<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; iPod</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/ipod/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Pioneer XW-NAV1-K DVD Speaker System for iPod</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:46:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer DVD]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=409</guid>
		<description><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-410" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer_xw_nav1_k" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k-300x256.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K" width="270" height="230" /></a>Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ</p>
<p>ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม<br />
<span id="more-409"></span><br />
Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย นั่นหมายความว่า เราสามารถเล่นภาพยนตร์แบบไฮเดฟได้โดยตรงกับเครื่องนี้เลย ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบเสียง Dolby Digital ด้วย สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆวางอยู่ด้านบนตัวเครื่อง รวมทั้งช่องใส่แผ่นดีวีดีแบบสล็อตอิน (หรือบางคนเรียกแบบดูด) ที่วางอยู่ด้านบนตรงกลาง ดังนั้นเวลาใส่แผ่นจึงต้องวางในลักษณะแนวตั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะไพโอเนียร์ชำนาญในด้านการผลิตเครื่องเล่นดีวีดีแบบสล็อตอินอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจคุ้นเคยกับการใส่แผ่นแบบแนวนอนเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาผมใส่แผ่นแบบแนวตั้งทีไร ทำให้ผมต้องคิดถึงเครื่องปิ้งขนมปังทุกที&#8230;</p>
<p>ตัวรีโมทคอนโทรลสีดำที่มาพร้อมเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือเหมือนรีโมทสำหรับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป และมีปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานครบทุกฟังก์ชั่น และการวางเลเอาต์ของปุ่มต่างๆนั้น สำหรับใครที่เคยใช้เครื่องเล่นดีวีดีของไพโอเนียร์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะทั้งขนาด ลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่รายละเอียดการทำงานของแต่ละปุ่มอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่อง</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สำหรับไอพ็อตที่สามารถรองรับได้นั้น ตั้งแต่ iPod nana 1 จนถึง iPod touch 2G และไอโฟน 3GS สำหรับรุ่นที่สูงกว่านี้คงต้องสอบถามให้แน่ชัดอีกทีครับ แต่ที่แน่ๆคือ ก่อนที่จำนำรุ่นใดมาใช้นั้น โดยเฉพาะรุ่นเก่า ขอให้อัปเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อน เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อวางไอพ็อตบนแท่นด็อกกิ้งแล้ว ให้กดเลือกอุปกรณ์ที่ต่อเล่นกับ Pioneer XW-NAV1-K แต่ถ้าหากตัวเครื่องอยู่ในสแตนบายโหมด เมื่อเสียบไอพ็อตปั๊บ ก็จะเล่นเลย หลังจากนั้น การควบคุมต่างๆสามารถกระทำผ่านตัวรีโมทได้เลย แต่ปุ่มต่างๆบนรีโมทนั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับไอพ็อตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีหลายๆปุ่มเป็นฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นดีวีดีโดยเฉพาะ ส่วนการเชื่อมต่อกับทีวีเพื่อชมภาพและวิดีโอจากไอพ็อตนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่านสาย HDMI ได้ คงต้องใช้สายวิดีโอเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-422" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer-xw-nav1-k-connectique" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique-300x159.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K DVD player" width="270" height="143" /></a>บุคลิกด้านเสียงที่ค่อนข้างเด่นชัดของเจ้าตัว XW-NAV1-K นี้ เสียงที่มีความสะอาด ให้รายละเอียดดีมาก เสียงเคาะ เสียงดีด เสียงตี ล้วนสามารถถ่ายทอดออกมากได้อยู่ถูกต้อง อย่างการกระหน่ำกลองในเพลง Ain’t No Cure for Love ของ Jennifer Warnes ที่ออกมาได้หนักหน่วงมีพลังดีมาก ในขณะที่เสียงร้องของเธอยังคงมีความใส ไม่ถูกเสียง (ย่านความถี่ต่ำ) ของเสียงกลองดึงให้พล่ามัวแต่อย่างใด ส่วนเพลง Song of Bernadette ซึ่งเป็นเพลงช้าๆที่คลอด้วยเสียงเปียโนนั้น ให้อารมณ์ดีมาก กับการร้องที่ชัดทุกอักขระ ทั้งเสียง S เสียง F ในขณะที่เสียงเปียโนนั้น เสียงค้อนที่เคาะลงบนสายแต่ละทีนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังที่คั้นอารมณ์คนฟังได้ดีเหลือเกิน เช่นกันคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ไอพ็อต/ไอโฟนนั้น หากเป็นไปได้ ขอแนะนำเล่นเพลงในฟอร์แมตของแอปเปิลโดยตรงจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า</p>
<p>ทีนี้ลองเล่นไฟล์เสียงจากแผ่นซีดีโดยตรงบ้างPioneer XW-NAV1-K สามารถรองรับได้ทั้งแผ่น CD-R/CD-RW และ Audio-CD อย่างไม่มีปัญหาครับ สำหรับไฟล์เสียงที่รองรับนอกจากฟอร์แมตสามัญประจำบ้านอย่าง MP3 แล้ว ก็มี WMA ส่วนไฟล์ประเภท Lossless และไฟล์ที่มีการเข้ารหัสป้องกันหมดสิทธิ์นำมาเล่นครับ การเล่นแผ่น Audio-CD นั้น ความสามารถในการ “รีด” เอารายละเอียด ความสมจริงของเสียงได้ดีตามบุคลิกของตัว XW-NAV1-K อย่างในเพลง Kitchen Racket Performer ของ The Cottars จากซีดีในชุด HD Mastering Audiophile Test ยังคงสามารถถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนามได้อย่างสมจริง ซึ่งเพลงนี้ผมฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่จนคุ้นหูมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ยินจาก Pioneer XW-NAV1-K ก็ยังคงได้รับอรรถรสที่ใกล้เคียงกับการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ส่วนใครอยากจะบันทึกเพลงที่ชื่นชอบในแผ่นนั้น ก็สามารถเลือกแทรคที่ต้องการแล้วบันทึกลงในแฟลชไดร์ฟได้อย่างง่ายดาย โดยด้านขวามือของช่องใส่แผ่นซีดีจะมีช่องเสียบยูเอสบีให้เรานำแฟลชไดร์ฟมาเสียบใช้งาน โดยสามารถใช้เล่นเพลง วิดีโอ หรือรูปภาพที่เก็บอยู่ในไดร์ฟนี้ได้โดยตรง หรือจะใช้เป็นสื่อในการบันทึกไฟล์ที่ได้จากการแปลงไฟล์ออดิโอมาไว้ในนี้ก็ได้ ฟังก์ชั่นการบันทึกเพลงนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับไอพ็อตได้ ไม่ว่าจะบันทึกลงไอพ็อต หรือว่าบันทึกเพลงจากไอพ็อตลงยูเอสบีไดร์ฟ ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
<p>สำหรับการเล่นเพลงในฟอร์แมต MP3 นั้น หากใครรู้สึกขาดอะไรไปบ้างตามธรรมชาติของไฟล์ฟอร์แมตนี้ ซึ่งมักจะออกมากในลักษณะที่แห้งๆ ขาดรายละเอียดอันเนื่องจากการบีบอัดโดยการตัดทอนบิตที่ซ้ำกันออก ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ด้วยการใช้ปุ่ม Sound เพื่อเพิ่มหรือลดเสียงในแต่ละย่านตามความชอบของแต่ละคน</p>
