<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; iPod Docker</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/ipod-docker/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Boston Acoustics Duo-i Plus – Great Sound iPod Dock</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Acoustics]]></category>
		<category><![CDATA[Duo-i Plus]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้ ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-457" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Boston Acoustics Duo-i Plus" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus-300x209.jpg" alt="Boston Acoustics Duo-i Plus" width="270" height="188" /></a>ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย</p>
<p><span id="more-456"></span></p>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้</p>
<p>ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD สีฟ้า ตัวหนังสือขนาดใหญ่สีขาวที่มองดูสะอาด อ่านง่าย และยังสามารถปรับระดับความสว่างได้ถึง 21 ระดับ จึงทำให้มองเห็นได้ง่ายทุกสภาพแสงของห้อง ส่วนการจัดเมนูบนหน้าจอนั้น จะเลือกด้วยปุ่มลูกบิดบนเครื่อง ซึ่งมีเพียงสามปุ่ม หรือจากรีโมทคอนโทรล 17 ปุ่มก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย อย่างการเลือกโหมดการใช้งาน เมื่อใช้ลูกบิดเลื่อนไปรายการที่เลือกแล้ว ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีก็จะเข้าสู่โหมดนั้น หรือว่าใจร้อนหน่อยก็กดปุ่ม Mode ลง 1 ครั้งก็ได้ ในด้านของช่องต่อต่างๆนั้น นอกจากช่องเสียบไอพ็อต/ไอโฟน ที่วางอยู่ตรงกลางด้านบนของเครื่องแล้ว ยังมีช่อง Aux Input 2 ช่อง โดยวางไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละหนึ่ง ด้านหน้ายังมีช่องเสียบหูฟังเผื่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้านหลังยังมีช่องต่อคอมโพสิต สำหรับการชมวิดีโอจากไอพ็อตทางเครื่องรับโทรทัศน์</p>
<p>ตัวถังของ Duo-i Plus ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีความกว้าง12.9 นิ้ว สูง 5.5 นิ้ว และลึก 8 นิ้วทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำมัน (glossy black) สวยงาม ดูมีคุณค่า ด้านหน้าติดตั้งลำโพงแบบฟูลเรนจ์ขนาด 3.5 นิ้วสองตัว และต่อท่อเบสเปิดไปทางด้านหลังโดยใช้ประโยชน์จากความลึกของตัวตู้ จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความรู้จริงของผู้ผลิตลำโพงอย่าง Boston Acoustics ที่ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นโดยแท้ เพราะใช้ประโยชน์จากปริมาตรของตัวตู้อันจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>เห็นตัวเครื่อง Duo-i Plus ตัวนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังมหาศาล และก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าของโรงงานซีอิ๋ว เอ้อ ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำของโลก เพราะการนำเอาความรู้และประสบการณ์นับทศวรรตที่ผ่านมาถ่ายทอดสู่การผลิตเครื่องไอพ็อตด็อกตัวเล็กได้ดีเยี่ยม เสียงที่มีความสะอาด อบอุ่น และให้รายละเอียดดีเหลือเกิน ดังเช่นเสียงจากผลงานเพลงในแผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 เพลง You Raise Me Up เสียงร้องของ Jheena Lodwick ที่มีถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างอบอุ่น ให้รายละเอียด ความหวานได้ดีมาก เสียงเปียโนที่กังวานเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน หรือในเพลง Encounter จากผลงานชุด Hi-Fi Legend โดยเสียงร้องของซูม่านที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงในโทนเสียงกลางออกมาได้อย่างอบอุ่น กันเองเหมือนนั่งร้องอยู่ตรงหน้า ซึ่งในจุดนี้ เครื่องไอพ็อตด็อกที่คุณภาพดีๆส่วนใหญ่จะทำได้ดีอยู่แล้วในย่านเสียงกลางถึงแหลม แต่มักจะอ่อนในย่านความถี่ต่ำ</p>
<p>แต่กับเครื่อง Duo-i Plus ตัวเล็กนี้ ในส่วนของเสียงย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนี้ กลับให้คุณได้เหลือเฟืองจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือเสียงจากลำโพงไอพ็อตด็อกที่มีไดร์ฟเวอร์ฟูลเรนจ์แค่ 3.5 นิ้ว เพราะพลังเบสที่ออกมานอกจากไม่บางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ประสบมาแล้ว กลับให้เบสที่มีพลัง ลงได้ค่อนข้างลึก อย่างเพลง Back to the East ซึ่งเป็นเสียงกลอง นอกจากเสียงที่ตีลงกลางหนังหน้ากลองซึ่งมีความถี่ต่ำจะไม่แผ่วหรือยานยวบแล้ว กลับมีพลังและเรโซเนนท์ที่ให้ความสั่นไหวของระลอกคลื่นออกมาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงฮัมของผู้คนที่คลอตามยังสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ไม่พร่ามัวหรือปนกันมั่ว ยังไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ขอกลับไปที่แผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 อีกครั้ง โดยเลือกเพลง Swing Rhythm ซึ่งเป็นเสียงกลองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นจังหวะเสียงกลองของชนเผ่าพื้นเมืองอัฟริกันที่มีแต่เสียงกลองหลากหลายขนาดและเสียงเคาะล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงกลองเครื่องเคาะต่างๆที่ตีพร้อมกัน เมื่อนั่งฟังห่างจากตัวเครื่องประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เวทีเสียงจะมีความลึกดีขึ้นมา ชิ้นดนตรีต่างมีระยะห่างที่ชัดเจนมีตำแหน่งที่แน่นอน</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องเล่นจิ๋วนี้ให้พลังเหลือเฟือจริงๆ สามารถนำไปใช้ฟังในห้องนั่งเล่นได้อย่างสบายๆ ผมลองปรับวอลุ่มไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความดัง 50 Duo-i Plus ยังคงสามารถรักษารายละเอียดและบุคลิกเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระดับเสียงดังสุดนั้น เสียงสูงอาจฟังแหลมคมไปนิด เมื่อเช็คดูปรากฏว่า เดิมมีการปรับ Bass/Treble ไว้ที่ระดับ 3 ผมจึงลดทั้งหมดลงมาที่ระดับ 0 ซึ่งจะช่วยลดความคมสากไปได้พอสมควร ในส่วนนี้เราสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับ -7 ถึง +7 ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และสภาพห้องที่นั่งฟังด้วย</p>
<p>นอกจากถ่ายทอดเสียงเพลงได้ดีเยี่ยมแล้ว การถ่ายทอดเสียงจากภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่ากัน ลองเปิดชมภาพยนตร์จากไอพ็อตโดยไม่ขอต่อออกทางทีวี เสียงพูดมีความสะอาด ชัดเจน ส่วนด้านซาวด์เอฟเฟคนั้น ให้พลังเร้าใจได้ดีไม่แพ้เครื่องเอวีแอมป์สำหรับห้องขนาดเล็กเลย จะต่างกันก็เพียงมันสามารถถ่ายทอดเสียงได้เพียงสองแชนแนลเท่านั้น ส่วนทางด้านการให้รายละเอียดทั้งทางเสียงซ้าย-ขวา กลางได้ดีเกินคาด ดังเช่นฉากต่อสู้และการยิ่งธนูในภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee And The Mystery Of The Phantom Flame สามารถพิสูจน์พลังประสิทธิภาพของ Duo-i Plus ได้ดีเยี่ยม</p>
