคม 2009 นี้เป็นต้นไป และกล่าวย้ำด้วยว่า การที่ปิดตัวนั้น ทางบริษัทไม่ได้ประสบภาวะล้มละลาย เพียงแต่ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่เอื้อต่อโอกาสการทำธุรกิจก็เท่านั้นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ปรกติ NHT มักจะมีปรัชญาการทำลำโพงที่มากกว่าความเป็นลำโพง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเครื่องเสียไม่น้อย เมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม ก็จากกลายเป็น No Hear This เสียแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-133" title="NHT High-end Speakers" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/04/nht_classic_group1-293x300.jpg" alt="NHT High-end Speakers" width="293" height="300" /></p>
<p>ไม่มีงานเลี้ยงใดในโลกที่ไม่มีวันเลิกลา คำพูดนี้อาจเหมาะกับในบางสถานการณ์ แต่สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาดอย่างกว้างขวาง อย่าง NHT หรือ Now Hear This ลำโพงระดับไฮเอ็นด์นั้น อาจเป็นการเลิกลาที่ปัจจุบันทันด่วนเกินกว่าที่แฟนๆเครื่องเสียงหลายท่านจะยอมรับได้</p>
<p>นี่อาจเป็นรายแรกในวงการอุตสาหกรรมเครื่องเสียงที่จะขอเปลี่ยนชื่อจาก Now Hear This (NHT) เป็น No Hear This ด้วยเหตุที่ทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว บ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นาย Chris Byrne ผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท NHT ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทางบริษัทจะขอปิดตัวเองในวันที่ 31 มีนาคม 2009 นี้เป็นต้นไป และกล่าวย้ำด้วยว่า การที่ปิดตัวนั้น ทางบริษัทไม่ได้ประสบภาวะล้มละลาย เพียงแต่ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่เอื้อต่อโอกาสการทำธุรกิจก็เท่านั้นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ปรกติ NHT มักจะมีปรัชญาการทำลำโพงที่มากกว่าความเป็นลำโพง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเครื่องเสียไม่น้อย เมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม ก็จากกลายเป็น No Hear This เสียแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Klipsch CS-700 DVD Entertainment System</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2008 13:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Klipsch]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์ แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-12" title="klipsch_cs-700" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/klipsch_cs-700-300x191.jpg" alt="klipsch_cs-700" width="300" height="191" />Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง<br />
Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์<br />
