Nakamishi ชื่อที่คนไทยเรารู้จักมานมนาน แต่อาจรู้จักในผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงติดรถยนต์มากกว่าเครื่องเสียงบ้าน เพราะด้วยชื่อ Nakamishi ที่แปลได้ตรงๆจากภาษาญี่ปุ่นว่า “กลางทาง” แต่นั่นคงไม่ใช่เห็นผลหลัก เพราะ Nakamishi เพิ่งจะผลิตเครื่องเสียงรถยนต์ในต้นทศวรรษ 1980 นี้เอง ในขณะที่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1948 นั้น ทางบริษัทเริ่มต้นทำการผลิตเครื่องรับวิทยุกระเป๋าหิ้ว ลำโพง โทนอาร์ม (Tone arm) ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง และเครื่องมือสื่อสาร ตอนหลังจึงหันมาผลิตเครื่องเสียงบ้านแบบไฮเอ็นด์ แต่ทื่สร้างชื่อเสียงให้กับนิกามิชิอย่างมากคือ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท (Cassette Deck) สามหัวเทปเครื่องแรกของโลกในปี 1972 ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตหัวเทป จนเครื่องเสียงยี่ห้อชั้นนำ อย่าง Harman Kardon, KLH, Advent, Fisher, ELAC, Sylvania, Concord, Ampex และ Motorola ต่างก็จ้างนิกามิชิผลิตให้
หลังจากนั้น นิกามิชิก็ยึดคอนเซ็ปว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” จึงได้ยึดแนวนี้ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่อีกหลายตัวในลักษณะ “หลายหัว” ออกมา เช่นเครื่องบันทึกเทป Nakamishi 550 ที่มีไมโครโฟนถึงสามตัว โดยแยกบันทึกเสียงเป็นเสียงช่องซ้าย ช่องขวา และเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นเครื่องบันทึกเทปที่ดีที่สุดในขณะนั้น จนถึงต้นยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งถือเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของเครื่องบันทึกเทป ก่อนที่วงการอุตสาหกรรมจะแปรผันเข้าสู่ยุคติจิตอล
ในยุคของดิจอตอลนั้น ถือว่าหมดยุคของเทปคาสเซ็ท นิกามิชิจึงต้องปรับตัวเข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงยึดคอนเซ็ปเดิมในตอนแรก คือ “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” ด้วยการเปิดตัว CD Changer แบบใช้ได้กับซีดี 6 แผ่น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นที่โดนใจของตลาดนัก จนถึงยุคต้นทศวรรษ 2000 หลังจากที่จัดการกับปัญหาตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มวางตำแหน่งตัวเองใหม่ ด้วยการผลิตสินค้าเครื่องเสียงไฮเอ็นด์แบบ “ไลฟ์สไตล์” (Lifestyle) แทน โดยหนึ่งในสินค้าเด่นคือ ผลิตภัณฑ์ในสาย SoundSpace ซึ่งมีทั้งเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์ที่ได้รับการออกแบบสวยงาม ไม่เปลืองพื้นที่ บางรุ่นสามารถนำไปแขวนบนผนังได้ มีความทันสมัยแต่คุณภาพสูง ซึ่งผลิตภัณฑ์ SoundSpace ในสายไฮไฟนั้น มีตั้งแต่เครื่องเล่นซีดีแบบซิงเกิลซีดี จนถึง CD Changer 3 – 5แผ่น ในลักษณะของ Music Bank โดยแต่ละรุ่นจะใช้ชื่อ SoundSpace ต่อท้ายด้วยตัวเลข ตั้งแต่ SoundSpace1 ซึ่งเป็นเครื่องเล่นซีดีขนาดเล็กแบบตั้งโต๊ะ จนถึง SoundSpace21 ซึ่งเป็นโฮมเธียเตอร์ชุดใหญ่
