<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; ASUS</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/tag/asus/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ASUS AIR3 – iPod Speaker with Internet Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ASUS AIR3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-216" title="asus-air3_hires-1-550x444" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/asus-air3_hires-1-550x444-300x242.jpg" alt="asus-air3_hires-1-550x444" width="300" height="242" /><strong>ASUS AIR3</strong> ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย</p>
<p>ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น<br />
<span id="more-215"></span><br />
ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Silk Dome ที่วางอยู่ด้านบนสองข้าง กำลังขับ 3 วัตต์ที่ 5 โอม และวูฟเฟอร์ขนาด 3.5 นิ้ว กำลังขับ 35 วัตต์ที่ 4 โอมที่วางอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง ซึ่งลำโพงที่ติดตั้งมานี้ได้รับการรับรอง (Certified) HDSS® (High Definition Sound Standard) พร้อมด้วยโมดูล ETL™ (Embedded Transmission Line) ที่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเสียงอันเกิดจากการสั่นไหว ทำให้เสียงที่ได้มีความใส สะอาด เป็นธรรมชาติ ลำโพงทั้งหมดนี้ ปิดทับด้วยหน้ากากพลาสติกโค้งที่เจาะช่องตรงลำโพง และปุด้วยผ้าปิดลำโพง จึงแลดูสวยงาม มีคุณค่า และเสริมความสะดวกด้วยรีโมทคอนโทรลขนาดเหมาะมือที่มีปุ่มทำงานครบถ้วน และด้านหลังตัวรีโมทใช้ยางกันลื่น จึงจับกระชับใช้งานสะดวก</p>
<p>สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของ ASUS AIR3 คือ ความสามารถในการรับวิทยุอินเทอต์เน็ตซึ่งมีเป็นหมื่นสถานีทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยตัวเครื่องสามารถติดแลน (LAN) ได้ทั้งแบบมีสายโดยมี 10/100 Mbits Ethernet และแลนไร้สาย 802.11b/gความเร็ว 54 Mbits พร้อมเสารับสัญญาณมาให้ต่อเข้าที่ด้านหลังเครื่อง นอกจากรับวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งข่าวสาร และบันเทิงแล้ว ยังสามารถรายงานอากาศเมืองสำคัญต่างๆ และใช้เป็นเครือข่ายต่อกับพีซี เพื่อดึงเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเปิดที่ ASUS AIR3 ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>จากการสังเกต ประสิทธิภาพของลำโพงจะเริ่มสำแดงความสามารถทั้งด้านดนตรีจนเข้าสู่ระดับเทียบชั้นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้เบิร์นอินไปประมาณสิบชั่วโมงไปแล้ว ความแข็งเกร็งของเสียงจะเริ่มหายไป ความสะอาดของเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเล่นเพลงคลาสสิกไวโอลินคอนแชโตจะได้ความสะอาด ใสพลิ้วของเส้นสายที่ดีมาก ในขณะที่เสียงเชลโลก็ให้เสียงต่ำที่มีความหนักแน่น มีพลัง ความใส และสะอาดของเสียงดนตรีจะพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อทดสอบด้วยบทเพลงของ Bach ที่เดี่ยวไวโอลินโดย Kyung-Wha Chung นักไวลินสาวชาวเกาหลีระดับแนวหน้า ปลายนิ้วที่กดลงบนสายแต่ละเส้น การสีข้ามแต่ละช่องเสียงให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ไม่ขัด ไม่คลุมเครือ ให้ความรู้สึกถึงทรวดทรงของแต่ละตัวโน้ตดีมาก หลังจากที่ลองฟังเสียงไวโอลินเพียวๆแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นแบบบิ๊กแบนด์บ้าง ต้องยอมรับว่า  ASUS AIR3 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การแยกชิ้นดนตรียังมีช่องว่างให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่กลบกันจนมั่ว ส่วนด้านเสียงกลอง ยังออกมาได้ค่อนข้างหนักแน่นแฝงด้วยความนุ่มนวล ในด้านของพลังเบสนั้น ASUS AIR3 ได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น BASS เมื่อเรากดปุ่มนี้ ก็จะเพิ่มความลึกของเสียงเบสได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควร</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบคือ การเล่นเพลงแบบ Vocal ครับ ผมลองเล่นเพลงจากอัลบั้ม Red Hot Audiophile 2009 ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสีย (Lossless Compression) เสียงร้องในแนวแจ๊สฟังแล้วรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทั้งเสียงดนตรี