Klipsch ผู้ผลิตชุดโรงภาพยนตร์ในครอบครัวชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของชุดชมภาพยนตร์ ด้วยความพิถีพิถันในการออกแบบ และการตอบสนองกับวิถีชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ขาด อย่างเช่นระบบบันเทิงสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกล่าวได้ว่า ออกมา “ตอบโจทย์’ ได้ตรงใจเป็นอย่างยิ่ง
Klipsch CS-700 มาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งภายในบรรจุด้วยตัวเครื่อง หรือที่ทางผลิตเรียกว่า ตัวควบคุม (Controller) ลำโพงขนาดเล็กหนึ่งคู่ ตัวตู้ผิวเปียโนแบล็กสวยงาม ภายในตู้ประกอบด้วยไดร์ฟเวอร์ขนาด 6 ซม. 2 ตัว ตรงกลางเป็นทวีตเตอร์ขนาดจิ๋วประมาณ 2 ซม. ข้างหลังเป็นท่ออากาศสองท่อ ทั้งหมดอยู่ภายในตัวตู้ขนาดสูง 20 ซม. กว้าง 9.5 ซม. และลึกประมาณ 12 ซม. นอกจากนั้น ยังมีซัพวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่อีกตัวภายในกล่อง ซึ่งทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำด้าน ท่ออากาศยิงไปด้านหลัง ซึ่งเทียบขนาดกับลำโพงคู่เล็กแล้ว ยังกะช้างกับหนู เพราะตัวซับวูฟเฟอร์มีขนาดเท่ากับหรืออาจจะใหญ่กับซับวูฟเฟอร์ที่เราใช้ในชุดโฮมเธียเตอร์ทั่วไป ในขณะที่ชุดลำโพงกลับเหมือนกับลำโพงมัลติมิเดียสำหรับคอมพิวเตอร์
แนวคิดการออกแบบของ Klipsch CS-700 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งบันทึกภายในบ้าน ตัวบอดี้ของเครื่องคอนโทรเลอร์ทำจากพลาสติกสีดำคุณภาพดี ดูอย่างไรก็ไม่รู้สึกก็องแก็ง แถมยังออกแบบได้แข็งแรง ดีมีคุณค่า แผงหน้าปัดเป็นพลาสติกใสสีดำตัดด้วยแถบสีเงินด้านบน ซึ่งจะป็นปุ่นควบคุมต่างๆ เช่น “Source” หรือแหล่งโปรแกรม ปุ่มเพิ่ม หรือ ลดวอลุ่มเสียง ปุ่มเปิดปิดถาดซีดี/ดีวีด และปุ่มพาวเวอร์ เป็นต้น ตัวแผงหน้าปัด เมื่อเปิดพาวเวอร์ออนแล้ว จะมีเครื่องหมายและตัวหนังสือ LED สีฟ้าเรืองแสงสวยงามบอกสถานะการใช้งาน ส่วนด้านหลังตัวเครื่อง จะมีเสาสัญญาณหนึ่งต้น สำหรับการส่งคลื่นสัญญาณไปยังซับวุฟเฟอร์ หรือลำโพง RoomGroove ซึ่งเป็นแบบไร้สายเช่นกัน ช่องสำหรับต่อเสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม มีช่องอินพุท AUX1, AUX2 (อยู่ด้ายข้างทางขวามือของเครื่อง) สำหรับต่ออุปกรณ์เครื่องเล่นภายนอก เช่นเครื่องเล่นเกมส์ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น โดยทมีทั้งช่องต่อแบบโคแอคเชียล และออปติคัล ถัดไปคือช่องอินพุทสำหรับเครื่องรับทีวีดาวเทียม หรือกล่องเซ็ตท็อปบ็อกซ์สำหรับเคเบิลทีวี
