<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; Full HD</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/full-hd/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ViVO Cool! – The Cool Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 13:30:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD1073DD+]]></category>
		<category><![CDATA[ViVO Cool]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-471" title="ViVO Cool" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool-300x225.jpg" alt="" width="270" height="203" /></a>ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo</p>
<p><span id="more-470"></span><br />
หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความเงียบสงัด ไม่มีเสียงรบกวนใดๆทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์เลย</p>
<p>ในด้านของชิปประมวลผลของ ViVO Cool! ยังคงเป็นรุ่น RTD1073DD+ ของ Realtek แต่เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ เราจึงสามารถเล่นไฟล์จากสื่ออื่นนอกจากฮาร์ดดิสก์ เช่น จากเครื่องเล่นดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ ที่ต่อกับช่องยูเอสบี และพวก SD Card ดังนั้น ตัวViVO Cool! จึงติดตั้งช่องอ่าน SD Card มาด้วย พร้อมกับช่องต่อยูเอสบี 2 ช่อง และช่องต่อ eSATA สำหรับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ต่อภายนอก 1 ช่อง เนื่องจากตัวเครื่องจะไม่มีพื้นที่ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ภายในตัวเครื่อง จึงต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ภายนอกอย่างเดียว</p>
<p>ช่องต่อสายสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาทั้งแบบ HDMI, Component, Composite, Optical, Ethernet (LAN) ให้เลือกใช้ตามประสงค์ ที่จะขาดหายไปก็คือช่องต่อสายโคแอคเชียล (Coaxial) นอกจากช่อง Ethernet สำหรับต่อ LAN แบบมีสายแล้ว เรายังสามารถใช้ไวเลสแลนได้ด้วยโดยเสียบ Wireless LAN Adapter เข้าช่องยูเอสบี</p>
<p><strong>Cool Interface! </strong><br />
หน้าตาเมนูต่างๆของ ViVO Cool! จะแตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่เคยทดสอบมา โดยรุ่นนี้จะออกโทนน้ำตาลทอง จัดหมวดหมู่เมนูเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือภาษาไทยมีความสวยงามและวางอักขระถูกต้อง การตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงนั้น ตัวเครื่องสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะแจ้งชื่อยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต่อเข้าทางยูเอสบี (ในกรณีที่เป็นยี่ห้อชั้นนำอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Seagate, WDC, Kingston, Samsung เป็นต้น) การจัดการไฟล์ต่างๆในสื่อบันทึกก็ทำได้ง่ายด้วยการวางรูปแบบ user interface ที่ไม่สับสน เราจึงสามารถก็อปปี้ไฟล์ไปมา หรือลบไฟล์ทิ้งได้เพียงกดรีโมท</p>
<p>สำหรับตัวรีโมทนั้น ต้องขอชมเชยในด้านการออกแบบ นอกจากขนาดและปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะและใช้งานสะดวกแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ความไวในการรับส่งสัญญาณระหว่างตัวรีโมทกับตัวเครื่อง ซึ่งฟิลลิ่งในการกดไม่แตกต่างจากรีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างทีวีหรือเครื่องเล่นดีวีดีเลย เพราะเราไม่จำเป็นต้องจ่อรีโมทยิงตรงๆ โดยตัว ViVO Cool! มีมุมรับสัญญาณที่กว้าง จนแทบจะเรียกได้ว่า แค่หยิบรีโมทมากดก็สั่งงานได้ถูกต้องไม่พลาด</p>
<p><strong>Cool Performance!</strong><br />
หลังจากที่ต่อสาย HDMI และตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย ก็ได้เวลาของป๊อบคอร์น เออ..ชมภาพยนตร์กันแล้ว ขอเริ่มจากภาพยนตร์แนวแอคชั่น Terminator Salvation ในฟอร์แมต mkv 1080p พร้อมระบบเสียง DTS 5.1 เพราะจะได้ทดสอบทั้งภาพและเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีฉากแสงสลัวค่อนข้างมาก ด้วยความละเอียดที่ RTL1073 สามารถถ่ายทอดออกมานั้น รายละเอียดต่างๆในฉากมืดเหล่านี้จึงสามารถมองเห็นได้ค่อนข้องดี ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบนใบหน้า หรือสิ่งต่างๆที่อยู่ในฉากหลัง ด้วยความละเอียดของการไล่เฉดสีและความสว่าง จึงไม่ทำให้จมกองเป็นส่วนเดียวกันหมด</p>
<p>สำหรับรายละเอียดในฉากสว่างและแสงปรกติภายในอาคารนั้น จะพิสูจน์ได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Summer Palace” ที่ทาง CCTV ของจีนสร้างขึ้นในระดับไฮเดฟ ในฉากสว่างนั้น ดอกบัวในสระน้ำจะเห็นรายละเอียดของกลีบบัวทีมีความเป็นสีชมพูสดเหมือนธรรมชาติ เมื่อย้อนแสงแล้วจะให้ความใสจนมองเห็นใยกลีบลึกลงไปถึงท่อน้ำเลี้ยง เมื่อเข้าไปสู่ในท้องพระโรง เราคงนึกภาพออกว่า โดยปรกติพระราชวังของจีนจะมีสีสันที่ฉูดฉาด หลากหลายสีปะปนกัน และจะมีรูปแกะสลับบนเสา ภาพเขียนบนเพดาน แม้จะบอกว่าด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทำจึงทำให้เก็บรายละเอียดทุกสีทุกรายละเอียดได้อย่างดีก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การถ่ายทอดออกมาทางจอโทรทัศน์นั้น ถ้าหากขาดเสียอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงพอแล้ว ย่อมไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เวลาผมดูสารคดีเครื่องนี้ผ่าน ViVO Cool! แล้ว ทำให้มีความรู้สึกถึงกำลังดูภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาแบบ 3D เพราะความละเอียดและความชัดลึกนั่นเอง</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น สามารถถ่ายทอดออกมาได้กระหึ่ม ได้บรรยากาศสมจริงดีมาก โดยตัวเครื่องแล้ว สามารถถ่ายทอดระบบเสียง DD, DTS, TrueHD ได้ เวลาชมภาพยนตร์แอคชั่นอย่าง Terminator, Iron Man, JI Joe, Transformer สามารถเก็บเกี่ยวความมัน ความสนุกได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์อยู่นั้น หากต้องการเปลี่ยนเสียง คำบรรยาย ก็สามารถกดปุ่ม Menu บนรีโมทเลือกเปลี่ยนได้เลย โดยไม่ต้องอารมณ์เสียกับจอมืดหรือสะดุดในระหว่างเปลี่ยน ส่วนใครที่มีภาพยนตร์ “ลับ” เป็นการส่วนตัว ก็สามารถเข้ารหัสโฟล์เดอร์ที่เก็บได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาของแจมดูด้วย</p>
<p><strong>Cool Media Center!</strong><br />
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอชมสำหรับผลิตภัณฑ์ของ ViVO ก็คือ การให้ความสำคัญกับข่าวสารภาษาไทย ซึ่งเป็นเช่นนี้ตั้งแต่รุ่น Cute ที่ได้ทดสอบก่อนหน้านั้นแล้ว ตัว ViVO Cool! นี้ก็เช่นกัน เราสามารถเข้าไปดูข่าวภาษาไทย/อังกฤษจากสื่อไทยชั้นนำผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไทยรัฐ มติชน กรุงเทพธุรกิจ Nation, Bangkok Post และอื่นๆอีกมากมายจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว และผมลองเข้าไปดูแต่ละสื่อ ก็มีตั้งข่าวสดๆร้อน บทวิเคราะห์ ข่าวที่ผ่านมาวันสองวันแล้ว ส่วนใครอยากฟังเพลงจากเน็ต ก็มีวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งไทยและเทศให้ได้รับฟังกันเป็นร้อยๆสถานี นอกเหนือจากนี้ เว็บยอดนิยมอย่าง YouTube, Picasa, Flickr, Weather เหล่านี้ยังอยู่ครบ</p>
<p>ในด้านการต่อเน็ตนั้น นอกจากแลนมีสายแล้ว ยังสามารถต่อแบบไร้สารได้โดยเสียบตัวอะแดปเตอร์เข้าช่องยูเอสบี แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถนำเอาอะแดปเตอร์ไร้สายยี่ห้ออื่นๆมาเสียบใช้ได้ เพราะตัวที่ทดลองนั้นจะเป็นตัวที่ใช้ชิปเซ็ตของ RTL8191S ซึ่งมาจากค่าย Realtek เหมือนกัน ผมเข้าใจว่าทางเรียลเทคคงติดตั้งไดร์ฟเวอร์ฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์แล้ว ส่วนยี่ห้ออื่นๆนั้น เนื่องจากร้อยพ่อพันแม่ จึงไม่อาจที่จะนำเอาไดร์ฟเวอร์ของทุกยี่ห้อมาบรรจุใส่ในเฟิร์มแวร์ เพราะพื้นที่หน่วยความจำมีจำกัด อีกอย่างเฟิร์มแวร์ยิ่งใหญ่ ยิ่งซับซ้อน โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูง ดังนั้น ถ้าหากไม่อยากลากสายแลนจริงๆ ก็คงต้องซื้อตัวอะแดปเตอร์จากตัวแทนจำหน่าย</p>
<p><strong>That’s Cool!</strong><br />
สำหรับเครื่องเล่นไฮเดฟในระดับราคาต่ำกว่าหกพันบาทนั้น ViVO Cool! อาจไม่ได้กินขาดในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือคู่แข่ง เนื่องด้วยฐานตัวชิปเซ็ตเดียวกัน แต่มูลค่าเพิ่มที่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจากสื่อไทยค่ายต่างๆ การออกแบบที่สวยงามลงตัว และรีโมทคอนโทรลที่เป็น“รีโมทจริงๆ” คือมีความไวและรับสัญญาณได้ในมุมกว้าง และสุดท้ายคือการรับประกัน 2 ปี และเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ในช่วงหกเดือนแรกจากตัวแทนจำหน่าย ผมคงกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจาก That’s Cool!<br />
<strong><br />
Specifications:</strong><br />
<em>Video </em><br />
Chipset    Realtek RT1073DD+ RAM 128 MB.<br />
Video Resolution    1080p<br />
Video Codec Support    MPEG-1, HD MPEG-2, HD-MPEG-4 SP/ASP/AVC (H.264), WMV9, RM/RMVB)<br />
Content Formats    *AVI/MKV/TS/TP/TRP/M2TS/MPG/MP4/MOV/M4V/VOB/ISO/IFO/DAT/<br />
WMV/ASF/RM/RMVB/FLV<br />
*MP3/OGG/WMA/WAV/AAC/FLAC<br />
*HD JPEG/BMP/GIF/TIF/PNG</p>
<p><em>Subtitle</em><br />
Subtitle Format    SRT, SMI, SSA, ASS, IDX./SUB, SUB</p>
<p><em>Audio </em><br />
Audio Codec    MP2/3M IGG Vi\orbis, WMA, PCM, LPCM, MS-ADPCM, LC-AAC, HE-AAC, COOK, RA-Lossless</p>
<p><em>Connectivity </em><br />
HDMI Out    1<br />
HDMI CEC    No<br />
Optical Out    1<br />
Coaxial Out    No<br />
Analog Audio Out    2 Ch<br />
Extra Input    USBx2 , eSATAx1 , SD-Cardx1</p>
<p><em>Internet &amp; Network </em><br />
Internet Service    Yes<br />
LAN    1<br />
Wireless     Yes<br />
<strong><br />
Distributor</strong>: Digital Pro Co., Ltd. Tel: 02-863-1458 08-0306-4441<br />
<strong>Price: 5,500.-baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BenQ W1000 Full-HD Video Projector</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 05:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ W1000]]></category>
		<category><![CDATA[DLP projector]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Projector]]></category>