<p>ภาครับวิทยุทั้งเอเอ็มที่ใช้เสาอากาศที่บิลด์อินในตัวกับเอฟเอ็มนั้น มีความไวในการรับคลื่นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจมีปัญหาบ้างกับคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำอย่างวิทยุจุฬาฯ เราสามารถตั้งสถานีวิทยุเอฟเอ็มล่วงหน้าได้ 10 สถานีจากปุ่มด้านหน้า 5 ปุ่ม และวิทยุนี้ยังสามารถใช้เป็นเสียงปลุก (Alarm) ได้ ซึ่งมีให้เราตั้ง Alarm 2 ปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับใช้เสียงปลุกปรกติของตัวเครื่อง อีกปุ่มให้เราเลือกปลุกจากเสียงเพลงในไอพ็อต/ไอโฟน ในกรณีที่วางไว้บนแท่น แต่ถ้าไม่ได้วางก็จะปลุกจากเสียงวิทยุแทน และในส่วนนี้ ทาง Boston Acoustics คงเข้าใจถึงคนที่เวลาง่วงนอนแล้วจะมานั่งงมหาปุ่มเพื่อให้ฟังค์ชั่นเวลาปลุกทำงานก็ดูจะกระไรอยู่ จึงเพิ่มฟังค์ชั่น 360° Snooze bar คือแค่เอามือไปแตะขอบตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมก็จะเปิดฟังค์ชั่นปลุกให้ทำงานทันที</p>
<p>ตัวรีโมทที่มีปุ่มฟังค์ชั่น 17 ปุ่มนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้ครบถ้วน ด้านหลังของตัวรีโมทจะติดแถบแม่เหล็กไว้ เพื่อให้เรานำไปแปะไว้ในที่ที่เป็นโลหะเพื่อหยิบฉวยง่าย หรือจะวางไว้บนตัวเครื่องข้างๆแท่นเสียบไอพ็อตซึ่งได้ออกแบบพื้นที่ให้วางได้พอเหมาะพอดี เนื่องจากด้านหลังติดแถบแม่เหล็กไว้ จึงต้องระวังอยากนำไปวางบนสื่อบันทึกแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์ เพราะจะทำให้ข้อมูลสูญหายได้</p>
<p>สำหรับใครที่สรรหาลำโพงสำหรับไอพ็อต/ไอโฟนเพื่อไว้ใช้บนโต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือจะให้แม่บ้านใช้ในห้องครัวแล้ว Boston Acoustics Duo-i Plus คือไอพ็อตด็อกที่นอกจากออแบบได้สวยงาม ใช้งานง่ายแบบตรงไปตรงมาแล้ว ในด้านคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ Boston Acoustics อาศัยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากการผลิตลำโพงมาใส่ไว้ใน Duo-i Plus จนมีคุณภาพเสียงที่ดีอย่างเหลือเชื่อและยากที่จะหาคู่เปรียบได้ในระดับราคานี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ทั้งสองเมือเลย</p>
<p>ขอสังเกต คงมีนิดเดียวสำหรับกรณีที่นำเอาไอโฟนมาใช้ เพราะไม่มีการชิลด์ป้องกันคลื่นโทรศัพท์</p>
<p><strong>Specifications:</strong><br />
<em>General</em><br />
* Product type: Clock radio<br />
* Dimension: Depth 8 in, Height 5.5 in, Width 12.9 in<br />
* Carrying case None -<br />
Audio Features<br />
* Digital storage: None<br />
* Sound output mode:  Stereo<br />
* Timer: Wake , Sleep, Snooze<br />
* Built-in clock Alarm, Digital clock<br />
* Alarm:  2<br />
<em>Built-in Display</em><br />
* Audio system built-in display LCD<br />
<em>Speaker System</em><br />
* Speakers: 2 x Right/left channel speaker Built-in<br />
* Driver: Full-range driver 3.5 in<br />
<em>Radio</em><br />
* Tuner type Digital Radio tuner<br />
* Station preset:  15 (FM 10, AM 5)<br />