<p>สิ่งที่อยากจะทดสอบเป็นการสดท้ายคือ การเล่นแผ่นดีวีดี เนื่องจากลำโพงไอพ็อตที่ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมานั้น หาได้ไม่มากนัก โดยการต่อสัญญาณเข้าทีวีนั้น ผมได้ใช้สาย HDMI ที่ให้มาพร้อมกับเครื่องต่อเข้ากับทีวีพลาสมา ตัวเครื่องดีวีดีนี้นอกจากใช้เล่นกับแผ่นดีวีดีมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเล่นแผ่นดีวีดีในบันทึกไฟล์ในฟอร์แมตอื่นๆ เช่น DivX, MP3, WMA และ JPEG เป็นต้น การตั้งค่าต่างๆ เช่นภาพ เสียง สายสัญญาณและอื่นๆ จะคล้ายกับของเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป สำหรับค่าความละเอียดปัจจุบันนั้น ตัวเครื่องจะตั้งไว้ที่ 720p เพราะสามารถใช้ได้กับสายสัญญาณทั้ง RCA และ HDMI ตลอดจนเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปด้วย  แต่ภาพบนจออาจดูหยาบไปสักนิด เนื่องจากผมได้ต่อกับสาย HDMI จึงปรับไปที่ 1080p ก็ทำให้ความละเอียดของภาพดูเนียนและสบายตาขึ้นเยอะ โดยรวมแล้ว ภาพจากแผ่นดีวีดีมีความละเอียดที่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ภาพมีความสะอาด สีสันเหมือนธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดการไล่เชดสีนั้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตัวลำโพงออกแบบเป็นสองแชนแนล ดังนั้น เวลาชมภาพยนตร์จึงต้องอาศัย Virtual Surround ช่วยเพิ่มอรรถรสซึ่งก็สามารถช่วยให้เติมช่องว่างไปได้ระดับหนึ่ง</p>
<p>หากนำแผ่นหรือแฟลชไดร์ฟที่บรรจุวิดีโอในฟอร์แมต DivX มาเล่นนั้น คำบรรยายหรือซับไตเติลส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์แยกต่างหาก ก่อนอื่นต้องตั้งค่าภาษาของซับไตเติลของเครื่องให้ถูกต้องก่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่มีพื้นฐานจากอักษรโรมัน) และฟอร์แมตของไฟล์ซับไตเติลที่สนับสนุนคือ .srt, .sub, .ssa และ .smi ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม ก็คงเป็นที่ถูกใจบรรดานักโหลดบิททั้งหลาย</p>
<p>Pioneer XW-NAV1-K นี้ ให้ฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งการฟังเพลง ดูหนัง ดูรูปภาพ รวมทั้งสนับสนุนสื่อทั้งไอพ็อต/ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพี3 แผ่น CD/DVD, USB drive รับวิทยุ ฯลฯ และให้คุณภาพเสียงในระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการฟังเพลงประเภท easy listening แจ๊ส แบบฟังสบายๆบนโต๊ะทำงาน หรือห้องนอน</p>
<p><strong>Main Features</strong><br />
<strong>•    Plays</strong><br />
• iPod<br />
• iPhone<br />
• DVD / CD<br />
• MP3, DivX, WMA and JPEG files from USB, CD and DVD<br />
• FM Radio<br />
•    Speakers 2 full-range speakers<br />
•    Passive Radiators (+) Yes<br />
•    Terminals • 1 x iPod/iPhone<br />
• 1 x CD/DVD<br />
• 1 x USB<br />
• 1 x Aux In (mini jack)<br />
• 2 x RCA Audio Out<br />
• 1 x Composite Video out<br />
• 1 x HDMI out (AV cord included)<br />
•    CD to USB Ripping Yes<br />
•    Display LEM display + clock with wake-up and sleep function<br />
•    Remote Control Unit Full-size remote included<br />
•    Dimensions (W x H x D) 370 x 170 x 210 mm<br />
•    Weight 3,5 kg<br />
•    Power Requirements AC 220/240V, 50/60Hz<br />
<strong>Speakers</strong><br />
•    Speaker Type 2-Channel Full Range + Passive Radiator<br />
<strong>Amplifier</strong><br />
•    Power RMS Front 10W + 10W (8Ω)<br />
<strong>Radio</strong><br />
•    Presets 9<br />
<strong>Audio</strong><br />
•    Bass/Treble Control Yes<br />
•    Dynamic Range Control Yes<br />
•    Dolby Digital Yes<br />
•    Virtual Surround Yes</p>
<p>Distributor: Pioneer Electronics (Thailand) Co., Ltd. Tel: 0-2612-2383</p>
<p>Price: 9,990 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS AIR3 – iPod Speaker with Internet Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ASUS AIR3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-216" title="asus-air3_hires-1-550x444" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/asus-air3_hires-1-550x444-300x242.jpg" alt="asus-air3_hires-1-550x444" width="300" height="242" /><strong>ASUS AIR3</strong> ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย</p>
<p>ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น<br />
<span id="more-215"></span><br />
ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Silk Dome ที่วางอยู่ด้านบนสองข้าง กำลังขับ 3 วัตต์ที่ 5 โอม และวูฟเฟอร์ขนาด 3.5 นิ้ว กำลังขับ 35 วัตต์ที่ 4 โอมที่วางอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง ซึ่งลำโพงที่ติดตั้งมานี้ได้รับการรับรอง (Certified) HDSS® (High Definition Sound Standard) พร้อมด้วยโมดูล ETL™ (Embedded Transmission Line) ที่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเสียงอันเกิดจากการสั่นไหว ทำให้เสียงที่ได้มีความใส สะอาด เป็นธรรมชาติ ลำโพงทั้งหมดนี้ ปิดทับด้วยหน้ากากพลาสติกโค้งที่เจาะช่องตรงลำโพง และปุด้วยผ้าปิดลำโพง จึงแลดูสวยงาม มีคุณค่า และเสริมความสะดวกด้วยรีโมทคอนโทรลขนาดเหมาะมือที่มีปุ่มทำงานครบถ้วน และด้านหลังตัวรีโมทใช้ยางกันลื่น จึงจับกระชับใช้งานสะดวก</p>
<p>สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของ ASUS AIR3 คือ ความสามารถในการรับวิทยุอินเทอต์เน็ตซึ่งมีเป็นหมื่นสถานีทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยตัวเครื่องสามารถติดแลน (LAN) ได้ทั้งแบบมีสายโดยมี 10/100 Mbits Ethernet และแลนไร้สาย 802.11b/gความเร็ว 54 Mbits พร้อมเสารับสัญญาณมาให้ต่อเข้าที่ด้านหลังเครื่อง นอกจากรับวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งข่าวสาร และบันเทิงแล้ว ยังสามารถรายงานอากาศเมืองสำคัญต่างๆ และใช้เป็นเครือข่ายต่อกับพีซี เพื่อดึงเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเปิดที่ ASUS AIR3 ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>จากการสังเกต ประสิทธิภาพของลำโพงจะเริ่มสำแดงความสามารถทั้งด้านดนตรีจนเข้าสู่ระดับเทียบชั้นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้เบิร์นอินไปประมาณสิบชั่วโมงไปแล้ว ความแข็งเกร็งของเสียงจะเริ่มหายไป ความสะอาดของเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเล่นเพลงคลาสสิกไวโอลินคอนแชโตจะได้ความสะอาด ใสพลิ้วของเส้นสายที่ดีมาก ในขณะที่เสียงเชลโลก็ให้เสียงต่ำที่มีความหนักแน่น มีพลัง ความใส และสะอาดของเสียงดนตรีจะพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อทดสอบด้วยบทเพลงของ Bach ที่เดี่ยวไวโอลินโดย Kyung-Wha Chung นักไวลินสาวชาวเกาหลีระดับแนวหน้า ปลายนิ้วที่กดลงบนสายแต่ละเส้น การสีข้ามแต่ละช่องเสียงให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ไม่ขัด ไม่คลุมเครือ ให้ความรู้สึกถึงทรวดทรงของแต่ละตัวโน้ตดีมาก หลังจากที่ลองฟังเสียงไวโอลินเพียวๆแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นแบบบิ๊กแบนด์บ้าง ต้องยอมรับว่า  ASUS AIR3 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การแยกชิ้นดนตรียังมีช่องว่างให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่กลบกันจนมั่ว