		<category><![CDATA[โปรเจคเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=414</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป (คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-417" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ w1000" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000-300x191.jpg" alt="BenQ W1000 Full-HD Video Projector" width="270" height="172" /></a>ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว</p>
<p>แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป</p>
<p><span id="more-414"></span></p>
<p>(คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ จะเกิด Rainbow Effect ได้ง่าย โดยเฉพาะเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ประเภท DLP  ซึ่งทาง BenQ ก็แก้ไข้ด้วยการจัด Color Wheel ให้มีจำนวนเซ็กเมนต์เพิ่มขึ้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-418" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ W1000 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3-300x199.jpg" alt="BenQ W1000 connectors" width="270" height="179" /></a>อย่างที่บอกข้างต้นว่า BenQ คงต้องการให้โปรเจ๊กเตอร์รุ่นนี้สำหรับใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ช่องอินพุทต่างๆ จึงให้มาครอบคลุมแทบทุกประเภท คือ HDMI 2 ช่อง นอกนั้นยังมีช่อง S-Video, Component, Composite, USB (แต่ไม่สามารถนำกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอมาต่อเล่นผ่านช่องนี้ได้โดยตรง) และแถมยังบิลต์อินลำโพงกำลังขับ 3 วัตต์มาด้วย นอกจากนั้น ยังมีช่อง Audio-in เพื่อนำเสียงจากแหล่งอื่นเข้าและ RCA ซ้าย-ขวาสำหรับต่อลำโพงแบบสองแชนแนล จึงเห็นได้ว่า โครงสร้างเช่นนี้น่าจะเหมาะกับการใช้งานทุกที่ทุกเวลา</p>
<p>ด้านการควบคุมการทำงานนั้น BenQ ได้วางแผงควบคุมไว้ด้านบนเครื่องโดยออกแบบมาให้แต่ละปุ่มอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับการใช้งาน เข้าใจง่าย ดังนั้น เราจึงสามารถเซ็ตเครื่องและปรับค่าต่างๆทุกอย่างจากแผงควบคุมนี้ได้โดยตรง หรือไม่ก็ควบคุมจากตัวรีโมทคอนโทรล ซึ่งก็ออกแบบให้จับกระชับ และวางตำแหน่งปุ่มต่างๆตามความถี่ในการใช้งาน ปุ่มยางของตัวรีโมทจะเป็นแบบเรืองแสง (backlit) สีแดง ทำให้สามารถใช้งานได้ในที่มืด แต่น่าเสียดายที่ใช้แสงสีแดง ทำให้อ่านตัวหนังสือบนปุ่มในที่มืดยากมาก แต่การยิงสัญญาณจากตัวรีโมทนั้น มีความแม่นยำและให้รัศมีการควบคุมในระยะที่ค่อนข้างดี คือ อยู่ห่างสัก 10 ฟุต 10 กว่าฟุตถือว่าควบคุมได้สบายมาก</p>
<p>เลนซ์ของ BenQ W1000 สามารถปรับขยาย (Zoom) แบบแมนวลได้ในอัตรา 1.2: 1 ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานทั่วไปสำหรับโปรเจ๊กเตอร์ DLP โดยสามารถฉายภาพใหญ่สุด 100 นิ้วในสัดส่วน 16:9 เนื่องจากโครงสร้างที่ออกแบบมาให้ใช้ได้กับการวางบนโต๊ะหรือติดเพดาน โดยใต้เครื่องจะมีขาปรับระดับซ่อนอยู่ เพื่อให้ปรับระดับการฉายเงยสูงขึ้น ดังนั้น ในด้านของการปรับมุมของเลนซ์ (Lens Shift) จึงมีความสำคัญมากเมื่อนำไปติดตั้งในสถานที่ที่แตกต่างกัน ระยะชดเชยในการปรับมุมของเลนส์ของ BenQ W1000 ค่อนข้างกว้าง ดังนั้น การติดตั้งบนเพดานสูงต่ำจึงไม่ใช่ข้อจำกัดแต่อย่างใด เพราะไม่นั้น ใครที่มีเพดานต่ำ การฉายบนจอขนาด 100 นิ้วนั้น คงต้องปวดหัวน่าดู</p>
<p>BenQ W1000 รุ่นนี้ถือเป็นโปรเจ๊กเตอร์ Full-HD ในระดับเริ่มต้น (Entry Level) การเซ็ตอัพต่างๆนั้นค่อนข้างง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก เมนูต่างๆจัดวางตามหมวดหมู่การใช้งาน สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาต่างๆได้ (น่าเสียดายที่ไม่มีภาษาไทย) แต่เนื่องจากเครื่องที่รับมาทดสอบนี้ ดูจากลักษณะการหีบห่อน่าจะผ่านการใช้งานมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าไปปรับค่าอะไรในเบื้องต้น เมื่อต่อสายสัญญาณ HDMI เรียบร้อย พอเปิดเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ก็จะตรวจสอบแหล่ง (Source) ที่มาของคอนเทนต์โดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีที่ต่อเชื่อมไว้หลายๆอย่าง ก็สามารถกดปุ่มเลือกบนรีโมท หรือบนแผงควบคุมตัวเครื่องได้โดยตรง</p>
<p>ผมขอเริ่มต้นทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Avatar ฉากสีฟ้าที่ปรากฏมีความสดใส ความสว่างและให้รายละเอียดดีมาก เมฆหมอกที่ลอยล่องมีความนุ่มและดูมีมิติดีมาก สีสันที่มีความสดอิ่มอย่างพวกดอกไม้ยักษ์ ผมลองเข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าในเมนู ปรากฏว่าตั้งไว้ที่ Standard mode ผมลองปรับไปที่ Movie mode ระดับความสว่างจะลดลงอีกระดับหนึ่ง สีสันมีความเข้มยิ่งขึ้น โหมดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชมภาพยนตร์ในห้องที่ควบคุมแสงให้มืดสนิท ส่วน Standard mode จะเหมาะอย่างมากสำหรับนั่งชมในห้องนั่งรถที่อาจมีแสงสลัวเล็ดลอดเข้ามาบ้าง</p>
<p>ในภาพยนตร์ The Lord of the Ring ซึ่งเป็นแผ่นดีวีดีธรรมดา แต่การให้สีสันก็ยังคงอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก สีผิวมีความเป็นธรรมชาติมาก ในขณะที่สีขาวก็ข่าวสะอาด ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวละคร Gandalf ที่มีหนวดเคราสีขาวในชุดสีขาว ขาวที่สะอาดนั้น ยังคงสามารถแยกแยะดีเทลส่วนเล็กส่วนน้อยบนใบหน้าได้ดีมาก โดยที่สีผิวไม่ดูเวอร์แต่คงเป็นสีผิวที่แลดูเป็นธรรมชาติมาก แต่สีเหล่านี้จะเริ่มคลาดเคลื่อนโดยออกอมเขียวขึ้นมาเมื่อปรับไปที่ Dynamic mode แต่ความสว่างจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับลดคอนทราสลง ดังนั้น รายละเอียดเล็กๆน้อยอาจขาดหายไป โหมดนี้จึงน่าจะเหมาะกับงานพรีเซนต์ทางธุรกิจ หรือใช้กับสถานที่ค่อนข้างสว่างอย่างสวนอาหาร เป็นต้น</p>
<p>การทดสอบใช้ฟังก์ชั่น BrilliantColor ซึงจะทำให้เพิ่มระดับของสีสันนั้น จากการทดสอบนั้นพบว่า ฟังก์ชั่นนี้เหมาะที่จะใช้งานในบางสภาพของห้องมากกว่า เช่นในกรณีที่ชมภาพยนตร์ในห้องที่มีแสงรอบๆห้อง (ambient) เล็ดลอดเข้ามาซึ่งไม่มืดสนิทจะช่วยให้สีสันด้วยอิ่มเข้มยิ่งขึ้น หรือในอีกกรณีหนึ่งเมื่อฉายบนจอขนาดใหญ่ แต่ถ้าจอขนาดไม่ใหญ่นัก หรือดูในห้องที่มืดสนิท หรือค่อนข้างสว่างแล้ว ขอแนะนำให้ปิดฟังก์ชั่นนี้ ก็จะได้สีสันที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ในด้านของสีดำและเฉดสีเทานั้น BenQ W1000 ยังคงให้รายละเอียดในฉากมืดได้ค่อนข้างดี แต่ความเข้มของสีดำไม่ถือว่าดำเข้มสนิท ซึ่งในกรณีนื้จะสังเกตเห็นในชัดเมื่ออยู่ในห้องที่มืดสนิท แต่กรณีที่เป็นห้องนั่งเล่นที่พอมีแสงบ้าง อาจจะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมจนอาจแยกแยะได้ไม่ชัดเจนนัก</p>
<p>BenQ W1000 แม้จะเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับระดับเริ่มต้น แต่คุณภาพนั้นน่าจะชกข้ามรุ่นได้อย่างสบาย เพราะภาพที่ปรากฏบนจอมีลักษณะเหมือนกับภาพยนตร์โรงภาพยนตร์มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความคมชัด การให้รายละเอียด สีสันที่สมจริงเป็นธรรมชาติและขาวสะอาด ที่สำคัญคือ ด้วยระดับราคาไลท์เวท แต่ให้คุณภาพระดับเฮฟวี่เวท พร้อมด้วยหลอดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 3000 ชั่วโมง จึงเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับผู้นิยมไฮเดฟที่น่าใช้มากตัวหนึ่ง</p>
<p>จุดแข็ง: ราคาไม่แพง คุณภาพเกินราคา ใช้งานง่าย</p>
<p>ข้อสังเกต: รีโมทคอนโทรลที่ใช้แสง backlit สีแดง ทำให้อ่านได้ยากมาก</p>
<p><strong>BenQ W1000 DLP Projector Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>General</strong></td>
<td width="24%"><strong>Aspect Ratio</strong></td>
<td width="52%">16:9 (Native) 4:3</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Brightness (ANSI Lumens)</strong></td>
<td width="52%">2000 ANSI Lumens</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Contrast Ratio</strong></td>
<td width="52%">3000:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Display Type</strong></td>
<td width="52%">DLP</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Resolution (Native / Max)</strong></td>
<td width="52%">HD (1920 x 1080)<br />
WUXGA (1900 x 1200)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Video Compatibility</strong></td>
<td width="52%">NTSC, PAL, SECAM, HDTV (480i,   480p, 576i, 576p, 720p, 1080i, 1080p)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Number of Colors</strong></td>
<td width="52%">1.07 Billion Colors</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="2" width="21%"><strong>Size</strong></td>
<td width="24%"><strong>Dimensions (WxHxD)</strong></td>
<td width="52%">12.8in. x 3.7in. x 10.0in.<br />
(32.51cm x 9.4cm x 25.4cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Weight</strong></td>
<td width="52%">7.5 lbs. (3.4 kg)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Connectivity</strong></td>
<td width="24%"><strong>Inputs</strong></td>
<td width="52%">2 x HDMI<br />
1 x RGB D-Sub 15pin<br />
1 x Composite<br />
1 x S-Video<br />
1 x Component<br />
2 x RCA Audio<br />
1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Outputs</strong></td>
<td width="52%">1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audio</strong></td>
<td width="52%">1 x 3W Mono Speakers</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Control</strong></td>
<td width="52%">1 x RS-232<br />
1 x USB Type B</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="3" width="21%"><strong>Operation</strong></td>
<td width="24%"><strong>Power Supply</strong></td>
<td width="52%">100 ~ 240 V / 50 ~ 60 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Power Consumption</strong></td>
<td width="52%">230W (Normal)<br />
1W (Standby)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audible Noise</strong></td>
<td width="52%">29 dB (Normal)<br />
27 dB (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>Projection Lens</strong></td>
<td width="24%"><strong>Lamp Type</strong></td>