* Tuner bands AM/FM<br />
Connectivity<br />
* Connector type 1 x Headphones Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
Audio line-in Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
1 x IPod docking</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Sonic Vision Co., Ltd.<br />
<strong>Price: </strong>9,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ONKYO CBX-300 &#8211; A Multi-Format, iPod Integrated, Space-Efficient Audio Solution</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2010 09:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[CD player]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[Onkyo]]></category>
		<category><![CDATA[ONKYO CBX-300]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-221" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="CBX-300B" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/CBX-300B_front-300x215.jpg" alt="CBX-300B" width="270" height="194" />เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที</p>
<p>ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง</p>
<p><span id="more-220"></span></p>
<p>ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น CD-R และ CD-RW ด้วย ดังนั้น หายห่วงสำหรับนักฟังยุคดิจิตอล อีกอย่างฟอร์แมทเพลงที่เล่นได้ก็ได้ทั้งซีดีออดิโอ MP3 และ WMA ส่วนการบันทึกไฟล์นั้น อาจต้องใส่ใจสักนี้ เพราะว่าส่วนของไฟล์แบบ MP3 นั้น จะสนับสนุนแซมปลิ้งเรตระหว่าง 8 kHz. – 48 kHz. และบิตเรตระหว่าง 8 kbps. กับ 320 kbps. ซึ่งเพียงพอสำหรับระดับคุณภาพเสียงที่ดี ส่วนถ้าหากจะทำตัวฝืนโลกโดยบันทึกบิตเรตให้แตกต่างจากนี้ได้ไหม ก็ไม่มีปัญหาครับ เพียงแต่คุณอาจต้องแลกกับการแสดงเวลาการเล่นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าไม่ซีเรียสนัก ก็ถึงว่าโอเคเลยละ</p>
<p>ด้านบนตัวเครื่องนอกจากที่วางไอพ็อต (iPod Docking) โดยทางออนเกียวได้แถมตัวอะแดปเตอร์มาให้สองตัวเพื่อใช้กับไอพ็อตในรุ่นต่างๆ นอกนั้นจะเป็นปุ่มควบคุมต่างๆที่วางตำแหน่งเป็นแนวเส้นโค้ง ดูสวยงาม แต่เรียบง่าย ส่วนด้านหลังเครื่องจะเป็นช่องต่อต่างๆ เช่น สายไฟเอซี เสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม ช่องหูฟัง และช่องอินพุทสำหรับอุปกรณ์ภายนอก เช่น เครื่องเล่น DVD, CD,  MD ทีวี หรือเครื่องเล่นเทป เป็นต้น</p>
<p>The Wave Test</p>
<p>เครื่อง ONKYO CBX-300 นี้มาในชิ้นเดียวทั้งหมด จึงแทบจะไม่ต้องติดตั้งหรือต่อสายใดๆ นอกจากเสียบสายไฟเอซี เสาอากาศ และเปลี่ยนอะแอปเตอร์ไอพ็อตด็อกกิ้ง (ในกรณีที่ไม่ตรงกับรุ่นที่ใช้) เมื่อเสียบสายไฟเอซีแล้ว ถ้าหากไฟแอลอีดีสีแดงของเพาเวอร์สว่างขึ้นก็แสดงว่าตัวเครื่องพร้อมใช้งานได้แล้ว เมื่อกดปุ่น “On” บนตัวเครื่องหรือรีโมทคอนโทรล แผงหน้าปัดจะแสดงตัวหนังสือสีฟ้าแบบ Backlit Dot-Matrix จึงทำให้อ่านง่ายดูชัดเจนสบายตา เมื่อวางไอพ็อตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเลือกอินพุท หรือปุ่ม “iPod” บนรีโมท ก็สามารถเข้าสู่โหมดการเล่นได้แล้ว แต่สำหรับคนที่จัดเก็บเพลงเป็นโฟลเดอร์หรืออัลบั้มก็สามารถอัลบั้มแยกย่อยต่อไป ฟอร์แมทเพลงที่เล่นกับไอพ็อตนั้น นอกจาก MP3 และ WMA สองแบบที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถเล่นฟอร์แมท AAC หรือ Advance Audio Coding อันเป็นเทคโนโลยีการบีบอัดของแอปเปิลเอง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเลือกได้ ขอแนะนำให้ใช้ฟอร์แมทนี้เล่น จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับฟอร์แมทอื่นอีกสองแบบที่กล่าวมา</p>
