<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; home theater</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/home-theater/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>KEF KHT 2005.3 Home Theatre Speakers</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/kef-kht-2005-3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/kef-kht-2005-3/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Aug 2010 08:09:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[KEF]]></category>
		<category><![CDATA[KEF KHT 2005.3]]></category>
		<category><![CDATA[sub-woofer]]></category>
		<category><![CDATA[โอมเธียเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=346</guid>
		<description><![CDATA[KEF วางจำหน่ายชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดเล็กในลักษณะนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณแปดปีก่อน และก็ได้รับรางวัลและคำชมจากทั้งสื่อและผู้บริโภคมากมาย ไม่เสียทีที่เป็นผู้ออกแบบและผลิตลำโพงชั้นนำของอังกฤษ และที่สำคัญเป็นเจ้าของตำนานลำโพงกระฉ่อนโลก BBC Monitor Speaker ด้วย สำหรับชุดโฮมเธียเตอร์แบบ 5.1 แชนแนล ในตระกูล KHT 2000 Series ชุดใหม่ที่ได้มาทดสอบนี้ ประกอบด้วยลำโพงแซทเทลไลท์รุ่น HTS2001.3 จำนวน 5 ตัว แบบเบสรีเฟล็กซ์ ที่คลอสโอเวอร์ 2.8kHz. กำลังขับสูงสุด 100 วัตต์ ประกอบด้วยตัวเซ็นเตอร์ ลำโพงคู่หน้า และเซอร์ราวด์คู่หลัง โดยทั้งหมดเป็นลำโพงที่บรรจุอยู่ในตู้ทรงมนรูปไข่อันเป็นกล่องอะลูมิเนียมหล่อ และเคลือบสีดำมัน （Glossy black） ตัวกล่องทรงมนรูปไขนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลดเรโซแนนซ์ (resonance) ภายใน และความดิสทอร์ชั่น (distortion) ของเสียง ภายในกล่องติดตั้งไดร์ฟเวอร์ขนาด 4 นิ้วแบบฟูลเรนจ์ โดยมีทวีตเตอร์แบบอะลูมิเนียมโดมของ Uni-Q ขนาด 19 มม. ติดตั้งอยู่ตรงกลางไดร์ฟเวอร์  ขับด้วยแม่เหล็กนีโอดิเนียม (Neodymium Magnetic) คู่ และระบายความร้อนด้วยสาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/Kef-KHT-2005.3..jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-347" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Kef KHT-2005.3" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/Kef-KHT-2005.3.-300x190.jpg" alt="Kef KHT-2005.3 Home Theatre Speakers" width="270" height="171" /></a>KEF วางจำหน่ายชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดเล็กในลักษณะนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณแปดปีก่อน และก็ได้รับรางวัลและคำชมจากทั้งสื่อและผู้บริโภคมากมาย ไม่เสียทีที่เป็นผู้ออกแบบและผลิตลำโพงชั้นนำของอังกฤษ และที่สำคัญเป็นเจ้าของตำนานลำโพงกระฉ่อนโลก BBC Monitor Speaker ด้วย</p>
<p>สำหรับชุดโฮมเธียเตอร์แบบ 5.1 แชนแนล ในตระกูล KHT 2000 Series ชุดใหม่ที่ได้มาทดสอบนี้ ประกอบด้วยลำโพงแซทเทลไลท์รุ่น HTS2001.3 จำนวน 5 ตัว แบบเบสรีเฟล็กซ์ ที่คลอสโอเวอร์ 2.8kHz. กำลังขับสูงสุด 100 วัตต์ ประกอบด้วยตัวเซ็นเตอร์ ลำโพงคู่หน้า และเซอร์ราวด์คู่หลัง โดยทั้งหมดเป็นลำโพงที่บรรจุอยู่ในตู้ทรงมนรูปไข่อันเป็นกล่องอะลูมิเนียมหล่อ และเคลือบสีดำมัน （Glossy black）</p>
<p><span id="more-346"></span></p>
<p>ตัวกล่องทรงมนรูปไขนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลดเรโซแนนซ์ (resonance) ภายใน และความดิสทอร์ชั่น (distortion) ของเสียง ภายในกล่องติดตั้งไดร์ฟเวอร์ขนาด 4 นิ้วแบบฟูลเรนจ์ โดยมีทวีตเตอร์แบบอะลูมิเนียมโดมของ Uni-Q ขนาด 19 มม. ติดตั้งอยู่ตรงกลางไดร์ฟเวอร์  ขับด้วยแม่เหล็กนีโอดิเนียม (Neodymium Magnetic) คู่ และระบายความร้อนด้วยสาร Ferrofluid เพื่อให้สามารถจัดการกับพลังเสียงได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญทำให้คุณภาพเสียงที่ได้มีความสะอาด บริสุทธิ์ และให้รายละเอียดดียิ่งขึ้น ส่วนท่อลมยิงออกด้านหน้า</p>
<p>ลำโพงทั้ง 5 ตัวออกแบบและมีสเปคเดียวกัน แต่ตัวเซ็นเตอร์นั้น ทางโรงงานจัดวางขาตั้งให้ในแนวนอน เพื่อให้สามารถวางบนและใต้เครื่องทีวีได้โดยได้รับการเคลือบสารกันคลื่นแม่เหล็กอย่างดี จึงไม่ส่งคลื่นรบกวนทีวีหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ความจริงแล้ว ลำโพงทุกตัวสามารถปรับวางได้หลายทิศทั้ง ไม่ว่าจะวางตั้งยืน วางตะแคงซ้ายหรือ<a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/images.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-348" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="images" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/images.jpeg" alt="" width="157" height="211" /></a>ตะแคงขวา แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่และสภาพอะคุสติกของห้อง รวมทั้งสามารถติดผนัง หรือวางบนขาตั้ง (ซื้อแยก) ก็ได้ เห็นขนาดตัวละโพงนิดเดียว สูงไม่เกิน 20 ซม. แต่มีน้ำหนักถึง 2 กิโลกรัม และที่สำคัญคือ คอนเนคเตอร์ต่อสายลำโพงนั้น เป็นแบบ Binding Post โลหะอย่างดีเหมือนเครื่องเสียงบ้านชั้นนำ แทนที่จะเป็นแบบหนีบเพื่อใช้กับสายลำโพงขนาดเท่าหนวดกุ้งเหมือนลำโพงทั่วไป ดังนั้น KHT 2005.3 ชุดนี้คงเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนที่ต้องการเพิ่มคุณภาพเสียงด้วยสายลำโพง</p>
<p>ตัวซับวูฟเฟอร์ทรงลูกเต๋า KUBE-2 ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามเช่นกัน สีดำมัน พร้อมกับโลโกของ KEF อยู่ตรงกลางตู้ด้านบน ด้านข้างปุด้วยผ้าปิดลำโพงสีดำทั้งสามด้าน ปล่อยไว้ด้านหลังเป็นแผงควบคุม ตัวตู้ขนาดปริมาตร 23 ลิตรนั้น ภายในบรรจุด้วยขุมพลังแอมปริไฟเออร์ คลาส-ดี 200 วัตต์ ขับด้วยไดร์ฟเวอร์แบบ long-throw แบบยิ่งออกด้านข้างทั้งสองด้าน และจัดแยกโดยแอคทิฟเบสรีเฟล็กซ์ (Active Bass Reflex) 250 มม. โดยสามารถรองรับความถี่ในย่าน 35Hz. – 150Hz.</p>
<p>ด้านหลังตัวตู้จะเป็นปุ่มหมุนปรับระดับเสียงและปุ่มปรับจุดตัดหรือครอสโอเวอร์ ซึ่งสามารถเลือกปรับได้ตั้งแต่ละดับ 40 Hz. จนถึง 140 Hz. และสวิตช์ปรับระดับการตอบสนองของเบสซึ่งสามารถเลือกได้ +6dB หรือ +12dB ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสภาพห้อง หรือว่ารสนิยมความชอบส่วนตัว ส่วนนี้คงต้องทดสอบและปรับตามความเหมาะสมของแต่ละคน</p>
<p><strong>Soft Test</strong></p>
<p>สำหรับโฮมเธียเตอร์ชุดนี้ไม่มีสายลำโพงมาด้วย ด้วยการติดตั้ง Binding Post คุณภาพดีมากับลำโพงแต่ละตัวอยู่แล้ว คงต้องการให้ผู้บริโภคจัดหาสายตามรสนิยมของแต่ละคนมากกว่า เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาครับ ผมจัดแจงถอดสายจากลำโพงจากชุดโฮมเธียเตอร์ที่ใช้งานประจำออก แล้วนำลำโพงของ KEF ชุดนี้มาสวมแทน ก็ถือว่าสะดวกดี โดยลำโพงคู่หน้าผมจัดวางให้ห่างกันประมาณสองเมตร พร้อมกับเอียงเข้าหากันเล็กน้อย ซับวูฟเวอร์จัดวางด้านหน้าเยื้องไปทางขวาของห้อง การวางตำแหน่งของซับวูฟเฟอร์นั้น ควรจะลองขยับไปหาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพห้อง จึงไม่ขอแนะนำเพราะไม่มีตำแหน่งตายตัว ส่วนลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลัง ก็จัดวางโทอินเล็กน้อยเช่นกัน โดยทั้งหมดให้ยิงตรงมายังตำแหน่งที่นั่งชมภาพยนตร์ซึ่งผมจะนั่งกลางห้องค่อนไปด้านหลัง เมื่อทุกอย่างลงตัวได้ที่แล้ว ก็ได้เวลาของป๊อบคอน เอ้อ..นั่งชมภาพยนตร์กันแล้ว</p>
<p>ในเบื้องต้นแม้จะยังไม่ได้ทดสอบซาวด์เอฟเฟคอะไรพิเศษก็สามารถเห็นแววของ KEF KHT 2005.3 นั้นไม่ยากเลย ด้วยบทสนทนา เสียงกระซิบกระซาบที่ออกมาจากลำโพงเซ็นเตอร์นั้น มีความชัดเจนและใสดีมาก ในฉากที่เงียบก็มีความสงัดอย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญคือ เวลาเปิดเสียงดังไม่มีอาการคราง หรือพล่ามัวให้เห็น เมื่อต้องเจอกับซาวด์เอฟเฟคหนักๆนั้น แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า ด้วยลำโพงตัวเล็กนิดเดียวจะสามารถอัดพลังเสียงออกมาได้ทั้งหนัก ทั้งแน่น และที่สำคัญมีความสมจริงดีมากทั้งเสียงปืน เสียงกระจกแตก และทำให้ผมต้องสะดุ้งกับพลังเสียงซาวด์เอฟเฟคจากภาพยนตร์เรื่อง I Am Legend ถึงหลายครั้งด้วยกัน แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเคยดูมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ส่วนฉากเรือจมทะเลในภาพยนตร์เรื่อง Poseidon ตอนน้ำทะเลอัดเข้ามาจนกระจกเรือร้าวและแตกในที่สุดนั้น เสียงที่ได้ยินราวกับว่า เศษกระจกกำลังปริร้าวกละกระเด็นใส่ตัวเราไม่มีผิด</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ KEF KHT 2005.3 ชุดนี้น่าทึ่งอย่างมากก็คือ ความสามารถในการสร้างบรรยากาศโอบล้อมได้สมจริงดีมาก การถ่ายทอดเสียงที่ทำให้รู้สึกว่า “ไม่มี” ลำโพงวางอยู่ ไม่ใช่ประเภทเสียงบีบแคบเหมือนลำโพงทั่วไป อย่างในภาพยนตร์เรื่องเทวากับซาตานนั้น ฉากในห้องคอมพิวเตอร์ที่เสียงออกจากจอมอนิเตอร์ที่อยู่ระดับสูงว่าคนนั้น เสียงที่ได้ยินจะให้ความรู้สึกถึงมิติความสูงขึ้นไปจากจอทีวีของเรา และอยู่ในตำแหน่งหน้าซ้ายบนดังเช่นในภาพยนตร์ไม่มีผิด อย่างฉากในการยิงธนูซึ่งโดยทั่วไป เรามักจะสัมผัสได้ถึงการโยนเสียงจากลำโพงเซอร์ราวด์ไปยังข้างหน้า ซึ่งอาจจะเป็นตรงกลาง หรือซ้าย-ขวา แต่สำหรับ KEF KHT 2005.3 ชุดนี้แล้ว สิ่งที่สามารถรับรู้ได้จากนอกเหนือดังกล่าวแล้ว เรายังรู้สึกถึงลูกธนูที่ตกลงมาระหว่างกลางด้านข้างซ้ายหรือขวา นั่นคือ ทำให้เวทีหรือสนามเสียงมีความลึกและมิติมากขึ้น</p>
<p>แม้ว่าตามคำแนะนำในคู่มือ เราจะสามารถปรับวางลำโพงในแนวตั้งหรือแนวนอนได้ เพื่อให้ประจักษ์แก่หูตัวเอง จึงได้ทำการทดสอบด้วยการปรับวางลำโพงในแต่ละแนว จากตลอดการทดสอบข้างต้นนั้น ผมวางลำโพงแนวตั้งยืนทั้งหมด (ยกเว้นเซ็นเตอร์ที่วางนอน) จึงขอทดสอบวางลำโพงคู่หน้าเป็นแนวนอน และพบผลที่ค่อนข้างแตกต่าง กล่าวคือ ถ้าวางนอนโดยหันด้านท่ออากาศออกทั้งสองข้าง จะจับโฟกัสเสียงไม่ได้เลย เวทีเสียงจะฟุ้ง ไม่เป็นกลุ่มก้อน ไม่สามารถหาตำแหน่งที่แน่นอนได้ และที่สามารถเสียงโดยรวมมีความพล่ามัวจนน่าใจหาย เห็นทีไม่ได้การ จึงขอเปลี่ยนใหม่เป็นหันด้านท่ออากาศเข้าหากัน ทีนี้ ทุกอย่างดีขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกถึงตำแหน่งเสียงไม่ได้โฟกัสที่ดีนัก</p>
<p>แต่สิ่งที่ผิดคาดก็คือ การวางแนวลำโพงดังกล่าวข้างต้น กลับมีผลต่อการนำไปฟังเพลง คือ ถ้าวางแนวตั้ง เสียงเบสจะบางจนแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลย (ฟังแบบสเตริโอสองแชนแนล) การหันท่ออากาศออกสองข้างจะทำให้เบสคราง แตกพล่า แต่เมื่อหันเข้าหากัน กลับทำให้เบสเพิ่มขึ้นอย่างเป็นลูกเป็นก้อนอย่างน่าอัศจรรย์ และถ้าหากไขว้สายลำโพงสลับขั้วบวกลบด้วยแล้ว จะช่วยให้เวทีเสียงได้ตำแหน่งดีขึ้นมาก แม้จะไม่กว้าง แต่มีความลึกพอสมควร ดังนั้น จึงขอสรุปว่า การวางลำโพงในแนวนอน ไม่แนะนำให้หันท่ออากาศออกไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น</p>
<p>จุดเด่น คุณภาพเสียงที่คมชัด ใส สะอาด และการให้ตำแหน่งเวทีเสียงที่สมจริงดีมากจนมีความรู้สึกเหมือน “ไม่มี” ลำโพง</p>
<p>จุดด้อย ทุกอย่างลงตัวจนยากที่จะหาพบ</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p><strong>HTS2001.3/HTC2001.3 Satellite Speakers</strong><br />
Design &#8211; Two-way bass reflex Satellite/Centre<br />
Drive units &#8211; 100mm (4in.) Uni-Q array with 19mm (0.75in.) aluminium HF<br />
Frequency response (±3dB) &#8211; 80Hz &#8211; 27kHz<br />
Crossover frequency &#8211; 3kHz<br />
Power handling &#8211; 100W<br />
Sensitivity (2.83V/1m) &#8211; 88dB<br />
Maximum output (SPL) &#8211; 104dB<br />
Impedance &#8211; 8ohms<br />
Magnetic shielding &#8211; Yes<br />