<td width="52%">180W</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Lamp Life</strong></td>
<td width="52%">3000 hrs (Normal)<br />
4000 hrs (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Mode</strong></td>
<td width="52%">Front, Rear, Ceiling</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Screen Size   (Diagonal)</strong></td>
<td width="52%">24in. ~ 300in. (60.96cm ~   762cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Throw Ratio</strong></td>
<td width="52%">1.59 ~ 1.9:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Optical Zoom</strong></td>
<td width="52%">1.2:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Vertical Keystone Correction</strong></td>
<td width="52%">+/- 20 Degrees</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Other</strong></td>
<td width="24%"><strong>H-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">31 ~ 90 kHz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>V-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">50 ~ 85 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Menu Languages</strong></td>
<td width="52%">English, French, German,   Italian, Spanish, Russian, Traditional Chinese, Simplified Chinese, Japanese,   Korean, Swedish, Dutch, Turkish, Czech, Portuguese, Thai, Polish</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Features</strong></td>
<td width="52%">3D Color Management<br />
OSRAM&#8217;s Unishape Technology</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: BenQ (Thailand) Co., Ltd.</p>
<p>Price: n/a</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 05:55:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[47LE8500]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Full LED]]></category>
		<category><![CDATA[LG Infinia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-386" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="LG 47LE8500" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg" alt="LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV" width="185" height="273" /></a>ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D</p>
<p>ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ การนำเอาหลอด LED (light-emitting diodes) มาติดด้านหลัง แทนที่จะใช้เพียงหลอดฟลูออเรสเซนต์ (CCLF) เหมือนทีวี LCD ธรรมดา ผลที่ได้จึงทำให้มีความสว่างมากขึ้น สีสันสมจริงขึ้น และที่สำคัญสีดำมีความดำเข้มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลให้ความคมชัดของภาพโดยรวมดีขึ้น แต่เนื่องจากความเป็น LCD ก็ยังคงเป็น LCD แม้ว่า LED จะช่วยเสริมหรือลบจุดอ่อนต่างๆของ LCD ที่เคยมีเมื่อเทียบกับพลาสมา แต่จุดอ่อนที่ยังคงอยู่คือ ความคมชัดของภาพยังคงต้องนั่งดูในจุด “Sweet Spot” ถึงได้ภาพทีดีที่สุด และการนำหลอด LED มาใช้นั้น มักจะก่อนให้เกิด “แสงฟุ้ง” หรือ “Blooming Effect” โดยเฉพาะในจุดที่สว่างตัดกับแบคกราวด์มืด เพียงแต่เอฟเฟคนี้จะมากหรือน้อยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการผลิต</p>
<p><span id="more-385"></span><br />
ทีวี LED ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Edge-lit LED หรือติดตั้งหลอด LED เฉพาะที่ขอบจอทั้งสี่ด้าน แล้วส่องแสงเข้าไปตรงกลางจอ ซึ่งแน่นอนว่า วิธีนี้จะสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มากและที่สำคัญเหมาะกับทีวีที่ต้องการความบางเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประเภทที่ติดหลอด LED เต็มแผงหลัง หรือ Full-array นั้น จะต้องใช้หลอดจำนวนมาก เช่นจอที่ซัพพอร์ต Full-HD ที่มีความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซลก็ต้องติดหลอด LED ถึง 2.1 ดวง ดังนั้น ความสว่างและความเข้มของสีจึงมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งจอ และคุณภาพอาจสามารถเทียบได้กับจอพลาสม่าชั้นดีได้อย่างสบายๆ</p>
<p>LG 47LE8500 จึงเลือกที่จะติดตั้งหลอด LED แบบเต็มแผงหลัง แม้ว่าการติดเช่นนี้จะทำให้ตัวเครื่องไม่สามารถลดความบางลงจนถึงขนาดบางเฉียบบาดตาก็ตาม แต่ก็มีความหนาเพียง 1.4 นิ้วเท่านั้น และหน้าจอขนาด 47 นิ้วที่ปิดด้วยแผ่นกระจก Optical Poly Carbonate Resin ชิ้นเดียวทั้งแผ่นแบบไร้ขอบ จึงทำให้ดูสวยงามและสง่า ไม่ว่าจะมองดูจากมุมไหนก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้ LG 47LE8500 หนักเอาเรื่องเหมือนกัน แม้จะดูหุ่นอรชรแช่มช้อนก็ตาม</p>
<p>LG 47LE8500  ไม่เพียงแต่มากด้วยความสวยงามของภายนอกเท่านั้น สิ่งที่แสดงออกจากภายในตั้งแต่ก้าวแรกของการเปิดสวิตช์ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้ว ด้วยโลโกแบบกราฟฟิกเคลื่อนไหวที่ดูเนียนละเอียด ในขณะที่สวิตช์เปิด/ปิดบนขอบจอจะเป็นแบบสัมผัสเพียงแตะเบาๆก็ทำงานแล้ว การรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้นอาจไม่ได้สำแดงความสามารถที่เด่นชัดให้ได้เห็นนัก นอกจากความสว่างและความสดใสของสีใสที่พอจะสัมผัสได้ แต่สิ่งที่ต้องประหลาดใจสำหรับการชมภาพจาก LCD ดังที่ได้สาธยายข้างต้นก็คือ ต้องนั่งถูกตำแหน่ง แต่สำหรับ LG 47LE8500 ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนนักไม่ว่าคุณจะนั่งเฉียง สูงหรือต่ำกว่าจอก็ตาม ต้องยกนิ้วให้กับ LG ว่า ในจุดนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ</p>
<p>ส่วนการสำแดงศักยภาพในด้านความคมชัดและสีสันนั้น ในเบื้องต้นผมลงโหลดภาพถ่ายความละเอียดสูง อย่างภาพดอกไม้ที่ถ่ายย้อนแสง สีสันของกลีบดอกจะมีความสด สีสันที่เหมือนจริงสดสว่าง ท่อน้ำเลี้ยงบนกลีบดอกแถบจะมองเห็นการไหลของน้ำหวาน ส่วนในแง่ของฉากภาพยนตร์นั้น ในภาพยนตร์เรื่อง The Golden Compass ฉากในห้องโถงใหญ่ที่มีแต่แสงที่ส่องเขามาทางหน้าต่าง (Ambient Light) อย่างเดียว  ทำให้มองเห็นการไล่เฉดสีที่ดูแล้วมีความลึก มีมิติที่ดีมาก ในขณะที่ลำแสงที่สาดเข้ามานั้น ยังสามารถแยกแยะระดับความสว่างและรายละเอียดต่างๆทั้งในที่สว่าง จนถึงแสงสลัวโดยสามารถแยกแยะออกมาได้ดีมาก หรืออย่างในภาพยนตร์เรื่อง iRobot ที่บางฉากกล้องซูมใบหน้าของ Will Smith ที่มีหนวดเครากระหร็อมกระแหรมนั้น มันคมชัดจนเห็นรูขุมขน และรู้สึกถึงความคมของหนวดเครา โดยโหมดภาพที่ใช้จะเลือกโหมดมาตรฐานหรือสดใสเป็นหลัก ส่วนโหมดภาพยนตร์ดูจะมืดไปหน่อย สำหรับฉากเคลื่อนไหวเร็วๆนั้น เพื่อลดรอยหยักของขอบภาพ เราสามารถเลือกใช้ฟังก์ชั่น TruMotion ซึ่งเลือกได้สองระดับคือ Low กับ High และ Custom หรือเลือกปรับเอง ฟังก์ชั่นนี้จะช่วยให้การชมฉากแอคชั่นได้สมูธขึ้น</p>
<p>สำหรับความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว การชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง Ice Age III, Up, หรือ Kungfu Panda ดูจะได้อรรถรสเต็มๆในโหมด Full HD ด้วยความสว่างที่สม่ำเสมอทั่วจอและสีสันที่สดอิ่มเป็นธรรมชาติและดูใสโปร่ง ขนของตัวละครและดูนุ่มน่าสัมผัสดีจัง ส่วนการชมคอนเสิร์ตนั้น ผมทดสอบด้วยแผ่นคอนเสิร์ตของ Celline Dion ซึ่งมีการจัดแสงสีบนเวทีเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ Celline ค่อนข้างดีอยู่แล้ว การเปิดชมจาก LG 47LE8500 ยิ่งทำให้ Celline ดุเด่นยิ่งขึ้นจนเหมือนจะหลุดจอออกมา และสิ่งที่สังเกตคือ แผ่นกระจกที่ปิดหน้าจอที่นำมาใช้นั้น ก่อให้เกิดเงาสะท้อนน้อยมาก จึงช่วยลดความลำคาญแก่สายตาได้มาก</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ด้วยธรรมชาติของทีวีจอบางก็คงต้องยอมรับความบางของเสียงไปด้วย แต่ LG ก็ได้ให้ฟังก์ชั่น Infinite Sound เพื่อให้เราปรับระดับเสียงแหลมและเสียงเบสได้เอง ซึ่งก็พอทำให้เสียงมีทรวดทรงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยังไม่เป็นที่พอใจ สามารถที่จะต่อสายจาก Digital Output เพื่อส่งไปอินพุทยังเครื่องเสียงอย่างเอวีรีซีฟเวอร์ของเราได้ ส่วนนี้สำหรับคนที่ดูเคเบิลในบางช่องน่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ และถ้าต้องดูรายการทีวีในยามวิกาล เกรงจะไปรบกวนชาวบ้านเขาก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นให้เสียงออกทาง headphone ได้</p>
<p>ช่องต่อยูเอสบีนั้น LG 47LE8500 ไม่ได้จำกัดเพียงอุปกรณ์เล็กๆอย่างแฟลชไดร์ฟเพียงอย่างเดียว ผมนำเอา External Harddisk เสียบเข้าไป สามารถมองเห็นข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่ว่าไฟล์นั้นจะเซฟเป็นภาษาอะไรเท่าที่ทีวีสนับสนุนอ่านได้หมดอย่างถูกต้องครับ และที่น่าทึ่งคือ เราสามารถใช้โปรแกรม Media Player ของทีวีเล่นไฟล์ภาพยนตร์ ไฟล์เสียงและภาพได้เลย โดยเฉพาะด้านภาพายนตร์นั้น เท่าที่ลองก็จะมีไฟล์ตระกูล avi, mov และที่ไม่น่าเชื่อคือตระกูล mkv ก็สามารถเล่นได้เลยตามความละเอียดของภาพได้เลย ส่วนใครต้องการที่จะส่งหรือรับการสตรีมมิ่งแบบไร้สาย (Wireless Streaming) ก็เพียงซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจาก LG ก็สามารถใช้งานได้เลย</p>
<p>สุดท้าย ขอทดสอบฟังก์ชั่น Network โดยผมลากสายแลนต่อเข้าที่พอร์ตแลนด้านหลัง เนื่องจากเราต์เตอร์ของผมไม่ได้กำหนด IP ตายตัว จึงให้เครื่องทีวีเสิร์ตช์หา IP เองโดยอัตโนมัติ เพียงไม่กี่วินาทีก็เชื่อมต่อเรียบร้อย เราก็สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้แล้วโดยใช้ฟังก์ชั่น NestCast ในเมนูของทีวีจะมีเว็บไซต์ที่กำหนดให้ใช้งานได้คือ YouTube ถ้าเจอคลิปแบบ HD ก็จะดีมาก เพราะดูจะไม่แตกต่างจากคุณภาพของดีวีดีเลย เว็บ Picasa ซึ่งเป็นเว็บอัลบั้มภาพถ่ายที่คล้ายกับ flickr และอีกเว็บคือเว็บพยากรณ์อากาศ โดยเราสามารถกำหนดเมืองที่ต้องการดูได้ด้วยคีย์บอร์ดจำลอง สำหรับเมนูเว็บไซต์นั้น แต่ละโซนหรือแต่ละประเทศจะเซ็ตมาให้ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยก็ได้เพียงสามเว็บดังที่กล่าวมา จนกว่าทาง LG จะอัปเดททีหลัง ซึ่งเราก็สามารถอัปเดทผ่านเน็ตนี้ได้เลย โดยจะเลือกให้อัปเดทเป็นระยะๆ หรือกำหนดเองก็ได้ ถ้าใครที่ต่อสายแลนไว้เป็นประจำ ขอแนะนำให้เลือกแบบแรก สำหรับการสื่อสารไร้สายอีกแบบคือ Blue Tooth เพื่อซิงค์กับอุปกรณืที่มีบลูทูธอย่างโทรศัพท์มือถือ โดยค่าเริ่มต้นจากโรงงานจะตั้งไว้เป็น BlackBerry มาให้ และที่ไม่ลืมสำหรับครอบครัวคือ เกมสำหรับเด็กๆครับ ก็มีมาพร้อมกับทีวีเครื่องนี้</p>