และเสียงร้องที่เรียกว่า แทบจะลงตัวจนหาที่ติไม่ได้จนบางครั้งลืมไปว่า กำลังฟังจากลำโพงกล่องเดียวของ ASUS AIR3 ถ้าไม่ติดตรงเวทีเสียงที่แคบไปหน่อยแล้ว ยังเผลอคิดว่า ฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำเสียอีก จากที่สังเกต ถ้าหากนั่งฟังขยับออกห่างจากตัวลำโพงสัก 1.5 – 2 เมตร จะได้มิติของเวทีเสียงที่ดีขึ้นมาก ส่วนหน้ากากลำโพงนั้น ถ้าหากใครไม่เกี่ยงว่าแลดูไม่สวยงาม ขอแนะนำว่า เวลาฟังเพลงนั้น ให้ถอดออก จะทำให้ลดความขุ่นมัวไปได้ไม่น้อย ผลลัพธ์แห่งคุณภาพเสียงเช่นนั้น น่าจะเป็นผลพวงของการฝังตัวเพาเวอร์แอมป์ TPA3120D2 แบบคลาส-ดี (Class – D Power Amplifier) ของ TI (Texas Instrument) ไว้ในลำโพง ASUS AIR3 ที่ติดตั้งมา</p>
<p>สำหรับการเล่นวิดีโอหรือภาพจากไอพ็อตนั้น เราสามารถต่อสายให้ไปแสดงผลบนจอทีวีขนาดใหญ่ได้ โดย ASUS AIR3 ได้เตรียมช่องต่อให้ไว้แล้วด้านหลังเครื่อง ให้เลือกได้ทั้งช่อง Video Out และ S-Video ก็จะทำให้เราได้รับความบันเทิงที่เต็มตา เต็มอิ่มยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเสียงที่ให้ออกมาทาง ASUS AIR3 แล้ว</p>
<p>ในด้านของการรับวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น ก่อนอื่นต้องเซ็ตระบบแลนให้เรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พิเศษอะไรก็สามารถเซ็ตเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที หลังจากที่เซ็ตเรียบร้อย เราก็สามารถเลือกฟังก์ชั่น AIR เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยกดเลือกตามเมนูทีละขั้น ในเมนูจะให้เลือกภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป อัฟริกา เอเชีย เป็นต้น จากนั้น ก็แยกย่อยเป็นประเทศอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสถานีวิทยุอินเทอร์เน็ตหลายสถานี หลังจากเลือกสถานีแล้ว ก็ต้องรอการสตรีมมิ่งให้เต็มบัฟเฟอร์ การกำหนดบัฟเฟอร์ของตัวเครื่องนั้น สามารถเลือกตั้งได้สามระดับ คือ 2 วินาที 4 วินาที และสูงสุด 8 วินาที ขอแนะนำให้ตั้งที่สูงสุด เพราะจากการทดสอบนั้น ถ้าเป็นสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งที่บีบอัดในระดับที่ 32 บิต หรือ 64 บิต จะไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง สามารถรับฟังได้อย่างราบรื่น แต่คุณภาพเสียงก็จะด้อยไปมากเหมือนรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ สำหรับสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งแบบ 128 บิต จะเจอปัญหาต้องสะดุดเป็นระยะๆ เนื่องจากบัฟเฟอร์เล็กเกินไป ต้องคอยรอให้เติมเต็มก่อนถึงเล่นต่อไปได้  แลนไร้สายที่บิลต์อินมานั้น หากเรานำเครื่อง ASUS AIR3 นี้ไปเล่นในจุดที่มี Wi-Fi Hot Spot ก็จะสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ตได้ทันที</p>
<p>ASUS AIR3 ตัวนี้ คงสร้างความชื่นชอบแก่เหล่าสาวกไอพ็อตได้ไม่น้อย ด้วยการออกแบบที่สวยงามสมฐานะ และที่สำคัญที่สุดคือ การคัดอุปกรณ์ระดับคุณภาพที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงที่เทียบชั้นได้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าอัสซุสจะเข้าสู่สมรภูมิด้านนี้หลังคนอื่นก็ตาม แต่จากสเปคและคุณภาพที่อัสซุสมอบให้นั้น คงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความตั้งใจได้ชัดเจนว่า การเข้าสู่สมรภูมินี้ของอัสซุสก็เพื่อที่จะหวังยึดครองส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่ประเภท “ขอเอาด้วยคน” อย่างแน่นอน นอกจากจะขอยึดครองส่วนแบ่งทางการทางตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัสซุสต้องการที่จะเข้าไปยึดครองหัวใจของเหล่าสาวกไอพ็อตทั้งหลาย ซึ่งก็เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความจริงอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Connectivity</td>
<td>Wireless LAN 802.11b/g<br />
Wired 10/100M Ethernet</td>
</tr>
<tr>
<td>Data Rates</td>
<td>54 Mbits (WLAN)<br />
10 Mbits (Ethernet)</td>
</tr>
<tr>
<td>Wireless LAN Security</td>
<td>64/128-bit WEP,WPA,WPA2</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio Format Decoder</td>
<td>MP3/WMA<br />
16 Kbps~ 320 Kbps</td>
</tr>
<tr>
<td>SNR</td>
<td>&gt;90dB Earphone</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>128X64 FSTN Graphics Display<br />