Internal volume &#8211; 1.5litres<br />
Weight &#8211; 2.0kg<br />
Dimensions &#8211; Satellite 228 x 130 x 150 mm<br />
(H x W x D) Centre 162 x 190 x 150 mm<br />
Finish &#8211; High gloss black, matt silver<br />
Optional accessories &#8211; Floorstand</p>
<p><strong>KUBE-2 Subwoofer:</strong><br />
Design &#8211; Powered Subwoofer<br />
Drive units &#8211; 1x 250mm (10in.) + 1x 250mm (10in.) ABR<br />
Frequency response (±3dB) &#8211; 35Hz &#8211; 150Hz<br />
Amplifier &#8211; 200W built-in Class-D<br />
Maximum output (SPL) -112dB<br />
Internal volume &#8211; 23.0litres<br />
Weight &#8211; 12.0kg<br />
Dimensions &#8211; 335 x 330 x 330 mm (H x W x D)<br />
Finish &#8211; Black with gloss upper surface</p>
<p>Distributor: Home Hi-Fi Co., Ltd.</p>
<p>Price: 58,500 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/kef-kht-2005-3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Toshiba 32AV600T LCD Colour TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 04:54:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[32AV600T]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Toshiba]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้ หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_212" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-212 " title="32AV600T" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/32AV600T.-300x248.jpg" alt="Toshiba 32AV600T LCD Color TV" width="270" height="223" /><p class="wp-caption-text">Toshiba 32AV600T LCD Color TV</p></div>
<p>พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้</p>
<p>หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน</p>
<p><span id="more-211"></span><br />
การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 ซม. ด้วยแผงแอลซีดีที่ฉาบฟิล์มทำให้ไม่สะท้อนแสง และกรอบพลาสติกมันแววที่กรอบด้านล่างจะเป็นไฟแอลอีดี และช่องรับสัญญาคลื่นของตัวรีโมทคอนโทรล ส่วนด้านข้างขวามือของจอ จะเป็นปุ่มปรับและควบคุมการทำงานของตัวทีวี เช่น การเปิด/ปิด การเลือกช่อง ปรับระดับเสียง เป็นต้น ซึ่งปุ่มควบคุมเหล่านี้จะมีอยู่บนรีโมทคอนโทรอย่างครบถ้วนอยู่แล้ว</p>
<p>แม้ว่าจะเป็นทีวีขนาดเพียง 32 นิ้ว แต่ในด้านของช่องต่อสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาค่อนข้างครบครัน น่าจะครอบคลุมกับการใช้งานในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือ มีช่องต่อ HDMI ให้มาถึงสองช่อง แต่น่าเสียดายที่เครื่องรุ่นนี้ไม่สามารถรองรับ Full HD ได้ เนื่องจากความละเอียดสูงสุดของจอภาพคือ 1366 dots x 768 dots ซึ่งสามารถรองรับได้สูงสุดคือ 720p หรือ 1080i (50/60 Hz.) โดยขนาดจอมี Aspect ration 16:9 แบบจอกว้าง ซึ่งเหมาะแก่การชมภาพยนตร์</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>การรับสัญญาณฟรีทีวีจากเสาอากาศ การค้นหาช่องแบบอัตโนมัติสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยจำนวนตัวเลขของช่องที่ให้มาถึง 99 ช่อง ส่วนผมเริ่มต้นด้วยการทดสอบจากเครื่องรับโทรทัศน์แบบดิจิตอลผ่านจานดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่าความคมชัดและระบบเสียงจะดีกว่าแบบอนาล็อก ตอนแรกตั้งขนาดภาพแบบไวด์สกรีนเต็มจอ ภาพที่ได้จึงยืดๆ ภาพคนบนจอจึงดูอ้วนๆไปหมด จึงทำการเลือกขนาดภาพจากรีโมท ซึ่งเราสามารถเลือกได้หลายขนาด ทั้งขนาด 4:3, 14:9 หรือแบบจอภาพยนตร์ จะเลือกแบบให้เหลือขอบดำหรือไม่มีก็ได้ ส่วนในด้านโหมดของภาพนั้น มีโหมดที่กำหนดไว้ให้เลือกอยู่สามโหมด คือ แบบคมชัด ซึ่งอาจจะเหมาะกับการใช้งานพรีเซ็นต์ หรือการแสดงโชว์มากกว่า แบบมาตรฐานและแบบสบายตา ส่วนผมเลือกโหมดสบายตา เพราะรู้สึกว่าภาพที่ปรากฏจะมีความนุ่มนวล ดูนานๆแล้วสายตาไม่เมื่อยล้า และอีกโหมดคือ แบบให้เราปรับแต่งเอง การปรับแต่ละเมนูนั้นก็สะดวกง่ายดายด้วยคำอธิบายภาษาไทย เพียงแต่ตัวหนังสืออาจดูประหลาดนิดหน่อยตรงที่ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีสามระดับ ดังนั้น แต่ละตัวหนังสือจึงมีขนาดไม่เท่ากัน</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือระบบเสียง แม้ว่าตัวลำโพงที่บิลต์อินมากับทีวีเครื่องนี้จะมีขนาดเล็ก และมีกำลังขับเพียง 10 วัตต์ก็ตาม แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ผมก็คือ เวทีเสียงที่กว้างมาก ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากโทรทัศน์ดาวเทียมรายการหนึ่ง ผมยังนึกกว่าตัวเองได้ต่อระบบเสียงผ่านเอวีรีซิฟเวอร์เสียอีก แต่เมื่อเช็คดูแล้ว เอวีรีซีฟเวอร์ของผมไม่ได้เปิดเลย หลังจากนั้น ก็ลองสังเกตต่อไปจึงมั่นใจว่า เสียงที่ได้ยินนั้นมาจากตัวทีวีแน่นอน ขนาดห้องผมกว้างประมาณ 4 เมตร โดยวางเครื่องทีวีอยู่ตรงกลาง ห่างจากกำแพงทั้งสองด้านเท่ากัน แต่เวทีเสียงกระจายกว้างเกือบชนกำแพงทั้งสองด้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนจากเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ จึงทำให้ผมรู้สึกทึ่งไม่น้อย ในด้านเมนูการปรับระบบเสียงนั้น นอกจากให้ปรับระบบเสียงโดยเลือกระหว่างโมโนกับสเตริโอแล้ว เรายังสามารถรับเสียงทุ้ม (Bass) เสียงแหลม (Treble), Surround และ Bass Boost ได้อีก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านของบอดี้ตัวเครื่อง เสียงเบสจึงอาจบางไปบ้าง</p>
<p>ด้านการชมภาพยนตร์นั้น จากการทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum 2,  Battle of  the Smithsonian ผ่านทาง HDMI แต่เนื่องจากไม่สามารถรองรับ Full-HD ได้ จึงต้องปรับมาที่ 720p แทน ถึงกระนั้นก็ตาม รายละเอียดที่ได้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ฉากกลางคืนที่นางเอกขับเครื่องบินนั้น เรายังสามารถเห็นตัวเครื่องบินที่ลอยเด่นบนท้องฟ้า โดยไม่จมเข้าไปในความมืดของฉากหลัง แบคกราวด์สีดำในฉากมืดนั้น ถือว่าให้ความเข้มของสีดำได้ค่อนข้างดี จึงขับให้ตัวเครื่องบินลอยเด่นเหมือนมีมิติขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง</p>
<p>สีสันของ 32AV600T นั้น ให้โทนสีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่สดจนเวอร์ โดยเฉพาะด้านสีผิวที่เหมือนสีผิวของคนจริงๆ ไม่ใช่สีเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน หรือออกชมพูอมแดงจนผิดธรรมชาติ ทั้งนี้หมายถึงการเลือกโหมดปรกติโดยไม่มีการปรับแต่งพิเศษ การชมภาพยนตร์เรื่อง Hero อาจยืนยันเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ด้วยการเล่าเรื่องของจางอี้โหมวที่นำเอาสีแต่ละสีมาเป็นสื่อ สีแดงที่ร้อนแรงในฉากภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “ร้อนตา” จนปวดแสบ สีเขียนสดและสีฟ้าก็ทำให้ดูเย็นสบายด้วยความเป็นธรรมชาติของมัน</p>
<p>ความต่อเนื่องของภาพสำหรับเครื่องรับโทรทัศน์แบบแอลซีดีอาจเป็นปัญหาที่เราได้ยินมาไม่น้อย นั่นคือในกรณีที่มีความเคลื่อนไหวเร็วๆอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เราเห็นมักจะเป็นหยักด้วยเพราะขาดความต่อเนื่องหรือความล่าช้าของมัน แต่สำหรับ 32AV600T แล้ว ปัญหานี้เรียกว่าสอบผ่านสบาย เพราะปัญหาที่ว่าน่าจะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจะเหลือให้เห็นน้อยมาก แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม สิ่งนี้สังเกตได้จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่นอย่าง Hero ภาพยนตร์สงครามอย่าง Assemble, We are the Soldier ส่วนในเรื่อง Batman 3 นั้น น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นประสิทธิภาพด้านต่างๆของ 32AV600T ได้อย่างดี ทั้งทางด้านฉากมืด ฉากความเคลื่อนไหว</p>
<p>ช่องต่อที่ 32AV600T ให้มา นอกจาก HDMI, Component และ S-Video แล้ว เครื่องนี้ยังมีช่องต่อ D-sub 15 pin สำหรับต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ขอแนะนำว่า ถ้าหากต้องการที่จะนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อนั้น ไม่ขอแนะนำให้ต่อทางช่อง D-sub หรือช่อง VGA ที่เรามักเรียกกัน เหตุผลคือ การแสดงผลจะด้อยลงไปมาก ตัวหนังสือขนาดเล็กจะอ่านไม่ได้ เพราะความหยาบของภาพ แต่ถ้าจะต่อจริงๆ และสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอำนวย ขอแนะนำให้ต่อผ่านช่อง HDMI ทั้งสองทาง เพราะการต่อผ่าน HDMI จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซัพพอร์ตนั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เอาต์เฉพาะภาพ หรือทั้งภาพและเสียงจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ การต่อผ่านช่อง HDMI นี้ สิ่งที่คุณได้ก็จะเหมือนกับจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ 32 นิ้วที่มีความคมชัดทุกกระเบียด ไม่เว้นแม้แต่เท็กซ์โหมดในระหว่างบูทเครื่อง ดังนั้น หากจะนำเอา 32AV600T ไว้ใช้เล่มเกมส์ยามว่าง ก็จะสนุกไม่น้อย หรือสำหรับนักธุรกิจ จะนำไปใช้พรีเซ็นต์งานหรือสินค้าก็เหมาะสมไม่น้อยเช่นกัน แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีช่อง HDMI อย่างน้อยก็ควรต่อจากช่อง DVI ทางฝั่งคอมพิวเตอร์(ซึ่งมีมากับการ์ดแสดงผลเกือบทุกรุ่นในปัจจุบัน) และเข้าช่อง HDMI ทางฝั่ง  32AV600T ซึ่งคุณก็จะได้ภาพความละเอียดสูง 720p เช่นกัน</p>
<p>หลังจากที่ผ่านการทดสอบแล้ว ผมต้องยอมรับว่า สิ่งที่ผมประทับใจในอดีตนั้น แม้ว่าจะผ่านไปคนละยุค และผลิตภัณฑ์คนละสมัย แต่กับประสิทธิภาพและคุณภาพที่ผมได้รับก็ยังคงไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าความรู้สึกส่วนตัวที่โอนเอียง แต่ผมว่า มันอยู่ที่ตัวโตชิบาเองที่รักษาคุณภาพ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึกถึงผู้บริโภคเป็นที่ตั้งมากกว่า<br />
<strong>Specifications:</strong><br />
Product Type:                             HD Ready<br />
Resolution                                    1366 x 768<br />
Dynamic Contrast Ratio         18,000 : 1<br />
Brightness                                     450 cd/m2<br />
Response  Time                           7 ms<br />
Video Processing                        10 bit<br />
3D Colour Management            Yes<br />
Intelligent Backlight Control         Yes<br />
Number of HDMI (version 1.3) input      2<br />
Power Consumption (W)         107<br />
Dimension (WxHxD) cm. without stand 78.6 x 52.5 x 8.3<br />
Dimension (WxHxD) cm. with stand 78.6 x 56.7 x 24.7<br />
Weight (Net) kg. without stand     12<br />
Weight (Net) kg. with stand         13<br />
Power consumption            144 W, 0.5 W (standby)<br />
Component Video Input terminals:<br />
(the signal format)                480i, 480p, 576i, 576p, 720p (50/60 Hz), 1080i (50/60 Hz)<br />
(These signal formats are converted to match the number of pixels of the LCD panel.)<br />
Colour system                PAL, SECAM, NTSC 3.58/4.43<br />
Aspect ratio                16 : 9<br />
Visible size (diagonal)            94.0 cm<br />
Number of pixels            1366 (H) dots x 768 (V) dots<br />
Audio power                 10 W + 10 W<br />
Speakers                Main 35 5 160 mm 2pcs.<br />
ตัวแทนจำหน่าย Toshiba (Thailand) Co., Ltd.<br />