สำหรับ mySoundSpace เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกับกระแส iPod และ iPhone โดยเฉพาะ โดยที่กล่องพิมพ์ไว้อย่างชัดเจนว่า “Made of iPod” ขนาดตัวเครื่องกะทัดรัด เพียง 243 มม. x 150 มม.x 75 มม. เห็นขนาดเพียงกล่องข้าวแค่นี้ แต่น้ำหนักเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะหนังถึง 1.8 กก. การออกแบบด้านบนเรียบง่าย โดยกัดลวดลายดอกไม้บนผิวอลูมิเนียม ด้านหน้าจะเป็นปุ่มสีเงินหกปุ่ม เป็นการปรับโวลุ่ม ปรับเสียงแหลม เสียงทุ้มขึ้นลงอย่างละสองปุ่ม พร้อมกับไฟ LED อีกสองดวง โดยดวงที่อยู่ด้านบนจะเป็นไฟเซ็นเซอร์ ส่วนดวงล่างคือไฟเพาเวอร์เมื่อเปิดเครื่อง
ด้านหลังตัวเครื่อง จะเป็นส่วนที่วาง (Docking) iPod และ iPhone โดยจะมีตัวซัพพอร์ตให้มาสองตัว และจุดที่สำหรับเสียบสายต่างๆอยู่ด้านหลัง ซึ่งประกอบด้วยที่เสียบสายเพาเวอร์ สวิทช์เปิด/ปิด ออดิโอ-อิน สำหรับต่ออุปกรณ์ภายนอก เช่นเครื่องเล่นเอ็มพี3 หรือต่อจากคอมพิวเตอร์ และออดิโอเอาต์ สำหรับต่อหูฟัง หรือลำโพงภายนอกอีกที และด้านหนึ่งจะมีรูขนาดประมาณ 1 ซม. ซึ่งลึกเข้าไปในตัวเครื่อง ส่วนนี้จะเป็นท่อเสียงทิศตรงข้าม (Inverse Sound Hole) ท่อนี้จะเหมือนกับท่อเสียงของลำโพงบ้านแบบเปิด โดยขณะที่เปิดเพลงนั้น อากาศจะถูกอัดออกมาตามท่อนี้
ทีนี้มาดูในส่วนของลำโพงบ้างว่า mySoundSpace ออกแบบให้มีคุณภาพเสียงอันยอดเยี่ยมอย่างไร เท่าที่ดูจากหลักการออกแบบแล้ว มีลักษณะเหมือนกับลำโพงเครื่องเสียงบ้านมากว่าลำโพง 2.1 แชนแนลสำหรับเครื่องเล่นมัลติมีเดียทั่วไป เพราะลำโพงทั้งหมดจะประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ซับวูฟเฟอร์ขนาด 88 มม. ความด้านทาน 6 โอห์มที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ของตัวกล่อง โดยมีขายางสูง 1 ซม. สี่จุด ทำให้เสียงเบสจากซับวูฟเฟอร์ยิงลงสู่ด้านล่าง หรือบนโต๊ะของเรา นอกจากนี้ ยังมีไดร์ฟเวอร์สำหรับเสียงกลางขนาด 34 มม. ความต้านทาน 8 โอห์ม ติดตั้งอยู่ซ้าย-ขวาของตัวเครื่อง โดยเยื้องมาด้านหน้า ส่วนถัดไปทางด้านหลังทั้งสองข้าง จะเป็นไดร์ฟเวอร์สำหรับเสียงแหลมขนาด 21 มม. ความต้านทาน 8 โอห์มเหมือนกัน ด้านซ้ายขวาที่ติดตั้งไดร์ฟเวอร์เสียงกลาง-แหลมนั้น เจาะช่องสำหรับลำโพงเป็นรูปโลโกของนากามิชิสวยงาม