<p>ในด้านคุณภาพเสียงจากการฟังเพลงคลาสสิกนั้น เสียงไวโอลินและเสียงเปียโนจะให้ความสดใส กังวานที่ดีมาก ความฉับไวไหลลื่นของตัวโน้ตมีความต่อเนื่อง นุ่มนวล ไม่มีอาการของเสียงโด่งบาดหู ส่วนในย่านความถี่ต่ำดูจะด้อยไปนิด เนื่องจากอัลบั้มที่เล่นนั้นเป็นวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ดูจะเป็นการทรมานสังขานเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นการจัดคู่มวยชกข้ามรุ่น ผมเลยเปลี่ยนเพลงเป็นการบรรเลงไวโอลินโดยไวโอลินนิสชาวญี่ปุ่น Takako Nishizaki ผลออกมาน่าจะชัดเจนเลยว่า แนวเพลงแบบหนักไปทางกลางแหลมน่าจะเหมาะกับบุคลิกของเครื่องนี้ เพราะดูมันจะให้เสียงที่ออดอ้อน อ้อยสร้อย ชวนให้เคลิ้มเหลือเกิน เพราะนอกจากความสดใสของมันแล้ว ยังมีความหวานและไหวพลิ้วที่ดีมาก นอกจากเสียงไวโอลินแล้ว เสียงเปียโนที่หนักหน่วงในบางจังหวะ และพลิ้วไหวในบางอารมณ์ ล้วงแต่ถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินตัว</p>
<p>การฟังเพลงแนวบรรเลงถือว่าสอบผ่านได้เกรดที่ค่อนข้างดี เลยขอเปลี่ยนโจทย์ข้อสอบเป็นเพลงร้องบ้าง แน่นอนว่า ขอเป็นแนวเพลงฟังสบายๆอย่างขอเติ้งลี่จวิน โดยผมเลือกเอาอัลบั้ม Teresa Deng 35 Years Special Edition เสียงของเติ้งลี่จวินที่ได้ยินจาก ONKYO CBX-300 นี้ ยังคงทำให้เสน่ห์และเสียงเพลงที่แฝงรอยยิ้มหวานของเติ้งลี่จวินสร้างความประทับใจได้เหมือนเดิม แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่กว้างลึกเหมือนเครื่องใหญ่ แต่ก็ให้เราสามารถจับต้องในช่องว่างระหว่างตัวโน้ตได้ดี การนั่งฟังในระยะห่างประมาณ 1.5 เมตรดูเหมือนจะได้เวทีเสียงที่ได้มิติดีกว่าในระยะอื่น</p>
<p>การเล่นเพลงจากแผ่นซีดีนั้น ช่องใส่แผ่นดูดเข้าหรือดีดออกทำได้อย่างนุ่มนวล ส่วนการอ่านแผ่นจะใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเพลงที่บันทึกในแผ่น โดยเฉพาะฟอร์แมท MP3 และ WMA ไม่ว่าคุณจะใส่แผ่นในฟอร์แมทใดเข้าไป หรือจะผสมหลายฟอร์แมทในแผ่นเดียวกันก็ตาม ตัวเครื่องจะดีเทกและแจ้งบนจอให้เราทราบ ในโหมดการเล่นเพลงสามารถเลือกได้จะให้เล่นต่อเนื่องทั้งแผ่น เล่นซ้ำบางเพลง ซ้ำทั้งแผ่น ซ้ำเฉพาะโฟลเดอร์ ซ้ำตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ หรือเล่นแบบสุ่ม</p>
<p>ในภาครับวิทยุ เมื่อต่อเสาอากาศที่ให้มาแล้ว ตัวเครื่องมีความไวในการสแกนหาคลื่นได้ดีมาก และที่สำคัญมีความแม่นยำของตำแหน่งคลื่นดีแม้จะอยู่ในตำแหน่งที่สัญญาณไม่ดีนัก เราสามารถตั้งสถานีล่วงหน้าได้ 30 สถานี จะเป็นการสแกนหาสถานีอัตโนมัติหรือหาเองก็ตาม ส่วนเมื่อตั้งสถานีล่วงหน้าไปแล้ว หากกลัวว่าจะจำไม่ได้ว่าคลื่นไหนเป็นสถานีอะไร เราก็สามารถตั้งเป็นชื่อได้ด้วยอักษรภาษาอังกฤษไม่เกินแปดตัว เช่น SEED, FATRADIO, CHULA เป็นต้น ก็จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น</p>