ราคาโดยประมาณ 16,990.-บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ButtKicker – The Low Frequency Audio Transducer</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/buttkicker/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/buttkicker/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 04:19:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BK A300-4]]></category>
		<category><![CDATA[ButKicker]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[sub-woofer]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=204</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งแรกที่ได้ยินว่าจะให้เอาเจ้าตัว ButtKicker มาทดสอบนั้น ผมยังงงคิดไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร และจะเอาใช้งานกับอะไร จนเมื่อของมาถึงมือแล้ว ยังต้องนั่งอ่านคู่มือซึ่งก็มีแค่ไม่กี่หน้าเสียหลายรอบถึงจับต้นชนปลายถูก ก็จะไม่ให้งงยังไงไหว ก็ตั้งชื่อซะน่ารักน่าชังอย่าง ButtKicker ครั้นจะแปลเป็น “ตัวฟาดก้น” มันก็กระไรอยู่ เพราะหากแยกคำภาษาอังกฤษแล้ว Butt ก็หมายถึงสะโพกหรือก้น ส่วน Kicker หมายถึงผู้เตะ ยิ่งเมื่อแกะกล่องออกมาดูแล้ว เห็นมีกล่องสีดำขนาดประมาณ 8 คูณ 9 นิ้ว สูง 3.5 นิ้วซึ่งเขียนไว้ว่าเป็นแอมปรีไฟเออร์ พร้อมกับก้อนสีดำอีกหนึ่งตัวที่ดูคล้ายกับลูกสูบขนาดเล็กของเครื่องอะไรสักอย่าง แล้วมันจะ“ฟาดก้น”ยังไง และมันเกี่ยวข้องกับเครื่องเสียงยังไง ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด พร้อมๆกับความอยากรู้มากขึ้นว่า จะทำให้เจ้า ButtKicker ใช้งานได้อย่างไร เมื่อศึกษาจากคู่มือและข้อมูลในเว็บไซต์แล้ว ก็เริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ก็ต้องยอมรับความคิดของผู้ออกแบบที่รู้จักนำเอาสิ่งที่คนอื่นไม่ให้ความสำคัญมาใช้ประโยชน์ นั่นคือเสียงความถี่ต่ำในย่าน 5 – 200 Hz. ซึ่งเป็นย่านความถี่ของเสียงที่คนเราไม่สามารถได้ยิน และสำหรับลำโพงเองก็จะตัดความถี่ในย่านนี้ออกไป แต่ ButtKicker จะใช้ประโยชน์ในย่านความถี่นี้มาสร้างความหฤหรรษ์ให้กับการชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมของเรา ด้วยการนำเอาความถี่ในย่านนี้ไปทำให้ลูกสูบเกิดความสั่นไหวทางคลื่นแม่เหล็ก และส่งแรงสั่นไหวนั้นสู่วัตถุที่อยู่ติดกับมัน เช่นเก้าอี้ โซฟา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-205" title="wireless-buttkicker" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/wireless-buttkicker-520x488-300x281.jpg" alt="wireless-buttkicker" width="270" height="253" />ครั้งแรกที่ได้ยินว่าจะให้เอาเจ้าตัว ButtKicker มาทดสอบนั้น ผมยังงงคิดไม่ออกว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร และจะเอาใช้งานกับอะไร จนเมื่อของมาถึงมือแล้ว ยังต้องนั่งอ่านคู่มือซึ่งก็มีแค่ไม่กี่หน้าเสียหลายรอบถึงจับต้นชนปลายถูก</p>
<p>ก็จะไม่ให้งงยังไงไหว ก็ตั้งชื่อซะน่ารักน่าชังอย่าง ButtKicker ครั้นจะแปลเป็น “ตัวฟาดก้น” มันก็กระไรอยู่ เพราะหากแยกคำภาษาอังกฤษแล้ว Butt ก็หมายถึงสะโพกหรือก้น ส่วน Kicker หมายถึงผู้เตะ ยิ่งเมื่อแกะกล่องออกมาดูแล้ว เห็นมีกล่องสีดำขนาดประมาณ 8 คูณ 9 นิ้ว สูง 3.5 นิ้วซึ่งเขียนไว้ว่าเป็นแอมปรีไฟเออร์ พร้อมกับก้อนสีดำอีกหนึ่งตัวที่ดูคล้ายกับลูกสูบขนาดเล็กของเครื่องอะไรสักอย่าง แล้วมันจะ“ฟาดก้น”ยังไง และมันเกี่ยวข้องกับเครื่องเสียงยังไง ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามเต็มหัวไปหมด พร้อมๆกับความอยากรู้มากขึ้นว่า จะทำให้เจ้า ButtKicker ใช้งานได้อย่างไร</p>
<p><span id="more-204"></span></p>
<p>เมื่อศึกษาจากคู่มือและข้อมูลในเว็บไซต์แล้ว ก็เริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ก็ต้องยอมรับความคิดของผู้ออกแบบที่รู้จักนำเอาสิ่งที่คนอื่นไม่ให้ความสำคัญมาใช้ประโยชน์ นั่นคือเสียงความถี่ต่ำในย่าน 5 – 200 Hz. ซึ่งเป็นย่านความถี่ของเสียงที่คนเราไม่สามารถได้ยิน และสำหรับลำโพงเองก็จะตัดความถี่ในย่านนี้ออกไป แต่ ButtKicker จะใช้ประโยชน์ในย่านความถี่นี้มาสร้างความหฤหรรษ์ให้กับการชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกมของเรา ด้วยการนำเอาความถี่ในย่านนี้ไปทำให้ลูกสูบเกิดความสั่นไหวทางคลื่นแม่เหล็ก และส่งแรงสั่นไหวนั้นสู่วัตถุที่อยู่ติดกับมัน เช่นเก้าอี้ โซฟา เป็นต้น เมื่ออธิบายถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเริ่มมองเห็นภาพประโยชน์ใช้สอยของ  ButtKicker แล้ว หรือถ้าหากจะกล่าวแบบรวบรัดในคำจำกัดความของมันก็คือ ซับวูฟเฟอร์นั่นเอง เพียงแต่ ButtKicker เป็นซับวูฟเฟอร์ที่คุณสามารถ “รู้สึก” ได้ แต่ไม่สามารถได้ยินเหมือนซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้กันตามปรกติ</p>
<div id="attachment_206" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-full wp-image-206 " title="buttkicker_setup" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/buttkicker_setup.jpg" alt="ButtKicker Setup" width="270" height="235" /><p class="wp-caption-text">ButtKicker Setup</p></div>
<p>ในชุด ButtKicker ที่บรรจุมาในกล่องนั้น ประกอบด้วย ButtKicker Amplifier BK A300-4 ซึ่งเป็นแอมปรีไฟเออร์เพื่อรับและส่งออกความถี่ต่ำโดยเฉพาะ โดยด้านหลังเครื่องจะมี Speaker Output binding post ซึ่งเอาไว้ต่อสายลำโพงออกไปสู่ตัว ButtKicker Advance ซึ่งเป็นตัวที่สร้างความสั่นไหว สำหรับสายลำโพงที่เหมาะแก่การนำมาต่อนั้น ทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้สายขนาดอย่างน้อย 14 gauge ซึ่งมีแกนนำสัญญาณที่ใหญ่พอสมควร แต่ถ้าต้องวางตัว ButtKicker Advance ห่างจากแอมปรีไฟเออร์มากยิ่งขึ้น สายลำโพงที่นำมาใช้ก็ควรจะใหญ่กว่านี้ ถัดจากตัวไบดิ้งโพสต์แล้ว ก็จะเป็นช่อง IR In/Out หรือช่องต่ออินฟราเรด เนื่องจากเราสามารถต่อ ButtKicker พร้อมกันหลายๆเครื่อง (ในกรณีที่มีเก้าอี้หรือโซฟาหลายตัว) แบบอนุกรม เราสามารถที่จะเชื่อมช่อง IR เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถควบคุมได้จากรีโมทในจุดเดียวได้พร้อมกัน ถัดจากนั้นจะเป็นช่อง RF Receiver ซึ่งเป็นช่องรับสัญญาณวิทยุจากตัวส่ง (RF Transmitter) สำหรับรีโมทคอนโทร ช่องนี้จะมีลักษณะเหมือนกับช่องเสียบ USB ทุกประการ แต่อย่าเผลอเอายูเอสบีไดร์ฟไปเสียบแทนละ ถัดจากนั้นไปทางขวาอีกนิดก็จะเป็นช่อง RCA Line Out/In อย่างละช่อง พอเห็นช่องอย่างนี้แล้ว หลายคนอาจงงว่า ทำไมไม่เห็นเหมือนแอมปรีไฟเออร์เครื่องเสียงที่เราใช่กันทั่วไป ก็เพราะนี่คือแอมป์ฯสำหรับความถี่ต่ำโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ได้เน้นเสียงสเตริโอช่องซ้ายขวา จึงให้มาเพียงช่องเดียว สำหรับช่อง Line In เป็นการต่อสัญญาณที่มาจากเอวี รีซีฟเวอร์ หรือปรีแอมป์ของเรา (สำหรับปรีแอมป์สองแชนแนล ให้นำเอาสายต่อแชนแนลซ้ายหรือขวาเพียงช่องเดียวเข้ามา) ที่ระดับสัญญาณ 100mVolt ส่วนช่อง Line-Out นั่นนำมาต่อเชื่อกับเครื่อง ButtKicker ตัวอื่นแบบอนุกรม ซึ่งช่องต่อหลักๆก็มีเท่านั้น ที่เหลือก็เป็นช่องเสียบสายไฟเอซีและสวิตช์ปรับแรงดันไฟ 110/230 โวลท์ ซึ่งช่องนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้ปรับในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว และได้นำเอาแผ่นพลาสติกใส่ปิดเพื่อไม่ให้ไปปรับโดยไม่ได้ตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์อันจะก่อนให้เกิดความเสียหายได้ ถือเป็นความรอบคอบของตัวแทนที่ดี</p>
<p>นั่นคือช่องต่อทั้งหมดของด้านหลัง ButtKicker Amplifier ส่วนด้านหน้านั้นเรียบๆแทบจะไม่มีปุ่มอะไรให้เรากดเลย ที่จะมีให้กดก็ปุ่มเพาเวอร์ซึ่งเป็นไฟ LED สามสี ปุ่มปรับความเข้ม (Intensity) ของสัญญาณ (เหมือนปุ่มปรับระดับเสียง +/- แต่ที่ไม่เรียกปุ่ม Volumeก็เพราะเครื่องนี้ไม่ได้ส่งเป็นสัญญาณเสียงออกมา) และอีกหนึ่งจุดคือจุดรับสัญญาณอินฟราเรด ซึ่งถ้ามองเปรียบเทียบกับซับวูฟเฟอร์แล้วก็ถือว่าหลักการเดียวกัน เพียงแต่ซับวูฟเฟอร์นั้นจะนำเอาตัวแอมปรีไฟเวอร์เก็บไว้ในตู้ และปุ่มปรับต่างๆอยู่ที่ด้านหลังตัวตู้เท่านั้น</p>
<p>การติดตั้งนั้นไม่ยากอย่างที่คิดครับ เพียงแต่สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงอาจงงนิดหน่อย เนื่องจากคู่มือภาษาอังกฤษที่ให้มาไม่ค่อยละเอียดนัก ถ้าหากนำภาพประกอบมาอธิบายอาจจะทำให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น หลักใหญ่ๆในการต่อก็คือ นำเอาสัญญาจากเอวีแอมป์ของเราจากช่องซับฯมาต่อเข้าที่ RF Transmitter แต่สำหรับผมเนื่องจากใช้ซับวูฟเฟอร์ที่มีช่องต่อ Line Out ผมเลยนำเอาสาย RCA ที่ให้มาต่อจากด้านหลังซับแทน วิธีนี้จะทำให้เราสามารถใช้งานซับพร้อมๆกับ ButtKicker ได้ ส่วนในช่องไบดิ้งโพสต์นั้น ให้นำเอาสายลำโพงซึ่งจะเป็นหัวบานาน่าหรือสายเปลือยมาต่อก็ได้ ปลายอีกข้างของสายลำโพงก็นำไปต่อเข้ากับตัว ButtKicker Advance ซึ่งจะต้องนำไปติดตั้งที่โซฟา</p>
<p>ด้านการติดตั้ง ButtKicker Advance นั้น ก่อนอื่นต้องนำมาติดตั้งบนแผ่นรองพลาสติกที่ให้มา ซึ่งจะมีช่องสำหรับการขันน็อตพร้อมน็อตมาให้ก่อน จากนั้นนำมาวางใต้ขาโซฟาขาใดขาหนึ่งในกรณีที่เป็นโซฟาที่มี 4 ขา แต่ถ้าเป็นโซฟายาวที่มี 6 ขา ให้นำไปไว้ใต้ขาใดขาหนึ่งในตรงกลาง ส่วนที่เหลือให้นำเอายางรอง (Isolator) ใส่ การใส่ยางรองขานั้น นอกจากจะเป็นการปรับระดับขาโซฟาให้เท่ากันแล้ว ยังเป็นการเพิ่มระดับการสั่นไว้ได้ดีกว่า นอกจากนั้น ยังเป็นการดูดซับแรงสะเทือนไม่ให้ส่งผ่านไปยังพื้นของเรา ยิ่งถ้าเป็นพื้นไม้ก็คงจะทำให้สั่นสะเทือนไปทั้งห้องแน่ สำหรับตัว  ButtKicker Advance เราสามารถวางไว้ข้างโซฟาหรือซ่อนไว้ใต้โซฟาก็ได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแล้วก็ควรจะซ่อนไว้ใต้โซฟา แต่ต้องมั่นใจว่าใต้โซฟามีที่ว่างเพียงพอ โดยเฉพาะการระบายอากาศ และตัวเครื่องจะต้องไม่ไปสัมผัสวัสดุใดๆของตัวโซฟา เพราะการใช้งานนานๆตัวเครื่องจะเกิดความร้อนถ้าไม่ได้การระบายอากาศที่ดี แต่มันได้ติดตั้งเซฟตี้สวิตช์มาพร้อมในกรณีที่ความร้อนเกินระดับที่ตั้งไว้ มันจะหยุดทำงาน ต้องรอประมาณ 5-20 นาที (ขึ้นอยู่กับการระบายอากาศ) จึงจะทำงานต่อ</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<div id="attachment_207" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-207 " title="buttkicker-diagram" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/buttkicker-diagram-520x366-300x211.jpg" alt="ButtKicker Diagram" width="270" height="190" /><p class="wp-caption-text">ButtKicker Diagram</p></div>
<p>หลังจากผ่านพ้นเรื่องการติดตั้งแล้ว ก็ได้เวลาที่จะนั่งลงบนโซฟานุ่มๆที่ใต้ขาโซฟาได้วางตัว ButtKicker Advance ผมเปิดเครื่องเล่นดีวีดีและเอวีรีซีฟเวอร์เหมือนปรกติ ที่ต้องไม่ลืมคือเปิดซับวูฟเฟอร์และตัว ButtKicker Amplifier ด้วย การเสียบปลั๊กเพียงอย่างเดียวแม้ตัวเครื่อง ButtKicker Amplifier จะเห็นปุ่ม LED ของเพาเวอร์มีไฟขึ้นก็ตาม แต่เป็นไฟแดงนั่นหมายถึงว่ายังไม่ได้เปิดใช้งาน จึงต้องกดปุ่มเพาเวอร์หรือกดที่รีโมทตัวจิ๋วจนเห็นเป็นไฟสีเขียวนั่นแหละ พร้อมใช้งานได้แล้ว ผมเริ่มต้นจากภาพยนตร์เรื่อง Hero ของจางยี่โหมวที่รู้สึกดูเท่าไรก็ไม่เบื่อ ฉากที่กองทัพทหารฉินอันเกรียงไกรวิ่งเข้าฉากนั้น หากอยู่ในพื้นที่จริง ย่อมต้องรู้สึกถึงแผ่นดินสั่นสะเทือนแน่ ซึ่งการนั่งชมพร้อมกับตัว ButtKicker ทำให้เราได้รับบรรยากาศเช่นนั้นจริงๆ ทำให้เหมือนนั่นอยู่ข้างสนามรบเฝ้าดูทหารฉินวางเครื่องยิงธนู และโก่งคันธนูพร้อมยิง นี่แหละเขาถึงเรียกว่าซับวูฟเฟอร์ที่รู้สึกได้</p>