<p>จุดเด่น: ความเข้มของสีดำเข้มลึกดีมาก สามารถไล่เฉดสีได้ละเอียด มีความชัดลึกและรายละเอียดของภาพสุดยอด สีสันถูกต้องตามธรรมชาติ สด สว่าง และสะอาด การชมจากด้านข้างยังคงให้คุณภาพของภาพได้ดีมาก การควบคุมการฟุ้งกระจายของแสง (Blooming Effect ) ทำได้ดีจนเกือบจะสมบูรณ์ และสุดท้ายคือการออกแบบที่สวยงามน่าใช้ ตลอดจนตัวรีโมทที่ครบทั้งฟังก์ชั่นและเป็นออกแบบตามหลัก Ergonomic ได้ดี</p>
<p>จุดด้อย: ไม่รองรับไว-ไฟ เว็บไซต์ที่ให้มาน้อยเกินไป น่าจะประสานงานร่วมมือกับเว็บไซต์หรือสำนักข่าวในประเทศก็คงจะได้ประโยชน์มากกว่านี้</p>
<p><strong>Specifications: </strong><strong> </strong></p>
<p>Display Type                                                                         LED-backlit</p>
<p>Screen Size                                                                            47&#8243;</p>
<p>Screen Size Diagonal                                                         47.0&#8243;</p>
<p>Full HD 1080                                                                        Yes</p>
<p>Native Display Resolution                                              1920 x 1080</p>
<p>ED-Resolution                                                                      1080p</p>
<p>Local Dimming                                                                     Yes</p>
<p>Dynamic Contrast Ratio                                                   9,000,000:1</p>
<p>Refresh Rate                                                                          240 Hz</p>
<p>Intelligent Sensor                                                               Yes</p>
<p>ENERGY STAR® Qualified                                              Yes</p>
<p>Response Time                                                                     1 ms</p>
<p>No. of HDMI Ports                                                              4</p>
<p>NetCast™ Entertainment Access (Broadband)      Yes</p>
<p>Wireless 1080p Ready*                                                   Yes (Wireless Kit Sold Separately)</p>
<p>Seamless Design                                                                  Yes</p>
<p>Pictures, Music and Video via USB 2.0                     Yes</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LG HT805PM &#8211; Full HD DVD Receiver System</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/lg-ht805pm/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/lg-ht805pm/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2010 04:54:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVD Receiver]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[LG]]></category>
		<category><![CDATA[LG HT805PM]]></category>
		<category><![CDATA[ดีวีดี รีซีฟเวอร์]]></category>
		<category><![CDATA[โฮมเธียเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=289</guid>
		<description><![CDATA[ชุดโฮมเธียเตอร์รุ่น HT805PM จาก LG มาพร้อมความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพการใช้งาน ส่วนเรื่องคุณภาพนั้น จะประทับใจกี่มากน้อยนั้น คงต้องพิสูจน์กัน โดยก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เรามาดูกันว่า ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพการใช้งานนั้นมันเป็นอย่างไร ภายในกล่องที่บรรจุชุดโฮมเธียเตอร์ LG HT805PM นั้น สิ่งแรกที่เห็นคือ กล่องสี่เหลี่ยมสีดำขนาดและหน้าตาเหมือนกับเครื่องเล่นดีวีดี ความจริงก็ไม่ผิด แต่ก็ถูกไม่หมด เพราะว่านอกจากจะทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นดีวีดีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นรีซีฟเวอร์ด้วย ซึ่งถ้าไม่ได้อ่านคู่มือหรือทำการทดสอบจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นรีซีฟเวอร์ด้วย โดยมีปุ่มพาวเวอร์เปิด/ปิดที่วางอยุ่ด้านบนขอบหน้าซ้าย ที่เหลือวางตำแหน่งอยู่ด้านหน้าและด้านหลังเครื่องเหมือนเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป เริ่มจากด้านหน้าซ้าย จะเป็นถาดใส่แผ่น ซึ่งสามารถเล่นได้ทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี ออดิโอซีดี แผ่น DVD-R, DVD-RW(สำหรับแผ่น DVD-R/RW และ CD-R/RW นั้น ในคู่มือภาษาไทยที่ให้มานั้น แปลได้ค่อนข้างสับสน คือบอกว่าเล่นได้ และถัดมาบอกว่าเล่นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีฉบับภาษาอังกฤษมาด้วย จึงไม่อาจทราบได้ว่า แท้จริงเป็นอย่างไร แต่จากการเล่นแผ่น DVD-R นั้น ไม่มีปัญหาครับ) ถัดมาทางขวานั้น จะเป็นแผงหน้าจอดิสเพลย์แบบแอลอีดีเรืองแสงมองเห็นชัดเจนเมื่อเปิดเครื่อง ด้านล้างซ้ายนั้น จะเป็นฝาเปิด/ปิดที่ซ่อนปุ่มเสียบไมโครโฟนสองช่องสำหรับคนที่ต้องการซ้อมพลังเสียงเผื่อได้เข้าไปเก็บตัวในบ้านเอเอฟกับเขา ช่อง Port in สำหรับต่อเครื่องเล่นเอ็มพี3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/07/HT805PM_main.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-290" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="LG HT805PM" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/07/HT805PM_main-300x220.jpg" alt="LG HT805PM - Full HD DVD Receiver System" width="270" height="198" /></a>ชุดโฮมเธียเตอร์รุ่น HT805PM จาก LG มาพร้อมความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพการใช้งาน ส่วนเรื่องคุณภาพนั้น จะประทับใจกี่มากน้อยนั้น คงต้องพิสูจน์กัน โดยก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น เรามาดูกันว่า ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพการใช้งานนั้นมันเป็นอย่างไร</p>
<p>ภายในกล่องที่บรรจุชุดโฮมเธียเตอร์ LG HT805PM นั้น สิ่งแรกที่เห็นคือ กล่องสี่เหลี่ยมสีดำขนาดและหน้าตาเหมือนกับเครื่องเล่นดีวีดี ความจริงก็ไม่ผิด แต่ก็ถูกไม่หมด เพราะว่านอกจากจะทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นดีวีดีแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นรีซีฟเวอร์ด้วย ซึ่งถ้าไม่ได้อ่านคู่มือหรือทำการทดสอบจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นรีซีฟเวอร์ด้วย โดยมีปุ่มพาวเวอร์เปิด/ปิดที่วางอยุ่ด้านบนขอบหน้าซ้าย ที่เหลือวางตำแหน่งอยู่ด้านหน้าและด้านหลังเครื่องเหมือนเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป เริ่มจากด้านหน้าซ้าย จะเป็นถาดใส่แผ่น ซึ่งสามารถเล่นได้ทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี ออดิโอซีดี แผ่น DVD-R, DVD-RW(สำหรับแผ่น DVD-R/RW และ CD-R/RW นั้น ในคู่มือภาษาไทยที่ให้มานั้น แปลได้ค่อนข้างสับสน</p>
<p><span id="more-289"></span></p>
<p>คือบอกว่าเล่นได้ และถัดมาบอกว่าเล่นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีฉบับภาษาอังกฤษมาด้วย จึงไม่อาจทราบได้ว่า แท้จริงเป็นอย่างไร แต่จากการเล่นแผ่น DVD-R นั้น ไม่มีปัญหาครับ) ถัดมาทางขวานั้น จะเป็นแผงหน้าจอดิสเพลย์แบบแอลอีดีเรืองแสงมองเห็นชัดเจนเมื่อเปิดเครื่อง ด้านล้างซ้ายนั้น จะเป็นฝาเปิด/ปิดที่ซ่อนปุ่มเสียบไมโครโฟนสองช่องสำหรับคนที่ต้องการซ้อมพลังเสียงเผื่อได้เข้าไปเก็บตัวในบ้านเอเอฟกับเขา ช่อง Port in สำหรับต่อเครื่องเล่นเอ็มพี3 และช่อง USB ฝาเปิดปิดนี้ออกแบบได้แนบเนียนมาก ซึ่งถ้าไม่สังเกตจริงๆแทบจะไม่รู้ว่าสามารถเปิดได้ ถัดไปทางขวาอีกนิด จะเป็นปุ่มควบคุมต่างๆ เช่น เปิด/ปิด ถาดใส่แผ่น ปุ่ม Play/Pause, Skip, Stop เป็นต้น และริมขวาสุดจะเป็น Knob กลุ่มสำหรับปรับระดับเสียง</p>
<p>ด้านหลังเครื่องนั้น ช่องต่อต่างๆน่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไปกับ HT805PM เครื่องนี้ได้อย่างดี เริ่มจากด้านซ้ายมือนั้น คือช่องต่อสายลำโพงสำหรับทั้ง 5 แฃนแนล โดยทุกแชนแนลกำกับด้วยสีทำให้สามารถแยกแยะได้ชัดเจนไม่สับสนเวลาดีตั้ง ซึ่งแน่นอนว่า สายลำโพงที่ให้มาพร้อมกันนี้ หัวท้ายก็จะหุ้มด้วยท่อหดสีเดียวกับที่กำกับไว้บนเครื่องและช่องต่อสายด้านหลังของลำโพงแต่ละแชนแนลด้วย สายที่ให้มามีความยาวพอเพียง ไม่ต้องห่วงว่าถ้าห้องใหญ่แล้วจะต้องวางลำโพงโด่เด่ไว้กลางห้อง เพราะห้องที่ผมใช้ทดสอบขนาด 4&#215;6 เมตร วางลำโพงเซอร์ราวด์ที่มุมหลังห้อง สายยังหย่อนสบายๆพอให้ขยับได้พอสมควร นี่คือช่องต่อสายซึ่งจะมีมากับเครื่องรีซีฟเวอร์ ถัดไปทางขวาตรงกึ่งกลาง จะเป็นช่องต่อเสาอากาศวิทยุเอฟเอ็ม และถัดไปก็จะเป็นช่องต่อสายอันเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับเครื่องเล่นดีวีดี คือ ช่อง Video-out, Component, AUX Input, Optical In และที่สำคัญสำหรับการเล่น Full HD คือ ช่อง HDMI Out โดยมีสาย HDMI เวอร์ชั่น 1.2 แถมมาพร้อมกับในชุดด้วย</p>
<p>ถัดจากอุปกรณ์ชิ้นสำคัญคือ DVD Receiver แล้ว ก็จะเป็นลำโพง ซึ่งมีมาด้วยกันทั้งหมด 5 ตัวกับอีกหนึ่งซับวูฟเฟอร์ โดยแยกเป็นคู่หน้ากำลังขับข้างละ 136 วัตต์ ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ 3 ตัว โดยมีทวิตเตอร์อยู่ตรงกลาง (วางตั้ง) คู่หลังหรือเซอร์ราวด์กำลังขับข้างละ 136 วัตต์เท่ากัน แต่ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ 2 ตัว และลำโพงเซ็นเตอร์ที่กำลังขับเท่ากัน ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ 3 ตัวเหมือนลำโพงคู่หน้า แต่วางนอนและมีกระบอกเล็กและสั้นกว่าเล็กน้อย ส่วนตัวซับวูฟเฟอร์เป็นแบบ Passive มีขนาดใหญ่ น้ำหนักเกือบ 6 กก. โดยวางลำโพงยิงมาด้านหน้าพร้อมท่ออากาศที่ออกทางด้านหน้าเช่นกัน</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>การทดสอบครั้งนี้ เนื่องจากตัวดีวีดีรีซีฟเวอร์ HT805PM นี้สามารถรองรับความละเอียดระดับ Full HD ได้ จึงทดสอบด้วยสายสัญญาณ HDMI เท่านั้น โดยเครื่องทีวีที่ใช้ทดสอบนี้เป็นยี่ห้อ LG เช่นกัน แต่เป็นทีวีพลาสมา 42 นิ้ว น่าเสียดายที่ทีวีรุ่นนี้ไม่มีฟังก์ชั่น Simplink ซึ่งในคู่มือ HT805PM ได้แนะนำให้ใช้กับทีวีแอลซีดีขนาด 32 นิ้ว ก็จะกลายเป็นคู่หูดูโอที่เข้ากันได้อย่างดีเยี่ยม โดยเราสามารถใช้ฟังก์ชั่นนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิ์ภาพ เช่น ใช้รีโมทเพียงตัวเดียวก็สามารถควบคุมได้ทั้งเครื่องเล่นดีวีดีรีซีฟเวอร์ HT805PM และตัวเครื่องทีวี (เฉพาะกรณีที่ใช้กับสายสัญญาณ HDMI เวอร์ชั่น 1.2A ขึ้นไปเท่านั้น)</p>