ส่วนด้านเสียงกลอง ยังออกมาได้ค่อนข้างหนักแน่นแฝงด้วยความนุ่มนวล ในด้านของพลังเบสนั้น ASUS AIR3 ได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น BASS เมื่อเรากดปุ่มนี้ ก็จะเพิ่มความลึกของเสียงเบสได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควร</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบคือ การเล่นเพลงแบบ Vocal ครับ ผมลองเล่นเพลงจากอัลบั้ม Red Hot Audiophile 2009 ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสีย (Lossless Compression) เสียงร้องในแนวแจ๊สฟังแล้วรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทั้งเสียงดนตรี และเสียงร้องที่เรียกว่า แทบจะลงตัวจนหาที่ติไม่ได้จนบางครั้งลืมไปว่า กำลังฟังจากลำโพงกล่องเดียวของ ASUS AIR3 ถ้าไม่ติดตรงเวทีเสียงที่แคบไปหน่อยแล้ว ยังเผลอคิดว่า ฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำเสียอีก จากที่สังเกต ถ้าหากนั่งฟังขยับออกห่างจากตัวลำโพงสัก 1.5 – 2 เมตร จะได้มิติของเวทีเสียงที่ดีขึ้นมาก ส่วนหน้ากากลำโพงนั้น ถ้าหากใครไม่เกี่ยงว่าแลดูไม่สวยงาม ขอแนะนำว่า เวลาฟังเพลงนั้น ให้ถอดออก จะทำให้ลดความขุ่นมัวไปได้ไม่น้อย ผลลัพธ์แห่งคุณภาพเสียงเช่นนั้น น่าจะเป็นผลพวงของการฝังตัวเพาเวอร์แอมป์ TPA3120D2 แบบคลาส-ดี (Class – D Power Amplifier) ของ TI (Texas Instrument) ไว้ในลำโพง ASUS AIR3 ที่ติดตั้งมา</p>
<p>สำหรับการเล่นวิดีโอหรือภาพจากไอพ็อตนั้น เราสามารถต่อสายให้ไปแสดงผลบนจอทีวีขนาดใหญ่ได้ โดย ASUS AIR3 ได้เตรียมช่องต่อให้ไว้แล้วด้านหลังเครื่อง ให้เลือกได้ทั้งช่อง Video Out และ S-Video ก็จะทำให้เราได้รับความบันเทิงที่เต็มตา เต็มอิ่มยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเสียงที่ให้ออกมาทาง ASUS AIR3 แล้ว</p>
<p>ในด้านของการรับวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น ก่อนอื่นต้องเซ็ตระบบแลนให้เรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พิเศษอะไรก็สามารถเซ็ตเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที หลังจากที่เซ็ตเรียบร้อย เราก็สามารถเลือกฟังก์ชั่น AIR เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยกดเลือกตามเมนูทีละขั้น ในเมนูจะให้เลือกภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป อัฟริกา เอเชีย เป็นต้น จากนั้น ก็แยกย่อยเป็นประเทศอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสถานีวิทยุอินเทอร์เน็ตหลายสถานี หลังจากเลือกสถานีแล้ว ก็ต้องรอการสตรีมมิ่งให้เต็มบัฟเฟอร์ การกำหนดบัฟเฟอร์ของตัวเครื่องนั้น สามารถเลือกตั้งได้สามระดับ คือ 2 วินาที 4 วินาที และสูงสุด 8 วินาที ขอแนะนำให้ตั้งที่สูงสุด เพราะจากการทดสอบนั้น ถ้าเป็นสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งที่บีบอัดในระดับที่ 32 บิต หรือ 64 บิต จะไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง สามารถรับฟังได้อย่างราบรื่น แต่คุณภาพเสียงก็จะด้อยไปมากเหมือนรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ สำหรับสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งแบบ 128 บิต จะเจอปัญหาต้องสะดุดเป็นระยะๆ เนื่องจากบัฟเฟอร์เล็กเกินไป ต้องคอยรอให้เติมเต็มก่อนถึงเล่นต่อไปได้  แลนไร้สายที่บิลต์อินมานั้น หากเรานำเครื่อง ASUS AIR3 นี้ไปเล่นในจุดที่มี Wi-Fi Hot Spot ก็จะสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ตได้ทันที</p>
<p>ASUS AIR3 ตัวนี้ คงสร้างความชื่นชอบแก่เหล่าสาวกไอพ็อตได้ไม่น้อย ด้วยการออกแบบที่สวยงามสมฐานะ และที่สำคัญที่สุดคือ การคัดอุปกรณ์ระดับคุณภาพที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงที่เทียบชั้นได้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าอัสซุสจะเข้าสู่สมรภูมิด้านนี้หลังคนอื่นก็ตาม แต่จากสเปคและคุณภาพที่อัสซุสมอบให้นั้น คงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความตั้งใจได้ชัดเจนว่า การเข้าสู่สมรภูมินี้ของอัสซุสก็เพื่อที่จะหวังยึดครองส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่ประเภท “ขอเอาด้วยคน” อย่างแน่นอน นอกจากจะขอยึดครองส่วนแบ่งทางการทางตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัสซุสต้องการที่จะเข้าไปยึดครองหัวใจของเหล่าสาวกไอพ็อตทั้งหลาย ซึ่งก็เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความจริงอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Connectivity</td>
<td>Wireless LAN 802.11b/g<br />
Wired 10/100M Ethernet</td>
</tr>
<tr>
<td>Data Rates</td>
<td>54 Mbits (WLAN)<br />
10 Mbits (Ethernet)</td>
</tr>
<tr>
<td>Wireless LAN Security</td>
<td>64/128-bit WEP,WPA,WPA2</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio Format Decoder</td>
<td>MP3/WMA<br />
16 Kbps~ 320 Kbps</td>
</tr>
<tr>
<td>SNR</td>
<td>&gt;90dB Earphone</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>128X64 FSTN Graphics Display<br />
Blue color with whit</td>
</tr>
<tr>
<td>I/O Port</td>
<td>Headphone Jack(Φ3.5mm)<br />
Line In(Φ3.5mm)<br />
Line Out (RCA Jack)<br />
Ethernet (RJ45)<br />
DC Power Jack</td>
</tr>
<tr>
<td>Speaker</td>
<td>5 Watt/ 4 Ohm</td>
</tr>
<tr>
<td>Language Support</td>
<td>French,English,German,Spanish,Japanese,Korean,Traditional   Chinese,Simplified Chinese</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Power Adaptor</td>
<td>Input- 100-240V(50-60 Hz)<br />
Output- DC 6V/2A</td>
</tr>
<tr>
<td>Remote Control</td>
<td>26 keys</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension</td>
<td>250x128x190 mm(LxWxH)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Nakamishi mySoundSpace</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/nakamishi-mysoundspace/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/nakamishi-mysoundspace/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Jul 2009 06:03:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[CD changer]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[mySoundSpace]]></category>