<p>เมื่อได้สัมผัสเบื้องต้นอย่างรู้สึกมันส์ขนาดนี้ เห็นที่น่าจะชมภาพยนตร์สงครามดีกว่า เพราะเสียงระเบิดเสียงรถถังน่าจะต้องใช้ความถี่ต่ำของเสียงมากกว่า เลยเปลี่ยนมาชมภาพยนตร์เรื่อง Assembly ก็เป็นไปดังคาดครับ เมื่อฉากที่ยิงปืนใหญ่ที ที่นั่งสั่นสะเทือนไปตามเคลื่อนเสียง ยิ่งเมื่อรถถังขับมานั่น โซฟาที่นั่งอยู่นั่นสั่นสะท้านไม่น่าจะแตกต่างจากนั่งอยู่ในรถถังเท่าไรนัก แม้ว่าจะไม่เคยนั่งรถถังจริงๆ แต่จินตนาการได้จากความรู้สึกที่สัมผัสจากเจ้าตัว ButtKicker คิดว่าไม่น่าห่างไกลความจริงนัก จะต่างกันก็ตรงความนุ่มสบายของโซฟาผมที่มีมากกว่าเท่านั้นเอง ส่วนการระเบิดแต่ละครั้งล้วนสร้างความสนุกสนามและอินไปกับในฉากภาพยนตร์ได้ดีจริงๆ เนื่องจากผมวางตัว ButtKicker Advance ไว้ข้างโซฟา ตลอดการชมภาพยนตร์จนจบเรื่องประมาณสองชั่วโมง เมื่อเอามือไปแตะตัว ButtKicker Advance ไม่ได้รู้สึกมีความร้อนมากมายแต่อย่างใด นอกจากอุ่นๆเท่านั้น</p>
<p>นอกจากเจ้าตัว ButtKicker จะเหมาะกับการชมภาพยนตร์แล้ว ยังสามารถนำมาเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงและเล่นเกมส์ด้วย โดยเกมส์คอนโซลชั้นนำอย่าง PlayStation2, PlayStation3, Xbox, Wii ล้วนซัพพ็อต ButtKicker ทั้งนั้น เวลาเล่มเกมส์แอคชั่นคงได้ความสมจริงและความมันเพิ่มขึ้นไม่น้อย บนตัวรีโมทจิ๋วของ ButtKicker นั้น ยังมีปุ่มสามปุ่นคือ Movie, Music และ Game ซึ่งก็คือ Equalizer นั่นเอง โดยแต่ละโหมดจะปรับ EQ มาให้แตกต่างกัน โดยในโหมด Movie การตอบสนองของความถี่จะเป็นแบบแฟลต (Flat) โดยไม่มีการกรอง (Filtering) หรือ ตัดออก (Cutoffs) ในโหมด Music จะถูกกำหนดให้เพิ่มความถี่ +6dB ที่ระดับต่ำกว่า 25Hz ด้วยความถี่โรลออฟ (Roll Off) +12dB ต่อระดับห้องเสียงในส่วนที่สูงกว่า 100 Hz. และในโหมด Game นั้น ในส่วนของช่วงระดับต่ำกว่า 25 Hz. จะตรงกันข้ามกับโหมด Music คือกำหนดให้ลดความถี่ -6dB ส่วนที่สูงกว่า 100 Hz. จะเหมือนกัน</p>
<p>เมื่อมีเจ้าตัว ButtKicker แล้ว ต่อไปนี้การดูหนัง ฟังเพลง หรือการเล่นเกมคงไม่ได้จำกัดเพียงระบบภาพและเสียงอีกต่อไป ต่อไปนี้เราต้องมาว่ากันที่ความรู้สึกด้วย ความรู้สึกที่เหมือนอยู่ในสถานการณ์จริงและอินกับเหตุการณ์มากน้อยแค่ไหนนั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/buttkicker/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pioneer Kuro-The best Plasma TV Black Out</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-kuro-the-best-plasma-tv-black-out/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-kuro-the-best-plasma-tv-black-out/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 09:26:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[Kuro]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer]]></category>
		<category><![CDATA[Plasma TV]]></category>
		<category><![CDATA[พลาสม่าทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[ไพโอเนียร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=137</guid>
		<description><![CDATA[แฟนๆจอพลาสมา Kuro ของไพโอเนียร์ ที่ถือเป็นจอพลาสมาที่คุณภาพระดับแนวหน้ายี่ห้อหนึ่ง เมื่อไพโอเนียร์ได้ประกาศจะยกเลิกธุรกิจการผลิตโทรทัศน์อย่างถาวร โดยมีกำหนดเส้นตายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2010 หรืออีกหนึ่งปีข้างหน้านี่เอง และสำหรับโรงงานผลิตทีวีในต่างประเทศจะทยอยปิดตัวลงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมในปีเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักในธุรกิจด้านนี้ถึง 130 พันล้านเยน หลังจากนั้นจะขอทุ่มเทอย่างเต็มที่กับอุตสาหกรรมด้านเสียงแทน จากการพูดคุยกับผู้บริหารของไพโอเนียร์นั้น สาเหตุของการปิดตัว Kuro นั้น เนื่องมาจากวัฒนธรรมองค์กรและปรัชญาการทำงานของไพโอเนียร์ที่ยึดหลักความเป็ฯผู้นำ หรือ Pioneer ในด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก คือ จะเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่ๆที่ชาวบ้านยังไม่ทำ และทำการตลาดด้วยมาร์จิ้นที่สามารถทำให้อิ่มหมีพีมันได้สบายๆ แต่เมื่อใดที่คู่แข่งเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีทัน และทำการตลาดในระดับแมส (Mass) และขายในราคาถูกกว่าแล้ว ไพโอเนียร์ก็ต้องชิ่งหนี หรือเลิกผลิตไปเลย ซึ่งกรณีของจอพลาสม่า Kuro ก็เช่นกัน แม้ว่าในด้านคุณภาพแล้วจะเป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีอะไรกังขาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ด้านราคาแล้ว ยังถูกทิ้งห่างเมื่อเทียบกับจอพลาสม่าของเกาหลี ก็เลยยกธงขวาขอบายดีกว่า]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-138" title="Pioneer Kuro R.I.P." src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/04/2-15-09-pioneer-kuro-rip-300x221.jpg" alt="Pioneer Kuro R.I.P." width="300" height="221" />แฟนๆจอพลาสมา <strong>Kuro </strong>ของไพโอเนียร์ ที่ถือเป็นจอพลาสมาที่คุณภาพระดับแนวหน้ายี่ห้อหนึ่ง เมื่อไพโอเนียร์ได้ประกาศจะยกเลิกธุรกิจการผลิตโทรทัศน์อย่างถาวร โดยมีกำหนดเส้นตายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2010 หรืออีกหนึ่งปีข้างหน้านี่เอง และสำหรับโรงงานผลิตทีวีในต่างประเทศจะทยอยปิดตัวลงในเดือนเมษายนและพฤษภาคมในปีเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักในธุรกิจด้านนี้ถึง 130 พันล้านเยน หลังจากนั้นจะขอทุ่มเทอย่างเต็มที่กับอุตสาหกรรมด้านเสียงแทน</p>
<p>จากการพูดคุยกับผู้บริหารของไพโอเนียร์นั้น สาเหตุของการปิดตัว Kuro นั้น เนื่องมาจากวัฒนธรรมองค์กรและปรัชญาการทำงานของไพโอเนียร์ที่ยึดหลักความเป็ฯผู้นำ หรือ Pioneer ในด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก คือ จะเป็นผู้คิดค้นสิ่งใหม่ๆที่ชาวบ้านยังไม่ทำ และทำการตลาดด้วยมาร์จิ้นที่สามารถทำให้อิ่มหมีพีมันได้สบายๆ แต่เมื่อใดที่คู่แข่งเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีทัน และทำการตลาดในระดับแมส (Mass) และขายในราคาถูกกว่าแล้ว ไพโอเนียร์ก็ต้องชิ่งหนี หรือเลิกผลิตไปเลย ซึ่งกรณีของจอพลาสม่า Kuro ก็เช่นกัน แม้ว่าในด้านคุณภาพแล้วจะเป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีอะไรกังขาเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่ด้านราคาแล้ว ยังถูกทิ้งห่างเมื่อเทียบกับจอพลาสม่าของเกาหลี ก็เลยยกธงขวาขอบายดีกว่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-kuro-the-best-plasma-tv-black-out/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>NHT-No Hear This</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Apr 2009 09:11:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[audiophile]]></category>
		<category><![CDATA[high end]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[NHT]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[ไม่มีงานเลี้ยงใดในโลกที่ไม่มีวันเลิกลา คำพูดนี้อาจเหมาะกับในบางสถานการณ์ แต่สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาดอย่างกว้างขวาง อย่าง NHT หรือ Now Hear This ลำโพงระดับไฮเอ็นด์นั้น อาจเป็นการเลิกลาที่ปัจจุบันทันด่วนเกินกว่าที่แฟนๆเครื่องเสียงหลายท่านจะยอมรับได้ นี่อาจเป็นรายแรกในวงการอุตสาหกรรมเครื่องเสียงที่จะขอเปลี่ยนชื่อจาก Now Hear This (NHT) เป็น No Hear This ด้วยเหตุที่ทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว บ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นาย Chris Byrne ผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท NHT ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทางบริษัทจะขอปิดตัวเองในวันที่ 31 มีนาคม 2009 นี้เป็นต้นไป และกล่าวย้ำด้วยว่า การที่ปิดตัวนั้น ทางบริษัทไม่ได้ประสบภาวะล้มละลาย เพียงแต่ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่เอื้อต่อโอกาสการทำธุรกิจก็เท่านั้นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ปรกติ NHT มักจะมีปรัชญาการทำลำโพงที่มากกว่าความเป็นลำโพง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเครื่องเสียไม่น้อย เมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม ก็จากกลายเป็น No Hear This เสียแล้ว]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-133" title="NHT High-end Speakers" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/04/nht_classic_group1-293x300.jpg" alt="NHT High-end Speakers" width="293" height="300" /></p>
<p>ไม่มีงานเลี้ยงใดในโลกที่ไม่มีวันเลิกลา คำพูดนี้อาจเหมาะกับในบางสถานการณ์ แต่สำหรับธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่เป็นที่รู้จักและยอมรับของตลาดอย่างกว้างขวาง อย่าง NHT หรือ Now Hear This ลำโพงระดับไฮเอ็นด์นั้น อาจเป็นการเลิกลาที่ปัจจุบันทันด่วนเกินกว่าที่แฟนๆเครื่องเสียงหลายท่านจะยอมรับได้</p>
<p>นี่อาจเป็นรายแรกในวงการอุตสาหกรรมเครื่องเสียงที่จะขอเปลี่ยนชื่อจาก Now Hear This (NHT) เป็น No Hear This ด้วยเหตุที่ทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว บ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นาย Chris Byrne ผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัท NHT ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ทางบริษัทจะขอปิดตัวเองในวันที่ 31 มีนาคม 2009 นี้เป็นต้นไป และกล่าวย้ำด้วยว่า การที่ปิดตัวนั้น ทางบริษัทไม่ได้ประสบภาวะล้มละลาย เพียงแต่ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่เอื้อต่อโอกาสการทำธุรกิจก็เท่านั้นเอง เป็นที่น่าเสียดายที่ปรกติ NHT มักจะมีปรัชญาการทำลำโพงที่มากกว่าความเป็นลำโพง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนเครื่องเสียไม่น้อย เมื่อถึงวันที่ 31 มีนาคม ก็จากกลายเป็น No Hear This เสียแล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/nht-no-hear-this/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โซนีพาเหรดสินค้ารุ่นใหม่ยึดส่วนแบ่งตลาดไฮเดฟ</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/sony-launch-hidef/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/sony-launch-hidef/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Mar 2009 16:28:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[AV receiver]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[Sony]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำไปทั่วโลกนั้น ผู้ที่เข้มแข็งว่าย่อมสามารถทานกระแสได้มั่นคงกว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ โซนี่ได้ประกาศสายผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปี 2009 นี้ ด้วยคอนเซ็ปว่า “Turn It Up” ที่น่าสนใจคือ เฉพาะผลิตภัณฑ์ AV Receiver ก็ยกขบวนมาถึง 5 รุ่น และคลุมตลาดตั้งแต่ระดับล่างที่เป็น Stereo Receiver ในรุ่น STR-DH100 ที่มีกำลังขับช่องละ 100 วัตต์ที่ 8 Ohms. ในราคาชิวๆ แค่ 150 เหรียญยูเอส หรือประมาณ 5,000 บาท กำหนดวางจำหน่ายปลายเดือนมีนาคมนี้ ส่วนในรุ่นเรือธง STR-DN1000 นั้น ทำออกมาหรูหราสวยงาม ด้วยตัวถังสีดำมันแบบ Piano Black ซึ่งแน่นอนว่า รุ่นระดับนี้แล้วก็ต้องสนับสนุนไฮเดฟอย่างแน่นอน ด้วยกำลังขับ 110 วัตต์ x 7 ช่องเสียง โดยโซนีตั้งใจจะให้รีซีฟเวอร์รุ่นนี้แมตช์กับเครื่องเล่น Blu-ray ที่กำลังออกมาใหม่ในรุ่น BDP-S360 และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-122" title="Sony STR-DN1000 AV/Resceiver" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/str-dn1000_med.jpg" alt="Sony STR-DN1000 AV/Resceiver" width="297" height="124" />ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำไปทั่วโลกนั้น ผู้ที่เข้มแข็งว่าย่อมสามารถทานกระแสได้มั่นคงกว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ โซนี่ได้ประกาศสายผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับปี 2009 นี้ ด้วยคอนเซ็ปว่า “Turn It Up” ที่น่าสนใจคือ เฉพาะผลิตภัณฑ์ AV Receiver ก็ยกขบวนมาถึง 5 รุ่น และคลุมตลาดตั้งแต่ระดับล่างที่เป็น Stereo Receiver ในรุ่น STR-DH100 ที่มีกำลังขับช่องละ 100 วัตต์ที่ 8 Ohms. ในราคาชิวๆ แค่ 150 เหรียญยูเอส หรือประมาณ 5,000 บาท กำหนดวางจำหน่ายปลายเดือนมีนาคมนี้ ส่วนในรุ่นเรือธง STR-DN1000 นั้น ทำออกมาหรูหราสวยงาม ด้วยตัวถังสีดำมันแบบ Piano Black ซึ่งแน่นอนว่า รุ่นระดับนี้แล้วก็ต้องสนับสนุนไฮเดฟอย่างแน่นอน ด้วยกำลังขับ 110 วัตต์ x 7 ช่องเสียง โดยโซนีตั้งใจจะให้รีซีฟเวอร์รุ่นนี้แมตช์กับเครื่องเล่น Blu-ray ที่กำลังออกมาใหม่ในรุ่น BDP-S360 และ BDP-S560  เอวีรีซีฟเวอร์ STR-DN1000 รุ่นนี้ นอกจากจะสนับสนุนไฮเดฟอย่างสมบูรณ์แบบทั้งภาพและเสียงแล้ว ยังสนับสนุนฟังก์ชั่น Multi-room ด้วย โดยเพียงซื้ออุปกรณ์เสริม  S-AIR transmitter (model EZW-T100) ก็จะสามารถส่งคลื่นสัญญาณแบบไร้สายได้ไกลถึง 164 ฟุต และต่อได้สูงสุด 10 ห้อง นอกจากนั้น โซนียังติดตั้ง Digital Media Port (DMP) เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับ iPod กับ iPhone ได้อย่างง่ายดาย เห็นประสิทธิภาพบิ๊กๆขนาดนี้แล้ว ราคาก็คงน่าตกใจ ใช่ครับ เห็นราคาแล้วตกใจจริงๆ เพราะโซนีเคาะราคาแบบจิ๊บๆ แค่ 500 เหรียญยูเอสเอง หรือประมาณ 17,500 บาทไทย เห็นข่าวนี้แล้ว หลายคนคงคิดอยากจะอัปเกรดชุดโฮมเธียเตอร์ที่บ้านตะหงิกๆ คงต้องใจเย็นรออีกนิดครับ เพราะกำหนดจะวางตลาดในอเมริกาเดือนกรกฎาคม ศกนี้ ส่วนบ้านเรา ถ้ามีการนำเข้ามาจำหน่ายก็คงวางในช่วงเวลาไล่ๆกัน ยกเว้วนแต่บางรุ่นที่กำหนดสำหรับบางตลาดเท่านั้น</p>