Blue color with whit</td>
</tr>
<tr>
<td>I/O Port</td>
<td>Headphone Jack(Φ3.5mm)<br />
Line In(Φ3.5mm)<br />
Line Out (RCA Jack)<br />
Ethernet (RJ45)<br />
DC Power Jack</td>
</tr>
<tr>
<td>Speaker</td>
<td>5 Watt/ 4 Ohm</td>
</tr>
<tr>
<td>Language Support</td>
<td>French,English,German,Spanish,Japanese,Korean,Traditional   Chinese,Simplified Chinese</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Power Adaptor</td>
<td>Input- 100-240V(50-60 Hz)<br />
Output- DC 6V/2A</td>
</tr>
<tr>
<td>Remote Control</td>
<td>26 keys</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension</td>
<td>250x128x190 mm(LxWxH)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS LS221H-Ultra Slim, Ultra Chic and Elegant LCD Monitor</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Mar 2009 15:53:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[LCD]]></category>
		<category><![CDATA[LS221H]]></category>
		<category><![CDATA[Ultra slim]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=116</guid>
		<description><![CDATA[ASUS LS221H เป็นจอแอลซีดีหนึ่งเดียวใน LS Series ที่แตกต่างจากซีรีส์อื่นๆที่ทางอัสซุสผลิตออกมา ความแตกต่างที่ว่านี้ สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เพียงแต่ว่าอาจยังไม่ทราบถึงรายละเอียดเท่านั้น รู้แต่เพียงว่ามันไม่เหมือนกับจอแอลซีดีธรรมดาทั่วไป หลังจากที่แกะกล่องและประกอบเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ จอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว ด้วยความเคยชินกับจอแบบไวดืสกรีน เมื่อเห็นขนาดของจอ LS221H รุ่นนี้จึงมีความรู้สึกแปลกๆ แต่ในท่ามกลางความแปลกก็มีความต่างที่น่าสนใจ สิ่งแรกที่เห็นคือ ผิวจอแอลซีดีที่ปิดด้วยแผ่นกระจกใส โดยปรกติแล้ว การนำกระจกใสมาปิดบนผิวก็เพื่อป้องกันผิวจอ และกันรอขีดข่วน แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการปกป้องสิ่งเหล่านี้ก็คือ แสงสะท้อนบนกระจกที่น่ารำคาญมาก จนกลายเป็นปัจจัยลบที่ลดทอนคุณภาพของจอลงโดยไม่ตั้งใจ แต่สำหรับ ASUS LS221H นี้ ประสบการณ์อันเลวร้ายที่กล่าวมานั้น กลับไม่ปรากฏให้เห็นแต่ประการใด แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความคมชัด สดใส และสีเต็มอิ่มของภาพ กระจกใสที่อัสซุสนำมาใช้นั้น เป็นกระจกที่ต้านการสะท้อนแสงมากที่สุด (Extreme Anti-reflection Glass) และผ่านการขัดให้เรียบมันและตัดขอบสวยงามแบบ Diamond Cut การขัดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้แลดูสวยงามเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันการขีดข่วน โดยกระจกจะมีความเหนียวในระดับ 9H (เป็นหน่วยวัดค่าความเหนียวของ sapphire) ค่าที่ได้มานี้ไม่ใช่นำมากล่าวอ้างกันลอยๆ หากแต่ผ่านการทดสอบความแข็งในระดับมาตรฐาน D3363-92a โดยสมาคมอเมริกันเพื่อการทดสอบวัตถุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-117" title="ASUS LS221H LCD Monitor" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/38132_asus_ls221-300x275.jpg" alt="ASUS LS221H LCD Monitor" width="300" height="275" />ASUS LS221H เป็นจอแอลซีดีหนึ่งเดียวใน LS Series ที่แตกต่างจากซีรีส์อื่นๆที่ทางอัสซุสผลิตออกมา ความแตกต่างที่ว่านี้ สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เพียงแต่ว่าอาจยังไม่ทราบถึงรายละเอียดเท่านั้น รู้แต่เพียงว่ามันไม่เหมือนกับจอแอลซีดีธรรมดาทั่วไป<br />
หลังจากที่แกะกล่องและประกอบเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ จอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว ด้วยความเคยชินกับจอแบบไวดืสกรีน เมื่อเห็นขนาดของจอ LS221H รุ่นนี้จึงมีความรู้สึกแปลกๆ แต่ในท่ามกลางความแปลกก็มีความต่างที่น่าสนใจ สิ่งแรกที่เห็นคือ ผิวจอแอลซีดีที่ปิดด้วยแผ่นกระจกใส โดยปรกติแล้ว การนำกระจกใสมาปิดบนผิวก็เพื่อป้องกันผิวจอ และกันรอขีดข่วน แต่สิ่งที่ต้องแลกกับการปกป้องสิ่งเหล่านี้ก็คือ แสงสะท้อนบนกระจกที่น่ารำคาญมาก จนกลายเป็นปัจจัยลบที่ลดทอนคุณภาพของจอลงโดยไม่ตั้งใจ แต่สำหรับ ASUS LS221H นี้ ประสบการณ์อันเลวร้ายที่กล่าวมานั้น กลับไม่ปรากฏให้เห็นแต่ประการใด แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความคมชัด สดใส และสีเต็มอิ่มของภาพ</p>