<span id="more-11"></span>แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ เช่น “Source” หรือแหล่งโปรแกรม ปุ่มเพิ่ม หรือ ลดวอลุ่มเสียง ปุ่มเปิดปิดถาดซีดี/ดีวีด และปุ่มพาวเวอร์ เป็นต้น ตัวแผงหน้าปัด เมื่อเปิดพาวเวอร์ออนแล้ว จะมีเครื่องหมายและตัวหนังสือ LED สีฟ้าเรืองแสงสวยงามบอกสถานะการใช้งาน ส่วนด้านหลังตัวเครื่อง จะมีเสาสัญญาณหนึ่งต้น สำหรับการส่งคลื่นสัญญาณไปยังซับวุฟเฟอร์ หรือลำโพง RoomGroove ซึ่งเป็นแบบไร้สายเช่นกัน ช่องสำหรับต่อเสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม มีช่องอินพุท AUX1, AUX2 (อยู่ด้ายข้างทางขวามือของเครื่อง) สำหรับต่ออุปกรณ์เครื่องเล่นภายนอก เช่นเครื่องเล่นเกมส์ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น โดยทมีทั้งช่องต่อแบบโคแอคเชียล และออปติคัล ถัดไปคือช่องอินพุทสำหรับเครื่องรับทีวีดาวเทียม หรือกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์สำหรับเคเบิลทีวี<br />
<img class="alignleft size-full wp-image-13" title="Klipsch RoomGroove speaker" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/aaaaahkqdp8aaaaaaif71g.png" alt="Klipsch RoomGroove speaker" width="300" height="263" />ในส่วนของช่องเอาต์พุทนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเล่นไฮเดฟคือ ช่อง HDMI ซึ่ง Klipsch CS-700 ชุดนี้สามารถอัพสเกลดีวีดีธรรมดาให้ปล่อยสัญญาความละเอียดสูงโดยเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 480p จนถึง 1080i จากการเซ็ตเมนูที่เครื่อง แต่ที่ต้องไม่ลืมสำหรับใครที่จะใช้อัพสเกลก็คือ จะต้องเลื่อนปุ่ม “P-Scan” หรือ Progressive Scan ไปที่ออนด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นภาพ และที่ต้องระวังอีกจุดหนึ่งก็คือ เวลาต่ออุปกรณ์ ถ้าหากใช้สายสัญญาณแบบใด เช่นใช้แบบอะนาล็อก ก็ให้ใช้แบบอะนาล็อกทั้งหมด หรือดิจิตอลก็ติจิตอลทั้งหมด เพราะตัวซิสเต็มจะไม่แปลงสัญญาณจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า เพิ่งแกะกล่องแท้ๆ ไฉนจึง “เดี้ยง” เสียงแล้ว นอกจากช่อง HDMI แล้ว ยังมีช่องต่อสัญญาณภาพแบบ Component, S-Video ส่วนด้านเสียงนั้น มีช่องต่อลำโพงซ้าย-ขวา ซึ่งเป็นช่องออกแบบเฉพาะสำหรับลำโพงที่ให้มา โดยจะมีสายพร้อมหัวเสียบที่ออกแบบมาพิเศษ ดังนั้น สายลำโพงจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่จุใจ ก็ยังมีช่องยูเอสบีให้มาอีก 1 ช่อง ตรงด้านข้างของเครื่อง เพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเอ็มพี 3 หรือไฟล์ภาพได้ แต่ไม่สามารถนำกล้องดิจิตอล หรือต่อตรงกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง<br />
ตัวรีโมตคอนโทรลนั้น ขนาดกำลังกระชับมือ มีปุ่มควบคุมสำคัญครบถ้วน แม้จะมีฟังค์ชั่นไม่มากนัก เช่นปุ่มเลือกเล่นแผ่น ทีวี เคเบิล Aux1, Aux2 และ วิทยุ สำหรับการนำยูเอสบีไดร์ฟมาใช้ แม้จะอยู่ในหมวดของ Aux2 บนเครื่องก็ตาม แต่เวลาจะเลือกเล่น ต้องเลือกปุ่น Disc ครับ ไม่ใช่ Aux2<br />
<strong>Soft Test</strong><br />