		<category><![CDATA[Nakamichi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[Nakamishi ชื่อที่คนไทยเรารู้จักมานมนาน แต่อาจรู้จักในผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงติดรถยนต์มากกว่าเครื่องเสียงบ้าน เพราะด้วยชื่อ Nakamishi ที่แปลได้ตรงๆจากภาษาญี่ปุ่นว่า “กลางทาง” แต่นั่นคงไม่ใช่เห็นผลหลัก เพราะ Nakamishi เพิ่งจะผลิตเครื่องเสียงรถยนต์ในต้นทศวรรษ 1980 นี้เอง ในขณะที่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1948 นั้น ทางบริษัทเริ่มต้นทำการผลิตเครื่องรับวิทยุกระเป๋าหิ้ว ลำโพง โทนอาร์ม (Tone arm) ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง และเครื่องมือสื่อสาร ตอนหลังจึงหันมาผลิตเครื่องเสียงบ้านแบบไฮเอ็นด์ แต่ทื่สร้างชื่อเสียงให้กับนิกามิชิอย่างมากคือ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท (Cassette Deck) สามหัวเทปเครื่องแรกของโลกในปี 1972 ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตหัวเทป จนเครื่องเสียงยี่ห้อชั้นนำ อย่าง Harman Kardon, KLH, Advent, Fisher, ELAC, Sylvania, Concord, Ampex และ Motorola ต่างก็จ้างนิกามิชิผลิตให้ หลังจากนั้น นิกามิชิก็ยึดคอนเซ็ปว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” จึงได้ยึดแนวนี้ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกหลายตัวในลักษณะ “หลายหัว” ออกมา เช่นเครื่องบันทึกเทป Nakamishi 550 ที่มีไมโครโฟนถึงสามตัว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-149" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Nakamishi mySoundSpace" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/07/p1017381-300x200.jpg" alt="Nakamichi mySoundSpace" width="300" height="200" />Nakamishi ชื่อที่คนไทยเรารู้จักมานมนาน แต่อาจรู้จักในผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงติดรถยนต์มากกว่าเครื่องเสียงบ้าน เพราะด้วยชื่อ Nakamishi ที่แปลได้ตรงๆจากภาษาญี่ปุ่นว่า “กลางทาง” แต่นั่นคงไม่ใช่เห็นผลหลัก เพราะ Nakamishi เพิ่งจะผลิตเครื่องเสียงรถยนต์ในต้นทศวรรษ 1980 นี้เอง ในขณะที่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1948 นั้น ทางบริษัทเริ่มต้นทำการผลิตเครื่องรับวิทยุกระเป๋าหิ้ว ลำโพง โทนอาร์ม (Tone arm) ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง และเครื่องมือสื่อสาร ตอนหลังจึงหันมาผลิตเครื่องเสียงบ้านแบบไฮเอ็นด์ แต่ทื่สร้างชื่อเสียงให้กับนิกามิชิอย่างมากคือ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท (Cassette Deck) สามหัวเทปเครื่องแรกของโลกในปี 1972 ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตหัวเทป จนเครื่องเสียงยี่ห้อชั้นนำ อย่าง Harman Kardon, KLH, Advent, Fisher, ELAC, Sylvania, Concord, Ampex และ Motorola ต่างก็จ้างนิกามิชิผลิตให้</p>
<p><span id="more-148"></span></p>
<p>หลังจากนั้น นิกามิชิก็ยึดคอนเซ็ปว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” จึงได้ยึดแนวนี้ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกหลายตัวในลักษณะ “หลายหัว” ออกมา เช่นเครื่องบันทึกเทป Nakamishi 550 ที่มีไมโครโฟนถึงสามตัว โดยแยกบันทึกเสียงเป็นเสียงช่องซ้าย ช่องขวา และเซ็นเตอร์  ซึ่งถือเป็นเครื่องบันทึกเทปที่ดีที่สุดในขณะนั้น จนถึงต้นยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งถือเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของเครื่องบันทึกเทป ก่อนที่วงการอุตสาหกรรมจะแปรผันเข้าสู่ยุคติจิตอล</p>
<p>ในยุคของดิจอตอลนั้น ถือว่าหมดยุคของเทปคาสเซ็ท นิกามิชิจึงต้องปรับตัวเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงยึดคอนเซ็ปเดิมในตอนแรก คือ “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” ด้วยการเปิดตัว CD Changer แบบใช้ได้กับซีดี 6 แผ่น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่โดนใจของตลาดนัก จนถึงยุคต้นทศวรรษ 2000 หลังจากที่จัดการกับปัญหาตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มวางตำแหน่งตัวเองใหม่ ด้วยการผลิตสินค้าเครื่องเสียงไฮเอ็นด์แบบ “ไลฟ์สไตล์” (Lifestyle) แทน โดยหนึ่งในสินค้าเด่นคือ ผลิตภัณฑ์ในสาย SoundSpace ซึ่งมีทั้งเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์ที่ได้รับการออกแบบสวยงาม ไม่เปลืองพื้นที่ บางรุ่นสามารถนำไปแขวนบนผนังได้ มีความทันสมัยแต่คุณภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์ SoundSpace ในสายไฮไฟนั้น มีตั้งแต่เครื่องเล่นซีดีแบบซิงเกิลซีดี จนถึง CD Changer 3 – 5แผ่น ในลักษณะของ Music Bank โดยแต่ละรุ่นจะใช้ชื่อ SoundSpace ต่อท้ายด้วยตัวเลข ตั้งแต่ SoundSpace1 ซึ่งเป็นเครื่องเล่นซีดีขนาดเล็กแบบตั้งโต๊ะ จนถึง SoundSpace21 ซึ่งเป็นโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่</p>
<p>สำหรับ mySoundSpace เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับกระแส iPod และ iPhone โดยเฉพาะ โดยที่กล่องพิมพ์ไว้อย่างชัดเจนว่า “Made of iPod” ขนาดตัวเครื่องกะทัดรัด เพียง 243 มม. x 150 มม.x 75 มม.  เห็นขนาดเพียงกล่องข้าวแค่นี้ แต่น้ำหนักเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะหนังถึง 1.8 กก. การออกแบบด้านบนเรียบง่าย โดยกัดลวดลายดอกไม้บนผิวอลูมิเนียม ด้านหน้าจะเป็นปุ่มสีเงินหกปุ่ม เป็นการปรับโวลุ่ม ปรับเสียงแหลม เสียงทุ้มขึ้นลงอย่างละสองปุ่ม พร้อมกับไฟ LED อีกสองดวง โดยดวงที่อยู่ด้านบนจะเป็นไฟเซ็นเซอร์ ส่วนดวงล่างคือไฟเพาเวอร์เมื่อเปิดเครื่อง</p>
<p>ด้านหลังตัวเครื่อง จะเป็นส่วนที่วาง (Docking) iPod และ iPhone โดยจะมีตัวซัพพอร์ตให้มาสองตัว และจุดที่สำหรับเสียบสายต่างๆอยู่ด้านหลัง ซึ่งประกอบด้วยที่เสียบสายเพาเวอร์ สวิทช์เปิด/ปิด ออดิโอ-อิน สำหรับต่ออุปกรณ์ภายนอก เช่นเครื่องเล่นเอ็มพี3 หรือต่อจากคอมพิวเตอร์ และออดิโอเอาต์ สำหรับต่อหูฟัง หรือลำโพงภายนอกอีกที และด้านหนึ่งจะมีรูขนาดประมาณ 1 ซม. ซึ่งลึกเข้าไปในตัวเครื่อง ส่วนนี้จะเป็นท่อเสียงทิศตรงข้าม (Inverse Sound Hole) ท่อนี้จะเหมือนกับท่อเสียงของลำโพงบ้านแบบเปิด โดยขณะที่เปิดเพลงนั้น อากาศจะถูกอัดออกมาตามท่อนี้</p>
<p><img class="alignleft size-medium wp-image-150" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Nakamishi mySoundSpace - Golden Brown" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/07/p1017396-300x200.jpg" alt="Nakamichi mySoundSpace - Golden Brown" width="300" height="200" /> ทีนี้มาดูในส่วนของลำโพงบ้างว่า mySoundSpace ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยมอย่างไร เท่าที่ดูจากหลักการออกแบบแล้ว มีลักษณะเหมือนกับลำโพงเครื่องเสียงบ้านมากว่าลำโพง 2.1 แชนแนลสำหรับเครื่องเล่นมัลติมีเดียทั่วไป เพราะลำโพงทั้งหมดจะประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ซับวูฟเฟอร์ขนาด 88 มม. ความด้านทาน 6 โอห์มที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ของตัวกล่อง โดยมีขายางสูง 1 ซม. สี่จุด ทำให้เสียงเบสจากซับวูฟเฟอร์ยิงลงสู่ด้านล่าง หรือบนโต๊ะของเรา นอกจากนี้ ยังมีไดร์ฟเวอร์สำหรับเสียงกลางขนาด 34 มม. ความต้านทาน 8 โอห์ม ติดตั้งอยู่ซ้าย-ขวาของตัวเครื่อง โดยเยื้องมาด้านหน้า ส่วนถัดไปทางด้านหลังทั้งสองข้าง จะเป็นไดร์ฟเวอร์สำหรับเสียงแหลมขนาด 21 มม. ความต้านทาน 8 โอห์มเหมือนกัน ด้านซ้ายขวาที่ติดตั้งไดร์ฟเวอร์เสียงกลาง-แหลมนั้น เจาะช่องสำหรับลำโพงเป็นรูปโลโกของนากามิชิสวยงาม</p>