<p>เมื่อเปิดเครื่อง HT805PM สิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอทีวีคือ เมนูหลัก หรือ “Home” ซึ่งจะมีไอคอนให้เราเลือกฟังก์ชั่นการใช้งานคือ “Music” “Movie” “Photo” “Set up” ผมลองเข้าไปในเมนู Set up ดูคร่าวๆ เพราะค่าส่วนใหญ่ก็จะเลือกไว้ตามการใช้งานที่เหมาะสมอยู่แล้ว ผมตรวจดูค่าความละเอียดของภาพ ปรากฏว่า ตัวเครื่องเลือกค่าเริ่มต้นไว้ที่ 1080p ตามสายสัญญาณที่ใช้และการรองรับของตัวจอทีวี เวลาเราจะเลือกเล่นสื่อประเภทไหนก็เลือกตามเมนูที่ปรากฏ ผมเริ่มต้นจากแผ่นดีวีดี เนื่องด้วยตัวเครื่องดีวีดีรีซีฟเวอร์ HT805PM สามารถที่จะ Up-scale ภาพให้ปล่อยสัญญาณภาพที่ความละเอียด 1080p ได้ ดังนั้น สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนคือ ภาพที่ได้จากเครื่องเล่น ดีวีดีรีซีฟเวอร์ HT805PM จะมีความละเอียดของภาพดีมาก ที่สำคัญคือ ภาพมีความใส และสีสันที่อิ่มเป็นธรรมชาติดีมาก ทั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบกับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไปที่ไม่สามารถอัพสเกลได้ ภาพที่ได้นั้น ไม่เฉพาะเจาะจงจะต้องเป็นภาพจากแผ่นดีวีดีที่บันทึกมาอย่างดีเท่านั้น ผมลองเล่นกับไฟล์ Divx ก็ได้ผลลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ต้องบอกว่าดีวีดีรีซีฟเวอร์ HT805PM สามารถให้พลังเสียง 850 Watts RMS ด้วยประสิทธิภาพการทอดรหัส Dolby Digital และ DTS ได้อย่างดีเยี่ยม Passive Subwoofer ที่ให้พลังเบสที่หนักแน่น และสามารถสร้างความสั่นสะท้อนให้กับบริเวณห้องได้ไม่น้อย ความสมจริงของบรรยากาศแวดล้อม สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีที่เดียว จากภาพยนตร์เรื่อง We are Soldiers ที่ทหารอเมริกันถูกเวียดกงปิดล้อมนั้น ห่ากระสุนที่ยิงมาจากรอบด้านนั้นทำให้สามารถสัมผัสได้ถึงการอยู่ท่ามกลางดงห่ากระสุนอันน่าสะพรึงกลัว ฉากช่วงท้ายๆของภาพยนตร์เรื่อง Ip Man 1 ตอนที่หยิบหมั่น (หรือยิปมัน แต่ขอออกเสียงตามสำเนียงกวางตุ้ง) ถูกยิงเข้าที่ไหล่จนร่วงลงจากเวทีนั้น เสียงกระสุนนัดนั้นเหมือนกับวิ่งเข้ามาที่บริเวณไหล่ของเราจริงๆ เสียงที่โยนมาจากลำโพงเซอร์ราวด์นั้น ทำได้ดีมาก ไม่ใช่เพียงแค่มีแต่เสียงดังเหมือนชุดโฮมเธียเตอร์หลายๆชุดที่แทบจะแยกมิติเสียงไม่ได้เลย ทีนี้ลองดูฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Ring การดำดิ่งลงไปในห้วงเหวลึกนั้น ก็ให้ความรู้สึกของมิติความลึกได้ดีไม่แพ้มิติเสียงที่โยนมาจากด้านหลัง ส่วนเสียงเซ็นเตอร์นั้น บทสนทนาก็มีความสะอาดของเสียงที่ดี โดยรวมแล้ว การชมภาพยนตร์นั้นถือว่า HT805PM ทำหน้าที่ได้ดีเกินตัวทีเดียว</p>
<p>การเล่นเพลงด้วย HT805PM นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถเล่นไฟล์ประเภท MP3 และ WMA โดยสองประเภทหลังนี้จำนวนเพลงที่บรรจุอยู่ในแผ่นหรือสื่ออื่นใดก็ตาม เช่นแฟลชไดร์ฟ จะต้องรวมกันแล้วไม่เกิน 999 เพลง  ในส่วนของซาวด์เอฟเฟคนั้น  HT805PM มีระบบเสียงสำเร็จให้เลือกให้เหมาะกับรสนิยมและบรรยากาศที่แต่ละคนชื่นชอบ เช่น NAT Plus, Natural, Auto EQ เป็นต้น หรือใครที่ต้องการฟังเสียงจากธรรมชาติของแผ่นจริงๆเลย ก็สามารถเลือกที่ Bypass ก็จะไม่มีการปรุงแต่งเสียงแต่อย่างใด โดยรวมแล้ว เสียงที่ได้จากเครื่องเล่นนี้ จะออกลักษณะสด ฉับไว จึงเหมาะกับนักฟังยุคดิจิตอลโดยเฉพาะ สำหรับคนที่ชอบเสียงเบสหนักๆ ก็สามารถปรับเสียงเบสให้เพิ่มพลังเสียงได้ตามต้องการ</p>
<p>ผมลองเอาแผ่นออดิโอซีดีเปิดฟัง พร้อมกับเลือกฟังก์ชั่น Rec (บันทึกเสียง) บนรีโมท เพื่อบันทึกเสียงเพลงในแผ่นซีดีลงบนแฟลชไดร์ฟ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายมาก เมื่อกด Rec เสร็จก็ไม่ต้องทำอะไร นอกจากนอนฟังเพลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ตัวเครื่องก็ทำการบันทึกไปพร้อมๆกัน ไฟล์ที่ได้จะสร้างไว้ในโฟลเดอร์ในแฟลชไดร์ฟ พร้อมกับแยกแต่ละเพลงเป็น TRK_001….TRK_00N ไปเรื่อยๆ โดยจะได้ไฟล์ MP3 ที่อัตราบีบอัด 320 kbps. การบันทึกเสียงนี้ นอกจากบันทึกจากแผ่นซีดีแล้ว ยังสามารถบันทึกเสียงจากรายการวิทยุได้ แต่สำหรับภาพยนตร์นั้น หมดสิทธิ์ครับ</p>
<p>LG HT805PM ชุดนี้ถือว่า มีประสิทธิภาพเกินตัวไปจากขนาดและราคามาก และที่สำคัญเหนือกว่าเครื่องเล่นประเภท Home Theatre in the Box ทั่วไปจนสามารถขึ้นไปเทียบชั้นกับโฮมเธียเตอร์แยกชิ้นราคาแพงได้อย่างไม่อายใคร แม้โดยวัตถุประสงค์อาจมุ่งกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเล่นมือใหม่ แต่สำหรับนักเล่นมืออาชีพแล้ว HT805PM น่าจะเป็นตัวเลือกสำหรับชุดที่สองได้อย่างเต็มภาคภูมิ ส่วนข้อสังเกตนั้น คงมีนิดหน่อยตรงปุ่มการใช้งานบนรีโมท น่าจะมีปุ่มให้เลือกระบบเสียง และซับไตเติลแทนที่จะต้องเข้าฟังก์ชั่น Title ทุกครั้ง เพราะจะได้ไม่ทำให้การชมภาพยนตร์ต้องสะดุด อีกเรื่องคือ คู่มือภาษาไทยที่อ่านแล้วสับสนและชวนให้ไขว้เขว เช่นในเรื่องเกี่ยวกับลำโพงที่ระบุกำลังไฟเข้า 136 วัตต์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีลำโพงตัวไหน (รวมทั้งซับวูฟเฟอร์ด้วย) ที่จะต้องต่อกระแสไฟฟ้าเข้าเลย</p>
<p>Distributor: LG Electronics (Thailand) Co., Ltd.</p>
<p>Price: 11,990.- baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/lg-ht805pm/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Toshiba 32AV600T LCD Colour TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 04:54:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[32AV600T]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[Toshiba]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้ หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_212" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-212 " title="32AV600T" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/10/32AV600T.-300x248.jpg" alt="Toshiba 32AV600T LCD Color TV" width="270" height="223" /><p class="wp-caption-text">Toshiba 32AV600T LCD Color TV</p></div>
<p>พอได้จับโทรทัศน์แอลซีดีของโตชิบา 32AV600T ตัวนี้แล้ว ทำให้หวนคิดถึงสมัยที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ๆ แล้วซื้อทีวีสีเครื่องแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองซึ่งเป็นทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบา ที่ยังคงประทับใจในด้านคุณภาพ สีสันทีดูสบายตา ภาครับที่แม่นยำ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าในขณะนั้นจากที่ได้เปรียบเทียบกับหลายยี่ห้อแล้ว โดยรูปลักษณ์ของโตชิบาที่ตัดสินใจซื้อจะไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่สวยที่สุดก็ตาม แต่ผมก็เลือกและไม่เคยนึกเสียใจเลยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่กลับรู้สึกประทับใจลึกๆจนทุกวันนี้</p>
<p>หลังจากที่ซื้อโทรทัศน์จอใหญ่ 28 นิ้วเมื่อสิบกว่าปีก่อนซึ่งเป็นการซื้อทีวีใช้เองเป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็ไม่เคยซื้ออีกเลยเนื่องจากหลังจากนั้น มักจะได้รับการมอบให้จากคู่ค้าในแต่ละปี เครื่องใหญ่บ้างเล็กบ้างจนสุดท้ายต้องปลดระวางเครื่องเก่าๆออกไปบ้าง ซึ่งรวมถึงทีวีสี 14 นิ้วของโตชิบาด้วย การที่ได้ทดสอบ Toshiba 32AV600T LCD TV ครั้งนี้ จึงเสมือนได้กลับมาสู่ความรู้สึกและความประทับใจในวันเก่าๆอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากนี่เป็นการทดสอบเครื่อง ผมจึงต้องเก็บเอาความรู้สึกและความประทับใจเหล่านี้ไว้ในลิ้นชักก่อน มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความรู้สึกที่ลำเอียงซึ่งไม่ยุติธรรมต่อผู้อ่าน</p>
<p><span id="more-211"></span><br />
การที่โตชิบาวางตลาด  32AV600T LCD TV รุ่นนี้ ซึ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มของตลาดแอลซีดีทีวีระดับเริ่มต้นที่ถือว่ากำลังร้อนแรงและดุเดือด ซึ่งถ้าหากผลิตภัณฑ์ใครไม่แน่จริงหรือไม่ดีจริง คงยากที่จะรอดในสมรภูมิเลือดนี้ ในส่วนของ Toshiba 32AV600T LCD TV ที่แทรกเข้ามาในจุดนี้นั้นคงต้องมีความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอกับผู้บริโภคได้ ขอให้เรามาพิจารณารูปลักษณ์ภายนอกที่ปรากฏทีละจุด ก่อนที่จะทดสอบการทำงานจริงในภายหลัง ด้วยขนาดจอ 32 นิ้ว ซึ่งวัดขนาดภาพแนวทแยงมุมได้ 94 ซม. ด้วยแผงแอลซีดีที่ฉาบฟิล์มทำให้ไม่สะท้อนแสง และกรอบพลาสติกมันแววที่กรอบด้านล่างจะเป็นไฟแอลอีดี และช่องรับสัญญาคลื่นของตัวรีโมทคอนโทรล ส่วนด้านข้างขวามือของจอ จะเป็นปุ่มปรับและควบคุมการทำงานของตัวทีวี เช่น การเปิด/ปิด การเลือกช่อง ปรับระดับเสียง เป็นต้น ซึ่งปุ่มควบคุมเหล่านี้จะมีอยู่บนรีโมทคอนโทรอย่างครบถ้วนอยู่แล้ว</p>
<p>แม้ว่าจะเป็นทีวีขนาดเพียง 32 นิ้ว แต่ในด้านของช่องต่อสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาค่อนข้างครบครัน น่าจะครอบคลุมกับการใช้งานในด้านต่างๆ ที่สำคัญคือ มีช่องต่อ HDMI ให้มาถึงสองช่อง แต่น่าเสียดายที่เครื่องรุ่นนี้ไม่สามารถรองรับ Full HD ได้ เนื่องจากความละเอียดสูงสุดของจอภาพคือ 1366 dots x 768 dots ซึ่งสามารถรองรับได้สูงสุดคือ 720p หรือ 1080i (50/60 Hz.) โดยขนาดจอมี Aspect ration 16:9 แบบจอกว้าง ซึ่งเหมาะแก่การชมภาพยนตร์</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>การรับสัญญาณฟรีทีวีจากเสาอากาศ การค้นหาช่องแบบอัตโนมัติสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยจำนวนตัวเลขของช่องที่ให้มาถึง 99 ช่อง ส่วนผมเริ่มต้นด้วยการทดสอบจากเครื่องรับโทรทัศน์แบบดิจิตอลผ่านจานดาวเทียม ซึ่งแน่นอนว่าความคมชัดและระบบเสียงจะดีกว่าแบบอนาล็อก ตอนแรกตั้งขนาดภาพแบบไวด์สกรีนเต็มจอ ภาพที่ได้จึงยืดๆ ภาพคนบนจอจึงดูอ้วนๆไปหมด จึงทำการเลือกขนาดภาพจากรีโมท ซึ่งเราสามารถเลือกได้หลายขนาด ทั้งขนาด 4:3, 14:9 หรือแบบจอภาพยนตร์ จะเลือกแบบให้เหลือขอบดำหรือไม่มีก็ได้ ส่วนในด้านโหมดของภาพนั้น มีโหมดที่กำหนดไว้ให้เลือกอยู่สามโหมด คือ แบบคมชัด ซึ่งอาจจะเหมาะกับการใช้งานพรีเซ็นต์ หรือการแสดงโชว์มากกว่า แบบมาตรฐานและแบบสบายตา ส่วนผมเลือกโหมดสบายตา เพราะรู้สึกว่าภาพที่ปรากฏจะมีความนุ่มนวล ดูนานๆแล้วสายตาไม่เมื่อยล้า และอีกโหมดคือ แบบให้เราปรับแต่งเอง การปรับแต่ละเมนูนั้นก็สะดวกง่ายดายด้วยคำอธิบายภาษาไทย เพียงแต่ตัวหนังสืออาจดูประหลาดนิดหน่อยตรงที่ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีสามระดับ ดังนั้น แต่ละตัวหนังสือจึงมีขนาดไม่เท่ากัน</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือระบบเสียง แม้ว่าตัวลำโพงที่บิลต์อินมากับทีวีเครื่องนี้จะมีขนาดเล็ก และมีกำลังขับเพียง 10 วัตต์ก็ตาม แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ผมก็คือ เวทีเสียงที่กว้างมาก ครั้งแรกที่ผมได้ยินจากโทรทัศน์ดาวเทียมรายการหนึ่ง ผมยังนึกกว่าตัวเองได้ต่อระบบเสียงผ่านเอวีรีซิฟเวอร์เสียอีก แต่เมื่อเช็คดูแล้ว เอวีรีซีฟเวอร์ของผมไม่ได้เปิดเลย หลังจากนั้น ก็ลองสังเกตต่อไปจึงมั่นใจว่า เสียงที่ได้ยินนั้นมาจากตัวทีวีแน่นอน ขนาดห้องผมกว้างประมาณ 4 เมตร โดยวางเครื่องทีวีอยู่ตรงกลาง ห่างจากกำแพงทั้งสองด้านเท่ากัน แต่เวทีเสียงกระจายกว้างเกือบชนกำแพงทั้งสองด้าน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนจากเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องเก่าที่ใช้อยู่ จึงทำให้ผมรู้สึกทึ่งไม่น้อย ในด้านเมนูการปรับระบบเสียงนั้น นอกจากให้ปรับระบบเสียงโดยเลือกระหว่างโมโนกับสเตริโอแล้ว เรายังสามารถรับเสียงทุ้ม (Bass) เสียงแหลม (Treble), Surround และ Bass Boost ได้อีก แต่ด้วยข้อจำกัดด้านของบอดี้ตัวเครื่อง เสียงเบสจึงอาจบางไปบ้าง</p>