<p><span id="more-116"></span></p>
<p>กระจกใสที่อัสซุสนำมาใช้นั้น เป็นกระจกที่ต้านการสะท้อนแสงมากที่สุด (Extreme Anti-reflection Glass) และผ่านการขัดให้เรียบมันและตัดขอบสวยงามแบบ Diamond Cut การขัดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้แลดูสวยงามเท่านั้น แต่เพื่อป้องกันการขีดข่วน โดยกระจกจะมีความเหนียวในระดับ 9H (เป็นหน่วยวัดค่าความเหนียวของ sapphire) ค่าที่ได้มานี้ไม่ใช่นำมากล่าวอ้างกันลอยๆ หากแต่ผ่านการทดสอบความแข็งในระดับมาตรฐาน D3363-92a โดยสมาคมอเมริกันเพื่อการทดสอบวัตถุ (ASTM-American Society for Testing and Materials) สำหรับความเหนียวของกระจกที่ใช้กับจอมอนิเตอร์โดยทั่วไปจะมีค่าเพียง 2H เท่านั้น ดังนั้น ด้วยความแข็งที่ต้านการสะท้อนแสงนี้ จึงเหมือนกับกระจกเนื้อเลนส์ชั้นดีของกล้องถ่ายภาพมืออาชีพ ที่ทำให้แสงผ่านไปได้อย่างเต็มที่เหมือนดั่งในธรรมชาติ<br />
ท่ามกลางความแข็งของกระจกนั้น ก็มีความอ่อนนุ่มในตัว อาจจะเป็นครั้งแรกที่เห็นจอคอมพิวเตอร์ที่มีการนำเอาหนังอ่อนแท้ๆมาเป็นส่วนหนึ่งของวัสดุการผลิตจกภาพ โดยด้านล่างของจอ อันเป็นตำแหน่งที่วางของปุ่มควบคุมต่างๆ ถัดลงไปนั้นพื้นที่ทั้งหมดของจอจะปิดด้วยหนังอ่อน ทำให้แลดูงามสง่า ทันสมัยและมีคุณค่า บริเวณรอบๆปุ่มควบคุมนั้น ปรกติจะเป็นตำแหน่งที่มีการสัมผัสด้วยนิ้วบ่อยมาก ด้วยความเค็มของเหงื่อบนมือคนเรา เราจึงมักเห็นจอมอนิเตอร์ที่ผ่านการใช้งานระยะหนังแล้ว จะเกิดรอยสีซีดอันเกิดจากการกัดของเหงื่อ ส่วนด้านความหนาของจอนั้น มีความหนาเพียง 45 มม. ซึ่งทางอัสซุสอ้างว่า เป็นจอที่บางที่สุดในโลกสำหรับจอแอลซีดีขนาด 22 นิ้ว<br />
ฐานจอทรงกลมที่รองรับจอสี่เหลี่ยม 22 นิ้ว เป็นการผสมผสานความแข็ง(ของสี่เหลี่ยม)กับความอ่อนนุ่ม (ของทรงกลม)ที่ลงตัวอีกจุดหนึ่ง ภายในวงฐานจอนั้น ประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีในยามใช้งาน คือสีฟ้า แดง ส้ม เขียว ชมพู ในขณะที่ปุ่มควบคุมนั้นจะเป็นไฟสีฟ้าตัดบนพื้นผิวจอสีดำ จึงและดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ส่วนด้านหลังของฐานจอทรงกลมนี้ จะเป็นช่องต่อของกระแสไฟ ช่องต่อสัญญาณแบบวีจีดี และช่องต่อ มควบคุมนั้นจะเป็นไฟสีฟ้าตัดบนพื้นผิวจอสีดำ จึงและดูเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงาม ส่วนด้านหลังของฐานจอทรงกลมนี้ จะเป็นช่องต่อของกระแสไฟ ช่องต่อสัญญาณแบบวีจีดี และช่องต่อ HDMI</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/Shopping/index.html"><img class="aligncenter size-full wp-image-118" title="QED Silver Anniversary XT Award-winning Speaker Cable" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/qed_xt1.gif" alt="QED Silver Anniversary XT Award-winning Speaker Cable" width="468" height="60" /></a><br />
ความละเอียดของจอภาพที่ 1680&#215;1050 พิกเซลซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะกับการใช้งานด้านเอกสารทั่วไป การงานอินเทอร์เน็ต และการเล่มเกม สำหรับการพิมพ์งานนั้น ตัวหนังมีความคมของขอบจนแทบจะมองไม่เห็นการรบกวนของ noise จึงทำให้อ่านสบายตา ปุ่มควบคุมจะมีพรีเซ็ตโหมดมาให้สี่โหมดด้วยกัน คือ Standard, Scenery, Gaming, Night View และ Home Theater Modes โดยโหมดมาตรฐานจะเป็นโหมดที่ให้แสงสว่างที่ปานกลาง น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งานในประจำวันทั่วไป ส่วน Scenery Mode จะให้ความสว่างของแบ็กกราวด์เพิ่มขึ้น สีสันดูสดสว่างขึ้น ซึ่งเหมาะกับการดูภาพถ่ายที่ต้องการความสดของสีสัน ส่วน Gaming Mode จะมีความสว่างมากที่สุด และสุดท้ายคือ Home Theater Mode ที่มีความสว่างน้อยกว่าเพื่อน<br />
การนำไปใช้เล่นเกมนั้น ดูจะมีความเหมาะสมไม่น้อยไปกว่าการใช้งานด้านเอกสารทั่วไป ด้วยเวลาการตอบสนองที่ไวมาก เพียง 2 MS. (Gray to Gray) ดังนั้น การเล่มเกมแอคชั่นทีมีความเคลื่อนไหวจึงไม่ขึ้นหยัก หรือเงาหลอนที่ตัววัตถุที่เคลื่อนไหว จะด้อยลงไปบ้างก็กรณีที่ภาพเป็นเส้นตารางที่มีความละเอียด<br />
