<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; HDMI</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/hdmi/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Toshiba 32AV600T LCD Colour TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 04:54:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[32AV600T]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Toshiba]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้ หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_212" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-212 " title="32AV600T" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/32AV600T.-300x248.jpg" alt="Toshiba 32AV600T LCD Color TV" width="270" height="223" /><p class="wp-caption-text">Toshiba 32AV600T LCD Color TV</p></div>
<p>พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้</p>
<p>หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน</p>
<p><span id="more-211"></span><br />
การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 ซม. ด้วยแผงแอลซีดีที่ฉาบฟิล์มทำให้ไม่สะท้อนแสง และกรอบพลาสติกมันแววที่กรอบด้านล่างจะเป็นไฟแอลอีดี และช่องรับสัญญาคลื่นของตัวรีโมทคอนโทรล ส่วนด้านข้างขวามือของจอ จะเป็นปุ่มปรับและควบคุมการทำงานของตัวทีวี เช่น การเปิด/ปิด การเลือกช่อง ปรับระดับเสียง เป็นต้น ซึ่งปุ่มควบคุมเหล่านี้จะมีอยู่บนรีโมทคอนโทรอย่างครบถ้วนอยู่แล้ว</p>
<p>แม้ว่าจะเป็นทีวีขนาดเพียง 32 นิ้ว แต่ในด้านของช่องต่อสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาค่อนข้างครบครัน น่าจะครอบคลุมกับการใช้งานในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือ มีช่องต่อ HDMI ให้มาถึงสองช่อง แต่น่าเสียดายที่เครื่องรุ่นนี้ไม่สามารถรองรับ Full HD ได้ เนื่องจากความละเอียดสูงสุดของจอภาพคือ 1366 dots x 768 dots ซึ่งสามารถรองรับได้สูงสุดคือ 720p หรือ 1080i (50/60 Hz.) โดยขนาดจอมี Aspect ration 16:9 แบบจอกว้าง ซึ่งเหมาะแก่การชมภาพยนตร์</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>การรับสัญญาณฟรีทีวีจากเสาอากาศ การค้นหาช่องแบบอัตโนมัติสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยจำนวนตัวเลขของช่องที่ให้มาถึง 99 ช่อง ส่วนผมเริ่มต้นด้วยการทดสอบจากเครื่องรับโทรทัศน์แบบดิจิตอลผ่านจานดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่าความคมชัดและระบบเสียงจะดีกว่าแบบอนาล็อก ตอนแรกตั้งขนาดภาพแบบไวด์สกรีนเต็มจอ ภาพที่ได้จึงยืดๆ ภาพคนบนจอจึงดูอ้วนๆไปหมด จึงทำการเลือกขนาดภาพจากรีโมท ซึ่งเราสามารถเลือกได้หลายขนาด ทั้งขนาด 4:3, 14:9 หรือแบบจอภาพยนตร์ จะเลือกแบบให้เหลือขอบดำหรือไม่มีก็ได้ ส่วนในด้านโหมดของภาพนั้น มีโหมดที่กำหนดไว้ให้เลือกอยู่สามโหมด คือ แบบคมชัด ซึ่งอาจจะเหมาะกับการใช้งานพรีเซ็นต์ หรือการแสดงโชว์มากกว่า แบบมาตรฐานและแบบสบายตา ส่วนผมเลือกโหมดสบายตา เพราะรู้สึกว่าภาพที่ปรากฏจะมีความนุ่มนวล ดูนานๆแล้วสายตาไม่เมื่อยล้า และอีกโหมดคือ แบบให้เราปรับแต่งเอง การปรับแต่ละเมนูนั้นก็สะดวกง่ายดายด้วยคำอธิบายภาษาไทย เพียงแต่ตัวหนังสืออาจดูประหลาดนิดหน่อยตรงที่ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีสามระดับ ดังนั้น แต่ละตัวหนังสือจึงมีขนาดไม่เท่ากัน</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือระบบเสียง แม้ว่าตัวลำโพงที่บิลต์อินมากับทีวีเครื่องนี้จะมีขนาดเล็ก และมีกำลังขับเพียง 10 วัตต์ก็ตาม แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ผมก็คือ เวทีเสียงที่กว้างมาก ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากโทรทัศน์ดาวเทียมรายการหนึ่ง ผมยังนึกกว่าตัวเองได้ต่อระบบเสียงผ่านเอวีรีซิฟเวอร์เสียอีก แต่เมื่อเช็คดูแล้ว เอวีรีซีฟเวอร์ของผมไม่ได้เปิดเลย หลังจากนั้น ก็ลองสังเกตต่อไปจึงมั่นใจว่า เสียงที่ได้ยินนั้นมาจากตัวทีวีแน่นอน ขนาดห้องผมกว้างประมาณ 4 เมตร โดยวางเครื่องทีวีอยู่ตรงกลาง ห่างจากกำแพงทั้งสองด้านเท่ากัน แต่เวทีเสียงกระจายกว้างเกือบชนกำแพงทั้งสองด้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนจากเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ จึงทำให้ผมรู้สึกทึ่งไม่น้อย ในด้านเมนูการปรับระบบเสียงนั้น นอกจากให้ปรับระบบเสียงโดยเลือกระหว่างโมโนกับสเตริโอแล้ว เรายังสามารถรับเสียงทุ้ม (Bass) เสียงแหลม (Treble), Surround และ Bass Boost ได้อีก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านของบอดี้ตัวเครื่อง เสียงเบสจึงอาจบางไปบ้าง</p>