<p>เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ น่าจะเหมาะกับนำไปใช้ในห้องนอน หรือบนโต๊ะทำงาน ดังนั้น จึงมีการเตรียมฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน เช่น การปรับแสง (Dimmer) ของตัวหนังสือบนหน้าจอ การตั้ง Timer เพื่อกำหนดระยะเวลาในการปิดเครื่อง ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมได้ 4 ช่วงด้วยกัน เมื่อประกอบกับการออกแบบที่กะทัดรัดสวยงาน แต่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นอออิโอโซลูชั่นที่เหมาะกับยุคสมัยและน่าใช้อย่างยิ่ง</p>
<p>ข้อสังเกต ช่องต่อหูฟังอยู่ด้านหลังเครื่อง จึงอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานนัก และสำหรับแฟนไอพ็อตรุ่นเก่า คือ เจนเนอเรชั่นที่ 1 ถึง 3 จะนำมาใช้กับ ONKYO CBX-300 นี้ไม่ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS AIR3 – iPod Speaker with Internet Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ASUS AIR3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-216" title="asus-air3_hires-1-550x444" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/asus-air3_hires-1-550x444-300x242.jpg" alt="asus-air3_hires-1-550x444" width="300" height="242" /><strong>ASUS AIR3</strong> ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย</p>
<p>ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น<br />
<span id="more-215"></span><br />
ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Silk Dome ที่วางอยู่ด้านบนสองข้าง กำลังขับ 3 วัตต์ที่ 5 โอม และวูฟเฟอร์ขนาด 3.5 นิ้ว กำลังขับ 35 วัตต์ที่ 4 โอมที่วางอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง ซึ่งลำโพงที่ติดตั้งมานี้ได้รับการรับรอง (Certified) HDSS® (High Definition Sound Standard) พร้อมด้วยโมดูล ETL™ (Embedded Transmission Line) ที่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเสียงอันเกิดจากการสั่นไหว ทำให้เสียงที่ได้มีความใส สะอาด เป็นธรรมชาติ ลำโพงทั้งหมดนี้ ปิดทับด้วยหน้ากากพลาสติกโค้งที่เจาะช่องตรงลำโพง และปุด้วยผ้าปิดลำโพง จึงแลดูสวยงาม มีคุณค่า และเสริมความสะดวกด้วยรีโมทคอนโทรลขนาดเหมาะมือที่มีปุ่มทำงานครบถ้วน และด้านหลังตัวรีโมทใช้ยางกันลื่น จึงจับกระชับใช้งานสะดวก</p>
<p>สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของ ASUS AIR3 คือ ความสามารถในการรับวิทยุอินเทอต์เน็ตซึ่งมีเป็นหมื่นสถานีทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยตัวเครื่องสามารถติดแลน (LAN) ได้ทั้งแบบมีสายโดยมี 10/100 Mbits Ethernet และแลนไร้สาย 802.11b/gความเร็ว 54 Mbits พร้อมเสารับสัญญาณมาให้ต่อเข้าที่ด้านหลังเครื่อง นอกจากรับวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งข่าวสาร และบันเทิงแล้ว ยังสามารถรายงานอากาศเมืองสำคัญต่างๆ และใช้เป็นเครือข่ายต่อกับพีซี เพื่อดึงเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเปิดที่ ASUS AIR3 ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>จากการสังเกต ประสิทธิภาพของลำโพงจะเริ่มสำแดงความสามารถทั้งด้านดนตรีจนเข้าสู่ระดับเทียบชั้นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้เบิร์นอินไปประมาณสิบชั่วโมงไปแล้ว ความแข็งเกร็งของเสียงจะเริ่มหายไป ความสะอาดของเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเล่นเพลงคลาสสิกไวโอลินคอนแชโตจะได้ความสะอาด