<p>สิ่งที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง mySoundSpace คือ ตัวซัพพอร์ตสำหรับไอพ็อตและไอโฟนสองตัว สายลำโพง สายออดิโอ สายไฟอย่างละ 1 เส้น นอกนั้นยังมีคู่มือลักษณะแผ่นพับ และรีโมทคอนโทรลขนาดกะทัดรัด และมีปุ่มควบคุมที่จำเป็นสำหรับการใช้งานเท่านั้น เช่น ปุ่มเปิด/ปิดเพาเวอร์ (คุณต้องเปิดสวิตช์ที่เครื่องก่อน การเปิดปิดจากรีโมทจะเป็นลักษณะของการสแตนบาย) ปุ่มปิดเสียง (Mute) ปุ่มปรับโวลุ่มขึ้นลง ปุ่มปรับเสียงทุ่ม เสียงแหลมขึ้นลง ซึ่งเป็นไปตามปุ่มการใช้งานหลักบนตัวเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องนั้น ทั้งโวลุ่ม เสียงแหลม เสียงเบส ทั้งหมดหมดจะถูกปรับมาที่ตรงกลาง หรือ แฟลต (Flat) แม้ว่าเราจะมีการปรับในขณะที่เล่นก็ตาม</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>สำหรับการนำเอาไอโฟนมาเสียบเข้าที่ฐานเสียบของ mySoundSpace นั้น ในเครื่องโทรศัพท์จะมีข้อความปรากฏเตือนขึ้นมาว่า “This accessory is not made to work with iPhone” เมื่อเราเลือก OK เครื่องไอโฟนก็จะนำเราเข้าสู่ Flight mode แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย สักพักข้อความนี้ก็จะหายไป และกลับสู่ Normal mode แม้ว่านากามิชิจะประกาศชัดเจนว่า mySoundSpace is made of iPod ก็ตาม แต่คงไม่ได้จำกัดเพียงแค่นั้น เรายังคงสามารถสำเอาเครื่องเล่นอื่นๆ เช่น เอ็มพี 3 หรือแม้กระทั่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ให้ระมัดระว่างเป็นพิเศษคือ แหล่งของเสียงที่จะต่อเข้าไปใน mySoundSpace นั้น จะต้องไม่ทำการขยายกำลังวัตต์ของเสียง เหตุผลคือ ในขั้นเบาะๆคือ จะทำให้เสียงที่ออกจาก mySoundSpace มีความเพี้ยน (distort) เกิดขึ้น หรือในขั้นหนักก็คือ จะทำให้วงจรขยายลำโพงของ mySoundSpace เสียหายได้</p>
<p>เมื่อเข้าใจดังนี้กันแล้ว ก็ขอลงมือทดสอบกันเลย สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนตั้งแต่ตัวโน้ตตัวแรกที่กระทบโสตประสาทก็คือ ความอบอุ่นของบรรยากาศเวทีเสียง ที่มีความโอบล้อม แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เมื่อวาง mySoundSpace ไว้บนโต๊ะทำงาน โต๊ะผมก็จะกลายเป็นเวทีย่อมๆแต่มีความลึกของเวทีที่ถอยร่นเข้าไปเลยขอบโต๊ะด้านหลังไปเลย เสียงเบสที่ยิงลงบนโต๊ะนั้น มีทรวดทรง มีความหนักแต่แฝงด้วยความนุ่มนวล มีความต่อเนื่องของเสียงกลางสู่เสียงต่ำที่ไม่มีความรู้สึกติดขัดหรือขัดหูเลย ทุกอย่างไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง เสียงเบสที่ได้ยินจะแตกต่างจากลำโพงมัลติมีเดีย 2.1 แชนแนลทั่วๆไปที่ให้เสียงที่เหมือนกับเบสหลอกๆไม่เป็นธรรมชาติ</p>
<p>ในส่วนของเสียงกลางกับเสียงแหลมนั้น การวางลำโพงไว้ด้านข้างซ้ายขวาของตัวเครื่อง ดูเหมือนเสียงจะยิงออกข้างซ้ายขวาเสีย แต่เสียงที่ได้ยินกลับมีความโอบล้อมเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนกับลำโพงมัลติมีเดียที่ยิงเข้าหูจากซ้ายขวา ในด้านของเวทีเสียงมีระยะห่างของชิ้นดนตรีที่ดีมาก จากการทดสองด้วยเพลงในแทรคที่ 4 ของฉางจิ้ง (Lily Chang) ในชุด “เจิงเหม่ยเหริน” ซึ่งบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น และเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประกอบเข้าด้วยกันก็ครบองค์ประกอบของทุกย่านเสียงพอดี เสียงการเดินเบสที่หนักแน่น มีก้าวจังหวะ เสียงกู่เจิงซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของแทรคนี้ไม่ว่าจะดีดในลีลาช้าอ้อยสร้อย หรือจังหวะเร็ว การไล่สายจากกลางสู่สูงของกู่เจิงมีความกลมกลืนที่ดีมาก เสียงขลุ่ยที่เป่าอยู่เลยไปด้านขวาของเวที และการเขย่ากระบอกทรายทางด้านซ้ายของเวที ล้วนแต่ให้บรรยากาศที่อบอุ่น และเวทีเสียงที่ดีมาก ส่วนตอนจบของเพลง การตีแผ่นทองเหลืองเบาๆที่มาจากด้านหลังขวาของเวทีนั้น เสียงที่เดินทางเป็นระลอกคลื่นนั้น เราสามารถสัมผัสได้ดีมากจากเครื่อง mySoundSpace ที่เล็กพริกขี้หนูตัวนี้</p>
<p>สำหรับในช่องออดิโอเอาต์นั้น ผมขอผ่านเลย เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาลำโพงต่อเพิ่มเติมอีกแล้ว เนื่องด้วยตัวของ mySoundSpace ก็เสียงดีเกินกว่าที่จะหาอะไรมาเจือปนให้คุณภาพเสียงด้อยลงไปอีก แต่ก็ได้ทดสอบในส่วนของการนำหูฟัง Ultrasone Pro900 มาทดสอบ โดยเปรียบเทียบระหว่างการต่อหูฟังออกจากเครื่องเล่นเอ็มพี3 ตรงมาที่หูฟังกับให้เอาต์พุทเสียงออกจาก mySoundSpace อีกที ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนมาก สรุปคือ mySoundSpace ได้ทำให้เสียงที่ผ่านออกมาดียิ่งขึ้น เหมือนกับอาหารที่ผ่านเชฟชั้นนำแล้ว ทำให้อาหารจานเดียวกันมีความกลมกล่อม หอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น</p>
<p>mySoundSpace คืออุปกรณ์บันเทิงในโลกส่วนตัวของไลฟ์สไตลิสที่ลงตัวยิ่ง ถ้าหากถามผมถึงมีเหตุผลใดไหมที่ไม่ควรซื้อ mySoundSpace เครื่องนี้ ผมคงให้คำตอบอะไรคุณไม่ได้ ด้วยการออกแบบและคุณภาพที่สรรค์สร้างจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 60 ปี แล้วบรรจงนำมาบรรจุไว้ในกล่องใบนิดเดียว มันจึงเป็น “พื้นที่ส่วนตัวทางเสียง” ที่คุณไม่อาจปฏิเสธได้</p>
<p><!--[if gte mso 9]><xml> <w:WordDocument> <w:View>Normal</w:View> <w:Zoom>0</w:Zoom> <w:TrackMoves /> <w:TrackFormatting /> <w:PunctuationKerning /> <w:ValidateAgainstSchemas /> <w:SaveIfXMLInvalid>false</w:SaveIfXMLInvalid> <w:IgnoreMixedContent>false</w:IgnoreMixedContent> <w:AlwaysShowPlaceholderText>false</w:AlwaysShowPlaceholderText> <w:DoNotPromoteQF /> <w:LidThemeOther>EN-US</w:LidThemeOther> <w:LidThemeAsian>ZH-CN</w:LidThemeAsian> <w:LidThemeComplexScript>TH</w:LidThemeComplexScript> <w:Compatibility> <w:BreakWrappedTables /> <w:SnapToGridInCell /> <w:ApplyBreakingRules /> <w:WrapTextWithPunct /> <w:UseAsianBreakRules /> <w:DontGrowAutofit /> <w:SplitPgBreakAndParaMark /> <w:DontVertAlignCellWithSp /> <w:DontBreakConstrainedForcedTables /> <w:DontVertAlignInTxbx /> <w:Word11KerningPairs /> <w:CachedColBalance /> <w:UseFELayout /> </w:Compatibility> <w:BrowserLevel>MicrosoftInternetExplorer4</w:BrowserLevel> <m:mathPr> <m:mathFont m:val="Cambria Math" /> <m:brkBin m:val="before" /> <m:brkBinSub m:val=" " /> <m:smallFrac m:val="off" /> <m:dispDef /> <m:lMargin m:val="0" /> <m:rMargin m:val="0" /> <m:defJc m:val="centerGroup" /> <m:wrapIndent m:val="1440" /> <m:intLim m:val="subSup" /> <m:naryLim m:val="undOvr" /> </m:mathPr></w:WordDocument> </xml><![endif]--><!