<p><span id="more-121"></span><br />
<img class="alignleft size-medium wp-image-124" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Sony BDP-S360 Blu-ray Disc Player" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/sony-bdp-s360-big1-300x48.jpg" alt="Sony BDP-S360 Blu-ray Disc Player" width="300" height="48" />เมื่อเห็นรายละเอียดของเอวีรีซิฟเวอร์กันแล้ว ดูท่าคงไม่สมบูรณ์แน่หากไม่ได้เปลี่ยนเครื่องเล่นดีวีดีเป็นเครื่องเล่นบลูเรย์ ทางโซนีได้วางแผนสายผลิตภัณฑ์ที่จะวางตลาดปีนี้เฉพาะรุ่นที่เป็นแบบสแตนอะโลน (คือขายแยกเฉพาะตัวเครื่องเดี่ยวๆ ไม่ได้ขายเป็นชุดอย่างประเภทอินเดอะบ็อกซ์) ที่ได้ประกาศแล้วมีอยู่สองรุ่นด้วยกัน คือ BDP-S360 และ BDP-S560 โดยทั้งสองรุ่นจะมาพร้อม Profile 2.0 ส่วนรุ่นพี่ใหญ่ BDP-S560 จะมี Wi-Fi มากับเครื่อง ทำให้สามารถดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยตรง กำหนดวางตลาดประมาณไตรมาสที่สองของปีนี้ ส่วนสนนราคานั้น หายห่วงเช่นกัน คือกำหนดราคาไว้ที่ 300 และ 350 เหรียญยูเอส สรุปแล้ว หากอัปเกรดท้งเครื่องเอวีรีซีฟเวอร์และเครื่องเล่นบลูเรย์ โดยเอาเฉพาะรุ่นท็อปทั้งสองรายการ ใช้งบประมาณไม่ถึง 30,000 บาท จะสังเกตได้ว่า ปีนี้ทางโซนีน่าจะทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น เพราะถ้าหากไม่เร่งขยายส่วนแบ่งตลาด และให้มีเครื่องเล่นบลูเรย์สุ่มือผู้บริโภคให้มากที่สุดแล้ว โซนีซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีบลูเรย์เองก็จะลำบาก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/sony-launch-hidef/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blu-ray Disc Player &#8211; ลำแสงสีฟ้าที่ดูจะไม่สดใส</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/blu-ray/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/blu-ray/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Jan 2009 16:33:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[Philips]]></category>
		<category><![CDATA[Sony]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=65</guid>
		<description><![CDATA[ชัยชนะของโซนีในศึกสงครามไฮเดฟด้วยธง Blu-ray เหนือธง HD-DVD ของโตชิบานั้น ดูเหมือนชัยชนะครั้งนี้จะไม่แตกต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารในบางประเทศ ที่ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว แต่กลับไม่สามารถยึดกุมสภาพพื้นที่ได้ เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เนื่องจากนับจากวันที่โตชิบายกธงขาวถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้ว ดูเหมือนตลาดบลูเรย์กลับไม่ได้กระเตื้องไปถึงไหนเลย จากการสำรวจของแต่ละสำนักต่างก็ได้ผลในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่นผลสำรวจของ Nielsen VideoScan charts ของ Home Media Magazine ของอเมริกาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น แสดงให้เห็นว่า ยอดขายของบลูเรย์ดิสก์ลดลง 10% กว่าๆ ในขณะที่แผ่นดีวีดีทรงๆ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ฝั่งยุโรป จากการสำรวจในประเทศเยอรมันกว่า 40 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีเพียง 1.2 ล้านครัวเรือนเท่านั้น ที่จะซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์มาใช้ ปัญหาหลักๆคงหนีไม่พ้นเรื่องราคา และความซับซ้อนที่มากเกินกว่าที่คาดคิด ในด้านราคานั้น ทั้งราคาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ในด้านของฮาร์ดแวร์ยังคงไม่ต่ำกว่า 1000 บาท ในขณะที่ฮาร์ดแวร์นั้น แม้ว่าเราจะเริ่มเห็นการขยับราคาลงมาสู่ระดับหมื่นต้นๆ แต่&#8230;.อนิจจา จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เครื่องในระดับราคาเช่นนั้น อย่างของโซนี BDP-S300 ที่มีมาตรฐาน Blu-ray Profile 1.0 เท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-67" title="Sony Blu-ray Disc Player" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/01/sony_blu-ray-300x178.jpg" alt="Sony Blu-ray Disc Player" width="300" height="178" />ชัยชนะของโซนีในศึกสงครามไฮเดฟด้วยธง Blu-ray เหนือธง HD-DVD ของโตชิบานั้น ดูเหมือนชัยชนะครั้งนี้จะไม่แตกต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารในบางประเทศ ที่ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว แต่กลับไม่สามารถยึดกุมสภาพพื้นที่ได้ เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เนื่องจากนับจากวันที่โตชิบายกธงขาวถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้ว ดูเหมือนตลาดบลูเรย์กลับไม่ได้กระเตื้องไปถึงไหนเลย จากการสำรวจของแต่ละสำนักต่างก็ได้ผลในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่นผลสำรวจของ Nielsen VideoScan charts ของ Home Media Magazine ของอเมริกาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น แสดงให้เห็นว่า ยอดขายของบลูเรย์ดิสก์ลดลง 10% กว่าๆ ในขณะที่แผ่นดีวีดีทรงๆ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ฝั่งยุโรป จากการสำรวจในประเทศเยอรมันกว่า 40 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีเพียง 1.2 ล้านครัวเรือนเท่านั้น ที่จะซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์มาใช้<br />
<span id="more-65"></span>ปัญหาหลักๆคงหนีไม่พ้นเรื่องราคา และความซับซ้อนที่มากเกินกว่าที่คาดคิด ในด้านราคานั้น ทั้งราคาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ในด้านของฮาร์ดแวร์ยังคงไม่ต่ำกว่า 1000 บาท ในขณะที่ฮาร์ดแวร์นั้น แม้ว่าเราจะเริ่มเห็นการขยับราคาลงมาสู่ระดับหมื่นต้นๆ แต่&#8230;.อนิจจา จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เครื่องในระดับราคาเช่นนั้น อย่างของโซนี BDP-S300 ที่มีมาตรฐาน Blu-ray Profile 1.0 เท่านั้น โดยปัจจุบันบลูเรย์มีมาตรฐานถึง 3 profile แล้ว คือ มาตรฐาน 1.0, Bonus View 1.1 ที่เพิ่มการถอดรหัสสำหรับภาพซ้อนภาพ (Picture in Picture) มาตรฐาน DB Live 2.0 ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ที่ทำให้เครื่องสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และยังต้องใช้เครื่องที่มีสเปคสูง นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐาน 3.0 ที่สำหรับ Blu-ray Audio ด้วย ดังนั้นคนที่ซื้อเครื่อง  BDP-S300 (ซึ่งไม่ได้แจ้ง Profile ใดๆในเว็บไซต์เลย) พอใช้ไปสักพักก็อาจแปลกใจว่า ทำไมฟังก์ชันนี้ไม่มี อันนั้นก็เล่นไม่ได้<br />
<img class="alignleft size-medium wp-image-72" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="11-18-08-blu-ray-speaker" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/01/11-18-08-blu-ray-speaker-300x199.jpg" alt="11-18-08-blu-ray-speaker" width="243" height="161" />สถานการณ์เหมือนกับผีซ้ำด้ามพลอย ด้วยเศรษฐกิจทางฝั่งอเมริกาและยุโรปได้เข้าสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ Ron Sanders ประธานของ  Warner Home Video และ David Bishop แห่ง Sony Pictures Home Entertainment ได้ออกมาแถลงว่า ยอดขายซอฟต์แวร์บลูเรย์ในปี 2008 ทั่วโลกจะมี 750 ล้านเหรียญ จากที่คาดการณ์ไว้แต่แรกว่าจะได้ถึง 1,000 ล้าน ส่วนปีหน้า อาจลดลงอีก 3 – 4% ในขณะที่ Kelley Avery ประธานแห่ง Paramount Home Entertainment กลับตอกประตูฝาโลงย้ำว่า ปีนี้อย่างมากก็ได้แค่ 500 กว่าล้านเหรียญก็ดีโถมไปแล้ว<br />
ว่าแล้ว Philips ก็รีบหาทางสร้างยอดขายเครื่องเล่นบลูเรย์เก็บตูนไว้ในกระเป๋าตั้งแต่ระฆังดังยกแรกในปี <img class="alignleft size-medium wp-image-68" title="Philips_bdp7200_st" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/01/11-18-08-philips_bdp7200_st-300x80.jpg" alt="Philips_bdp7200_st" width="300" height="80" />2009 โดยขายสิทธิ์ (License) การผลิตให้แก่ Funai แห่งประเทศญี่ปุ่นโดยกำหนดเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 Funai นั้นได้สร้างความฮือฮากับเครื่องเล่นบลูเรย์ราคาถูกที่วางขายในวอลมาร์ท โดยล่าสุดเข็นเอารุ่น NB500 ซึ่งเป็น Profile 1.1 ขายในราคาชิวๆ 4350 บาท ($128) สำหรับรุ่นที่ฟิลิปส์มอบสิทธิ์การผลิตนั้น ยังไม่ได้แจ้งราคา ส่วนฟิลิปส์ก็จะได้ค่า Loyalty ไปกินสบายๆ ไม่ต้องเหนื่อย<br />
แม้ว่าตลาดบลูเรย์ยังลูกผีลูกคนอยู่ก็ตาม ในด้านของเทคโนโลยีก็เดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยความก้าวหน้าของระบบดิจิตอล ทำให้การสร้างภาพยนตร์สามมิติกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีตที่ยังเป็นอนาล็อก ซึ่งทั้งสร้างยากและดูยาก (เพราะดูแล้วเวียนหัว) ตอนนี้สตูดิโอรายใหญ่ของอเมริกา อย่าง Pixar และ DreamWorks เริ่มสร้างภาพยนตร์ 3 มิติออกสู่ตลาดมากขึ้น และคาดว่าจะคืบคลานเข้าสู่ตลาดโฮมเธียร์เตอร์ในไม่ช้า เพราะว่า Video Stream ของเครื่องเล่นบลูเรย์สามารถรองรับเทคโนโลยีที่จะใช้ได้อยู่แล้ว สำหรับเทคโนโลยีภาพ 3 มิติในปัจจุบันยังมีถึง 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีเทคนิคที่แตกต่างกัน ก็ต้องรอดูต่อไปว่า เมื่อไรนางเอกคนโปรดจะโผล่ออกจากหน้าจอถึงหน้าห้องนอน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/blu-ray/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BeoVision 9 ผลงาน“จิตรกรรมชิ้นเอก”จาก Bang &amp; Olufsen</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Dec 2008 12:34:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Bang & Olufsen]]></category>