สิ่งที่มาพร้อมกับตัวเครื่อง mySoundSpace คือ ตัวซัพพอร์ตสำหรับไอพ็อตและไอโฟนสองตัว สายลำโพง สายออดิโอ สายไฟอย่างละ 1 เส้น นอกนั้นยังมีคู่มือลักษณะแผ่นพับ และรีโมทคอนโทรลขนาดกะทัดรัด และมีปุ่มควบคุมที่จำเป็นสำหรับการใช้งานเท่านั้น เช่น ปุ่มเปิด/ปิดเพาเวอร์ (คุณต้องเปิดสวิตช์ที่เครื่องก่อน การเปิดปิดจากรีโมทจะเป็นลักษณะของการสแตนบาย) ปุ่มปิดเสียง (Mute) ปุ่มปรับโวลุ่มขึ้นลง ปุ่มปรับเสียงทุ่ม เสียงแหลมขึ้นลง ซึ่งเป็นไปตามปุ่มการใช้งานหลักบนตัวเครื่อง เมื่อเปิดเครื่องนั้น ทั้งโวลุ่ม เสียงแหลม เสียงเบส ทั้งหมดหมดจะถูกปรับมาที่ตรงกลาง หรือ แฟลต (Flat) แม้ว่าเราจะมีการปรับในขณะที่เล่นก็ตาม
The Wave Test
สำหรับการนำเอาไอโฟนมาเสียบเข้าที่ฐานเสียบของ mySoundSpace นั้น ในเครื่องโทรศัพท์จะมีข้อความปรากฏเตือนขึ้นมาว่า “This accessory is not made to work with iPhone” เมื่อเราเลือก OK เครื่องไอโฟนก็จะนำเราเข้าสู่ Flight mode แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย สักพักข้อความนี้ก็จะหายไป และกลับสู่ Normal mode แม้ว่านากามิชิจะประกาศชัดเจนว่า mySoundSpace is made of iPod ก็ตาม แต่คงไม่ได้จำกัดเพียงแค่นั้น เรายังคงสามารถสำเอาเครื่องเล่นอื่นๆ เช่น เอ็มพี 3 หรือแม้กระทั่งต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊คก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ให้ระมัดระว่างเป็นพิเศษคือ แหล่งของเสียงที่จะต่อเข้าไปใน mySoundSpace นั้น จะต้องไม่ทำการขยายกำลังวัตต์ของเสียง เหตุผลคือ ในขั้นเบาะๆคือ จะทำให้เสียงที่ออกจาก mySoundSpace มีความเพี้ยน (distort) เกิดขึ้น หรือในขั้นหนักก็คือ จะทำให้วงจรขยายลำโพงของ mySoundSpace เสียหายได้
เมื่อเข้าใจดังนี้กันแล้ว ก็ขอลงมือทดสอบกันเลย สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนตั้งแต่ตัวโน้ตตัวแรกที่กระทบโสตประสาทก็คือ ความอบอุ่นของบรรยากาศเวทีเสียง ที่มีความโอบล้อม แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เมื่อวาง mySoundSpace ไว้บนโต๊ะทำงาน โต๊ะผมก็จะกลายเป็นเวทีย่อมๆแต่มีความลึกของเวทีที่ถอยร่นเข้าไปเลยขอบโต๊ะด้านหลังไปเลย เสียงเบสที่ยิงลงบนโต๊ะนั้น มีทรวดทรง มีความหนักแต่แฝงด้วยความนุ่มนวล มีความต่อเนื่องของเสียงกลางสู่เสียงต่ำที่ไม่มีความรู้สึกติดขัดหรือขัดหูเลย ทุกอย่างไหลลื่นอย่างต่อเนื่อง เสียงเบสที่ได้ยินจะแตกต่างจากลำโพงมัลติมีเดีย 2.1 แชนแนลทั่วๆไปที่ให้เสียงที่เหมือนกับเบสหลอกๆไม่เป็นธรรมชาติ