ใสพลิ้วของเส้นสายที่ดีมาก ในขณะที่เสียงเชลโลก็ให้เสียงต่ำที่มีความหนักแน่น มีพลัง ความใส และสะอาดของเสียงดนตรีจะพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อทดสอบด้วยบทเพลงของ Bach ที่เดี่ยวไวโอลินโดย Kyung-Wha Chung นักไวลินสาวชาวเกาหลีระดับแนวหน้า ปลายนิ้วที่กดลงบนสายแต่ละเส้น การสีข้ามแต่ละช่องเสียงให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ไม่ขัด ไม่คลุมเครือ ให้ความรู้สึกถึงทรวดทรงของแต่ละตัวโน้ตดีมาก หลังจากที่ลองฟังเสียงไวโอลินเพียวๆแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นแบบบิ๊กแบนด์บ้าง ต้องยอมรับว่า  ASUS AIR3 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การแยกชิ้นดนตรียังมีช่องว่างให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่กลบกันจนมั่ว ส่วนด้านเสียงกลอง ยังออกมาได้ค่อนข้างหนักแน่นแฝงด้วยความนุ่มนวล ในด้านของพลังเบสนั้น ASUS AIR3 ได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น BASS เมื่อเรากดปุ่มนี้ ก็จะเพิ่มความลึกของเสียงเบสได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควร</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบคือ การเล่นเพลงแบบ Vocal ครับ ผมลองเล่นเพลงจากอัลบั้ม Red Hot Audiophile 2009 ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสีย (Lossless Compression) เสียงร้องในแนวแจ๊สฟังแล้วรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทั้งเสียงดนตรี และเสียงร้องที่เรียกว่า แทบจะลงตัวจนหาที่ติไม่ได้จนบางครั้งลืมไปว่า กำลังฟังจากลำโพงกล่องเดียวของ ASUS AIR3 ถ้าไม่ติดตรงเวทีเสียงที่แคบไปหน่อยแล้ว ยังเผลอคิดว่า ฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำเสียอีก จากที่สังเกต ถ้าหากนั่งฟังขยับออกห่างจากตัวลำโพงสัก 1.5 – 2 เมตร จะได้มิติของเวทีเสียงที่ดีขึ้นมาก ส่วนหน้ากากลำโพงนั้น ถ้าหากใครไม่เกี่ยงว่าแลดูไม่สวยงาม ขอแนะนำว่า เวลาฟังเพลงนั้น ให้ถอดออก จะทำให้ลดความขุ่นมัวไปได้ไม่น้อย ผลลัพธ์แห่งคุณภาพเสียงเช่นนั้น น่าจะเป็นผลพวงของการฝังตัวเพาเวอร์แอมป์ TPA3120D2 แบบคลาส-ดี (Class – D Power Amplifier) ของ TI (Texas Instrument) ไว้ในลำโพง ASUS AIR3 ที่ติดตั้งมา</p>
<p>สำหรับการเล่นวิดีโอหรือภาพจากไอพ็อตนั้น เราสามารถต่อสายให้ไปแสดงผลบนจอทีวีขนาดใหญ่ได้ โดย ASUS AIR3 ได้เตรียมช่องต่อให้ไว้แล้วด้านหลังเครื่อง ให้เลือกได้ทั้งช่อง Video Out และ S-Video ก็จะทำให้เราได้รับความบันเทิงที่เต็มตา เต็มอิ่มยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเสียงที่ให้ออกมาทาง ASUS AIR3 แล้ว</p>
<p>ในด้านของการรับวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น ก่อนอื่นต้องเซ็ตระบบแลนให้เรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พิเศษอะไรก็สามารถเซ็ตเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที หลังจากที่เซ็ตเรียบร้อย เราก็สามารถเลือกฟังก์ชั่น AIR เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยกดเลือกตามเมนูทีละขั้น ในเมนูจะให้เลือกภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป อัฟริกา เอเชีย เป็นต้น จากนั้น ก็แยกย่อยเป็นประเทศอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสถานีวิทยุอินเทอร์เน็ตหลายสถานี