--[if gte mso 9]><xml> <w:LatentStyles DefLockedState="false" DefUnhideWhenUsed="true"   DefSemiHidden="true" DefQFormat="false" DefPriority="99"   LatentStyleCount="267"> <w:LsdException Locked="false" Priority="0" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Normal" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="heading 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 7" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 8" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="9" QFormat="true" Name="heading 9" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 7" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 8" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" Name="toc 9" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="35" QFormat="true" Name="caption" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="10" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Title" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="1" Name="Default Paragraph Font" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="11" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtitle" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="22" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Strong" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="20" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Emphasis" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="59" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Table Grid" /> <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Placeholder Text" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="1" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="No Spacing" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" UnhideWhenUsed="false" Name="Revision" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="34" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="List Paragraph" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="29" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Quote" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="30" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Quote" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 1" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 2" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 3" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 4" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 5" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="60" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Shading Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="61" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light List Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="62" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Light Grid Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="63" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 1 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="64" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Shading 2 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="65" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 1 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="66" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium List 2 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="67" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 1 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="68" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 2 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="69" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Medium Grid 3 Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="70" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Dark List Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="71" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Shading Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="72" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful List Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="73" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" Name="Colorful Grid Accent 6" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="19" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtle Emphasis" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="21" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Emphasis" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="31" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Subtle Reference" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="32" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Intense Reference" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="33" SemiHidden="false"    UnhideWhenUsed="false" QFormat="true" Name="Book Title" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="37" Name="Bibliography" /> <w:LsdException Locked="false" Priority="39" QFormat="true" Name="TOC Heading" /> </w:LatentStyles> </xml><![endif]--> <!--[if gte mso 10]><br />
<mce:style><!   /* Style Definitions */  table.MsoNormalTable 	{mso-style-name:ตารางปกติ; 	mso-tstyle-rowband-size:0; 	mso-tstyle-colband-size:0; 	mso-style-noshow:yes; 	mso-style-priority:99; 	mso-style-qformat:yes; 	mso-style-parent:""; 	mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; 	mso-para-margin:0cm; 	mso-para-margin-bottom:.0001pt; 	mso-pagination:widow-orphan; 	font-size:11.0pt; 	mso-bidi-font-size:14.0pt; 	font-family:"Calibri","sans-serif"; 	mso-ascii-font-family:Calibri; 	mso-ascii-theme-font:minor-latin; 	mso-fareast-font-family:宋体; 	mso-fareast-theme-font:minor-fareast; 	mso-hansi-font-family:Calibri; 	mso-hansi-theme-font:minor-latin; 	mso-bidi-font-family:"Cordia New"; 	mso-bidi-theme-font:minor-bidi;} --></p>
<p><!--[endif]--></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">mySoundSpace Specifications:</span></strong></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">2.1 Stereo Speaker:</span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>Subwoofer<span> </span>88 mm. 6 ohms.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>Mid. (left/right)<span> </span>34 mm. 8 ohms.</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>Treble (left/right)<span> </span>21 mm. 8 ohms.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Power Output:</span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>25 W.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Inputs:<span> </span></span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>iPod/iPhone connector</span></p>
<p class="MsoNormal"><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>AUX. 3.5 mm.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Output:<span> </span></span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>Speaker out, 3.5 mm.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Input Voltage:</span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>220 – 240 VAC 50 Hz.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Dimensions (WxDxH):<span> </span></span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>243 mm. x 150 mm. x 75 mm.</span></p>