<p>ด้านการชมภาพยนตร์นั้น จากการทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum 2,  Battle of  the Smithsonian ผ่านทาง HDMI แต่เนื่องจากไม่สามารถรองรับ Full-HD ได้ จึงต้องปรับมาที่ 720p แทน ถึงกระนั้นก็ตาม รายละเอียดที่ได้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ฉากกลางคืนที่นางเอกขับเครื่องบินนั้น เรายังสามารถเห็นตัวเครื่องบินที่ลอยเด่นบนท้องฟ้า โดยไม่จมเข้าไปในความมืดของฉากหลัง แบคกราวด์สีดำในฉากมืดนั้น ถือว่าให้ความเข้มของสีดำได้ค่อนข้างดี จึงขับให้ตัวเครื่องบินลอยเด่นเหมือนมีมิติขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง</p>
<p>สีสันของ 32AV600T นั้น ให้โทนสีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่สดจนเวอร์ โดยเฉพาะด้านสีผิวที่เหมือนสีผิวของคนจริงๆ ไม่ใช่สีเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน หรือออกชมพูอมแดงจนผิดธรรมชาติ ทั้งนี้หมายถึงการเลือกโหมดปรกติโดยไม่มีการปรับแต่งพิเศษ การชมภาพยนตร์เรื่อง Hero อาจยืนยันเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ด้วยการเล่าเรื่องของจางอี้โหมวที่นำเอาสีแต่ละสีมาเป็นสื่อ สีแดงที่ร้อนแรงในฉากภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “ร้อนตา” จนปวดแสบ สีเขียนสดและสีฟ้าก็ทำให้ดูเย็นสบายด้วยความเป็นธรรมชาติของมัน</p>
<p>ความต่อเนื่องของภาพสำหรับเครื่องรับโทรทัศน์แบบแอลซีดีอาจเป็นปัญหาที่เราได้ยินมาไม่น้อย นั่นคือในกรณีที่มีความเคลื่อนไหวเร็วๆอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เราเห็นมักจะเป็นหยักด้วยเพราะขาดความต่อเนื่องหรือความล่าช้าของมัน แต่สำหรับ 32AV600T แล้ว ปัญหานี้เรียกว่าสอบผ่านสบาย เพราะปัญหาที่ว่าน่าจะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจะเหลือให้เห็นน้อยมาก แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม สิ่งนี้สังเกตได้จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่นอย่าง Hero ภาพยนตร์สงครามอย่าง Assemble, We are the Soldier ส่วนในเรื่อง Batman 3 นั้น น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นประสิทธิภาพด้านต่างๆของ 32AV600T ได้อย่างดี ทั้งทางด้านฉากมืด ฉากความเคลื่อนไหว</p>
<p>ช่องต่อที่ 32AV600T ให้มา นอกจาก HDMI, Component และ S-Video แล้ว เครื่องนี้ยังมีช่องต่อ D-sub 15 pin สำหรับต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ขอแนะนำว่า ถ้าหากต้องการที่จะนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อนั้น ไม่ขอแนะนำให้ต่อทางช่อง D-sub หรือช่อง VGA ที่เรามักเรียกกัน เหตุผลคือ การแสดงผลจะด้อยลงไปมาก ตัวหนังสือขนาดเล็กจะอ่านไม่ได้ เพราะความหยาบของภาพ แต่ถ้าจะต่อจริงๆ และสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอำนวย ขอแนะนำให้ต่อผ่านช่อง HDMI ทั้งสองทาง เพราะการต่อผ่าน HDMI จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซัพพอร์ตนั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เอาต์เฉพาะภาพ หรือทั้งภาพและเสียงจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ การต่อผ่านช่อง HDMI นี้ สิ่งที่คุณได้ก็จะเหมือนกับจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ 32 นิ้วที่มีความคมชัดทุกกระเบียด ไม่เว้นแม้แต่เท็กซ์โหมดในระหว่างบูทเครื่อง ดังนั้น หากจะนำเอา 32AV600T ไว้ใช้เล่มเกมส์ยามว่าง ก็จะสนุกไม่น้อย หรือสำหรับนักธุรกิจ จะนำไปใช้พรีเซ็นต์งานหรือสินค้าก็เหมาะสมไม่น้อยเช่นกัน แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีช่อง HDMI อย่างน้อยก็ควรต่อจากช่อง DVI ทางฝั่งคอมพิวเตอร์(ซึ่งมีมากับการ์ดแสดงผลเกือบทุกรุ่นในปัจจุบัน) และเข้าช่อง HDMI ทางฝั่ง  32AV600T ซึ่งคุณก็จะได้ภาพความละเอียดสูง 720p เช่นกัน</p>
<p>หลังจากที่ผ่านการทดสอบแล้ว ผมต้องยอมรับว่า สิ่งที่ผมประทับใจในอดีตนั้น แม้ว่าจะผ่านไปคนละยุค และผลิตภัณฑ์คนละสมัย แต่กับประสิทธิภาพและคุณภาพที่ผมได้รับก็ยังคงไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าความรู้สึกส่วนตัวที่โอนเอียง แต่ผมว่า มันอยู่ที่ตัวโตชิบาเองที่รักษาคุณภาพ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึกถึงผู้บริโภคเป็นที่ตั้งมากกว่า<br />
<strong>Specifications:</strong><br />