		<category><![CDATA[BeoVision]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[HD-TV]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[Bang &#38; Olufsen ชื่อที่ติดหูติดตาของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการแหวกความจำเจของเครื่องเสียงที่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีดำ สำหรับ Bang &#38; Olufsen แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อจำกัดในการออกแบบ หากแต่การออกแบบจะต้องมีความแตกต่าง สวยงาม เป็นงานศิลปะ และที่สำคัญต้องมีคุณภาพ ใช้งานงาน ตามปรัชญาแนวคิดของ  Karl Kristian Hvidt Nielsen ประธานและผู้บริหารของ Bang &#38; Olufsen ซึ่งได้ประกาศเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาสินค้าและการขาย Bang &#38; Olufsen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยสองวิศวกรหนุ่มชาวเดนมาร์กสองคน คือ Peter Bang และ Svend Olufsen โดยใช้นามสกุลของทั้งสองเป็นชื่อบริษัทตามสมัยนิยมในสมัยช่วงปี 1925 โดยเริ่มต้นผลิตเครื่องวิทยุในใต้ยี่ห้อเดียวกับบริษัท และเป็นเครื่องแรกที่สามารถใช้กับกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สำหรับรูปแบบการออกแบบที่แหวกแนวรูปแบบเดิมๆนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการได้รับอิทธิผลจากสถาบันดีไซด์ Bauhaus ซึ่งเป็นกระแสที่นิยมมากในยุคทศวรรษ 1930 แต่ Bang &#38; Olufsen ไม่ได้มองแค่กระแสนิยมเท่านั้น หากแต่รวมถึงทัศนคติที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์, ความสะดวกในการใช้งานของผู้บริโภค  และความงดงามของรูปลักษณ์ภายนอก เราจึงได้เห็นลำโพงของ Bang &#38; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-28" title="Bang &amp; Olufsen BeoVision9" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/beovision9-264x300.jpg" alt="Bang &amp; Olufsen BeoVision9" width="264" height="300" />Bang &amp; Olufsen ชื่อที่ติดหูติดตาของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการแหวกความจำเจของเครื่องเสียงที่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีดำ สำหรับ Bang &amp; Olufsen แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อจำกัดในการออกแบบ หากแต่การออกแบบจะต้องมีความแตกต่าง สวยงาม เป็นงานศิลปะ และที่สำคัญต้องมีคุณภาพ ใช้งานงาน ตามปรัชญาแนวคิดของ  Karl Kristian Hvidt Nielsen ประธานและผู้บริหารของ Bang &amp; Olufsen ซึ่งได้ประกาศเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาสินค้าและการขาย<br />
Bang &amp; Olufsen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยสองวิศวกรหนุ่มชาวเดนมาร์กสองคน คือ Peter Bang และ Svend Olufsen โดยใช้นามสกุลของทั้งสองเป็นชื่อบริษัทตามสมัยนิยมในสมัยช่วงปี 1925 โดยเริ่มต้นผลิตเครื่องวิทยุในใต้ยี่ห้อเดียวกับบริษัท และเป็นเครื่องแรกที่สามารถใช้กับกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สำหรับรูปแบบการออกแบบที่แหวกแนวรูปแบบเดิมๆนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการได้รับอิทธิผลจากสถาบันดีไซด์ Bauhaus ซึ่งเป็นกระแสที่นิยมมากในยุคทศวรรษ 1930 แต่ Bang &amp; Olufsen ไม่ได้มองแค่กระแสนิยมเท่านั้น หากแต่รวมถึงทัศนคติที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์, ความสะดวกในการใช้งานของผู้บริโภค  และความงดงามของรูปลักษณ์ภายนอก<br />
เราจึงได้เห็นลำโพงของ Bang &amp; Olufsen ในรูปทรงกลม ทรงปิรามิด ที่มองดูยังไงก็ไม่เหมือนลำโพง เพราะมองไม่เห็นไดร์ฟเวอร์ ทวีตเตอร์ อย่างที่พวกเราคุ้นๆกัน หากแต่มันมองดูเหมือนงานประติมากรรมชิ้นเอกมากกว่า หรืออย่างจอทีวี LCD ที่บิลท์อินแครื่องเล่นดีวีดีที่ด้านล่างของจอ ซึ่งไม่มีทางมองออกว่ามีการติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีอยู่ด้วย เหมือนดังยี่ห้ออื่นๆที่เหมือนกับการนำเอาเครื่องแต่ละอย่างมาวางรวมอยู่ในกล่องเดียวกันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ Bang &amp; Olufsen ใส่ใจกับทุกรายละเอียดในการออกแบบ<br />
<span id="more-27"></span> ในด้านของเครื่องรับทีวีนั้น หากจะว่ากันในแง่ของการออกแบบแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรที่จะฉีกกฎเกณฑ์รูปแบบทั่วไปได้ แน่นอนว่า ในด้านของความเป็นสี่เหลี่ยมคงไม่อาจฉีกรูปแบบได้ก็ตาม แต่ในด้านขององค์ประกอบอื่นนั้น Bang &amp; Olufsen กลับแหวกแนวจากคู่แข่งตั้งแต่การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรกในรุ่น TV 508 S ที่ผลิตในปี 1952 ที่ออกแบบตัวบอดี้ด้วยไม้วอลนัท แลดูเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นงาม และยังเน้นในเรื่องของอรรถประโยชน์การใช้งานที่สะดวกและง่าย ปรัชญาแนวคิดนี้ ยังคงรักษาไว้และบรรจุในเครื่องรับโทรทัศน์ทุกรุ่นเรื่อยมา จนถึงรุ่นล่าสุด คือ BeoVision 9 ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ที่ผ่านมา ณ โชว์รูมของบริษัท  Aviva Audio Limited ที่ศูนย์การค้าพารากอน อันเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ จอพลาสมาที่ทันสมัยที่สุดของ Bang &amp; Olufsen<br />
[googmonify]3250863112728848:left:468:60[/googmonify]<br />
BeoVision 9  ยังคงรูปทรงของตัวเครื่องเหมือนกับรุ่น BeoVision 5 ที่วางตลาดในปี 2002 อันมีลักษณะของตัวจอเหมือนกับกรอบรูปของจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ หากแต่ต่างกันตรงที่ BeoVision 5 เป็นทีวีวางบนผนัง ส่วน BeoVision 9 เป็นการวางพื้น เนื่องจาก BeoVision มีขนาดจอภาพถึง 50 นิ้ว (สัดส่วนภาพ 16:9) และมีน้ำหนักถึง 123 กิโลกรัม รูปทรงการออกแบบนี้เป็นผลงานของ David Lewis ซึ่งได้ฝากผลงานกรออกแบบให้แก่ Bang &amp; Olufsen ในผลิตภัณฑ์รุ่นหลังๆหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งแน่นอนว่า คุณสมบัติของโทรทัศน์รุ่นนี้นอกจากจะรองรับภาพความละเอียดสูง (High Definition) ที่ 1920 x 1080 พิกเซลแล้ว นอกจากนั้น สิ่งที่บรรจุอยู่ในจอรุ่นนี้ จนทำให้มีความ โดดเด่น ล้ำหน้า เหนือจอพลาสมาอื่นๆ<br />
แค่เริ่มต้นเปิดเครื่องก็รู้สึกถึงความอลังการของ BeoVision 9 ภาพจะปรากฏบนจอเหมือนกับการเปิดม่านในโรงภาพยนตร์ โดยภาพจะค่อยๆแสดงออกจากตรงกลางแล้วขยายออกสองข้าง การที่ออกแบบเป็นแบบตั้งพื้นนั้น ยังสามารถใช้รีโมทเปรับหน้าจอให้เลื่อนหันซ้าย หรือขวาได้อีกข้างละประมาณ 30 องศา ทำให้สะดวกไม่ว่าจะนั่นอยู่มุนไหนของข้าง แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นสำหรับเครื่องทั่วไปคือ ระบบเสียงจะเสียความสมดุล แต่สำหรับ BeoVision 9 จะมีตัว Acoustic Lens ที่จะปรับความสมดุลของเสียงให้กระจายทั่วห้องในระดับ 180 องศา ส่วนตัว BeoVision 9 จะมีการถอดรหัสระบบเสียงได้ถึง 7.1 ช่องเสียง จึงสามารถรองรับการเล่นแผ่น Blu-ray ได้อย่างดี เนื่องจากลำโพงของ Bang &amp; Olufsen เป็นแบบ Active Speaker คือมีกำลังขับในตัวลำโพงเอง จึงไม่ต้องอาศัยเพาเวอร์แอมป์ต่างหาก ส่วนลำโพงที่บิลท์อินในตัวเครื่องนั้น มีกำลังขับ 250 วัตต์ x 2<br />
ในความคมชัดของจอนั้น โดยปรกติจอพลาสมาจะมีความคมชัดและมิติเหนือกว่าแอลซีดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก BeoVision 9 ได้ฉาบสาร Anti-Reflection ซึ่งจะลดการสะท้อนแสงบนผิวจอได้ถึง 90% ในขณะเดียวกัน ด้านบนของจอยังมีกล้องตัวเล็กๆที่จะตรวจสอบสภาพของสีและความสว่างของจอ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบที่เรียกว่า Automatic Color Management ซึ่งจะเป็นตัวจัดการแก้ไขการจัดการแก้ไขการด้านสี และภาพ ซึ่งจะด้อยลงหลังจากที่ได้ใช้งานไประยะหนึ่ง โดยตัวกล้องนี้ จะทำงานอัตโนมัติหลังจากที่ใช้งานไปแล้วทุก 120 ชั่วโมง จึงทำให้เราสามารถมั่นใจในด้านของสีและภาพอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังใช้ระบบ Dynamic Contrast โดยจะคอยประเมินภาพแต่ละภาพว่ามีความเปรียบต่างอย่างไร เพื่อปรับแต่ละภาพให้มีความเปรียบต่างที่ให้ความภาพที่ดีที่สุด เมื่อประกอบกับเอ็นจินระบบภาพที่มีความสามารถในมูฟวี่โหมด (Movie Mode) จึงทำให้เราสามารถชมภาพยนตร์เห็นความคมชัดและรายละเอียดที่ดีเยี่ยม จนเหมือนกับชมภาพฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับ<br />
สีดำเข้มซึ่งจะเป็นสีที่ทำให้ภาพมีความชัดลึก และมีมิติมากยิ่งขึ้น BeoVision 9 สามารถแบ่งความเข้มของสีเทา-ดำ ถึงห้าระดับ จึงทำให้สีสันมีความสมจริงเหมือนธรรมชาติ ไม่ใช่ประเภทสีสดก็สดจนเกินจริง และสีผิวของคนก็เหมือนจริง สีผมที่ทำให้คนเอเชียคงเป็นคนเอเชีย คนตะวันตกยังคงเป็นคนตะวันตก ตลอดจนรายละเอียดของเส้นผมที่เห็นทั้งเส้นเล็กเส้นฝอย เนื่องจากแสงของจอที่ไม่ฟุ้งกระจาย ส่วนสภาพแวดล้อมของห้องนั้น ไม่ว่าแสงในห้อง หรือความสว่างในช่วงกลางวันหรือกลางคืนไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ด้วยระบบ Auto-picture control ที่จะคอยเซนเซอร์สภาพแสงในห้อง และจะค่อยๆปรับความสว่างของภาพให้สมดุลกับสภาพแสงของห้อง ทำให้ไม่เกิดความอ่อนล้าทางสายตาเมื่อชมไปนานๆในทุกสภาพแสง<br />
นอกจากในส่วนของการชมภาพยนตร์อันสมบูรณ์แบบเท่ากับฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับแล้ว ในส่วนของภาพทีวีและเสียงเองก็มีความโดดเด่นล้ำหน้าคู่แข่ง โดยนอกจากสามารถรับสัญญาณทีวีปรกติได้แล้ว ยังสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ต การท่องอินเทอร์เน็ต (โดยมี Ethernet 10/100Mb. บิลท์อิน) ระบบเสียงทั้งแบบสเตริโอ และรอบทิศทาง  Dolby Digital 5.1/6.1 EX, Dolby 7.1 EX, Dolby Pro-Logic ll/llx, DTS 5.1. DTS ES 6.1, DTS Neo:6, AAC การต่อกล้องดิจิตอลและวีดีโอ ด้วยช่องต่อทั้งแบบ HDMi, USB, คอมโพเนนต์ เป็นต้น และเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆของ Bang &amp; Olufsen เช่น ลำโพง BeoLab รีโมท Beo4 หรือ Beo5 (แนะนำให้ใช้ Beo5) ซึ่งจะสามารถควบคุมทุกระบบอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบไฟ ผ้าม่าน ระบบเสียง ระบบภาพ รวมทั้งเคเบิ้ลของ TrueVision ด้วย  HDR ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์สำหรับการบันทึกรายการ เพลงและภาพ (ในบางประเทศจะติดตั้งในเครื่อง BeoVision 9 เรียบร้อย) ก็จะกลายเป็นระบบ Home Entertainment ระบบสมบูรณ์แบบ ที่ให้คุณเลือกถึง 6 เฉดสี คือ สีเทา สีดำ สีเทาดำ สีเงิน สีแดง และ สีน้ำเงิน<br />
สำหรับ Bang &amp; Olufsen โทรทัศน์ไม่มีทำขึ้นมาเพื่อใช้ดูเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นอมตะ มันคงไร้ซึ่งความหมายที่จะมีเทคโนโลยีระดับสุดยอด หากในระดับพื้นฐานทำให้คุณต้องผิดหวังเสียแล้ว นี่คือสิ่งที่ Bang &amp; Olufsen ต้องพิถีพิถันในทุกรายละเอียดเพื่อความสมบูรณ์แบบของ”งานจิตกรรม”ระดับมาสเตอร์พีซ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Klipsch CS-700 DVD Entertainment System</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2008 13:57:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Klipsch]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์ แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-12" title="klipsch_cs-700" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/klipsch_cs-700-300x191.jpg" alt="klipsch_cs-700" width="300" height="191" />Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง<br />
Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์<br />
<span id="more-11"></span>แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ เช่น “Source” หรือแหล่งโปรแกรม ปุ่มเพิ่ม หรือ ลดวอลุ่มเสียง ปุ่มเปิดปิดถาดซีดี/ดีวีด และปุ่มพาวเวอร์ เป็นต้น ตัวแผงหน้าปัด เมื่อเปิดพาวเวอร์ออนแล้ว จะมีเครื่องหมายและตัวหนังสือ LED สีฟ้าเรืองแสงสวยงามบอกสถานะการใช้งาน ส่วนด้านหลังตัวเครื่อง จะมีเสาสัญญาณหนึ่งต้น สำหรับการส่งคลื่นสัญญาณไปยังซับวุฟเฟอร์ หรือลำโพง RoomGroove ซึ่งเป็นแบบไร้สายเช่นกัน ช่องสำหรับต่อเสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม มีช่องอินพุท AUX1, AUX2 (อยู่ด้ายข้างทางขวามือของเครื่อง) สำหรับต่ออุปกรณ์เครื่องเล่นภายนอก เช่นเครื่องเล่นเกมส์ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น โดยทมีทั้งช่องต่อแบบโคแอคเชียล และออปติคัล ถัดไปคือช่องอินพุทสำหรับเครื่องรับทีวีดาวเทียม หรือกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์สำหรับเคเบิลทีวี<br />