การทดสอบด้านเสียง สิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจ จนออกจะผิดหวังในครั้งแรก ก็คือ เมื่อทดสอบการเล่นเพลงกับแผ่นซีดีออดิโอ เหตุที่ต้องบอกว่ารู้สึกผิดหวังก็คือ เสียงที่ได้นั้น รู้สึกมันไม่น่าจะใช่สำหรับ Klipsch เพราะมันเหมือนกับฟังจากลำโพงมัลติมีเดียในคอมพิวเตอร์ที่ราคาคู่ละไม่กี่ร้อยบาท ร่ำๆว่าจะขอบายแล้ว แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอลองอีกทีก็แล้วกัน คราวนี้ขอย้ายไปลองห้องอื่น (ตอนแรกอยู่ในห้องดุหนังขนาด 4 X 6 เมตร โดยวางลำโพงห่างกันมาก) คราวนี้วางลำโพงห่างกันเพียงเมตรกว่าๆ และนั่งฟังในตำแหน่งสามเหลี่ยม”จุดหวาน” พอดี เออ&#8230;ตัวตนที่แท้จริงของ Klipsch จึงปรากฏออกมาให้ได้ยิน เสียงในย่านกลางแหลมออกมาค่อนข้างดี มีความสะอาด ใส เวทีเสียงมีความลึกและกระจายออกด้านข้างค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางระยะห่างของลำโพงสองข้างควรอยู่ในระยะ 160 ซฒ. ไม่เกิน 200 ซม. และวางระดับหูเวลานั่งฟัง หรือว่าต่ำกว่าเล็กน้อย ถ้าหากจำเป็นต้งอวางสูงกว่าระดับหู ก็ควรจะวางลำโพงก้มลง (Tilt) เล็กน้อย แต่เนื่องจากลำโพงตัวเล็ก และผมไม่ต่อซับวุฟเฟอร์ จึงทำให้ขาดเสียงย่านความถี่ต่ำไป ดังนั้น หากใครชอบเพลงหนักๆ เบสหนาเป็นลูกๆ จึงควรฟังพร้อมซับวูฟเฟอร์ เสียงเบสจะออกมามากหรือน้อย ก็ต้องอยู่ที่ตำแหน่งการวาง จึงขอแนะนำให้วางชิดกำแพง ยิ่งอยู่ในมุมยิ่งดี เพราะมันจะทำหน้าเหมือนกับเป็นตู้ซับฯใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ส่วนการอ่านแผ่นซีดีมีความแม่นยำ ฉับไว เวลาข้ามแทรค สามารถข้ามและเล่นต่อได้อย่างรวดเร็ว ส่วนตัวถาดใส่แผ่นนั้น การเปิดเข้าออก ก็ค่อนข้างนิ่มนวลแบบผู้ดี ไม่กระโชกโฮกฮาก<br />
สำหรับลำโพงไร้สาย RoomGroove นั้น เนื่องจากตัวไดร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นเวลาฟังเพลงจึงมีความนุ่มนวล เพิ่มเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง ทำให้เวลาฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะนำมาใช้งานนั้น ขอให้ปรับ Home Code ทั้งที่ตัวซับวุฟเฟอร์ และลำโพงให้ตรงกันก่อน ซึ่งก็คือให้ส่งคลื่นสัญญาณในระดับที่เท่ากัน มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีเสียง ตัว RoomGroove จะมี iPod Docking สำหรับการฟังเพลงจาก iPod ซึ่งออกแบบถาดได้นุ่มนวลเช่นกัน และที่สะดวกยิ่งขึ้น ตัวลำโพงจะมีรีโมทตัวจิ๋วให้มกด้วย เพื่อให้คุณสามารถควบคุมการฟังเพลงจาก iPod ได้อย่างสะดวก และอิสระ การนำลำโพง RoomGroove มาใช้ จะสะดวกตรงที่เวลาฟังเพลงในหลายๆห้อง ก็เพียงแค่เซ็ตไปที่ Transmit สำหรับตัวที่จะส่งสัญญาณ และตัวที่เราฟังในห้องก็เซ็ตเป็น Listen โดยไม่ต้องเดินสายลำโพง เพียงแค่เสียบสายไฟก็ใช้ได้ ซึ่งสายไฟที่ให้มาก็ออกแบบให้สามารถม้วนเก็บได้อย่างเรียบร้อย<br />
การทดสอบด้านภาพกับการชมภาพยนตร์นั้น ลำโพงจิ๋วที่มาพร้อมชุดนั้น ดูเบาไม่ได้อีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่า เจ้าหนูคู่นี้ นอกจากร้องเพลงได้ไพเราะไม่น้อยหน้านักร้อง (ลำโพง)รุ่นใหญ่แล้ว เวลาเล่นหนังยิ่งมันส์สะใจกว่า จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่น โดยเฉพาะเรื่อง Saving Private Ryan ที่ยิงกันหูดับตับไหม้ ห่ากระสุนที่กระหน่ำปลิวว่อนนั้น เจ้าหนูคู่นี้สามารถให้เสียงที่ไม่คลุมเครือ ตำแหน่ง วิถีกระสุน ระเบิดมีที่มา ที่ไปชัดเจน ไม่ใช่มั่วๆแบบตำรวจในบางประเทศที่สาดกระสุน แก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนจนแขนขาขาด แล้วบอกว่า ไม่รู้ยิงมาจากไหน แต่ตำรวจไม่ได้ยิง<br />