Product Type:                             HD Ready<br />
Resolution                                    1366 x 768<br />
Dynamic Contrast Ratio         18,000 : 1<br />
Brightness                                     450 cd/m2<br />
Response  Time                           7 ms<br />
Video Processing                        10 bit<br />
3D Colour Management            Yes<br />
Intelligent Backlight Control         Yes<br />
Number of HDMI (version 1.3) input      2<br />
Power Consumption (W)         107<br />
Dimension (WxHxD) cm. without stand 78.6 x 52.5 x 8.3<br />
Dimension (WxHxD) cm. with stand 78.6 x 56.7 x 24.7<br />
Weight (Net) kg. without stand     12<br />
Weight (Net) kg. with stand         13<br />
Power consumption            144 W, 0.5 W (standby)<br />
Component Video Input terminals:<br />
(the signal format)                480i, 480p, 576i, 576p, 720p (50/60 Hz), 1080i (50/60 Hz)<br />
(These signal formats are converted to match the number of pixels of the LCD panel.)<br />
Colour system                PAL, SECAM, NTSC 3.58/4.43<br />
Aspect ratio                16 : 9<br />
Visible size (diagonal)            94.0 cm<br />
Number of pixels            1366 (H) dots x 768 (V) dots<br />
Audio power                 10 W + 10 W<br />
Speakers                Main 35 5 160 mm 2pcs.<br />
ตัวแทนจำหน่าย Toshiba (Thailand) Co., Ltd.<br />
ราคาโดยประมาณ 16,990.-บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS LS221H-Ultra Slim, Ultra Chic and Elegant LCD Monitor</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Mar 2009 15:53:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[LCD]]></category>
		<category><![CDATA[LS221H]]></category>
		<category><![CDATA[Ultra slim]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[ASUS LS221H เป็นจอแอลซีดีหนึ่งเดียวใน LS Series ที่แตกต่างจากซีรีส์อื่นๆที่ทางอัสซุสผลิตออกมา ความแตกต่างที่ว่านี้ สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เพียงแต่ว่าอาจยังไม่ทราบถึงรายละเอียดเท่านั้น รู้แต่เพียงว่ามันไม่เหมือนกับจอแอลซีดีธรรมดาทั่วไป หลังจากที่แกะกล่องและประกอบเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ จอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว ด้วยความเคยชินกับจอแบบไวดืสกรีน เมื่อเห็นขนาดของจอ LS221H รุ่นนี้จึงมีความรู้สึกแปลกๆ แต่ในท่ามกลางความแปลกก็มีความต่างที่น่าสนใจ สิ่งแรกที่เห็นคือ ผิวจอแอลซีดีที่ปิดด้วยแผ่นกระจกใส โดยปรกติแล้ว การนำกระจกใสมาปิดบนผิวก็เพื่อป้องกันผิวจอ และกันรอขีดข่วน แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการปกป้องสิ่งเหล่านี้ก็คือ แสงสะท้อนบนกระจกที่น่ารำคาญมาก จนกลายเป็นปัจจัยลบที่ลดทอนคุณภาพของจอลงโดยไม่ตั้งใจ แต่สำหรับ ASUS LS221H นี้ ประสบการณ์อันเลวร้ายที่กล่าวมานั้น กลับไม่ปรากฏให้เห็นแต่ประการใด แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความคมชัด สดใส และสีเต็มอิ่มของภาพ กระจกใสที่อัสซุสนำมาใช้นั้น เป็นกระจกที่ต้านการสะท้อนแสงมากที่สุด (Extreme Anti-reflection Glass) และผ่านการขัดให้เรียบมันและตัดขอบสวยงามแบบ Diamond Cut การขัดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้แลดูสวยงามเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันการขีดข่วน โดยกระจกจะมีความเหนียวในระดับ 9H (เป็นหน่วยวัดค่าความเหนียวของ sapphire) ค่าที่ได้มานี้ไม่ใช่นำมากล่าวอ้างกันลอยๆ หากแต่ผ่านการทดสอบความแข็งในระดับมาตรฐาน D3363-92a โดยสมาคมอเมริกันเพื่อการทดสอบวัตถุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-117" title="ASUS LS221H LCD Monitor" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/38132_asus_ls221-300x275.jpg" alt="ASUS LS221H LCD Monitor" width="300" height="275" />ASUS LS221H เป็นจอแอลซีดีหนึ่งเดียวใน LS Series ที่แตกต่างจากซีรีส์อื่นๆที่ทางอัสซุสผลิตออกมา ความแตกต่างที่ว่านี้ สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เพียงแต่ว่าอาจยังไม่ทราบถึงรายละเอียดเท่านั้น รู้แต่เพียงว่ามันไม่เหมือนกับจอแอลซีดีธรรมดาทั่วไป<br />