<img class="alignleft size-full wp-image-13" title="Klipsch RoomGroove speaker" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/aaaaahkqdp8aaaaaaif71g.png" alt="Klipsch RoomGroove speaker" width="300" height="263" />ในส่วนของช่องเอาต์พุทนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเล่นไฮเดฟคือ ช่อง HDMI ซึ่ง Klipsch CS-700 ชุดนี้สามารถอัพสเกลดีวีดีธรรมดาให้ปล่อยสัญญาความละเอียดสูงโดยเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 480p จนถึง 1080i จากการเซ็ตเมนูที่เครื่อง แต่ที่ต้องไม่ลืมสำหรับใครที่จะใช้อัพสเกลก็คือ จะต้องเลื่อนปุ่ม “P-Scan” หรือ Progressive Scan ไปที่ออนด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นภาพ และที่ต้องระวังอีกจุดหนึ่งก็คือ เวลาต่ออุปกรณ์ ถ้าหากใช้สายสัญญาณแบบใด เช่นใช้แบบอะนาล็อก ก็ให้ใช้แบบอะนาล็อกทั้งหมด หรือดิจิตอลก็ติจิตอลทั้งหมด เพราะตัวซิสเต็มจะไม่แปลงสัญญาณจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า เพิ่งแกะกล่องแท้ๆ ไฉนจึง “เดี้ยง” เสียงแล้ว นอกจากช่อง HDMI แล้ว ยังมีช่องต่อสัญญาณภาพแบบ Component, S-Video ส่วนด้านเสียงนั้น มีช่องต่อลำโพงซ้าย-ขวา ซึ่งเป็นช่องออกแบบเฉพาะสำหรับลำโพงที่ให้มา โดยจะมีสายพร้อมหัวเสียบที่ออกแบบมาพิเศษ ดังนั้น สายลำโพงจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่จุใจ ก็ยังมีช่องยูเอสบีให้มาอีก 1 ช่อง ตรงด้านข้างของเครื่อง เพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเอ็มพี 3 หรือไฟล์ภาพได้ แต่ไม่สามารถนำกล้องดิจิตอล หรือต่อตรงกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง<br />
ตัวรีโมตคอนโทรลนั้น ขนาดกำลังกระชับมือ มีปุ่มควบคุมสำคัญครบถ้วน แม้จะมีฟังค์ชั่นไม่มากนัก เช่นปุ่มเลือกเล่นแผ่น ทีวี เคเบิล Aux1, Aux2 และ วิทยุ สำหรับการนำยูเอสบีไดร์ฟมาใช้ แม้จะอยู่ในหมวดของ Aux2 บนเครื่องก็ตาม แต่เวลาจะเลือกเล่น ต้องเลือกปุ่น Disc ครับ ไม่ใช่ Aux2<br />
<strong>Soft Test</strong><br />
การทดสอบด้านเสียง สิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจ จนออกจะผิดหวังในครั้งแรก ก็คือ เมื่อทดสอบการเล่นเพลงกับแผ่นซีดีออดิโอ เหตุที่ต้องบอกว่ารู้สึกผิดหวังก็คือ เสียงที่ได้นั้น รู้สึกมันไม่น่าจะใช่สำหรับ Klipsch เพราะมันเหมือนกับฟังจากลำโพงมัลติมีเดียในคอมพิวเตอร์ที่ราคาคู่ละไม่กี่ร้อยบาท ร่ำๆว่าจะขอบายแล้ว แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอลองอีกทีก็แล้วกัน คราวนี้ขอย้ายไปลองห้องอื่น (ตอนแรกอยู่ในห้องดุหนังขนาด 4 X 6 เมตร โดยวางลำโพงห่างกันมาก) คราวนี้วางลำโพงห่างกันเพียงเมตรกว่าๆ และนั่งฟังในตำแหน่งสามเหลี่ยม”จุดหวาน” พอดี เออ&#8230;ตัวตนที่แท้จริงของ Klipsch จึงปรากฏออกมาให้ได้ยิน เสียงในย่านกลางแหลมออกมาค่อนข้างดี มีความสะอาด ใส เวทีเสียงมีความลึกและกระจายออกด้านข้างค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางระยะห่างของลำโพงสองข้างควรอยู่ในระยะ 160 ซฒ. ไม่เกิน 200 ซม. และวางระดับหูเวลานั่งฟัง หรือว่าต่ำกว่าเล็กน้อย ถ้าหากจำเป็นต้งอวางสูงกว่าระดับหู ก็ควรจะวางลำโพงก้มลง (Tilt) เล็กน้อย แต่เนื่องจากลำโพงตัวเล็ก และผมไม่ต่อซับวุฟเฟอร์ จึงทำให้ขาดเสียงย่านความถี่ต่ำไป ดังนั้น หากใครชอบเพลงหนักๆ เบสหนาเป็นลูกๆ จึงควรฟังพร้อมซับวูฟเฟอร์ เสียงเบสจะออกมามากหรือน้อย ก็ต้องอยู่ที่ตำแหน่งการวาง จึงขอแนะนำให้วางชิดกำแพง ยิ่งอยู่ในมุมยิ่งดี เพราะมันจะทำหน้าเหมือนกับเป็นตู้ซับฯใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ส่วนการอ่านแผ่นซีดีมีความแม่นยำ ฉับไว เวลาข้ามแทรค สามารถข้ามและเล่นต่อได้อย่างรวดเร็ว ส่วนตัวถาดใส่แผ่นนั้น การเปิดเข้าออก ก็ค่อนข้างนิ่มนวลแบบผู้ดี ไม่กระโชกโฮกฮาก<br />
สำหรับลำโพงไร้สาย RoomGroove นั้น เนื่องจากตัวไดร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นเวลาฟังเพลงจึงมีความนุ่มนวล เพิ่มเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง ทำให้เวลาฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะนำมาใช้งานนั้น ขอให้ปรับ Home Code ทั้งที่ตัวซับวุฟเฟอร์ และลำโพงให้ตรงกันก่อน ซึ่งก็คือให้ส่งคลื่นสัญญาณในระดับที่เท่ากัน มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีเสียง ตัว RoomGroove จะมี iPod Docking สำหรับการฟังเพลงจาก iPod ซึ่งออกแบบถาดได้นุ่มนวลเช่นกัน และที่สะดวกยิ่งขึ้น ตัวลำโพงจะมีรีโมทตัวจิ๋วให้มกด้วย เพื่อให้คุณสามารถควบคุมการฟังเพลงจาก iPod ได้อย่างสะดวก และอิสระ การนำลำโพง RoomGroove มาใช้ จะสะดวกตรงที่เวลาฟังเพลงในหลายๆห้อง ก็เพียงแค่เซ็ตไปที่ Transmit สำหรับตัวที่จะส่งสัญญาณ และตัวที่เราฟังในห้องก็เซ็ตเป็น Listen โดยไม่ต้องเดินสายลำโพง เพียงแค่เสียบสายไฟก็ใช้ได้ ซึ่งสายไฟที่ให้มาก็ออกแบบให้สามารถม้วนเก็บได้อย่างเรียบร้อย<br />
การทดสอบด้านภาพกับการชมภาพยนตร์นั้น ลำโพงจิ๋วที่มาพร้อมชุดนั้น ดูเบาไม่ได้อีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่า เจ้าหนูคู่นี้ นอกจากร้องเพลงได้ไพเราะไม่น้อยหน้านักร้อง (ลำโพง)รุ่นใหญ่แล้ว เวลาเล่นหนังยิ่งมันส์สะใจกว่า จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่น โดยเฉพาะเรื่อง Saving Private Ryan ที่ยิงกันหูดับตับไหม้ ห่ากระสุนที่กระหน่ำปลิวว่อนนั้น เจ้าหนูคู่นี้สามารถให้เสียงที่ไม่คลุมเครือ ตำแหน่ง วิถีกระสุน ระเบิดมีที่มา ที่ไปชัดเจน ไม่ใช่มั่วๆแบบตำรวจในบางประเทศที่สาดกระสุน แก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนจนแขนขาขาด แล้วบอกว่า ไม่รู้ยิงมาจากไหน แต่ตำรวจไม่ได้ยิง<br />
ด้านภาพนั้น มีความสด และความสะอาดของภาพดีมาก ฉากมืดมีความมืดไม่ใช่สีเทาๆหรือออกม่วงเหมือนบางยี่ห้อ เนื่องจากตัวเครื่อง CS-700 ไม่มีเอาต์พุตแบบ 5.1 จึงไม่สามารถต่อลำโพงเสียงรอบทิศทางได้ ส่วนการใช้ลำโพงไร้สาย RoomGroove ก็ไม่สามารถแยกช่องเสียงเป็นเสียงแบบรอบทิศทางได้ แต่ทั้งนี้ ยังสามารถชดเชยอารมณ์ได้ด้วยฟังค์ชั่น “Surround Mode” โดยกดเลือกจากตัวรีโมท ซึ่งเลือกได้ทั้งแบบ Off, Reference และ Wide ถ้าเลือก Off บรรยากาศจะออกแบบแห้งๆ เซ็งๆ Reference ก็ดีขึ้นมาหน่อย ส่วนตัวผมเอง ชอบ Wide มากที่สุด แม้จะสูงการถอดรหัสของ A/V Receiver ได้ก็ตาม แต่ก็เหมือนทานสุกี้แล้วได้จิ้มน้ำจิ้มด้วย แม้จะเป็นน้ำจิ้มสำเร็จรูปก็ยังทำให้รู้สึกว่านี่กำลังกินสุกี้ ส่วนการโอบล้อมจะมากหรือน้อยนั้น ให้เข้าไปเซ็ตจากเมนูในหมวด Audio/Enhanced Surround โดยมีให้เลือก DVS ซึ่งเป็นการจำลองระบบเสียงรอบทิศทางครับ<br />
สำหรับที่ไม่ค่อยคุ้นก็คือ การเลือกเสียงกับซับไตเติลในขณะดูหนัง เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนได้จากทางรีโมทโดยตรง จึงต้องเข้าไปเลือกจากเมนู ซึ่งทำให้ต้องขัดจังหวะในการดูหนัง ส่วนระหว่างที่ชมภาพยนตร์นั้น สามารถกดปุ่ม Info ที่รีโมท เพื่อดูข้อมูลของภาพยนตร์ที่กำลังเล่นอยู่ เช่นความยาวกี่นาที ความระเอียดของภาพ ระบบเสียง การซูมภาพ และการปรับมุมภาพ (Angle) สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจากออกจากเมนูการเลือกเสียงและซับไตเติลแล้ว การเล่นหนังต่อจากที่ค้างไว้เติมนั้น จะมีการสะดุดประมาณ 1 – 2 วินาที แต่การข้ามแทรคกลับทำได้รวดเร็วและต่อเนื่องดี<br />
ในภาคจูนเนอร์ หรือการเล่นวิทยุนั้น จากในคู่มือแจ้งว่า มีสายอากาศทั้งเอเอ็ม เอฟเอ็มให้มาด้วย แต่ในกล่องมีเฉพาะเสาเอเอ็ม ส่วนอีกสานคิดว่าน่าจะเป็นสายอากาศเอฟเอ็ม แต่ว่าขั้วต่อเป็นแบบหางปลา แทนที่จะเป็นหัวกลม 75 โอม ผมจึงต้องเอาสายอากาศของที่มีอยู่มาลอง แต่จากการทดสอบทั้งสองคลื่น ภาครับไม่ค่อนดีนัก ส่วนการดูสถานะต่างๆของการตั้ง เช่นการบันทึกสถานี ก็ต้องดูจากหน้าจอทีวี เช่นเดียวกับการเล่นอุปกรณ์อื่นๆ<br />
กล่าวโดยรวมแล้ว Klipsch CS-700 DVD Entertainment System เป็นชุดที่ถือว่า มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในแง่ของการใช้งาน และที่สำคัญคือ ในด้านของภาพที่สามารถอัพสเกลความละเอียดถึง 1080i ส่วนในด้านเสียงนั้น หากไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ก็คงจะใจดำเกินไป ที่น่าเสียดายก็คงมีอยู่นิดเดียว ก็คือ ไม่มีระบบเสียงเอาต์พุทแบบ 5.1 ช่องเสียง แต่ระบบเสียงรอบทิศทาง DVS ก็ถือว่าชดเชยได้พอสมควร ในด้านโครงสร้างของเครื่องที่ออกแบบได้ทั้งแข็งแรง และประณีตทุกรายละเอียด สามารถวางโชว์ในห้องรับแขกได้ไม่อายใครเพราะทั้ง “สวยทั้งรูป ดีทั้งเสียง”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/klipsch-cs-700-dvd-entertainment-system/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Atec Digital Home Theater</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/atec-digital-home-theater/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/atec-digital-home-theater/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Dec 2008 13:40:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ATEC]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[HTC]]></category>
		<category><![CDATA[multimedia PC]]></category>
		<category><![CDATA[Winodws]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=4</guid>
		<description><![CDATA[ตอนแรกที่ทราบข่าวจะให้ทดสอบ Digital Home Theater นั้น ก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่าจะเป็นประเภทชุดโฮมเธียเตอร์ประเภท “ทุกอย่างในกล่องเดียว” หรือ Home Theater in a box แต่พอขอส่งมาถึงมือถึงรู้ว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Home Entertainment PC ยี่ห้อเอเทค แกะกล่องแกะเครื่อง เมื่อเห็นยี่ห้อเอเทคแล้ว นึกเดาในใจว่า คงจะต้องเป็นเครื่องพีซีที่ใช้มันสมอง (ซ๊พียู) เป็นของเอเอ็มดี (AMD)เป็นแน่แท้ ก็จัดแจงขอแกะกล่อง แล้วรื้อเครื่องออกมาดูก่อน ก็เป็นไปดังคาด เนื่องจากเอเทคได้วางตัวเองเป็นผู้จำหน่ายเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูเอเอ็มดีโดยเฉพาะรายเดียวในเมืองไทย ไม่ใช่ว่าซีพียูของ เอเอ็มดีจะไม่ดี ความจริงในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นเป็นมวยประกบคู่กับอินเทลได้อย่างคู่คี่สูสี ผลัดกันรุกผลัดกันรับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ที่ต้องนำเรื่องนี้มากล่าวเนื่องจากในช่วงต้นของซีพียูเอเอ็มดี โดยเฉพาะในยุคที่ใช้ฟอร์แมตซอคเก็ตเอ (423 ขา) นั้น ประสิทธิภาพของซีพียูในช่วงนั้น อย่างรุ่นแอธลอน (Athlon) และ ดูรอน (Duron) เรียกกว่ากินขาดในด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกระแสการโอเวอร์คลอคที่ส่งผลให้ซีพียูของเอเอ็มดีเป็นที่นิยมของหมู่นักเล่นคอมมือซนทั้งหลาย แต่จุดอ่อนของมันคือด้านความร้อน และผมเองก็มีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับแอธลอน ที่ครั้งหนึ่งลืมใส่พัดลมซีพียูก็เปิดเครื่อง ปรากฏว่า ไม่ถึงสามวินาที ควันขึ้นทันที ทำให้เข็ดขยาดไปพักใหญ่ แต่ก็เหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-5" title="ATEC Digital Home Theater" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/pic_dhts2-300x157.jpg" mce_src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/pic_dhts2-300x157.jpg" alt="ATEC Digital Home Theater" width="300" height="157">ตอนแรกที่ทราบข่าวจะให้ทดสอบ Digital Home Theater นั้น ก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่าจะเป็นประเภทชุดโฮมเธียเตอร์ประเภท “ทุกอย่างในกล่องเดียว” หรือ Home Theater in a box แต่พอขอส่งมาถึงมือถึงรู้ว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Home Entertainment PC ยี่ห้อเอเทค<br />