<p>ด้านการชมภาพยนตร์นั้น จากการทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Night at the Museum 2,  Battle of  the Smithsonian ผ่านทาง HDMI แต่เนื่องจากไม่สามารถรองรับ Full-HD ได้ จึงต้องปรับมาที่ 720p แทน ถึงกระนั้นก็ตาม รายละเอียดที่ได้ยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ฉากกลางคืนที่นางเอกขับเครื่องบินนั้น เรายังสามารถเห็นตัวเครื่องบินที่ลอยเด่นบนท้องฟ้า โดยไม่จมเข้าไปในความมืดของฉากหลัง แบคกราวด์สีดำในฉากมืดนั้น ถือว่าให้ความเข้มของสีดำได้ค่อนข้างดี จึงขับให้ตัวเครื่องบินลอยเด่นเหมือนมีมิติขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง</p>
<p>สีสันของ 32AV600T นั้น ให้โทนสีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่สดจนเวอร์ โดยเฉพาะด้านสีผิวที่เหมือนสีผิวของคนจริงๆ ไม่ใช่สีเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน หรือออกชมพูอมแดงจนผิดธรรมชาติ ทั้งนี้หมายถึงการเลือกโหมดปรกติโดยไม่มีการปรับแต่งพิเศษ การชมภาพยนตร์เรื่อง Hero อาจยืนยันเรื่องนี้ได้ค่อนข้างดี ด้วยการเล่าเรื่องของจางอี้โหมวที่นำเอาสีแต่ละสีมาเป็นสื่อ สีแดงที่ร้อนแรงในฉากภาพยนตร์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึก “ร้อนตา” จนปวดแสบ สีเขียนสดและสีฟ้าก็ทำให้ดูเย็นสบายด้วยความเป็นธรรมชาติของมัน</p>
<p>ความต่อเนื่องของภาพสำหรับเครื่องรับโทรทัศน์แบบแอลซีดีอาจเป็นปัญหาที่เราได้ยินมาไม่น้อย นั่นคือในกรณีที่มีความเคลื่อนไหวเร็วๆอย่างต่อเนื่อง ภาพที่เราเห็นมักจะเป็นหยักด้วยเพราะขาดความต่อเนื่องหรือความล่าช้าของมัน แต่สำหรับ 32AV600T แล้ว ปัญหานี้เรียกว่าสอบผ่านสบาย เพราะปัญหาที่ว่าน่าจะได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจะเหลือให้เห็นน้อยมาก แม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม สิ่งนี้สังเกตได้จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่นอย่าง Hero ภาพยนตร์สงครามอย่าง Assemble, We are the Soldier ส่วนในเรื่อง Batman 3 นั้น น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นประสิทธิภาพด้านต่างๆของ 32AV600T ได้อย่างดี ทั้งทางด้านฉากมืด ฉากความเคลื่อนไหว</p>
<p>ช่องต่อที่ 32AV600T ให้มา นอกจาก HDMI, Component และ S-Video แล้ว เครื่องนี้ยังมีช่องต่อ D-sub 15 pin สำหรับต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ขอแนะนำว่า ถ้าหากต้องการที่จะนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาต่อนั้น ไม่ขอแนะนำให้ต่อทางช่อง D-sub หรือช่อง VGA ที่เรามักเรียกกัน เหตุผลคือ การแสดงผลจะด้อยลงไปมาก ตัวหนังสือขนาดเล็กจะอ่านไม่ได้ เพราะความหยาบของภาพ แต่ถ้าจะต่อจริงๆ และสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอำนวย ขอแนะนำให้ต่อผ่านช่อง HDMI ทั้งสองทาง เพราะการต่อผ่าน HDMI จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซัพพอร์ตนั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เอาต์เฉพาะภาพ หรือทั้งภาพและเสียงจากตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ การต่อผ่านช่อง HDMI นี้ สิ่งที่คุณได้ก็จะเหมือนกับจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ 32 นิ้วที่มีความคมชัดทุกกระเบียด ไม่เว้นแม้แต่เท็กซ์โหมดในระหว่างบูทเครื่อง ดังนั้น หากจะนำเอา 32AV600T ไว้ใช้เล่มเกมส์ยามว่าง ก็จะสนุกไม่น้อย หรือสำหรับนักธุรกิจ จะนำไปใช้พรีเซ็นต์งานหรือสินค้าก็เหมาะสมไม่น้อยเช่นกัน แต่ถ้าหากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มีช่อง HDMI อย่างน้อยก็ควรต่อจากช่อง DVI ทางฝั่งคอมพิวเตอร์(ซึ่งมีมากับการ์ดแสดงผลเกือบทุกรุ่นในปัจจุบัน) และเข้าช่อง HDMI ทางฝั่ง  32AV600T ซึ่งคุณก็จะได้ภาพความละเอียดสูง 720p เช่นกัน</p>
<p>หลังจากที่ผ่านการทดสอบแล้ว ผมต้องยอมรับว่า สิ่งที่ผมประทับใจในอดีตนั้น แม้ว่าจะผ่านไปคนละยุค และผลิตภัณฑ์คนละสมัย แต่กับประสิทธิภาพและคุณภาพที่ผมได้รับก็ยังคงไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าความรู้สึกส่วนตัวที่โอนเอียง แต่ผมว่า มันอยู่ที่ตัวโตชิบาเองที่รักษาคุณภาพ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยคำนึกถึงผู้บริโภคเป็นที่ตั้งมากกว่า<br />
<strong>Specifications:</strong><br />
Product Type:                             HD Ready<br />
Resolution                                    1366 x 768<br />
Dynamic Contrast Ratio         18,000 : 1<br />
Brightness                                     450 cd/m2<br />
Response  Time                           7 ms<br />
Video Processing                        10 bit<br />
3D Colour Management            Yes<br />
Intelligent Backlight Control         Yes<br />
Number of HDMI (version 1.3) input      2<br />
Power Consumption (W)         107<br />
Dimension (WxHxD) cm. without stand 78.6 x 52.5 x 8.3<br />
Dimension (WxHxD) cm. with stand 78.6 x 56.7 x 24.7<br />
Weight (Net) kg. without stand     12<br />
Weight (Net) kg. with stand         13<br />
Power consumption            144 W, 0.5 W (standby)<br />
Component Video Input terminals:<br />
(the signal format)                480i, 480p, 576i, 576p, 720p (50/60 Hz), 1080i (50/60 Hz)<br />
(These signal formats are converted to match the number of pixels of the LCD panel.)<br />
Colour system                PAL, SECAM, NTSC 3.58/4.43<br />
Aspect ratio                16 : 9<br />
Visible size (diagonal)            94.0 cm<br />
Number of pixels            1366 (H) dots x 768 (V) dots<br />
Audio power                 10 W + 10 W<br />
Speakers                Main 35 5 160 mm 2pcs.<br />
ตัวแทนจำหน่าย Toshiba (Thailand) Co., Ltd.<br />
ราคาโดยประมาณ 16,990.-บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/toshiba-32av600t/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BeoVision 9 ผลงาน“จิตรกรรมชิ้นเอก”จาก Bang &amp; Olufsen</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Dec 2008 12:34:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Bang & Olufsen]]></category>
		<category><![CDATA[BeoVision]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[HD-TV]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[home theater]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[Bang &#38; Olufsen ชื่อที่ติดหูติดตาของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการแหวกความจำเจของเครื่องเสียงที่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีดำ สำหรับ Bang &#38; Olufsen แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อจำกัดในการออกแบบ หากแต่การออกแบบจะต้องมีความแตกต่าง สวยงาม เป็นงานศิลปะ และที่สำคัญต้องมีคุณภาพ ใช้งานงาน ตามปรัชญาแนวคิดของ  Karl Kristian Hvidt Nielsen ประธานและผู้บริหารของ Bang &#38; Olufsen ซึ่งได้ประกาศเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาสินค้าและการขาย Bang &#38; Olufsen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยสองวิศวกรหนุ่มชาวเดนมาร์กสองคน คือ Peter Bang และ Svend Olufsen โดยใช้นามสกุลของทั้งสองเป็นชื่อบริษัทตามสมัยนิยมในสมัยช่วงปี 1925 โดยเริ่มต้นผลิตเครื่องวิทยุในใต้ยี่ห้อเดียวกับบริษัท และเป็นเครื่องแรกที่สามารถใช้กับกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สำหรับรูปแบบการออกแบบที่แหวกแนวรูปแบบเดิมๆนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการได้รับอิทธิผลจากสถาบันดีไซด์ Bauhaus ซึ่งเป็นกระแสที่นิยมมากในยุคทศวรรษ 1930 แต่ Bang &#38; Olufsen ไม่ได้มองแค่กระแสนิยมเท่านั้น หากแต่รวมถึงทัศนคติที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์, ความสะดวกในการใช้งานของผู้บริโภค  และความงดงามของรูปลักษณ์ภายนอก เราจึงได้เห็นลำโพงของ Bang &#38; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-28" title="Bang &amp; Olufsen BeoVision9" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/beovision9-264x300.jpg" alt="Bang &amp; Olufsen BeoVision9" width="264" height="300" />Bang &amp; Olufsen ชื่อที่ติดหูติดตาของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการแหวกความจำเจของเครื่องเสียงที่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีดำ สำหรับ Bang &amp; Olufsen แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อจำกัดในการออกแบบ หากแต่การออกแบบจะต้องมีความแตกต่าง สวยงาม เป็นงานศิลปะ และที่สำคัญต้องมีคุณภาพ ใช้งานงาน ตามปรัชญาแนวคิดของ  Karl Kristian Hvidt Nielsen ประธานและผู้บริหารของ Bang &amp; Olufsen ซึ่งได้ประกาศเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาสินค้าและการขาย<br />