หลังจากที่แกะกล่องและประกอบเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ จอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว ด้วยความเคยชินกับจอแบบไวดืสกรีน เมื่อเห็นขนาดของจอ LS221H รุ่นนี้จึงมีความรู้สึกแปลกๆ แต่ในท่ามกลางความแปลกก็มีความต่างที่น่าสนใจ สิ่งแรกที่เห็นคือ ผิวจอแอลซีดีที่ปิดด้วยแผ่นกระจกใส โดยปรกติแล้ว การนำกระจกใสมาปิดบนผิวก็เพื่อป้องกันผิวจอ และกันรอขีดข่วน แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการปกป้องสิ่งเหล่านี้ก็คือ แสงสะท้อนบนกระจกที่น่ารำคาญมาก จนกลายเป็นปัจจัยลบที่ลดทอนคุณภาพของจอลงโดยไม่ตั้งใจ แต่สำหรับ ASUS LS221H นี้ ประสบการณ์อันเลวร้ายที่กล่าวมานั้น กลับไม่ปรากฏให้เห็นแต่ประการใด แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความคมชัด สดใส และสีเต็มอิ่มของภาพ</p>
<p><span id="more-116"></span></p>
<p>กระจกใสที่อัสซุสนำมาใช้นั้น เป็นกระจกที่ต้านการสะท้อนแสงมากที่สุด (Extreme Anti-reflection Glass) และผ่านการขัดให้เรียบมันและตัดขอบสวยงามแบบ Diamond Cut การขัดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้แลดูสวยงามเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันการขีดข่วน โดยกระจกจะมีความเหนียวในระดับ 9H (เป็นหน่วยวัดค่าความเหนียวของ sapphire) ค่าที่ได้มานี้ไม่ใช่นำมากล่าวอ้างกันลอยๆ หากแต่ผ่านการทดสอบความแข็งในระดับมาตรฐาน D3363-92a โดยสมาคมอเมริกันเพื่อการทดสอบวัตถุ (ASTM-American Society for Testing and Materials) สำหรับความเหนียวของกระจกที่ใช้กับจอมอนิเตอร์โดยทั่วไปจะมีค่าเพียง 2H เท่านั้น ดังนั้น ด้วยความแข็งที่ต้านการสะท้อนแสงนี้ จึงเหมือนกับกระจกเนื้อเลนส์ชั้นดีของกล้องถ่ายภาพมืออาชีพ ที่ทำให้แสงผ่านไปได้อย่างเต็มที่เหมือนดั่งในธรรมชาติ<br />
ท่ามกลางความแข็งของกระจกนั้น ก็มีความอ่อนนุ่มในตัว อาจจะเป็นครั้งแรกที่เห็นจอคอมพิวเตอร์ที่มีการนำเอาหนังอ่อนแท้ๆมาเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุการผลิตจกภาพ โดยด้านล่างของจอ อันเป็นตำแหน่งที่วางของปุ่มควบคุมต่างๆ ถัดลงไปนั้นพื้นที่ทั้งหมดของจอจะปิดด้วยหนังอ่อน ทำให้แลดูงามสง่า ทันสมัยและมีคุณค่า บริเวณรอบๆปุ่มควบคุมนั้น ปรกติจะเป็นตำแหน่งที่มีการสัมผัสด้วยนิ้วบ่อยมาก ด้วยความเค็มของเหงื่อบนมือคนเรา เราจึงมักเห็นจอมอนิเตอร์ที่ผ่านการใช้งานระยะหนังแล้ว จะเกิดรอยสีซีดอันเกิดจากการกัดของเหงื่อ ส่วนด้านความหนาของจอนั้น มีความหนาเพียง 45 มม. ซึ่งทางอัสซุสอ้างว่า เป็นจอที่บางที่สุดในโลกสำหรับจอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว<br />
ฐานจอทรงกลมที่รองรับจอสี่เหลี่ยม 22 นิ้ว เป็นการผสมผสานความแข็ง(ของสี่เหลี่ยม)กับความอ่อนนุ่ม (ของทรงกลม)ที่ลงตัวอีกจุดหนึ่ง ภายในวงฐานจอนั้น ประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีในยามใช้งาน คือสีฟ้า แดง ส้ม เขียว ชมพู ในขณะที่ปุ่มควบคุมนั้นจะเป็นไฟสีฟ้าตัดบนพื้นผิวจอสีดำ จึงและดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ส่วนด้านหลังของฐานจอทรงกลมนี้ จะเป็นช่องต่อของกระแสไฟ ช่องต่อสัญญาณแบบวีจีดี และช่องต่อ มควบคุมนั้นจะเป็นไฟสีฟ้าตัดบนพื้นผิวจอสีดำ จึงและดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ส่วนด้านหลังของฐานจอทรงกลมนี้ จะเป็นช่องต่อของกระแสไฟ ช่องต่อสัญญาณแบบวีจีดี และช่องต่อ HDMI</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/Shopping/index.html"><img class="aligncenter size-full wp-image-118" title="QED Silver Anniversary XT Award-winning Speaker Cable" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/qed_xt1.gif" alt="QED Silver Anniversary XT Award-winning Speaker Cable" width="468" height="60" /></a><br />
ความละเอียดของจอภาพที่ 1680&#215;1050 พิกเซลซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะกับการใช้งานด้านเอกสารทั่วไป การงานอินเทอร์เน็ต และการเล่มเกม สำหรับการพิมพ์งานนั้น ตัวหนังมีความคมของขอบจนแทบจะมองไม่เห็นการรบกวนของ noise จึงทำให้อ่านสบายตา ปุ่มควบคุมจะมีพรีเซ็ตโหมดมาให้สี่โหมดด้วยกัน คือ Standard, Scenery, Gaming, Night View และ Home Theater Modes โดยโหมดมาตรฐานจะเป็นโหมดที่ให้แสงสว่างที่ปานกลาง น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานในประจำวันทั่วไป ส่วน Scenery Mode จะให้ความสว่างของแบ็กกราวด์เพิ่มขึ้น สีสันดูสดสว่างขึ้น ซึ่งเหมาะกับการดูภาพถ่ายที่ต้องการความสดของสีสัน ส่วน Gaming Mode จะมีความสว่างมากที่สุด และสุดท้ายคือ Home Theater Mode ที่มีความสว่างน้อยกว่าเพื่อน<br />