สำหรับการทดสอบด้านการชมภาพยนตร์นั้น เนื่องจากจอตัวนี้ผมได้มาพร้อมกับการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe เลยขอโอกาสทดสอบไปพร้อมๆกันในบางกรณี ด้วยความละเอียดของตัวจอคือ1680&#215;1050 พิกเซล จึงทำให้ได้สัดส่วนภาพขนาด 4:3 จึงไม่ค่อยเหมาะนักในการชมภาพยนตร์ขนาด 16:9 จึงทำให้ภาพดูสูงผิดปรกติ ในด้านของความสว่าง (Brightness) 300 cd/㎡ ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง และความเปรียบต่าง (Contrast) 4,000:1 ถึงว่าอยู่ในเกณฑ์ดี (อย่าไปเปรียบเทียบกับค่าความเปรียบต่างที่บูสต์ขึ้นสูงสุดแล้ว ซึ่งจะแจ้งระดับ 10,000:1 เดี๋ยวจะไขว้เขวกันเปล่าๆ) สำหรับการชมภาพยนตร์นั้น ผมมีความรู้สึกว่าความสว่างจะน้อยไปนิดในโหมดโฮมเธียเตอร์ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโหมดมาตรฐานก็ดูจะโอเคมากกว่า (ส่วนตัวชอบใน Scenery Mode มากกว่า) ในด้านของความเคลื่อนไหวในฉากแอคชั่นนั้น มีความต่อเนื่องไหลลื่นดีมาก ส่วนด้านสีสันมีความสมจริงค่อนข้างดี (ส่วนหนึ่งคงเป็นอนิสงค์จากการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe) หากไม่พอใจกับโทนสีผิว (skin tone) ที่เห็น ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามที่ตนเองต้องการอีก 3 โทน และอุณหภูมิสีอีก 5 โทน แม้ว่า LS221H จะสามารถต่อสาย HDMI ก็ตาม แต่น่าเสียดายที่มีความละเอียดเพียง 1680&#215;1050 พิกเซล จึงไม่ซัพพอร์ตในโหมด Full HD 1080P ได้ คงได้เพียง 720P เท่านั้น<br />
<strong>ข้อสังเกต</strong><br />
จากโครงสร้างการออกแบบที่แข็งแรง สวยงาม และระดับความระเอียดของจอภาพในรุ่น LS221H นี้ จึงเหมาะที่จะนำมาใช้งานในด้านเอกสารประจำวัน และการเล่นเกมสำหรับที่ทำงานและครอบครัวเป็นหลัก เป็นที่น่าเสียดายว่า ตัวจอไม่สามารถปรับหมุนให้วางในแนวตั้งได้ เพราะตัวโปรแกรมที่ทางอัสซุสให้มานั้น สามารถหมุนภาพให้วางในแนวตั้งได้ ซึงจะเหมาะอย่างมากสำหรับงานด้านการออกแบบงานสิ่งพิมพ์ แต่โดยรวมแล้ว ถือว่าเป็นจอที่มีความสวยงามน่าใช้ เพียงแต่เลือกใช้ให้เหมาะกับประเภทงานเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-ls221h-ultra-slim-ultra-chic-and-elegant-lcd-monitor/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe-The Audio/Video Enhance Card</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Mar 2009 13:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[HDMI]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[Xonar HDAV]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=96</guid>
		<description><![CDATA[การเปิดตัวการ์ด Xonar HDAV 1.3 ของ ASUSTek ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะอัสซุสเองได้ชื่อว่า เป็นผู้นำการผลิตเมนบอร์ดของโลก ส่วนการผลิตการ์ดเสียงนั้น ตำแหน่งเป็นของรายอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อผู้อยู่ในตำแหน่งผู้นำจะมาชกข้ามเวที จะมาชกในระดับพินเวท หรือ ฟลายเวท ดูจะไม่สมศักดิ์ศรี จะชกทั้งทีขอชกข้ามรุ่นไปสู่เฮฟวี่เวทไปเลย ในช่วงหลายปีหลังนี้ อุตสาหกรรมการ์ดเสียงบนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ทั้งที่ทำงานและใช้ส่วนตัวในบ้าน) ค่อนข้างจะอยู่นอกกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านนี้ไม่มีอะไรที่ถือเป็นการพลิกโฉมอย่างเห็นได้ชัด อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ฝังชิปเสียงที่ได้คุณภาพในระดับปานกลางจนถึงขั้นดีที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการ์ดแสดงผลเสียส่วนใหญ่ แม้มาถึงยุคของไฮเดฟฟินิชั่น (High-definition) ก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆที่ออกมาจึงเน้นด้านของภาพมากกว่าด้านเสียง เราจึงได้เห็นภาพยนตร์ไฮเดฟจำนวนมากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพด้านภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดอรรถรสด้านเสียง การออกการ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe ของค่ายอัสซุส จึงเป็นการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแท้จริง โดยอัสซุสวางตำแหน่งการ์ดรุ่นนี้เป็น Audio/Video Enhance Card คือ เป็นการ “เสริม” ประสิทธิภาพด้านเสียงและภาพ เหตุที่กล่าวว่า เป็นการ “เสริม” ก็เพราะว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีการ์ดแสดงผลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องเป็นการ์ดที่มีช่องต่อเอาต์พุทแบบ DVI/HDMI