ด้านภาพนั้น มีความสด และความสะอาดของภาพดีมาก ฉากมืดมีความมืดไม่ใช่สีเทาๆหรือออกม่วงเหมือนบางยี่ห้อ เนื่องจากตัวเครื่อง CS-700 ไม่มีเอาต์พุตแบบ 5.1 จึงไม่สามารถต่อลำโพงเสียงรอบทิศทางได้ ส่วนการใช้ลำโพงไร้สาย RoomGroove ก็ไม่สามารถแยกช่องเสียงเป็นเสียงแบบรอบทิศทางได้ แต่ทั้งนี้ ยังสามารถชดเชยอารมณ์ได้ด้วยฟังค์ชั่น “Surround Mode” โดยกดเลือกจากตัวรีโมท ซึ่งเลือกได้ทั้งแบบ Off, Reference และ Wide ถ้าเลือก Off บรรยากาศจะออกแบบแห้งๆ เซ็งๆ Reference ก็ดีขึ้นมาหน่อย ส่วนตัวผมเอง ชอบ Wide มากที่สุด แม้จะสูงการถอดรหัสของ A/V Receiver ได้ก็ตาม แต่ก็เหมือนทานสุกี้แล้วได้จิ้มน้ำจิ้มด้วย แม้จะเป็นน้ำจิ้มสำเร็จรูปก็ยังทำให้รู้สึกว่านี่กำลังกินสุกี้ ส่วนการโอบล้อมจะมากหรือน้อยนั้น ให้เข้าไปเซ็ตจากเมนูในหมวด Audio/Enhanced Surround โดยมีให้เลือก DVS ซึ่งเป็นการจำลองระบบเสียงรอบทิศทางครับ<br />
สำหรับที่ไม่ค่อยคุ้นก็คือ การเลือกเสียงกับซับไตเติลในขณะดูหนัง เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนได้จากทางรีโมทโดยตรง จึงต้องเข้าไปเลือกจากเมนู ซึ่งทำให้ต้องขัดจังหวะในการดูหนัง ส่วนระหว่างที่ชมภาพยนตร์นั้น สามารถกดปุ่ม Info ที่รีโมท เพื่อดูข้อมูลของภาพยนตร์ที่กำลังเล่นอยู่ เช่นความยาวกี่นาที ความระเอียดของภาพ ระบบเสียง การซูมภาพ และการปรับมุมภาพ (Angle) สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจากออกจากเมนูการเลือกเสียงและซับไตเติลแล้ว การเล่นหนังต่อจากที่ค้างไว้เติมนั้น จะมีการสะดุดประมาณ 1 – 2 วินาที แต่การข้ามแทรคกลับทำได้รวดเร็วและต่อเนื่องดี<br />
ในภาคจูนเนอร์ หรือการเล่นวิทยุนั้น จากในคู่มือแจ้งว่า มีสายอากาศทั้งเอเอ็ม เอฟเอ็มให้มาด้วย แต่ในกล่องมีเฉพาะเสาเอเอ็ม ส่วนอีกสานคิดว่าน่าจะเป็นสายอากาศเอฟเอ็ม แต่ว่าขั้วต่อเป็นแบบหางปลา แทนที่จะเป็นหัวกลม 75 โอม ผมจึงต้องเอาสายอากาศของที่มีอยู่มาลอง แต่จากการทดสอบทั้งสองคลื่น ภาครับไม่ค่อนดีนัก ส่วนการดูสถานะต่างๆของการตั้ง เช่นการบันทึกสถานี ก็ต้องดูจากหน้าจอทีวี เช่นเดียวกับการเล่นอุปกรณ์อื่นๆ<br />
กล่าวโดยรวมแล้ว Klipsch CS-700 DVD Entertainment System เป็นชุดที่ถือว่า มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในแง่ของการใช้งาน และที่สำคัญคือ ในด้านของภาพที่สามารถอัพสเกลความละเอียดถึง 1080i ส่วนในด้านเสียงนั้น หากไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ก็คงจะใจดำเกินไป ที่น่าเสียดายก็คงมีอยู่นิดเดียว ก็คือ ไม่มีระบบเสียงเอาต์พุทแบบ 5.1 ช่องเสียง แต่ระบบเสียงรอบทิศทาง DVS ก็ถือว่าชดเชยได้พอสมควร ในด้านโครงสร้างของเครื่องที่ออกแบบได้ทั้งแข็งแรง และประณีตทุกรายละเอียด สามารถวางโชว์ในห้องรับแขกได้ไม่อายใครเพราะทั้ง “สวยทั้งรูป ดีทั้งเสียง”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