ในส่วนของเสียงกลางกับเสียงแหลมนั้น การวางลำโพงไว้ด้านข้างซ้ายขวาของตัวเครื่อง ดูเหมือนเสียงจะยิงออกข้างซ้ายขวาเสีย แต่เสียงที่ได้ยินกลับมีความโอบล้อมเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนกับลำโพงมัลติมีเดียที่ยิงเข้าหูจากซ้ายขวา ในด้านของเวทีเสียงมีระยะห่างของชิ้นดนตรีที่ดีมาก จากการทดสองด้วยเพลงในแทรคที่ 4 ของฉางจิ้ง (Lily Chang) ในชุด “เจิงเหม่ยเหริน” ซึ่งบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น และเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นประกอบเข้าด้วยกันก็ครบองค์ประกอบของทุกย่านเสียงพอดี เสียงการเดินเบสที่หนักแน่น มีก้าวจังหวะ เสียงกู่เจิงซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของแทรคนี้ไม่ว่าจะดีดในลีลาช้าอ้อยสร้อย หรือจังหวะเร็ว การไล่สายจากกลางสู่สูงของกู่เจิงมีความกลมกลืนที่ดีมาก เสียงขลุ่ยที่เป่าอยู่เลยไปด้านขวาของเวที และการเขย่ากระบอกทรายทางด้านซ้ายของเวที ล้วนแต่ให้บรรยากาศที่อบอุ่น และเวทีเสียงที่ดีมาก ส่วนตอนจบของเพลง การตีแผ่นทองเหลืองเบาๆที่มาจากด้านหลังขวาของเวทีนั้น เสียงที่เดินทางเป็นระลอกคลื่นนั้น เราสามารถสัมผัสได้ดีมากจากเครื่อง mySoundSpace ที่เล็กพริกขี้หนูตัวนี้
สำหรับในช่องออดิโอเอาต์นั้น ผมขอผ่านเลย เพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาลำโพงต่อเพิ่มเติมอีกแล้ว เนื่องด้วยตัวของ mySoundSpace ก็เสียงดีเกินกว่าที่จะหาอะไรมาเจือปนให้คุณภาพเสียงด้อยลงไปอีก แต่ก็ได้ทดสอบในส่วนของการนำหูฟัง Ultrasone Pro900 มาทดสอบ โดยเปรียบเทียบระหว่างการต่อหูฟังออกจากเครื่องเล่นเอ็มพี3 ตรงมาที่หูฟังกับให้เอาต์พุทเสียงออกจาก mySoundSpace อีกที ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนมาก สรุปคือ mySoundSpace ได้ทำให้เสียงที่ผ่านออกมาดียิ่งขึ้น เหมือนกับอาหารที่ผ่านเชฟชั้นนำแล้ว ทำให้อาหารจานเดียวกันมีความกลมกล่อม หอมน่ารับประทานยิ่งขึ้น
mySoundSpace คืออุปกรณ์บันเทิงในโลกส่วนตัวของไลฟ์สไตลิสที่ลงตัวยิ่ง ถ้าหากถามผมถึงมีเหตุผลใดไหมที่ไม่ควรซื้อ mySoundSpace เครื่องนี้ ผมคงให้คำตอบอะไรคุณไม่ได้ ด้วยการออกแบบและคุณภาพที่สรรค์สร้างจากประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 60 ปี แล้วบรรจงนำมาบรรจุไว้ในกล่องใบนิดเดียว มันจึงเป็น “พื้นที่ส่วนตัวทางเสียง” ที่คุณไม่อาจปฏิเสธได้
mySoundSpace Specifications:
2.1 Stereo Speaker: Subwoofer 88 mm. 6 ohms.
Mid. (left/right) 34 mm. 8 ohms.
Treble (left/right) 21 mm. 8 ohms.
Power Output: 25 W.
Inputs: iPod/iPhone connector
AUX. 3.5 mm.
Output: Speaker out, 3.5 mm.
Input Voltage: 220 – 240 VAC 50 Hz.
Dimensions (WxDxH): 243 mm. x 150 mm. x 75 mm.
Weight: 1.8 kg.
































































No Comment Received
Leave A Reply