ด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-97" title="ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/03/asus_xonar_hdav_1_3_deluxe-269x300.jpg" alt="ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe" width="269" height="300" />การเปิดตัวการ์ด Xonar HDAV 1.3 ของ ASUSTek ครั้งนี้ ถือว่าค่อนข้างเหนือความคาดหมาย เพราะอัสซุสเองได้ชื่อว่า เป็นผู้นำการผลิตเมนบอร์ดของโลก ส่วนการผลิตการ์ดเสียงนั้น ตำแหน่งเป็นของรายอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อผู้อยู่ในตำแหน่งผู้นำจะมาชกข้ามเวที จะมาชกในระดับพินเวท หรือ ฟลายเวท ดูจะไม่สมศักดิ์ศรี จะชกทั้งทีขอชกข้ามรุ่นไปสู่เฮฟวี่เวทไปเลย<br />
ในช่วงหลายปีหลังนี้ อุตสาหกรรมการ์ดเสียงบนคอมพิวเตอร์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ทั้งที่ทำงานและใช้ส่วนตัวในบ้าน) ค่อนข้างจะอยู่นอกกระแส ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงด้านนี้ไม่มีอะไรที่ถือเป็นการพลิกโฉมอย่างเห็นได้ชัด อีกส่วนหนึ่งคือ ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ฝังชิปเสียงที่ได้คุณภาพในระดับปานกลางจนถึงขั้นดีที่ผู้บริโภคยอมรับอยู่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการ์ดแสดงผลเสียส่วนใหญ่ แม้มาถึงยุคของไฮเดฟฟินิชั่น (High-definition) ก็ตาม อุปกรณ์ต่างๆที่ออกมาจึงเน้นด้านของภาพมากกว่าด้านเสียง เราจึงได้เห็นภาพยนตร์ไฮเดฟจำนวนมากที่เล่นบนคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพด้านภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดอรรถรสด้านเสียง</p>
<p><span id="more-96"></span></p>
<p>การออกการ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe ของค่ายอัสซุส จึงเป็นการมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแท้จริง โดยอัสซุสวางตำแหน่งการ์ดรุ่นนี้เป็น Audio/Video Enhance Card คือ เป็นการ “เสริม” ประสิทธิภาพด้านเสียงและภาพ เหตุที่กล่าวว่า เป็นการ “เสริม” ก็เพราะว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจะต้องมีการ์ดแสดงผลอยู่แล้ว และที่สำคัญจะต้องเป็นการ์ดที่มีช่องต่อเอาต์พุทแบบ DVI/HDMI ด้วย สำหรับสเปคเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปก็ไม่ได้สูงมากนัก ที่สำคัญจะต้องมีช่องเสียบการ์ดแบบ PCI Express 1 ช่องสำหรับเสียบการ์ด HDAV ส่วนถ้าใช้เป็นรุ่น Deluxe ซึ่งจะมีการ์ดเสริม H6 DAC เพิ่มมาอีกหนึ่งการ์ด จึงต้องมีสล็อตหรือช่องเสียบแบบ PCI Express เป็นสองช่อง ส่วนพลังของซีพียูนั้น ก็แค่เพนเทียม4 1.4 GHz. หรือ AMD Athlong 1400 ก็พอ หน่วยความจำ 256 MB. หลักๆก็มีเพียงแค่นี้เอง<br />
การเติบโตของบลูเรย์ถือเป็นการก่อเกิดช่องว่างของ Home Theater PC (HTPC) กับผู้ที่เล่น Blu-ray Player อย่างแท้จริง เนื่องจากระดับการป้องกันของบลูเรย์ในส่วนของ Protected Audio Playback Systems (PAPS) และ full Advanced Access Content System (AACS) ซึ่งการที่จะให้ระบบเสียงและเนื้อหาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพนั้น จะต้องได้รับการรับรองจากทางบลูเรย์ มิเช่นนั้นแล้ว มีวิธีเดียวที่จะเล่นได้คือ เครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องทำการ downsampling Blu-ray audio ลงมาเป็นระดับคุณภาพของ DVD ที่ 48K/16bit แต่ด้วยประสิทธิภาพของพลังประมวลผลของชิปเสียง AV200 ที่อัสซุสคิดค้น พร้อมกับร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ArcSoft ในการพัฒนาซอร์ฟแวร์ Total Media Theater จึงทำให้การ์ด Xonar HDAV 1.3 Deluxe สามารถถอดรหัส (decode) ภาพยนตร์บลูเรย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้านเสียงโดยไม่มีการสูญเสียใดๆ เช่น Dolby® TrueHD and DTS-HD Master Audio™ ที่ 24bit, 96-192Khz  ในขณะที่หน่วยประมวลผลด้านภาพ  Splendid HD video processor ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน HDMI1.3a จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถส่งผลระบบเสียง 7.1 แชนแนลคุณภาพสูงสุด 192K linear pulse code modulation (LPCM) ผ่านทางช่องต่อ HDMI ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น ตัวชิปประมวลผลภาพตัวนี้ ยังทำให้ภาพมีความคมชัด ชอบภาพที่เรียบไม่เป็นหยัก ลดอาการเต้นของภาพลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพลังการประมวลผลของซีพียู<br />
นอกจากประสิทธิภาพด้านเสียงดิจิตอลแล้ว ส่วนหนึ่งที่นักฟังเพลงขาดเสียไม่ได้ก็คือ ระบบเสียงแบบอะนาล็อก ASUS Xonar HDAV 1.3 ก็ไม่ได้มองข้ามในส่วนนี้ไป เพราะในส่วนของการแปลงสัญญาณดิจิตอลสู่อะนาล็อก (24-bit DAC) นั้น ได้นำเอาชิป TI Burr-Brown PCM1796 (123dB SNR) ที่พวกเรารู้จักกันดีมาใช้ ชิป National Semiconductor LM4562 สำหรับออปแอมป์ และชิป Cirrus Logic CS5381, 120 dB SNR สำหรับการแปลงสัญญาณอะนาล็อกสู่ติจิตอล (24-bit ADC) แต่ปัญหาของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในภาคของเสียงนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาโลกแตกก็คือ คลื่นสัญญาณแม่เหล็กซึ่งมีอยู่มากมายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทางอัสซุสจึงได้ออกแบบวงจรการลงกราวน์ที่เรียกว่า HyperGrounding เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เหลือน้อยที่สุด จึงทำให้เสียงในระดับ 120 dB SNR มีความคลาดเคลื่อน (distort) ต่ำเหลือเพียง 0.0004% ในทั้ง 7 แชนแนล ซึ่งแตกต่างจากการ์ดเสียงทั่วไป ที่จะให้มาเฉพาะสองแชนแนลหน้าเท่านั้น<br />
ASUS Xonar HDAV 1.3 หากรุ่นที่ไม่มี Deluxe ต่อท้ายจะมีเพียงการ์ดหลัก HDAV ซึ่งเป็นการ์ดแบบฟูลไฮท์ ดังนั้น ใครที่ใช้เคสแบนแบบโลว์โปรไฟล์ต้องหาเคสใหม่ครับ ในด้านที่ติดตั้งอุปกรณ์ของตัวการ์ดจะปิดด้วยแผ่นโลหะสีดำจึงมองไม่เห็นชิปบนการ์ด คงเหลือแต่ช่องต่อต่างๆ ในส่วนของด้านที่ติดยึดกับตัวเคสนั้น จะมีช่อง HDMI-in (ใช้สำหรับรับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล ช่อง HDMI-out ใช่ต่อเชื่อมกับอุปกรณ์ที่สนับสนุน HDMI อื่นๆ เช่น จอมอนิเตอร์ ทีวี ช่อง S/PDIF out ใช้สำหรับต่อสายโคแอคเชียล และออปติคัล TOSLINK เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องทอดรหัสภายนอก เช่น เอวี รีซิฟเวอร์ ซึ่งจะส่งออกเสียงดิจิตอล เช่น PCM, Dolby Digital, DTS, WMA-Pro เป็นต้น ถัดลงมาสองช่องจะเป็นช่องต่อ RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าซ้ายและขวา และสุดท้ายคือช่อง Line-in (S/PDIF in) เพื่อนำมาต่อเข้ากับเครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี ซินติไทเซอร์ เป็นต้น<br />
ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นั้น จะมีการ์ด H6 DAC Extension board เพิ่มมาอีก 1 แผง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าการ์ดหลัก เมื่อติดตั้งแล้วจะต้องนำมาสายแพร์เชื่อมต่อทั้งสองการ์ดเพื่อทำงานกลมกลืนเป็นหน่วยเดียวกัน สำหรับช่องต่อบนการ์ดขยายนี้จะมีช่องต่อ RCA ทั้งหมด 6 ช่อง โดยจะเป็นช่องสำหรับลำโพงเซอร์ราวด์ข้างขวา ลำโพงเซอร์ราวด์ข้างซ้าย ลำโพงเซ็นเตอร์ ซับวูฟเฟอร์ ลำโพงเซอร์ราวด์หลังขวา ลำโพงเซอร์ราวด์หลังซ้าย โดยช่องต่อทั้งหมดจะมีการชุบทองแลดูแน่นหนา ให้ความรู้สึกของคุณภาพระดับไฮเอ็นด์ หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการชุบทองเพื่อให้สัญญาณผ่านไปได้อย่างดี และสะอาด<br />
Wave Test<br />
การทดสอบ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe นี้ ได้แยกทำการทดสอบทั้งระบบเสียงดิจิตอล และอะนาล็อก ในส่วนของระบบเสียงดิจิตอลนั้น การให้ได้ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมของซาวด์การ์ดชุดนี้ ควรจะใช้กับลำโพงแบบ Active Speaker และ Active Subwoofer เพื่อให้พลังเสียงแต่ละแชนแนลสามารถสำแดงฤทธิ์ได้อย่างเต็มสตรีมของมัน แต่เนื่องจากลำโพงแบบ Active Speaker ในบ้านเราคงหาทำยาค่อนข้างยาก ครั้นจะขอยืมของเพื่อนฝูงในห้องบันทึกเสียงก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้น จึงมีอยู่วิธีเดียวก็คือ การต่อสายดิจิตอล(สายโคแอคเชียล หรือ HDMI) จาก Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้าสู่เอวีรีซิฟเวอร์ ซึ่งแน่นนอนว่า เครื่องเอวีรีซิฟเวอร์ของเราจะต้องซัพพอร์ต HDMI และ HD-audio จากการทดสอบภาพยนตร์เรื่อง The Pianist ซึ่งเคยชมฉบับดีวีดีธรรมดาเมื่อหลายปีก่อน ก็เปลี่ยนมาเป็นฉบับบลูเรย์ ในฉากของการที่ทหารเยอรมันนาซียิงถล่มใส่อพาร์ตเมนต์ที่พระเอกอยู่นั้น บรรยากาศเสียงรอบข้างเหมือนกับเราอยู่ในสถานที่จริงอย่างไรอย่างนั้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Dark Knight ที่ผมชอบมากที่สุดก็ตอนเจ้ามนุษย์ค้างคาวเหาะเหินบนท้องฟ้า เสียงกระพือปีกนั้นมันฟังดูเหมือนปีกของเราเอง หรือถ้าจะอินหน่อยก็เหมือนกับตัวเองคือเจ้ามนุษย์ค้างคาวที่กำลังเหาะอยู่ นี่คือสิ่งที่จะได้จากการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ที่รีดเอาคุณภาพของบลูเรย์ได้ออกมาอย่างเต็มๆทุกหยด ไม่ต้อง down sampling เหมือนก่อนอีกต่อไป<br />