การนำไปใช้เล่นเกมนั้น ดูจะมีความเหมาะสมไม่น้อยไปกว่าการใช้งานด้านเอกสารทั่วไป ด้วยเวลาการตอบสนองที่ไวมาก เพียง 2 MS. (Gray to Gray) ดังนั้น การเล่มเกมแอคชั่นทีมีความเคลื่อนไหวจึงไม่ขึ้นหยัก หรือเงาหลอนที่ตัววัตถุที่เคลื่อนไหว จะด้อยลงไปบ้างก็กรณีที่ภาพเป็นเส้นตารางที่มีความละเอียด<br />
สำหรับการทดสอบด้านการชมภาพยนตร์นั้น เนื่องจากจอตัวนี้ผมได้มาพร้อมกับการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe เลยขอโอกาสทดสอบไปพร้อมๆกันในบางกรณี ด้วยความละเอียดของตัวจอคือ1680&#215;1050 พิกเซล จึงทำให้ได้สัดส่วนภาพขนาด 4:3 จึงไม่ค่อยเหมาะนักในการชมภาพยนตร์ขนาด 16:9 จึงทำให้ภาพดูสูงผิดปรกติ ในด้านของความสว่าง (Brightness) 300 cd/㎡ ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และความเปรียบต่าง (Contrast) 4,000:1 ถึงว่าอยู่ในเกณฑ์ดี (อย่าไปเปรียบเทียบกับค่าความเปรียบต่างที่บูสต์ขึ้นสูงสุดแล้ว ซึ่งจะแจ้งระดับ 10,000:1 เดี๋ยวจะไขว้เขวกันเปล่าๆ) สำหรับการชมภาพยนตร์นั้น ผมมีความรู้สึกว่าความสว่างจะน้อยไปนิดในโหมดโฮมเธียเตอร์ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดมาตรฐานก็ดูจะโอเคมากกว่า (ส่วนตัวชอบใน Scenery Mode มากกว่า) ในด้านของความเคลื่อนไหวในฉากแอคชั่นนั้น มีความต่อเนื่องไหลลื่นดีมาก ส่วนด้านสีสันมีความสมจริงค่อนข้างดี (ส่วนหนึ่งคงเป็นอนิสงค์จากการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe) หากไม่พอใจกับโทนสีผิว (skin tone) ที่เห็น ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามที่ตนเองต้องการอีก 3 โทน และอุณหภูมิสีอีก 5 โทน แม้ว่า LS221H จะสามารถต่อสาย HDMI ก็ตาม แต่น่าเสียดายที่มีความละเอียดเพียง 1680&#215;1050 พิกเซล จึงไม่ซัพพอร์ตในโหมด Full HD 1080P ได้ คงได้เพียง 720P เท่านั้น<br />
<strong>ข้อสังเกต</strong><br />
จากโครงสร้างการออกแบบที่แข็งแรง สวยงาม และระดับความระเอียดของจอภาพในรุ่น LS221H นี้ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้งานในด้านเอกสารประจำวัน และการเล่นเกมสำหรับที่ทำงานและครอบครัวเป็นหลัก เป็นที่น่าเสียดายว่า ตัวจอไม่สามารถปรับหมุนให้วางในแนวตั้งได้ เพราะตัวโปรแกรมที่ทางอัสซุสให้มานั้น สามารถหมุนภาพให้วางในแนวตั้งได้ ซึงจะเหมาะอย่างมากสำหรับงานด้านการออกแบบงานสิ่งพิมพ์ แต่โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นจอที่มีความสวยงามน่าใช้ เพียงแต่เลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทงานเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe-The Audio/Video Enhance Card</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 13:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[Xonar HDAV]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[การเปิดตัวการ์ด Xonar HDAV 1.3 ของ ASUSTek ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะอัสซุสเองได้ชื่อว่า เป็นผู้นำการผลิตเมนบอร์ดของโลก ส่วนการผลิตการ์ดเสียงนั้น ตำแหน่งเป็นของรายอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อผู้อยู่ในตำแหน่งผู้นำจะมาชกข้ามเวที จะมาชกในระดับพินเวท หรือ ฟลายเวท ดูจะไม่สมศักดิ์ศรี จะชกทั้งทีขอชกข้ามรุ่นไปสู่เฮฟวี่เวทไปเลย ในช่วงหลายปีหลังนี้ อุตสาหกรรมการ์ดเสียงบนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ทั้งที่ทำงานและใช้ส่วนตัวในบ้าน) ค่อนข้างจะอยู่นอกกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านนี้ไม่มีอะไรที่ถือเป็นการพลิกโฉมอย่างเห็นได้ชัด อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ฝังชิปเสียงที่ได้คุณภาพในระดับปานกลางจนถึงขั้นดีที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการ์ดแสดงผลเสียส่วนใหญ่ แม้มาถึงยุคของไฮเดฟฟินิชั่น (High-definition) ก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆที่ออกมาจึงเน้นด้านของภาพมากกว่าด้านเสียง เราจึงได้เห็นภาพยนตร์ไฮเดฟจำนวนมากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพด้านภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดอรรถรสด้านเสียง การออกการ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe ของค่ายอัสซุส จึงเป็นการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแท้จริง โดยอัสซุสวางตำแหน่งการ์ดรุ่นนี้เป็น Audio/Video