แกะกล่องแกะเครื่อง<br />
เมื่อเห็นยี่ห้อเอเทคแล้ว นึกเดาในใจว่า คงจะต้องเป็นเครื่องพีซีที่ใช้มันสมอง (ซ๊พียู) เป็นของเอเอ็มดี (AMD)เป็นแน่แท้ ก็จัดแจงขอแกะกล่อง แล้วรื้อเครื่องออกมาดูก่อน ก็เป็นไปดังคาด เนื่องจากเอเทคได้วางตัวเองเป็นผู้จำหน่ายเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูเอเอ็มดีโดยเฉพาะรายเดียวในเมืองไทย ไม่ใช่ว่าซีพียูของ</p>
<p><img src="http://www.audioresource.net/blog/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" mce_src="http://www.audioresource.net/blog/wp-includes/js/tinymce/plugins/wordpress/img/trans.gif" alt="" class="mceWPmore mceItemNoResize" title="More..."></p>
<p>เอเอ็มดีจะไม่ดี ความจริงในด้านคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นเป็นมวยประกบคู่กับอินเทลได้อย่างคู่คี่สูสี ผลัดกันรุกผลัดกันรับมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ที่ต้องนำเรื่องนี้มากล่าวเนื่องจากในช่วงต้นของซีพียูเอเอ็มดี โดยเฉพาะในยุคที่ใช้ฟอร์แมตซอคเก็ตเอ (423 ขา) นั้น ประสิทธิภาพของซีพียูในช่วงนั้น อย่างรุ่นแอธลอน (Athlon) และ ดูรอน (Duron) เรียกกว่ากินขาดในด้านประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกระแสการโอเวอร์คลอคที่ส่งผลให้ซีพียูของเอเอ็มดีเป็นที่นิยมของหมู่นักเล่นคอมมือซนทั้งหลาย แต่จุดอ่อนของมันคือด้านความร้อน และผมเองก็มีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับแอธลอน ที่ครั้งหนึ่งลืมใส่พัดลมซีพียูก็เปิดเครื่อง ปรากฏว่า ไม่ถึงสามวินาที ควันขึ้นทันที ทำให้เข็ดขยาดไปพักใหญ่ แต่ก็เหมือนหมูไม่กลัวน้ำร้อน ตอนซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องแรก ก็ซื้อเครื่องที่ใช้ซีพียูเอเอ็มดี แอธลอนอีก กลายเป็นผิดหวังซ้ำสอง เนื่องจากตัวเครื่องร้อนมา ภาษาฝรั่งเรียกเครื่องแลปท็อปหรือวางตัก แต่พอใช้งานจริงบนตัก เจ้าน้องชาย “ปิ๊กกะจู้” แทบจะสุกเป็นนกย่างเอา และแบตเตอรี่ก็หมดอย่างรวดเร็วไม่เกินครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยแทบจะไม่ข้องแวะกับซีพียูยี่ห้อนี้อีกเลย<br />
พอแกะเครื่องออกมาแล้ว คิดในใจว่า เอามาดุหนังจะเหมาะหรือ&#8230;.น่ากลัวจะกลายเป็นนำเอาโรงสีมาไว้ในบ้านเสียมากกว่า ด้วยจำนวนพัดลมระบายความร้อนถึงสามตัว คือที่ซีพียูจะเป็นพัดลมตัวเขื่องหนึ่งตัว ที่เพาเวอร์ซัพพลายหนึ่งตัว ด้านข้างเคสตรงติดกับเพาเวอร์ซัพพลายอีกหนึ่งตัว มันคงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวอย่างแน่นอน แต่พอเปิดเครื่องจริงเข้า ทำให้ผมต้องละทิ้งความคิดเช่นนั้นทิ้งทั้งหมด แล้วต้องเริ่มต้นมานั่งพินิจพิเคราะห์กันด้วยทัศนะใหม่ เพราะมันแทบไม่น่าเชื่อเลย อย่าว่าแต่จะไม่ได้ยินเสียงโรงสีเท่านั้น มันกลับเงียบกริบอย่างเหลือเชื่อ!<br />
เครื่องดิจิตอล โฮมเธียเตอร์เครื่องนี้ทางเอเทคใช้ฐานจากเครื่องแบร์โบน (เครื่องเปล่า) ของ Gigabyte ใช้เมนบอร์ดรุ่น GA-MA78GM-S2H ซึ่งเป็นบอร์ดที่รองรับซีพียูเอเอ็มดี ได้ตั้งแต่รุ่นต่ำสู่ Sempron จนถึงรุ่น Phenom FX ใช้เทคโนโลยีการส่งข้อมูลสู่ซีพียูแบบ Hyper Transport Bus เพื่อความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพื่อนำไปประมวล ตัวชิปเซ็ตเป็นของเอเอ็มดีล้วนๆ โดยใช้ 780G สำหรับ North Bridge และ SB700 สำหรับ South Bridge หน่วยความจำแบบ DDR2 Dual channel ได้ทั้งความเร็ว 667/800/1066&nbsp; MHz.รองรับได้สูงสุดถึง 16 GB. (ทั้งนี้จะใส่แรมความเร็วขนาดไหน หรือใส่ได้สูงสุดกี่ GB. นั้นขึ้นอยู่กับซีพียูที่ใช้ และระบบปฏิบัติการ เช่นวินโดว์ เอ็กซ์พีจะรองรับหน่วยความจำได้สูงสุดเพียง 4 GB.)<br />
ส่วนตัวที่สำคัญที่สุดสำหรับการนำมาใช้เป็นเครื่องชมภาพยนตร์นั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสองตัวคือ ตัวกราฟฟิกการ์ด ซึ่งใช้ GPU ของ&nbsp; ATI Radeon HD3200+ATI Hybrid Graphics ซึ่งเป็นกราฟฟิกการ์ดที่รองรับการชมภาพยนตร์แบบความระเอียดสูง (HD) ได้อย่างราบรื่น และชัดเจนสวยงาม เนื่องด้วยทางเอเอ็มดีได้ใช้เทคโนโลยี&nbsp; ATI Avivo และ ATI Hybrid Graphics Technology and AMD UVD (Unified Video Decoder)&nbsp; ในการถอดรหัส จึงทำให้กราฟฟิกออนบอร์ดนี้มีพลังอย่างเหลือเฟือง แต่ถ้าหากยังไม่สะใจพอ บนบอร์ดยังมีช่องเสียบสำหรับกราฟฟิกการ์ด แบบ PCI Express 2 มาให้ แม้จะเป็นกราฟฟิกออนบอร์ดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หน่อมแน๋มเหมือนที่เราเคยเห็นมา เพราะ HD3200 ตัวนี้ใช้การถอดรหัสในระดับฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ด้อยคุณภาพและกินแรงเครื่อง ส่วนในด้านเสียงนั้น ใช้ชิปของ Realtek ALC889A codec ที่สนับสนุนระบบเสียงแบบ High Definition Audio 2/4/5.1/7.1 channel สนับสนุนระบบเสียง DTS, S/PDIF In/Out, และที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับการเล่น High Definition ก็คือ ช่องต่อ HDMI 1.3 ซึ่งก็ได้ให้มาด้วย ซึ่งสามารถส่งถ่ายข้อมูลทั้งภาพและเสียงคุณภาพสูงด้วยอัตราแบนด์วิธ 5 Gb/วินาที และสนับสนุน HDCP (High-bandwidth Digital Content Protection) ดังนั้น หากใครจะนำเครื่องนี้มาเล่นซอฟต์แวร์ประเภท Blu-ray/HD-DVD แล้ว ก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว<br />
SOFT TEST<br />
เครื่องที่ได้รับมาทดสอบนั้น ติดตั้งซีพียู AMD Athlon X2 Dual-core&nbsp; หน่วยความจำเป็น DDR2 ความเร็ว 667 MHz.จำนวนสองแถวๆละ 512 MB. เพื่อใช้ประสิทธิภาพของ Dual Channel (เรื่องนี้ต้องระวังเวลาจะเพิ่มแรม การใส่แรมเพียงแถวเดียวแม้จะมีหน่วยความจำสูงกว่าก็อาจสู้จำนวนที่น้อยกว่าแต่ใช้แบบ Dual Channel ไม่ได้) ฮาร์ดดิสค์ 500 GB. ความจุเหลือเฟือง เครื่องเล่น DVD Writer ของซัมซุง ช่องต่อต่างๆส่วนใหญ่อยู่ด้านหลังเครื่อง เช่น USB, Blue-tooth, HDMI,&nbsp; IEEE1394 FireWire สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ AV อื่น, Gigabit LAN, ช่อง Audio-out สำหรับลำโพง Multimedia 5.1 Channels, S/PDIF, ช่องต่อจอภาพแบบ D-Sub, DVI ส่วนด้านหน้าแผงหน้าปัดจะทำดูเหมือนกับเครื่องเสียงบ้านทั่วไป โดยมีหน้ากากสีดำพร้อมปุ่มเพาเวอร์ และกดปุ่มเปิดถาดดีวีดี และยังติดตั้งเครื่องอ่านการ์ดเมโมรี่แบบต่างๆ และช่อง Audio-out ด้านหน้า ทำให้ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ตัวเครื่องยังมาพร้อมคีย์บอร์ดไร้สาย และรีโมทไร้สายแบบเคลื่อนวิทยุ ทำให้ไม่ต้องจ่อยิงให้ตรงช่อง และไม่ต้องห่วงจะมีอะไรมาบังช่องรับ และยังสามารถใช้ได้ในรัศมี 10 เมตร ตัวคีย์บอร์ดมีแทรคบอลในตัวจับกระชับใช้งานง่ายและคล่อง ใช้แบตเตอรี่ขนาด AA 4 ก้อน (เนื่องจากเน้นกะทัดรัดแบบเคลื่อนย้าย จึงไม่มีแป้นตัวเลขแยกต่างหากเหมือนกับคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ก) ส่วนตัวรีโมทนั้นจับกระชับด้วยยางแบบกันลื่น มีปุ่มฟังก์ชั่นด้านมัลติมีเดียครบครันที่อรองรับกับวินโดว์วิสต้า เช่นปุ่มเล่นทีวี (ไม่ได้ติดตั้งมาด้วย) ปุ่มบันทึกรายการทีวี ปุ่มเล่นวีดีโอ ปุ่มเล่นดีวีดี ปุ่มดูไฟล์ภาพ ปุ่มปรับเสียง เปลี่ยนช่องทีวี เป็นต้น<br />
การทดสอบเริ่มต้นด้วยแผ่นดีวีดีเรื่อง The Warlords – Special Edition โดยต่อระบบเสียงผ่านสายดิจิตอลผ่านช่อง S/PDIF เข้า AV Receiver ระบบเสียง DTS 6.1 ที่ได้ค่อนข้างสมจริงและบรรยากาศการโอบล้อมค่อนข้างดี ซึ่งแน่นอนว่า อาจได้เปรียบกว่าการใช้ลำโพงมัลติมีเดียชุดเล็กที่ต่อแบบ 5.1 ผ่านช่อง Audio-out ส่วนด้านภาพนั้น ต้องขอบอกว่า “เยี่ยมเลย” สีสันสดเต็มอิ่ม และที่สำคัญภาพเคลื่อนไหวที่ถือว่าไหลลื่นดีมาก ที่จะขาดอยู่อย่างก็คือฉากมืดที่ไม่ดำมืดสนิท แต่ทั้งนี้คงเป็นธรรมชาติของจอ LCD มากกว่า จุดที่จะไม่สะดวกเมื่อเทียบกับการเล่นชุดโฮมเธียเตอร์ปรกติก็คือ การเปลี่ยนระบบเสียง ภาษาพูดและคำบรรยายในระหว่างเล่น เพราะจะต้องเข้าเมนูของ Windows Media Player มิเช่นนั้น ตอนเริ่มต้นเล่นก็ต้องเลือกแล้วเลือกเลย<br />
คราวนี้เล่นเล่นภาพยนตร์ที่โหลดมาไว้ใน USB Drive เรื่อง Iced Age ภาคแรกที่ความละเอียด 720P แม้จะเล่นจากยูเอสบีไดร์ฟเลย ก็ไม่ปรากฏอากาศสะดุดให้เห็น รายละเอียดของเจ้าตัวแมมมอธ และผองเพื่อนชัดเจนในทุกรายละเอียด จากนั้นขอขยับขั้นไปเล่นความละเอียด 1080P บ้าง ในภาพยนตร์เรื่อง War ของดาราหนุ่มฮ่องกง Jet Li โอ้หล่าล่า สีสันและรายละเอียดดีอย่างเหลือเชื่อสำหรับเครื่องเล่นระดับราคาสองหมื่นกว่าบาท จนผมเกรงว่า หลังจากได้ชมความละเอียดระดับนี้ไประยะหนึ่งแล้ว อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อเครื่องเก่าๆที่มีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตสำหรับการเล่นภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ ซึ่งเป็นไฟล์ที่แปลงมา อย่างเรื่องหลังระบุชัดเจนว่ามาจาก Blu-ray 1080P ทีนี้ การแปลงในลักษณะนี้ จะได้ระบบเสียงสมบูรณ์ครบถ้วนมาด้วยหรือไม่ก็ยังเป็นคำถามคาใจ เพราะถามผู้นิยมไฮเดฟหลายคนตอบเหมือนกันว่า เน้นภาพมากกว่าเน้นเสียงสำหรับคนที่เล่นจากคอมฯ ส่วนข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งคือ หากแปลงมาทุกบิตโดยไม่ตกหล่น ปัญหาก็มาจากตัวอุปกรณ์แล้ว เนื่องจากจะต้องต่อผ่ายช่อง HDMI และมีเครื่องถอดรหัส เช่น AV Receiver ที่รองรับด้วย ถึงจะเล่นแผ่นจาก Blu-ray/HD-DVD ได้โดยตรง และระบบเสียงไฮเดฟ (ข้อสังเกตอีกประเด็นคืน ไฟล์แปลงมาเป็นรูปแบบ MKVซึ่ง Media Player ไม่ซัพพอร์ต ผมทดสอบโดยการใช้โปรแกรม Storm ซึ่งอาจขาดความเด่นด้านการทอดรหัสเสียง เมื่อเทียบกับ Power DVD ก็ได้)<br />
ส่วนการเล่นไฟล์เพลงอย่างประเภทเอ็มพี3 ก็ให้รายละเอียดค่อนข้างดี เนื่องจากประสิทธิภาพของตัวชิปเสียงของเรียลเทค ที่สามารถถอดรหัสไฟล์เสียงที่บิตเรตสูงๆได้ดี ทำให้การฟังเพลงจากเอ็มพี3 ได้มิติ มีตัวมีตน และทรวดทรงมากขึ้นกว่าที่เคยฟังๆมาประเภทเอาดังอย่างเดียว<br />
ข้อสังเกต<br />
เนื่องจากเครื่องที่ให้มาทดสอบนี้ ติดตั้งหน่วยความจำแบบความ 667 ในขณะที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้หน่วยความจำความเร็ว 800 ขึ้นไปจึงสามารถรองรับการเล่นแผ่น Blu-ray/HD-DVD อาจด้วยจุดนี้ จึงติดตั้ง DVD-Writer มาให้ แทนที่จะเป็น Blu-ray Player จึงอาจกล่าวได้ว่า เครื่องรุ่นนี้วางตำแหน่งสำหรับนักเล่นรุ่นใหม่ที่เริ่มหันมาเล่นไฮเดฟ ส่วนใครที่ต้องการจะใส่กราฟฟิกการ์ดต่างหาก คงต้องพิจารณาเรื่องกำลังไฟด้วย เนื่องจากตัวที่ติดตั้งมาให้จะรองรับอุปกรณ์ออนบอร์ดอย่างพอดี ส่วนใครจะติดตั้งอะไรนอกเหนือจากนี้ ขอให้อัพเกรดเพาเวอร์ซัพพลายให้เป็นขนาด 400W ขึ้นไป (ขอย้ำว่าต้องเป็นวัตต์แท้ ส่วนที่วางขายกันทั่วไปประเภทลูกละไม่กี่ร้อยบาทนั้น ขอให้หาร 3 หรือ 4 นั่นคือวัตต์ที่แท้จริง)<br />
บทสรุป<br />
คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ด้วยราคาประมาณ 26,800 บาท (เฉพาะตัวเครื่องไม่รวมจอ?) ที่ได้คุณสมบัติที่ครบถ้วนด้วยการใช้งานด้านโปรแกรมประยุกต์ทั่วไปที่เกินพอดีแล้ว ยังได้เครื่องเสียงที่เพียบพร้อมด้วยความสามารถดูหนังระดับไฮเดฟอย่างแท้จริง และฟังเพลงที่มีคุณภาพ มันจึงเป็นเครื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่<br />
ราคาขาย 26,800 บาท<br />
ตัวแทนจำหน่าย เอเทคคอมพิวเตอร์ จำกัด โทร. 02-612-1100</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/atec-digital-home-theater/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