จากที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นเกี่ยวกับภาค DAC ของการ์ดตัวนี้ที่ทางอัสซุสให้ความสำคัญไม่แพ้ในภาคของดิจิตอล หากไม่ได้ทดสอบก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เข้าตั้งใจทำน้อยไปหน่อย ก็เลยจัดแจงขนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ไปห้องฟังเพลง แล้วต่อสายสัญญาณอะนาล็อก (QED Silver Spiral) จากช่อง RCA สำหรับลำโพงคู่หน้าบนการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe เข้ากับพาวเวอร์แอมป์หลอดสูญกาศโดยตรง โดยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นทั้งซีดีเพลเยอร์ และปรีแอมปรีไฟเออร์ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของการลองใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เล่นเพลงนั้น ผมไม่เคยประทับใจเลย เนื่องจากเสียงที่ได้ค่อนข้างคมแข็ง มีสากเสี้ยนแทงหูจนตอนหลังไม่เคยคิดที่จะนำมาใช้อีก<br />
แต่กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ครั้งนี้ ประสบการณ์ที่ได้ทำให้ผมต้องเปลี่ยนทัศนะใหม่ เสียงที่ได้นั้นพูดได้อย่างไม่กระดากปากเลยว่า คุณภาพระดับเครื่องเสียงแบบ Solid State ชั้นดีก็คงไม่เป็นการอวดอ้างเกินจริง จากแผ่นของ Jennerfer Warnes ในชุด Famous Blue Raincoat – 20th Anniversary Edtion ที่ให้ความรู้สึกด้านของเวทีเสียงที่ค่อนข้างลึก ตำแหน่งคำเป่าแซกโซโฟนที่อยู่ลึกเข้าไปหลังกำแพง ส่วนเสียงกลองนั้น แรงปะทะดีมาก จนทำให้แอมป์หลอดของผมที่มีกำลังเพียง 8 วัตต์ดูเหมือนจะกะปรี้กะเปร่าจากเดิมขึ้นเยอะ ถัดจากนั้นก็มาลองแผ่นของ Enya ในชุด And Winter Came ในเพลงชื่อเดียวกันอัลบั้ม ความรู้สึกของลมหนาวจากเสียงเพลงที่ขับออกมาช่วยให้บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวรอบตัวลงไปได้แยะทีเดียว และที่สำคัญในส่วนของเสียงร้องที่ออกเสียง sh, t, s ที่ความเป็นธรรมชาติจนออกจะหวั่นๆว่า นั่งกลางเวทีเสียงเกินไป น้ำลายกระกระเซ็นใส่หรือเปล่า<br />
เมื่อเห็นแววเช่นนี้แล้ว ไม่รอช้า ขอขุดเอาแผ่นนางนากซึ่งใครๆว่าเป็นแผ่นที่หิน เครื่องเสียงพลังไม่ดีพอขับไม่ได้เต็มทุกย่านเสียง เพราะมีทั้งเสียงที่แผ่วเบาจนถึงเสียงกลองรัวที่กระแทกกระทั้น จากที่เคยเล่นกับเครื่องเสียงชุดเดิม พลังน้อยเกินเลยไม่มี impact เลยยังไม่เคยได้ฟังอย่างสนุกเต็มๆสักที พอใช้กับ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ทั้งเสียงกองดังกัมปนาท และเสียงแผ่วโหยหวน ทำให้ผมต้องมนต์สะกดอยู่กับที่จนจบท่อนของนางนากทั้งหมด ถึงได้ลุกจะโซฟาเพื่อเปลี่ยนแผ่นทดสอบอื่นๆต่อไป (น่าเสียงดายที่ผลงานอย่างนางนากที่ทำได้ดีมากๆ กลับหาซื้อยาก และก็ไม่ทราบยอดขายเพียงพอที่จะเป็นกำลังใจแก่ผู้สร้างสรรค์งานทำต่อหรือไม่)<br />
เห็นฤทธิ์เดชของ ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ขนาดนี้แล้ว น่าจะถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ชื่นชอบไฮเดฟ ที่ต่อไปนี้จะได้รับประสิทธิภาพของบลูเรย์เต็มหยดทุกเม็ด ไม่ต้องรอไฟล์แปลงที่ได้ความละเอียดของภาพ แต่กลับถูกลดทอนด้านของเสียง หรือไม่หากเล่นจากแผ่นบลูเลย์โดยตรง ก็ต้อง down sampling ทั้งภาพทั้งเสียงลง จึงเหมือนกับจ่ายเงินซื้อของแล้วไม่ได้เต็มคุณค่า แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากสำหรับผู้ที่นำการ์ด ASUS Xonar HDAV 1.3 Deluxe ไปใช้งานก็คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ ขอให้เน้นเฉพาะตัวที่มีคุณภาพเกรดเอเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือตัวพาวเวอร์ซัพพลาย เพราะจะเป็นทั้งแหล่งกระจายคลื่นแม่เหล็ก และเสียงรบกวนอันน่ารำคาญ ถึงแม้ว่าทางอัสซุสจะออกแบบวงจร HyperGrounding มาเพื่อลดทอนการรบกวนของคลื่น EMI แล้วก็ตาม แต่มากน้อยมักก็ยังคงมีเข้าไปรบกวนได้บ้าง อย่าให้สิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มาลดทอนคุณภาพเสียงและความสุขของคุณเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/xonar-hdav13/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