<p class="MsoNormal"><strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;">Weight:<span> </span></span></strong><span style="font-size: 14pt; line-height: 115%; font-family: &quot;Cordia New&quot;,&quot;sans-serif&quot;;"><span> </span>1.8 kg.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/nakamishi-mysoundspace/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPhone Nano &#8211; low-price iPhone launched in Q2?</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jan 2009 08:39:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[3G]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod nano]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ข่าวคราวที่แพร่สะพัดในวงการสื่อต่างประเทศคือ ข่าวเกี่ยวกับแอปเปิลจะออกโทรศัพท์มือถือ iPhone เวอร์ชั่นใหม่ในราคาถูก โดยคาดกันว่า จะกำหนดวางตลาดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยจาก Craig Berger นักวิเคราะห์ของบริษัท Friedman, Billings, Ramsey &#38; Co โดยระบุว่า เป็นการวิเคราะห์จากความเคลื่อนไหววงในของแอปเปิลและห่วงโซ่อุปทานของแอปเปิลเอง สำหรับโทรศัพท์ iPhone เวอร์ชั่นนี้ เป็นที่เรียกขานกันว่า iPhone Nano ในหมู่ชาวเน็ตทั้งหลาย จะมีขนาดที่เล็กกว่า iPhone รุ่นปัจจุบัน และเป็นไปได้อาจมีการตัดฟังค์ชั่นบางอย่างออกไป โดยเบอร์เจอร์ (Berger) เชื่อว่า โทรศัพท์รุ่นนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่เตรียมการจะวางตลาดประมาณไตรมาสที่ 2 นี้ค่อนข้างแน่นอน จากวิกฤตด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้น การออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นราคาต่ำอาจเป็นแนวทางที่จะกอบกู้ฐานะ และรักษาฐานของตัวเอง โดยเฉพาะ การขยายเข้าสู่ตลาดในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งนอกจากการออก iPhone เวอร์ชั่นราคาต่ำแล้ว กระแสข่าวยังระบุด้วยว่า ทางแอปเปิลยังได้วางแผนที่จะออก iPod Shuffle และคอมพิวเตอร์ MacBook ในเวอร์ชั่นราคาถูกออกมาประมาณปลายปีนี้ด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-59" title="iphone_nano" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/01/iphone_nano-300x225.jpg" alt="iphone_nano" width="300" height="225" />ช่วงนี้ข่าวคราวที่แพร่สะพัดในวงการสื่อต่างประเทศคือ ข่าวเกี่ยวกับแอปเปิลจะออกโทรศัพท์มือถือ iPhone เวอร์ชั่นใหม่ในราคาถูก โดยคาดกันว่า จะกำหนดวางตลาดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยจาก <span>Craig Berger </span>นักวิเคราะห์ของบริษัท <span>Friedman, Billings, Ramsey &amp; Co โดยระบุว่า เป็นการวิเคราะห์จากความเคลื่อนไหววงในของแอปเปิลและห่วงโซ่อุปทานของแอปเปิลเอง</span></p>
<p><span><span id="more-58"></span>สำหรับโทรศัพท์ iPhone เวอร์ชั่นนี้ เป็นที่เรียกขานกันว่า iPhone Nano ในหมู่ชาวเน็ตทั้งหลาย จะมีขนาดที่เล็กกว่า iPhone รุ่นปัจจุบัน และเป็นไปได้อาจมีการตัดฟังค์ชั่นบางอย่างออกไป โดยเบอร์เจอร์ (Berger) เชื่อว่า โทรศัพท์รุ่นนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่เตรียมการจะวางตลาดประมาณไตรมาสที่ 2 นี้ค่อนข้างแน่นอน</span></p>
<p><span>จากวิกฤตด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้น การออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นราคาต่ำอาจเป็นแนวทางที่จะกอบกู้ฐานะ และรักษาฐานของตัวเอง โดยเฉพาะ การขยายเข้าสู่ตลาดในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งนอกจากการออก iPhone เวอร์ชั่นราคาต่ำแล้ว กระแสข่าวยังระบุด้วยว่า ทางแอปเปิลยังได้วางแผนที่จะออก iPod Shuffle และคอมพิวเตอร์ MacBook ในเวอร์ชั่นราคาถูกออกมาประมาณปลายปีนี้ด้วย<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Klipsch CS-700 DVD Entertainment System</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2008 13:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Klipsch]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์ แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-12" title="klipsch_cs-700" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/klipsch_cs-700-300x191.jpg" alt="klipsch_cs-700" width="300" height="191" />Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง<br />
Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์<br />
<span id="more-11"></span>แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ เช่น “Source” หรือแหล่งโปรแกรม ปุ่มเพิ่ม หรือ ลดวอลุ่มเสียง ปุ่มเปิดปิดถาดซีดี/ดีวีด และปุ่มพาวเวอร์ เป็นต้น ตัวแผงหน้าปัด เมื่อเปิดพาวเวอร์ออนแล้ว จะมีเครื่องหมายและตัวหนังสือ LED สีฟ้าเรืองแสงสวยงามบอกสถานะการใช้งาน ส่วนด้านหลังตัวเครื่อง จะมีเสาสัญญาณหนึ่งต้น สำหรับการส่งคลื่นสัญญาณไปยังซับวุฟเฟอร์ หรือลำโพง RoomGroove ซึ่งเป็นแบบไร้สายเช่นกัน ช่องสำหรับต่อเสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม มีช่องอินพุท AUX1, AUX2 (อยู่ด้ายข้างทางขวามือของเครื่อง) สำหรับต่ออุปกรณ์เครื่องเล่นภายนอก เช่นเครื่องเล่นเกมส์ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น โดยทมีทั้งช่องต่อแบบโคแอคเชียล และออปติคัล ถัดไปคือช่องอินพุทสำหรับเครื่องรับทีวีดาวเทียม หรือกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์สำหรับเคเบิลทีวี<br />
<img class="alignleft size-full wp-image-13" title="Klipsch RoomGroove speaker" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/aaaaahkqdp8aaaaaaif71g.png" alt="Klipsch RoomGroove speaker" width="300" height="263" />ในส่วนของช่องเอาต์พุทนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเล่นไฮเดฟคือ ช่อง HDMI ซึ่ง Klipsch CS-700 ชุดนี้สามารถอัพสเกลดีวีดีธรรมดาให้ปล่อยสัญญาความละเอียดสูงโดยเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 480p จนถึง 1080i จากการเซ็ตเมนูที่เครื่อง แต่ที่ต้องไม่ลืมสำหรับใครที่จะใช้อัพสเกลก็คือ จะต้องเลื่อนปุ่ม “P-Scan” หรือ Progressive Scan ไปที่ออนด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นภาพ และที่ต้องระวังอีกจุดหนึ่งก็คือ เวลาต่ออุปกรณ์ ถ้าหากใช้สายสัญญาณแบบใด เช่นใช้แบบอะนาล็อก ก็ให้ใช้แบบอะนาล็อกทั้งหมด หรือดิจิตอลก็ติจิตอลทั้งหมด เพราะตัวซิสเต็มจะไม่แปลงสัญญาณจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า เพิ่งแกะกล่องแท้ๆ ไฉนจึง “เดี้ยง” เสียงแล้ว นอกจากช่อง HDMI แล้ว ยังมีช่องต่อสัญญาณภาพแบบ Component, S-Video ส่วนด้านเสียงนั้น มีช่องต่อลำโพงซ้าย-ขวา ซึ่งเป็นช่องออกแบบเฉพาะสำหรับลำโพงที่ให้มา โดยจะมีสายพร้อมหัวเสียบที่ออกแบบมาพิเศษ ดังนั้น สายลำโพงจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่จุใจ ก็ยังมีช่องยูเอสบีให้มาอีก 1 ช่อง ตรงด้านข้างของเครื่อง เพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเอ็มพี 3 หรือไฟล์ภาพได้ แต่ไม่สามารถนำกล้องดิจิตอล หรือต่อตรงกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง<br />