Bang &amp; Olufsen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยสองวิศวกรหนุ่มชาวเดนมาร์กสองคน คือ Peter Bang และ Svend Olufsen โดยใช้นามสกุลของทั้งสองเป็นชื่อบริษัทตามสมัยนิยมในสมัยช่วงปี 1925 โดยเริ่มต้นผลิตเครื่องวิทยุในใต้ยี่ห้อเดียวกับบริษัท และเป็นเครื่องแรกที่สามารถใช้กับกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สำหรับรูปแบบการออกแบบที่แหวกแนวรูปแบบเดิมๆนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการได้รับอิทธิผลจากสถาบันดีไซด์ Bauhaus ซึ่งเป็นกระแสที่นิยมมากในยุคทศวรรษ 1930 แต่ Bang &amp; Olufsen ไม่ได้มองแค่กระแสนิยมเท่านั้น หากแต่รวมถึงทัศนคติที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์, ความสะดวกในการใช้งานของผู้บริโภค  และความงดงามของรูปลักษณ์ภายนอก<br />
เราจึงได้เห็นลำโพงของ Bang &amp; Olufsen ในรูปทรงกลม ทรงปิรามิด ที่มองดูยังไงก็ไม่เหมือนลำโพง เพราะมองไม่เห็นไดร์ฟเวอร์ ทวีตเตอร์ อย่างที่พวกเราคุ้นๆกัน หากแต่มันมองดูเหมือนงานประติมากรรมชิ้นเอกมากกว่า หรืออย่างจอทีวี LCD ที่บิลท์อินแครื่องเล่นดีวีดีที่ด้านล่างของจอ ซึ่งไม่มีทางมองออกว่ามีการติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีอยู่ด้วย เหมือนดังยี่ห้ออื่นๆที่เหมือนกับการนำเอาเครื่องแต่ละอย่างมาวางรวมอยู่ในกล่องเดียวกันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ Bang &amp; Olufsen ใส่ใจกับทุกรายละเอียดในการออกแบบ<br />
<span id="more-27"></span> ในด้านของเครื่องรับทีวีนั้น หากจะว่ากันในแง่ของการออกแบบแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรที่จะฉีกกฎเกณฑ์รูปแบบทั่วไปได้ แน่นอนว่า ในด้านของความเป็นสี่เหลี่ยมคงไม่อาจฉีกรูปแบบได้ก็ตาม แต่ในด้านขององค์ประกอบอื่นนั้น Bang &amp; Olufsen กลับแหวกแนวจากคู่แข่งตั้งแต่การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรกในรุ่น TV 508 S ที่ผลิตในปี 1952 ที่ออกแบบตัวบอดี้ด้วยไม้วอลนัท แลดูเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นงาม และยังเน้นในเรื่องของอรรถประโยชน์การใช้งานที่สะดวกและง่าย ปรัชญาแนวคิดนี้ ยังคงรักษาไว้และบรรจุในเครื่องรับโทรทัศน์ทุกรุ่นเรื่อยมา จนถึงรุ่นล่าสุด คือ BeoVision 9 ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ที่ผ่านมา ณ โชว์รูมของบริษัท  Aviva Audio Limited ที่ศูนย์การค้าพารากอน อันเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ จอพลาสมาที่ทันสมัยที่สุดของ Bang &amp; Olufsen<br />
[googmonify]3250863112728848:left:468:60[/googmonify]<br />
BeoVision 9  ยังคงรูปทรงของตัวเครื่องเหมือนกับรุ่น BeoVision 5 ที่วางตลาดในปี 2002 อันมีลักษณะของตัวจอเหมือนกับกรอบรูปของจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ หากแต่ต่างกันตรงที่ BeoVision 5 เป็นทีวีวางบนผนัง ส่วน BeoVision 9 เป็นการวางพื้น เนื่องจาก BeoVision มีขนาดจอภาพถึง 50 นิ้ว (สัดส่วนภาพ 16:9) และมีน้ำหนักถึง 123 กิโลกรัม รูปทรงการออกแบบนี้เป็นผลงานของ David Lewis ซึ่งได้ฝากผลงานกรออกแบบให้แก่ Bang &amp; Olufsen ในผลิตภัณฑ์รุ่นหลังๆหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งแน่นอนว่า คุณสมบัติของโทรทัศน์รุ่นนี้นอกจากจะรองรับภาพความละเอียดสูง (High Definition) ที่ 1920 x 1080 พิกเซลแล้ว นอกจากนั้น สิ่งที่บรรจุอยู่ในจอรุ่นนี้ จนทำให้มีความ โดดเด่น ล้ำหน้า เหนือจอพลาสมาอื่นๆ<br />
แค่เริ่มต้นเปิดเครื่องก็รู้สึกถึงความอลังการของ BeoVision 9 ภาพจะปรากฏบนจอเหมือนกับการเปิดม่านในโรงภาพยนตร์ โดยภาพจะค่อยๆแสดงออกจากตรงกลางแล้วขยายออกสองข้าง การที่ออกแบบเป็นแบบตั้งพื้นนั้น ยังสามารถใช้รีโมทเปรับหน้าจอให้เลื่อนหันซ้าย หรือขวาได้อีกข้างละประมาณ 30 องศา ทำให้สะดวกไม่ว่าจะนั่นอยู่มุนไหนของข้าง แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นสำหรับเครื่องทั่วไปคือ ระบบเสียงจะเสียความสมดุล แต่สำหรับ BeoVision 9 จะมีตัว Acoustic Lens ที่จะปรับความสมดุลของเสียงให้กระจายทั่วห้องในระดับ 180 องศา ส่วนตัว BeoVision 9 จะมีการถอดรหัสระบบเสียงได้ถึง 7.1 ช่องเสียง จึงสามารถรองรับการเล่นแผ่น Blu-ray ได้อย่างดี เนื่องจากลำโพงของ Bang &amp; Olufsen เป็นแบบ Active Speaker คือมีกำลังขับในตัวลำโพงเอง จึงไม่ต้องอาศัยเพาเวอร์แอมป์ต่างหาก ส่วนลำโพงที่บิลท์อินในตัวเครื่องนั้น มีกำลังขับ 250 วัตต์ x 2<br />
ในความคมชัดของจอนั้น โดยปรกติจอพลาสมาจะมีความคมชัดและมิติเหนือกว่าแอลซีดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก BeoVision 9 ได้ฉาบสาร Anti-Reflection ซึ่งจะลดการสะท้อนแสงบนผิวจอได้ถึง 90% ในขณะเดียวกัน ด้านบนของจอยังมีกล้องตัวเล็กๆที่จะตรวจสอบสภาพของสีและความสว่างของจอ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบที่เรียกว่า Automatic Color Management ซึ่งจะเป็นตัวจัดการแก้ไขการจัดการแก้ไขการด้านสี และภาพ ซึ่งจะด้อยลงหลังจากที่ได้ใช้งานไประยะหนึ่ง โดยตัวกล้องนี้ จะทำงานอัตโนมัติหลังจากที่ใช้งานไปแล้วทุก 120 ชั่วโมง จึงทำให้เราสามารถมั่นใจในด้านของสีและภาพอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังใช้ระบบ Dynamic Contrast โดยจะคอยประเมินภาพแต่ละภาพว่ามีความเปรียบต่างอย่างไร เพื่อปรับแต่ละภาพให้มีความเปรียบต่างที่ให้ความภาพที่ดีที่สุด เมื่อประกอบกับเอ็นจินระบบภาพที่มีความสามารถในมูฟวี่โหมด (Movie Mode) จึงทำให้เราสามารถชมภาพยนตร์เห็นความคมชัดและรายละเอียดที่ดีเยี่ยม จนเหมือนกับชมภาพฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับ<br />
สีดำเข้มซึ่งจะเป็นสีที่ทำให้ภาพมีความชัดลึก และมีมิติมากยิ่งขึ้น BeoVision 9 สามารถแบ่งความเข้มของสีเทา-ดำ ถึงห้าระดับ จึงทำให้สีสันมีความสมจริงเหมือนธรรมชาติ ไม่ใช่ประเภทสีสดก็สดจนเกินจริง และสีผิวของคนก็เหมือนจริง สีผมที่ทำให้คนเอเชียคงเป็นคนเอเชีย คนตะวันตกยังคงเป็นคนตะวันตก ตลอดจนรายละเอียดของเส้นผมที่เห็นทั้งเส้นเล็กเส้นฝอย เนื่องจากแสงของจอที่ไม่ฟุ้งกระจาย ส่วนสภาพแวดล้อมของห้องนั้น ไม่ว่าแสงในห้อง หรือความสว่างในช่วงกลางวันหรือกลางคืนไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ด้วยระบบ Auto-picture control ที่จะคอยเซนเซอร์สภาพแสงในห้อง และจะค่อยๆปรับความสว่างของภาพให้สมดุลกับสภาพแสงของห้อง ทำให้ไม่เกิดความอ่อนล้าทางสายตาเมื่อชมไปนานๆในทุกสภาพแสง<br />
นอกจากในส่วนของการชมภาพยนตร์อันสมบูรณ์แบบเท่ากับฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับแล้ว ในส่วนของภาพทีวีและเสียงเองก็มีความโดดเด่นล้ำหน้าคู่แข่ง โดยนอกจากสามารถรับสัญญาณทีวีปรกติได้แล้ว ยังสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ต การท่องอินเทอร์เน็ต (โดยมี Ethernet 10/100Mb. บิลท์อิน) ระบบเสียงทั้งแบบสเตริโอ และรอบทิศทาง  Dolby Digital 5.1/6.1 EX, Dolby 7.1 EX, Dolby Pro-Logic ll/llx, DTS 5.1. DTS ES 6.1, DTS Neo:6, AAC การต่อกล้องดิจิตอลและวีดีโอ ด้วยช่องต่อทั้งแบบ HDMi, USB, คอมโพเนนต์ เป็นต้น และเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆของ Bang &amp; Olufsen เช่น ลำโพง BeoLab รีโมท Beo4 หรือ Beo5 (แนะนำให้ใช้ Beo5) ซึ่งจะสามารถควบคุมทุกระบบอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบไฟ ผ้าม่าน ระบบเสียง ระบบภาพ รวมทั้งเคเบิ้ลของ TrueVision ด้วย  HDR ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์สำหรับการบันทึกรายการ เพลงและภาพ (ในบางประเทศจะติดตั้งในเครื่อง BeoVision 9 เรียบร้อย) ก็จะกลายเป็นระบบ Home Entertainment ระบบสมบูรณ์แบบ ที่ให้คุณเลือกถึง 6 เฉดสี คือ สีเทา สีดำ สีเทาดำ สีเงิน สีแดง และ สีน้ำเงิน<br />
สำหรับ Bang &amp; Olufsen โทรทัศน์ไม่มีทำขึ้นมาเพื่อใช้ดูเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นอมตะ มันคงไร้ซึ่งความหมายที่จะมีเทคโนโลยีระดับสุดยอด หากในระดับพื้นฐานทำให้คุณต้องผิดหวังเสียแล้ว นี่คือสิ่งที่ Bang &amp; Olufsen ต้องพิถีพิถันในทุกรายละเอียดเพื่อความสมบูรณ์แบบของ”งานจิตกรรม”ระดับมาสเตอร์พีซ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/beovision9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>DVICO TViX HD M-6500A  Multimedia Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/dvico-tvix/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/dvico-tvix/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Dec 2008 12:07:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[DVICO]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[multimedia player]]></category>
		<category><![CDATA[TViX]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[แฟนๆ ไฮเดฟที่ถวิลหาความละเอียดสูง คงมีจำนวนไม่น้อยที่หันไปเล่นกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ถ้าหากใครไม่อยากจะยุ่งยาก แถมยังประหยัดงบประมาณไปได้มาก  และที่สำคัญคือ สะดวกสบายใช้ง่าย คงต้องหันมาพิจารณาเจ้า ”กล่องดำ” TViX HD M-6500A ตัวนี้น่าจะเหมาะกว่า เพราะหากจะกล่าวว่า เจ้า “กล่องดำ” ตัวนี้ เกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ ก็คงไม่เกินจริงนัก ตัวเครื่อง TViX HD M-6500A มีขนาดพอๆกับกล่องใส่ฮาร์ดดิสก์ภายนอกทั่วไป เพียงแต่มีความสูงมากกว่า (7.5 ซม.) ภายในเป็นแผงวงจรเล็กๆ และใช้ชิปเซ็ต SMP8635 จาก Sigma Designs อันเป็นหัวใจของการเล่นไฮเดฟ ซึ่งมีความสามารถในการถอดรหัส MPEG-4.10 (H.264), SMPTE 421M (VC-1), WMV9, MPEG-4.2 และ MPEG-2 สำหรับวิดีโอ เช่น ไฟล์วิดีโอในฟอร์แมต  MKV, WMV, AVI, MPG, VOB, MP4, ASF, TP, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-19" title="DVICO TViX HD M-6500A  Multimedia Player    " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/m6500a_m1-300x213.jpg" alt="DVICO TViX HD M-6500A  Multimedia Player    " width="300" height="213" />แฟนๆ ไฮเดฟที่ถวิลหาความละเอียดสูง คงมีจำนวนไม่น้อยที่หันไปเล่นกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ถ้าหากใครไม่อยากจะยุ่งยาก แถมยังประหยัดงบประมาณไปได้มาก  และที่สำคัญคือ สะดวกสบายใช้ง่าย คงต้องหันมาพิจารณาเจ้า ”กล่องดำ” TViX HD M-6500A ตัวนี้น่าจะเหมาะกว่า เพราะหากจะกล่าวว่า เจ้า “กล่องดำ” ตัวนี้ เกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ ก็คงไม่เกินจริงนัก</p>