Enhance Card คือ เป็นการ “เสริม” ประสิทธิภาพด้านเสียงและภาพ เหตุที่กล่าวว่า เป็นการ “เสริม” ก็เพราะว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีการ์ดแสดงผลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องเป็นการ์ดที่มีช่องต่อเอาต์พุทแบบ DVI/HDMI ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-97" title="ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/asus_xonar_hdav_1_3_deluxe-269x300.jpg" alt="ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe" width="269" height="300" />การเปิดตัวการ์ด Xonar HDAV 1.3 ของ ASUSTek ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะอัสซุสเองได้ชื่อว่า เป็นผู้นำการผลิตเมนบอร์ดของโลก ส่วนการผลิตการ์ดเสียงนั้น ตำแหน่งเป็นของรายอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อผู้อยู่ในตำแหน่งผู้นำจะมาชกข้ามเวที จะมาชกในระดับพินเวท หรือ ฟลายเวท ดูจะไม่สมศักดิ์ศรี จะชกทั้งทีขอชกข้ามรุ่นไปสู่เฮฟวี่เวทไปเลย<br />
ในช่วงหลายปีหลังนี้ อุตสาหกรรมการ์ดเสียงบนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ทั้งที่ทำงานและใช้ส่วนตัวในบ้าน) ค่อนข้างจะอยู่นอกกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านนี้ไม่มีอะไรที่ถือเป็นการพลิกโฉมอย่างเห็นได้ชัด อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ฝังชิปเสียงที่ได้คุณภาพในระดับปานกลางจนถึงขั้นดีที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการ์ดแสดงผลเสียส่วนใหญ่ แม้มาถึงยุคของไฮเดฟฟินิชั่น (High-definition) ก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆที่ออกมาจึงเน้นด้านของภาพมากกว่าด้านเสียง เราจึงได้เห็นภาพยนตร์ไฮเดฟจำนวนมากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพด้านภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดอรรถรสด้านเสียง</p>
<p><span id="more-96"></span></p>
<p>การออกการ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe ของค่ายอัสซุส จึงเป็นการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแท้จริง โดยอัสซุสวางตำแหน่งการ์ดรุ่นนี้เป็น Audio/Video Enhance Card คือ เป็นการ “เสริม” ประสิทธิภาพด้านเสียงและภาพ เหตุที่กล่าวว่า เป็นการ “เสริม” ก็เพราะว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีการ์ดแสดงผลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องเป็นการ์ดที่มีช่องต่อเอาต์พุทแบบ DVI/HDMI ด้วย สำหรับสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปก็ไม่ได้สูงมากนัก ที่สำคัญจะต้องมีช่องเสียบการ์ดแบบ PCI Express 1 ช่องสำหรับเสียบการ์ด HDAV ส่วนถ้าใช้เป็นรุ่น Deluxe ซึ่งจะมีการ์ดเสริม H6 DAC เพิ่มมาอีกหนึ่งการ์ด จึงต้องมีสล็อตหรือช่องเสียบแบบ PCI Express เป็นสองช่อง ส่วนพลังของซีพียูนั้น ก็แค่เพนเทียม4 1.4 GHz. หรือ AMD Athlong 1400 ก็พอ หน่วยความจำ 256 MB. หลักๆก็มีเพียงแค่นี้เอง<br />
การเติบโตของบลูเรย์ถือเป็นการก่อเกิดช่องว่างของ Home Theater PC (HTPC) กับผู้ที่เล่น Blu-ray Player อย่างแท้จริง เนื่องจากระดับการป้องกันของบลูเรย์ในส่วนของ Protected Audio Playback Systems (PAPS) และ full Advanced Access Content System (AACS) ซึ่งการที่จะให้ระบบเสียงและเนื้อหาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น จะต้องได้รับการรับรองจากทางบลูเรย์ มิเช่นนั้นแล้ว มีวิธีเดียวที่จะเล่นได้คือ เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องทำการ downsampling Blu-ray audio ลงมาเป็นระดับคุณภาพของ DVD ที่ 48K/16bit แต่ด้วยประสิทธิภาพของพลังประมวลผลของชิปเสียง AV200 ที่อัสซุสคิดค้น พร้อมกับร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ArcSoft ในการพัฒนาซอร์ฟแวร์ Total Media Theater จึงทำให้การ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe สามารถถอดรหัส (decode) ภาพยนตร์บลูเรย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้านเสียงโดยไม่มีการสูญเสียใดๆ เช่น Dolby® TrueHD and DTS-HD Master Audio™ ที่ 24bit, 96-192Khz  ในขณะที่หน่วยประมวลผลด้านภาพ  Splendid HD video processor ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน HDMI1.3a จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถส่งผลระบบเสียง 7.1 แชนแนลคุณภาพสูงสุด 192K linear pulse code modulation (LPCM) ผ่านทางช่องต่อ HDMI ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น ตัวชิปประมวลผลภาพตัวนี้ ยังทำให้ภาพมีความคมชัด ชอบภาพที่เรียบไม่เป็นหยัก ลดอาการเต้นของภาพลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพลังการประมวลผลของซีพียู<br />
นอกจากประสิทธิภาพด้านเสียงดิจิตอลแล้ว ส่วนหนึ่งที่นักฟังเพลงขาดเสียไม่ได้ก็คือ ระบบเสียงแบบอะนาล็อก ASUS Xonar HDAV 1.3 ก็ไม่ได้มองข้ามในส่วนนี้ไป เพราะในส่วนของการแปลงสัญญาณดิจิตอลสู่อะนาล็อก (24-bit DAC) นั้น ได้นำเอาชิป TI Burr-Brown PCM1796 (123dB SNR) ที่พวกเรารู้จักกันดีมาใช้ ชิป National Semiconductor LM4562 สำหรับออปแอมป์ และชิป Cirrus Logic CS5381, 120 dB SNR สำหรับการแปลงสัญญาณอะนาล็อกสู่ติจิตอล (24-bit ADC) แต่ปัญหาของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในภาคของเสียงนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาโลกแตกก็คือ คลื่นสัญญาณแม่เหล็กซึ่งมีอยู่มากมายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทางอัสซุสจึงได้ออกแบบวงจรการลงกราวน์ที่เรียกว่า HyperGrounding เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เหลือน้อยที่สุด จึงทำให้เสียงในระดับ 120 dB SNR มีความคลาดเคลื่อน (distort) ต่ำเหลือเพียง 0.0004% ในทั้ง 7 แชนแนล ซึ่งแตกต่างจากการ์ดเสียงทั่วไป ที่จะให้มาเฉพาะสองแชนแนลหน้าเท่านั้น<br />
ASUS Xonar HDAV 1.3 หากรุ่นที่ไม่มี Deluxe ต่อท้ายจะมีเพียงการ์ดหลัก HDAV ซึ่งเป็นการ์ดแบบฟูลไฮท์ ดังนั้น ใครที่ใช้เคสแบนแบบโลว์โปรไฟล์ต้องหาเคสใหม่ครับ ในด้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ของตัวการ์ดจะปิดด้วยแผ่นโลหะสีดำจึงมองไม่เห็นชิปบนการ์ด คงเหลือแต่ช่องต่อต่างๆ ในส่วนของด้านที่ติดยึดกับตัวเคสนั้น จะมีช่อง HDMI-in (ใช้สำหรับรับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล ช่อง HDMI-out ใช่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ที่สนับสนุน HDMI อื่นๆ เช่น จอมอนิเตอร์ ทีวี ช่อง S/PDIF out ใช้สำหรับต่อสายโคแอคเชียล และออปติคัล TOSLINK เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องทอดรหัสภายนอก เช่น เอวี รีซิฟเวอร์ ซึ่งจะส่งออกเสียงดิจิตอล เช่น PCM, Dolby Digital, DTS, WMA-Pro เป็นต้น ถัดลงมาสองช่องจะเป็นช่องต่อ RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าซ้ายและขวา และสุดท้ายคือช่อง Line-in (S/PDIF in) เพื่อนำมาต่อเข้ากับเครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี ซินติไทเซอร์ เป็นต้น<br />
ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นั้น จะมีการ์ด H6 DAC Extension board เพิ่มมาอีก 1 แผง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการ์ดหลัก เมื่อติดตั้งแล้วจะต้องนำมาสายแพร์เชื่อมต่อทั้งสองการ์ดเพื่อทำงานกลมกลืนเป็นหน่วยเดียวกัน สำหรับช่องต่อบนการ์ดขยายนี้จะมีช่องต่อ RCA ทั้งหมด 6 ช่อง โดยจะเป็นช่องสำหรับลำโพงเซอร์ราวด์ข้างขวา ลำโพงเซอร์ราวด์ข้างซ้าย ลำโพงเซ็นเตอร์ ซับวูฟเฟอร์ ลำโพงเซอร์ราวด์หลังขวา ลำโพงเซอร์ราวด์หลังซ้าย โดยช่องต่อทั้งหมดจะมีการชุบทองแลดูแน่นหนา ให้ความรู้สึกของคุณภาพระดับไฮเอ็นด์ หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการชุบทองเพื่อให้สัญญาณผ่านไปได้อย่างดี และสะอาด<br />
Wave Test<br />
การทดสอบ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นี้ ได้แยกทำการทดสอบทั้งระบบเสียงดิจิตอล และอะนาล็อก ในส่วนของระบบเสียงดิจิตอลนั้น การให้ได้ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมของซาวด์การ์ดชุดนี้ ควรจะใช้กับลำโพงแบบ Active Speaker และ Active Subwoofer เพื่อให้พลังเสียงแต่ละแชนแนลสามารถสำแดงฤทธิ์ได้อย่างเต็มสตรีมของมัน แต่เนื่องจากลำโพงแบบ Active Speaker ในบ้านเราคงหาทำยาค่อนข้างยาก ครั้นจะขอยืมของเพื่อนฝูงในห้องบันทึกเสียงก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้น จึงมีอยู่วิธีเดียวก็คือ การต่อสายดิจิตอล(สายโคแอคเชียล หรือ HDMI) จาก Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้าสู่เอวีรีซิฟเวอร์ ซึ่งแน่นนอนว่า เครื่องเอวีรีซิฟเวอร์ของเราจะต้องซัพพอร์ต HDMI และ HD-audio จากการทดสอบภาพยนตร์เรื่อง The Pianist ซึ่งเคยชมฉบับดีวีดีธรรมดาเมื่อหลายปีก่อน ก็เปลี่ยนมาเป็นฉบับบลูเรย์ ในฉากของการที่ทหารเยอรมันนาซียิงถล่มใส่อพาร์ตเมนต์ที่พระเอกอยู่นั้น บรรยากาศเสียงรอบข้างเหมือนกับเราอยู่ในสถานที่จริงอย่างไรอย่างนั้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Dark Knight ที่ผมชอบมากที่สุดก็ตอนเจ้ามนุษย์ค้างคาวเหาะเหินบนท้องฟ้า เสียงกระพือปีกนั้นมันฟังดูเหมือนปีกของเราเอง หรือถ้าจะอินหน่อยก็เหมือนกับตัวเองคือเจ้ามนุษย์ค้างคาวที่กำลังเหาะอยู่ นี่คือสิ่งที่จะได้จากการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ที่รีดเอาคุณภาพของบลูเรย์ได้ออกมาอย่างเต็มๆทุกหยด ไม่ต้อง down sampling เหมือนก่อนอีกต่อไป<br />
จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นเกี่ยวกับภาค DAC ของการ์ดตัวนี้ที่ทางอัสซุสให้ความสำคัญไม่แพ้ในภาคของดิจิตอล หากไม่ได้ทดสอบก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เข้าตั้งใจทำน้อยไปหน่อย ก็เลยจัดแจงขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ไปห้องฟังเพลง แล้วต่อสายสัญญาณอะนาล็อก (QED Silver Spiral) จากช่อง RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าบนการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้ากับพาวเวอร์แอมป์หลอดสูญกาศโดยตรง โดยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นทั้งซีดีเพลเยอร์ และปรีแอมปรีไฟเออร์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของการลองใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นเพลงนั้น ผมไม่เคยประทับใจเลย เนื่องจากเสียงที่ได้ค่อนข้างคมแข็ง มีสากเสี้ยนแทงหูจนตอนหลังไม่เคยคิดที่จะนำมาใช้อีก<br />
แต่กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้ทำให้ผมต้องเปลี่ยนทัศนะใหม่ เสียงที่ได้นั้นพูดได้อย่างไม่กระดากปากเลยว่า คุณภาพระดับเครื่องเสียงแบบ Solid State ชั้นดีก็คงไม่เป็นการอวดอ้างเกินจริง จากแผ่นของ Jennerfer Warnes ในชุด Famous Blue Raincoat – 20th Anniversary Edtion ที่ให้ความรู้สึกด้านของเวทีเสียงที่ค่อนข้างลึก ตำแหน่งคำเป่าแซกโซโฟนที่อยู่ลึกเข้าไปหลังกำแพง ส่วนเสียงกลองนั้น แรงปะทะดีมาก จนทำให้แอมป์หลอดของผมที่มีกำลังเพียง 8 วัตต์ดูเหมือนจะกะปรี้กะเปร่าจากเดิมขึ้นเยอะ ถัดจากนั้นก็มาลองแผ่นของ Enya ในชุด And Winter Came ในเพลงชื่อเดียวกันอัลบั้ม ความรู้สึกของลมหนาวจากเสียงเพลงที่ขับออกมาช่วยให้บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวรอบตัวลงไปได้แยะทีเดียว และที่สำคัญในส่วนของเสียงร้องที่ออกเสียง sh, t, s ที่ความเป็นธรรมชาติจนออกจะหวั่นๆว่า นั่งกลางเวทีเสียงเกินไป น้ำลายกระกระเซ็นใส่หรือเปล่า<br />
เมื่อเห็นแววเช่นนี้แล้ว ไม่รอช้า ขอขุดเอาแผ่นนางนากซึ่งใครๆว่าเป็นแผ่นที่หิน เครื่องเสียงพลังไม่ดีพอขับไม่ได้เต็มทุกย่านเสียง เพราะมีทั้งเสียงที่แผ่วเบาจนถึงเสียงกลองรัวที่กระแทกกระทั้น จากที่เคยเล่นกับเครื่องเสียงชุดเดิม พลังน้อยเกินเลยไม่มี impact เลยยังไม่เคยได้ฟังอย่างสนุกเต็มๆสักที พอใช้กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ทั้งเสียงกองดังกัมปนาท และเสียงแผ่วโหยหวน ทำให้ผมต้องมนต์สะกดอยู่กับที่จนจบท่อนของนางนากทั้งหมด ถึงได้ลุกจะโซฟาเพื่อเปลี่ยนแผ่นทดสอบอื่นๆต่อไป (น่าเสียงดายที่ผลงานอย่างนางนากที่ทำได้ดีมากๆ กลับหาซื้อยาก และก็ไม่ทราบยอดขายเพียงพอที่จะเป็นกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์งานทำต่อหรือไม่)<br />
เห็นฤทธิ์เดชของ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ขนาดนี้แล้ว น่าจะถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ชื่นชอบไฮเดฟ ที่ต่อไปนี้จะได้รับประสิทธิภาพของบลูเรย์เต็มหยดทุกเม็ด ไม่ต้องรอไฟล์แปลงที่ได้ความละเอียดของภาพ แต่กลับถูกลดทอนด้านของเสียง หรือไม่หากเล่นจากแผ่นบลูเลย์โดยตรง ก็ต้อง down sampling ทั้งภาพทั้งเสียงลง จึงเหมือนกับจ่ายเงินซื้อของแล้วไม่ได้เต็มคุณค่า แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากสำหรับผู้ที่นำการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ไปใช้งานก็คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ขอให้เน้นเฉพาะตัวที่มีคุณภาพเกรดเอเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือตัวพาวเวอร์ซัพพลาย เพราะจะเป็นทั้งแหล่งกระจายคลื่นแม่เหล็ก และเสียงรบกวนอันน่ารำคาญ ถึงแม้ว่าทางอัสซุสจะออกแบบวงจร HyperGrounding มาเพื่อลดทอนการรบกวนของคลื่น EMI แล้วก็ตาม แต่มากน้อยมักก็ยังคงมีเข้าไปรบกวนได้บ้าง อย่าให้สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาลดทอนคุณภาพเสียงและความสุขของคุณเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