ตัวรีโมตคอนโทรลนั้น ขนาดกำลังกระชับมือ มีปุ่มควบคุมสำคัญครบถ้วน แม้จะมีฟังค์ชั่นไม่มากนัก เช่นปุ่มเลือกเล่นแผ่น ทีวี เคเบิล Aux1, Aux2 และ วิทยุ สำหรับการนำยูเอสบีไดร์ฟมาใช้ แม้จะอยู่ในหมวดของ Aux2 บนเครื่องก็ตาม แต่เวลาจะเลือกเล่น ต้องเลือกปุ่น Disc ครับ ไม่ใช่ Aux2<br />
<strong>Soft Test</strong><br />
การทดสอบด้านเสียง สิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจ จนออกจะผิดหวังในครั้งแรก ก็คือ เมื่อทดสอบการเล่นเพลงกับแผ่นซีดีออดิโอ เหตุที่ต้องบอกว่ารู้สึกผิดหวังก็คือ เสียงที่ได้นั้น รู้สึกมันไม่น่าจะใช่สำหรับ Klipsch เพราะมันเหมือนกับฟังจากลำโพงมัลติมีเดียในคอมพิวเตอร์ที่ราคาคู่ละไม่กี่ร้อยบาท ร่ำๆว่าจะขอบายแล้ว แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอลองอีกทีก็แล้วกัน คราวนี้ขอย้ายไปลองห้องอื่น (ตอนแรกอยู่ในห้องดุหนังขนาด 4 X 6 เมตร โดยวางลำโพงห่างกันมาก) คราวนี้วางลำโพงห่างกันเพียงเมตรกว่าๆ และนั่งฟังในตำแหน่งสามเหลี่ยม”จุดหวาน” พอดี เออ&#8230;ตัวตนที่แท้จริงของ Klipsch จึงปรากฏออกมาให้ได้ยิน เสียงในย่านกลางแหลมออกมาค่อนข้างดี มีความสะอาด ใส เวทีเสียงมีความลึกและกระจายออกด้านข้างค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางระยะห่างของลำโพงสองข้างควรอยู่ในระยะ 160 ซฒ. ไม่เกิน 200 ซม. และวางระดับหูเวลานั่งฟัง หรือว่าต่ำกว่าเล็กน้อย ถ้าหากจำเป็นต้งอวางสูงกว่าระดับหู ก็ควรจะวางลำโพงก้มลง (Tilt) เล็กน้อย แต่เนื่องจากลำโพงตัวเล็ก และผมไม่ต่อซับวุฟเฟอร์ จึงทำให้ขาดเสียงย่านความถี่ต่ำไป ดังนั้น หากใครชอบเพลงหนักๆ เบสหนาเป็นลูกๆ จึงควรฟังพร้อมซับวูฟเฟอร์ เสียงเบสจะออกมามากหรือน้อย ก็ต้องอยู่ที่ตำแหน่งการวาง จึงขอแนะนำให้วางชิดกำแพง ยิ่งอยู่ในมุมยิ่งดี เพราะมันจะทำหน้าเหมือนกับเป็นตู้ซับฯใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ส่วนการอ่านแผ่นซีดีมีความแม่นยำ ฉับไว เวลาข้ามแทรค สามารถข้ามและเล่นต่อได้อย่างรวดเร็ว ส่วนตัวถาดใส่แผ่นนั้น การเปิดเข้าออก ก็ค่อนข้างนิ่มนวลแบบผู้ดี ไม่กระโชกโฮกฮาก<br />
สำหรับลำโพงไร้สาย RoomGroove นั้น เนื่องจากตัวไดร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นเวลาฟังเพลงจึงมีความนุ่มนวล เพิ่มเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง ทำให้เวลาฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะนำมาใช้งานนั้น ขอให้ปรับ Home Code ทั้งที่ตัวซับวุฟเฟอร์ และลำโพงให้ตรงกันก่อน ซึ่งก็คือให้ส่งคลื่นสัญญาณในระดับที่เท่ากัน มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีเสียง ตัว RoomGroove จะมี iPod Docking สำหรับการฟังเพลงจาก iPod ซึ่งออกแบบถาดได้นุ่มนวลเช่นกัน และที่สะดวกยิ่งขึ้น ตัวลำโพงจะมีรีโมทตัวจิ๋วให้มกด้วย เพื่อให้คุณสามารถควบคุมการฟังเพลงจาก iPod ได้อย่างสะดวก และอิสระ การนำลำโพง RoomGroove มาใช้ จะสะดวกตรงที่เวลาฟังเพลงในหลายๆห้อง ก็เพียงแค่เซ็ตไปที่ Transmit สำหรับตัวที่จะส่งสัญญาณ และตัวที่เราฟังในห้องก็เซ็ตเป็น Listen โดยไม่ต้องเดินสายลำโพง เพียงแค่เสียบสายไฟก็ใช้ได้ ซึ่งสายไฟที่ให้มาก็ออกแบบให้สามารถม้วนเก็บได้อย่างเรียบร้อย<br />
การทดสอบด้านภาพกับการชมภาพยนตร์นั้น ลำโพงจิ๋วที่มาพร้อมชุดนั้น ดูเบาไม่ได้อีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่า เจ้าหนูคู่นี้ นอกจากร้องเพลงได้ไพเราะไม่น้อยหน้านักร้อง (ลำโพง)รุ่นใหญ่แล้ว เวลาเล่นหนังยิ่งมันส์สะใจกว่า จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่น โดยเฉพาะเรื่อง Saving Private Ryan ที่ยิงกันหูดับตับไหม้ ห่ากระสุนที่กระหน่ำปลิวว่อนนั้น เจ้าหนูคู่นี้สามารถให้เสียงที่ไม่คลุมเครือ ตำแหน่ง วิถีกระสุน ระเบิดมีที่มา ที่ไปชัดเจน ไม่ใช่มั่วๆแบบตำรวจในบางประเทศที่สาดกระสุน แก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนจนแขนขาขาด แล้วบอกว่า ไม่รู้ยิงมาจากไหน แต่ตำรวจไม่ได้ยิง<br />
ด้านภาพนั้น มีความสด และความสะอาดของภาพดีมาก ฉากมืดมีความมืดไม่ใช่สีเทาๆหรือออกม่วงเหมือนบางยี่ห้อ เนื่องจากตัวเครื่อง CS-700 ไม่มีเอาต์พุตแบบ 5.1 จึงไม่สามารถต่อลำโพงเสียงรอบทิศทางได้ ส่วนการใช้ลำโพงไร้สาย RoomGroove ก็ไม่สามารถแยกช่องเสียงเป็นเสียงแบบรอบทิศทางได้ แต่ทั้งนี้ ยังสามารถชดเชยอารมณ์ได้ด้วยฟังค์ชั่น “Surround Mode” โดยกดเลือกจากตัวรีโมท ซึ่งเลือกได้ทั้งแบบ Off, Reference และ Wide ถ้าเลือก Off บรรยากาศจะออกแบบแห้งๆ เซ็งๆ Reference ก็ดีขึ้นมาหน่อย ส่วนตัวผมเอง ชอบ Wide มากที่สุด แม้จะสูงการถอดรหัสของ A/V Receiver ได้ก็ตาม แต่ก็เหมือนทานสุกี้แล้วได้จิ้มน้ำจิ้มด้วย แม้จะเป็นน้ำจิ้มสำเร็จรูปก็ยังทำให้รู้สึกว่านี่กำลังกินสุกี้ ส่วนการโอบล้อมจะมากหรือน้อยนั้น ให้เข้าไปเซ็ตจากเมนูในหมวด Audio/Enhanced Surround โดยมีให้เลือก DVS ซึ่งเป็นการจำลองระบบเสียงรอบทิศทางครับ<br />
สำหรับที่ไม่ค่อยคุ้นก็คือ การเลือกเสียงกับซับไตเติลในขณะดูหนัง เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนได้จากทางรีโมทโดยตรง จึงต้องเข้าไปเลือกจากเมนู ซึ่งทำให้ต้องขัดจังหวะในการดูหนัง ส่วนระหว่างที่ชมภาพยนตร์นั้น สามารถกดปุ่ม Info ที่รีโมท เพื่อดูข้อมูลของภาพยนตร์ที่กำลังเล่นอยู่ เช่นความยาวกี่นาที ความระเอียดของภาพ ระบบเสียง การซูมภาพ และการปรับมุมภาพ (Angle) สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจากออกจากเมนูการเลือกเสียงและซับไตเติลแล้ว การเล่นหนังต่อจากที่ค้างไว้เติมนั้น จะมีการสะดุดประมาณ 1 – 2 วินาที แต่การข้ามแทรคกลับทำได้รวดเร็วและต่อเนื่องดี<br />
ในภาคจูนเนอร์ หรือการเล่นวิทยุนั้น จากในคู่มือแจ้งว่า มีสายอากาศทั้งเอเอ็ม เอฟเอ็มให้มาด้วย แต่ในกล่องมีเฉพาะเสาเอเอ็ม ส่วนอีกสานคิดว่าน่าจะเป็นสายอากาศเอฟเอ็ม แต่ว่าขั้วต่อเป็นแบบหางปลา แทนที่จะเป็นหัวกลม 75 โอม ผมจึงต้องเอาสายอากาศของที่มีอยู่มาลอง แต่จากการทดสอบทั้งสองคลื่น ภาครับไม่ค่อนดีนัก ส่วนการดูสถานะต่างๆของการตั้ง เช่นการบันทึกสถานี ก็ต้องดูจากหน้าจอทีวี เช่นเดียวกับการเล่นอุปกรณ์อื่นๆ<br />
กล่าวโดยรวมแล้ว Klipsch CS-700 DVD Entertainment System เป็นชุดที่ถือว่า มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในแง่ของการใช้งาน และที่สำคัญคือ ในด้านของภาพที่สามารถอัพสเกลความละเอียดถึง 1080i ส่วนในด้านเสียงนั้น หากไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ก็คงจะใจดำเกินไป ที่น่าเสียดายก็คงมีอยู่นิดเดียว ก็คือ ไม่มีระบบเสียงเอาต์พุทแบบ 5.1 ช่องเสียง แต่ระบบเสียงรอบทิศทาง DVS ก็ถือว่าชดเชยได้พอสมควร ในด้านโครงสร้างของเครื่องที่ออกแบบได้ทั้งแข็งแรง และประณีตทุกรายละเอียด สามารถวางโชว์ในห้องรับแขกได้ไม่อายใครเพราะทั้ง “สวยทั้งรูป ดีทั้งเสียง”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