<p>ตัวเครื่อง TViX HD M-6500A มีขนาดพอๆกับกล่องใส่ฮาร์ดดิสก์ภายนอกทั่วไป เพียงแต่มีความสูงมากกว่า (7.5 ซม.) ภายในเป็นแผงวงจรเล็กๆ และใช้ชิปเซ็ต SMP8635 จาก Sigma Designs อันเป็นหัวใจของการเล่นไฮเดฟ ซึ่งมีความสามารถในการถอดรหัส MPEG-4.10 (H.264), SMPTE 421M (VC-1), WMV9, MPEG-4.2 และ MPEG-2 สำหรับวิดีโอ เช่น ไฟล์วิดีโอในฟอร์แมต  MKV, WMV, AVI, MPG, VOB, MP4, ASF, TP, TRP, TS, M2TS, IFO, ISO, MOV(H.264) ซึ่งรองรับความละเอียดสูงสุด 1920 x 1080p และไฟล์เสียงในฟอร์แมต MP3, WMA, AAC, OGG, PCM, M4A, FLAC, WAV, AC3 และตัวเครื่องรองรับฮาร์ดดิสก์ขนาด 3.5” แบบ SATA สามารถถอดเปลี่ยนได้ง่ายเพียงปลายนิ้วกดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ไขควง ทั้งหมดบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกคุณภาพดี<br />
<span id="more-18"></span>ด้านหน้าเครื่องมีหน้าจอแอลอีดีเรืองแสงบอกสถานะการทำงาน ขนาด 8 x 3.5 ซม. ซึ่งเป็นจุดที่กล่องมีเดียเพลเยอร์ทั่วไปมักจะไม่มี ถัดไปขวามือเป็นปุ่มควบคุมวงกลมขนาด 3.5 ซม.เมื่อเวลาเปิดทำงาน หรือปรับเปลี่ยนต่างๆ ไฟเรืองแสงสีม่วงจะสว่างขึ้น จนบางครั้งรู้สึกจะสว่างเกินจนรบกวนสายตาอยู่เหมือนกัน ส่วนด้านหลังจะเป็นช่องต่อสาย HDMI ช่อง USB ส่องช่อง ช่องต่อสายคอมโพเนนต์ ช่องวีดีโอ ช่องออดิโอซ้าย-ขวา ช่อง S-Video ช่องโคแอคเชียล LAN และ Optical เหนือพัดลมจะเป็นสล็อตว่าง เพื่อรองรับอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น HD-Tuner สำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ ในบ้านเราต้องร้องไปรอไปก่อน เพราะไม่ทราบว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะได้ชม HD-TV<br />
<img class="alignleft size-medium wp-image-20" title="DVICO TViX DTV Slot" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2008/12/m6500_9-300x137.gif" alt="DVICO TViX DTV Slot" width="300" height="137" />ตัวรีโมตคอนโทรลออกแบบให้จับกระชับ ที่สำคัญคือมีปุ่มฟังค์ชั่นการทำงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์มาก แต่สำหรับผมต้องขอบอกว่า “สมบูรณ์เกิน” เพราะหลายปุ่มต้องต่อกับ DTV จึงใช้งานได้ นอกนั้น ปุ่มการใช้งานพื้นฐาน อย่างปุ่มเลือกเล่นวีดีโอ ออดิโอ ภาพถ่าย เดินห้าถอยหลัง ปรับระดับเสียง และอื่นๆที่จำเป็น และที่สุดยอดสำหรับคนที่นำไปต่อกับเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ ก็คือ ปุ่มต่างๆเรืองแสง ทำให้เลือกปุ่นใช้งานได้ในที่มืด<br />
ฮาร์ดดิสก์ที่จะนำมาใช้กับ TViX HD M-6500A นี้ เป็นฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป สามารถฟอร์แมตเป็น FAT32 หรือ NTFS ซึ่งถ้าหากต้องการที่จะบันทึกรายการทีวีด้วย ขอแนะนำให้ใช้แบบ NTFS ครับ และสามารถแบ่งได้เป็นสี่พาร์ติชั่น เวลาเลือกก็ใช้รีโมตกดที่ปุ่มตัวเลข 1, 2, 3, 4 สำหรับเรื่องระบบปฏิบัติการนั้น ไม่ต้องห่วง เพราะมันจะฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์ (ซึ่งเข้าใจว่าเป็น Linux ที่เขียนขึ้นมาเฉพาะ)ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงว่าจะลงไม่เป็น หรือว่าโปรแกรมพังเหมือนกับการเล่นจากพีซี และยังสามารถอัพเกรดได้ง่ายและปลอดภัยด้วย (ขอไม่ลงลายละเอียดตรงนี้ ส่วนที่ว่าปลอดภัยก็คือ เกิดระหว่างอัพเกรดอยู่เกิดไฟดับ ก็ไม่ต้องห่วงว่าเครื่องจะใช่ไม่ได้เลย ต้องเข้าศูนย์อย่างเดียว เพราะตัวเครื่องทำออกมารองรับให้คุณสามารถกู้สภาพคืนได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ หรือความชำนาญพิเศษ) ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ในเครื่องเต็ม เรายังสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ต่อภายนอก หรือแฟลชไดร์ฟต่อเข้าที่ช่อง USB ด้านหลังได้ และเวลาใช้ก็เพียงกดเลือกจากรีโมตที่ปุ่ม 6 (ฮาร์ดดิสต์ในเครื่อง) 7, 8 และ 9 ซึ่งสะดวกมาก ในช่อง USB เช่นกัน เราสามารถนำกล้องดิจิตอล ดิจิตอลวิดีโอมาต่อเล่นได้เลย ในช่อง LAN ซึ่งมีความเร็วสูงสุด 1 กิกะบิต (ใช้สาย CAT6) ทำให้เราสามารถดึงเอาไฟล์ที่อยู่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของเรามาเล่นที่กล่องนี้ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องก็อปปี้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่กล่องก่อน ส่วนการที่จะให้ใช้ไฟล์ในเครือข่ายร่วมกันได้นั้น จะต้องติดตั้งโปรแกรม NetShare ซึ่งให้มาพร้อมกับในแผ่นซีดีแล้ว แต่ในการเซ็นเครือข่ายนั้น จะต้องเลือกเป็น NFS Mode แต่ถ้าเลือกเป็น Samba Mode ก็จะเล่นผ่านเครือข่ายได้เลยโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใดๆทั้งสิ้น (เพราะเป็นสายพันธุ์ลีนุกซ์เหมือนกัน) แต่สปีดจะช้ากว่า เครื่องในเครือข่ายที่ใช้ร่วมกันได้สูงสุดไม่เกินสี่เครื่อง<br />
<strong>Soft Test</strong><br />
ถึงเวลาที่จะ “ลองของ” จริงเสียที หลังจากที่สาธยายคุณสมบัติไปพอหอมปากหอมคอ หลังจากที่ต่อสายต่างๆเรียบร้อย ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เส้น นอกจากสายไฟแล้ว ก็คือสายภาพ ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเราว่า เราพร้อมในระดับไหน สำหรับเซียนไฮเดฟก็คงไม่พ้น HDMi ซึ่งรองรับแบบ 1.3a สายเสียง (ต่อเข้าเอวีรีซีฟเวอร์) จะใช้แบบอะนาล็อก หรือดิจิตอล ก็แล้วแต่ความชอบความเหมาะสม (สำหรับสายเสียงนี้ อาจตัดออกไปสำหรับคนที่ใช้ HDMi ที่ระบบรองรับทั้งภาพและเสียง) พร้อมแล้วก็เปิดเครื่อง ซึ่งต้องรอเครื่องบูตพอๆกับโหลดวินโดว์ เนื่องจากมันก็คือลีนุกซ์นั้นเอง หน้าจอบนกล่องจะแสดงสถานะ “Boot”, “Loading” จนหน้าจอขึ้นโลโก “TViX” แต่เปิดครั้งแรกอาจจะยังไม่ขึ้น แถมหน้าจออาจจะเป็นเส้นๆ เนื่องจากยังไม่ได้เซ็ตค่าต่างๆ ก็ให้กดปุ่ม “Scroll” หลายๆครั้งจนกว่าจะเห็นโลโก จากนั้นกดปุ่ม “setup”เพื่อตั้งค่าต่างๆ เช่น ระบบเสียง ประเภททีวีที่ใช้ (ขนาดภาพแบบ 4:3 หรือ 16: 9) ช่องต่อวิดีโอ อันนี้สำคัญ เพราะถ้าเลือกผิดภาพอาจไม่ขึ้น แต่ดูเหมือนตัวเครื่องจะฉลาดพอที่จะตรวจสอบรู้ว่า เราต่อสายแบบไหนอยู่ ส่วนใครที่ใช้สาย HDMi ก็ต้องเลือกให้ถูกต้องว่าจะให้กับ Audio หรือไม่ และวิดีโอเอาต์เป็นแบบไหน เมื่อจัดการส่วนนี้เสร็จ ก็หาเก้าอี้เหมาะๆ จะเป็น Love seat นั่งชมกับหวานใจพร้อมป็อบค็อนและน้ำหวาน หรือเก้าอี้นวดไฟฟ้าดูคนเดียวไม่ง้อใครก็ตามอัธยาศัยของแต่ละคน<br />
ในด้านภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาพวิดีโอ ตั้งแต่ระดับดีวีดีธรรมดา 450p จนถึง 1080i นั้น พูดได้คำเดียวว่า “สุดยอด” ก็อย่างที่กล่าวตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า “เจ้าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ” เมื่อดูภาพยนตร์สารคดีของ Dicovery ในเรื่องงูแล้ว สีสันบนหนังงู ที่เกล็ดต่างๆ ส่วนแหลมบนผิว เห็นรายละเอียดทุกสีสันจนทำให้มองเห็นความงามของอสูรพิษ หรือเมือกของเหลวบนตัวงูลูกอ่อนที่เพิ่งออกมา เห็นแล้วขนลุกขนพอง ส่วนในฉากขะมุกขะมอมอย่างภาพยนตร์  The Terminator II ทำให้เห็นรายละเอียดจากการไล่เฉดความสะสว่างมากน้อยที่ชัดเจน องค์ประกอบต่างๆไม่กลืนหายในความมืด ส่วนฉากที่สว่างนั้น สีสันสด สวยงาม (จะเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นใสภาพยนตร์เรื่อง Hero) สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการชมภาพยนตร์ ก็คือคำบรรยาย ซึ่งทำได้สะดวกโดยเลือกจากปุ่มบนรีโมตได้เลย แต่ทั้งนี้ต้องหมายความว่า เวลาคุณจะโหลดภาพยนตร์ลงสู่ฮาร์ดดิสก์นั้น คุณจะต้องมีไฟล์ซับไตเติลมาด้วย อยากเลือกได้กี่ภาษาก็ต้องนำเอาของทุกภาษานั้นมา โดยไฟล์ซับไตเติลที่ใช้ได้จะเป็นไฟล์นามสกุล  smi, sub, srt, lrc ,txt, sub (with idx) ส่วนการเลื่อนภาพสามารถเลื่อนไปข้างหน้า หรือถอยหลังได้ ด้วยความเร็วตั้งแต่ 2x ถึง 64X (ขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพยนตร์) ที่น่าสนใจคือ เวลากดหยุดภาพ ภาพจะนิ่งสนิท ไม่มีอาการสั่นพลิ้วเหมือนเครื่องเล่นดีวีดีส่วนใหญ่ แต่ภาพจากเครื่องนี้จะนิ่งเหมือนกับวอลเปเปอร์เลย<br />
สำหรับทางด้านเสียงนั้น อย่างที่ผมเคยเรียนในฉบับก่อนกว่า การเล่นภาพยนตร์ไฮเดฟจากคอมพิวเตอร์นั้น อะไรก็ดูจะดีไปหมด เสียอยู่อย่างเดียวคือระบบเสียง ซึ่งจากที่เคยทดสอบมายังไม่เจออันไหนที่สู้ระบบเสียงที่เล่นจากแผ่นโดยตรงได้เลย อย่างเครื่อง  TViX HD M-6500A นี้ก็เช่นกัน ระบบเสียงรอบทิศทางนั้น ต้องลืมๆไปบ้าง แม้ว่าจะผ่านเอวีรีซิฟเวอร์ก็ตาม แต่อย่างที่เรียนว่า การถ่ายโอนภาพความละเอียดสูงมานั้น ในด้านเสียงยังคงมีปัญหา แต่สำหรับเสียงคู่หน้ายังถือว่าใช้ได้ ส่วนการเล่นไฟล์ออดิโอนั้น จากที่ทดสอลไฟล์เอ็มพี3 ไฟล์เวฟ นั้น อยู่ในระดับที่พอใช้ได้ หรือการชมคอนเสิร์ตยอดนิยมอย่างของวงอินทรีย์ผยองเดช – ดิ อีเกิล (Eagle) และวงสาวน้อยหน้าแฉล้ม – เดอะคอร์ (The Corrs) ก็เช่นกัน เล่นจากแผ่นได้ฟิลกว่า แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับคนที่จะซื้อ TViX HD M-6500A มาใช้งาน เพราะเจ้าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ทำได้ระดับนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว<br />
สำหรับคนที่อยากซึ้ง TViX HD M-6500A แต่ยังขาดปัจจัยพื้นฐานรองรับ เช่น จอภาพยังไม่รองรับ Full HD จะใช้ได้หรือไม่ ก็ขอยืนยันว่า ใช้ได้ครับ เพราะตัวเครื่องจะทำการ autosync เวลาที่เราเลือกเล่นไฟล์วิดีโอที่มีความละเอียดสูงกว่าที่จอจะรับได้ มันจะปรับให้ลงมาที่ความละเอียดสูงสุดที่จอจะปรับได้ ซึ่งแน่นอนว่า จะไม่ได้ความละเอียดของไฮเดฟ แต่ก็คุ้ม เพราะอย่างไรเสียก็ละเอียดให้น่าดูชมกว่าดีวีดีทั่วไป<br />
TViX HD M-6500A เกิดมาเพื่อไฮเดฟโดยเฉพาะ ฉะนั้น สำหรับผู้นิยมไฮเดฟแล้ว นี่แหละคำตอบสำหรับคุณ และสำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาความสุนทรีจากการชมภาพยนตร์ไฮเดฟ แต่ไม่ต้องการความยุ่งยาก และไม่ต้องการลงทุนเงินก้อนโตจากเครื่องคอมพิวเตอร์  และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการความสะดวกสบาย ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส TViX HD M-6500A ก็คือสิ่งที่คุณไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะมันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/dvico-tvix/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