หลังจากเลือกสถานีแล้ว ก็ต้องรอการสตรีมมิ่งให้เต็มบัฟเฟอร์ การกำหนดบัฟเฟอร์ของตัวเครื่องนั้น สามารถเลือกตั้งได้สามระดับ คือ 2 วินาที 4 วินาที และสูงสุด 8 วินาที ขอแนะนำให้ตั้งที่สูงสุด เพราะจากการทดสอบนั้น ถ้าเป็นสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งที่บีบอัดในระดับที่ 32 บิต หรือ 64 บิต จะไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง สามารถรับฟังได้อย่างราบรื่น แต่คุณภาพเสียงก็จะด้อยไปมากเหมือนรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ สำหรับสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งแบบ 128 บิต จะเจอปัญหาต้องสะดุดเป็นระยะๆ เนื่องจากบัฟเฟอร์เล็กเกินไป ต้องคอยรอให้เติมเต็มก่อนถึงเล่นต่อไปได้  แลนไร้สายที่บิลต์อินมานั้น หากเรานำเครื่อง ASUS AIR3 นี้ไปเล่นในจุดที่มี Wi-Fi Hot Spot ก็จะสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ตได้ทันที</p>
<p>ASUS AIR3 ตัวนี้ คงสร้างความชื่นชอบแก่เหล่าสาวกไอพ็อตได้ไม่น้อย ด้วยการออกแบบที่สวยงามสมฐานะ และที่สำคัญที่สุดคือ การคัดอุปกรณ์ระดับคุณภาพที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงที่เทียบชั้นได้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าอัสซุสจะเข้าสู่สมรภูมิด้านนี้หลังคนอื่นก็ตาม แต่จากสเปคและคุณภาพที่อัสซุสมอบให้นั้น คงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความตั้งใจได้ชัดเจนว่า การเข้าสู่สมรภูมินี้ของอัสซุสก็เพื่อที่จะหวังยึดครองส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่ประเภท “ขอเอาด้วยคน” อย่างแน่นอน นอกจากจะขอยึดครองส่วนแบ่งทางการทางตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัสซุสต้องการที่จะเข้าไปยึดครองหัวใจของเหล่าสาวกไอพ็อตทั้งหลาย ซึ่งก็เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความจริงอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Connectivity</td>
<td>Wireless LAN 802.11b/g<br />
Wired 10/100M Ethernet</td>
</tr>
<tr>
<td>Data Rates</td>
<td>54 Mbits (WLAN)<br />
10 Mbits (Ethernet)</td>
</tr>
<tr>
<td>Wireless LAN Security</td>
<td>64/128-bit WEP,WPA,WPA2</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio Format Decoder</td>
<td>MP3/WMA<br />
16 Kbps~ 320 Kbps</td>
</tr>
<tr>
<td>SNR</td>
<td>&gt;90dB Earphone</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>128X64 FSTN Graphics Display<br />
Blue color with whit</td>
</tr>
<tr>
<td>I/O Port</td>
<td>Headphone Jack(Φ3.5mm)<br />
Line In(Φ3.5mm)<br />
Line Out (RCA Jack)<br />
Ethernet (RJ45)<br />
DC Power Jack</td>
</tr>
<tr>
<td>Speaker</td>
<td>5 Watt/ 4 Ohm</td>
</tr>
<tr>
<td>Language Support</td>
<td>French,English,German,Spanish,Japanese,Korean,Traditional   Chinese,Simplified Chinese</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Power Adaptor</td>
<td>Input- 100-240V(50-60 Hz)<br />
Output- DC 6V/2A</td>
</tr>
<tr>
<td>Remote Control</td>
<td>26 keys</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension</td>
<td>250x128x190 mm(LxWxH)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