ในส่วนของช่องเอาต์พุทนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเล่นไฮเดฟคือ ช่อง HDMI ซึ่ง Klipsch CS-700 ชุดนี้สามารถอัพสเกลดีวีดีธรรมดาให้ปล่อยสัญญาความละเอียดสูงโดยเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 480p จนถึง 1080i จากการเซ็ตเมนูที่เครื่อง แต่ที่ต้องไม่ลืมสำหรับใครที่จะใช้อัพสเกลก็คือ จะต้องเลื่อนปุ่ม “P-Scan” หรือ Progressive Scan ไปที่ออนด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่เห็นภาพ และที่ต้องระวังอีกจุดหนึ่งก็คือ เวลาต่ออุปกรณ์ ถ้าหากใช้สายสัญญาณแบบใด เช่นใช้แบบอะนาล็อก ก็ให้ใช้แบบอะนาล็อกทั้งหมด หรือดิจิตอลก็ติจิตอลทั้งหมด เพราะตัวซิสเต็มจะไม่แปลงสัญญาณจากแบบหนึ่งไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า เพิ่งแกะกล่องแท้ๆ ไฉนจึง “เดี้ยง” เสียงแล้ว นอกจากช่อง HDMI แล้ว ยังมีช่องต่อสัญญาณภาพแบบ Component, S-Video ส่วนด้านเสียงนั้น มีช่องต่อลำโพงซ้าย-ขวา ซึ่งเป็นช่องออกแบบเฉพาะสำหรับลำโพงที่ให้มา โดยจะมีสายพร้อมหัวเสียบที่ออกแบบมาพิเศษ ดังนั้น สายลำโพงจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่จุใจ ก็ยังมีช่องยูเอสบีให้มาอีก 1 ช่อง ตรงด้านข้างของเครื่อง เพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเอ็มพี 3 หรือไฟล์ภาพได้ แต่ไม่สามารถนำกล้องดิจิตอล หรือต่อตรงกับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
ตัวรีโมตคอนโทรลนั้น ขนาดกำลังกระชับมือ มีปุ่มควบคุมสำคัญครบถ้วน แม้จะมีฟังค์ชั่นไม่มากนัก เช่นปุ่มเลือกเล่นแผ่น ทีวี เคเบิล Aux1, Aux2 และ วิทยุ สำหรับการนำยูเอสบีไดร์ฟมาใช้ แม้จะอยู่ในหมวดของ Aux2 บนเครื่องก็ตาม แต่เวลาจะเลือกเล่น ต้องเลือกปุ่น Disc ครับ ไม่ใช่ Aux2
Soft Test
การทดสอบด้านเสียง สิ่งที่ทำให้ผมต้องตกใจ จนออกจะผิดหวังในครั้งแรก ก็คือ เมื่อทดสอบการเล่นเพลงกับแผ่นซีดีออดิโอ เหตุที่ต้องบอกว่ารู้สึกผิดหวังก็คือ เสียงที่ได้นั้น รู้สึกมันไม่น่าจะใช่สำหรับ Klipsch เพราะมันเหมือนกับฟังจากลำโพงมัลติมีเดียในคอมพิวเตอร์ที่ราคาคู่ละไม่กี่ร้อยบาท ร่ำๆว่าจะขอบายแล้ว แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอลองอีกทีก็แล้วกัน คราวนี้ขอย้ายไปลองห้องอื่น (ตอนแรกอยู่ในห้องดุหนังขนาด 4 X 6 เมตร โดยวางลำโพงห่างกันมาก) คราวนี้วางลำโพงห่างกันเพียงเมตรกว่าๆ และนั่งฟังในตำแหน่งสามเหลี่ยม”จุดหวาน” พอดี เออ…ตัวตนที่แท้จริงของ Klipsch จึงปรากฏออกมาให้ได้ยิน เสียงในย่านกลางแหลมออกมาค่อนข้างดี มีความสะอาด ใส เวทีเสียงมีความลึกและกระจายออกด้านข้างค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การวางระยะห่างของลำโพงสองข้างควรอยู่ในระยะ 160 ซฒ. ไม่เกิน 200 ซม. และวางระดับหูเวลานั่งฟัง หรือว่าต่ำกว่าเล็กน้อย ถ้าหากจำเป็นต้งอวางสูงกว่าระดับหู ก็ควรจะวางลำโพงก้มลง (Tilt) เล็กน้อย แต่เนื่องจากลำโพงตัวเล็ก และผมไม่ต่อซับวุฟเฟอร์ จึงทำให้ขาดเสียงย่านความถี่ต่ำไป ดังนั้น หากใครชอบเพลงหนักๆ เบสหนาเป็นลูกๆ จึงควรฟังพร้อมซับวูฟเฟอร์ เสียงเบสจะออกมามากหรือน้อย ก็ต้องอยู่ที่ตำแหน่งการวาง จึงขอแนะนำให้วางชิดกำแพง ยิ่งอยู่ในมุมยิ่งดี เพราะมันจะทำหน้าเหมือนกับเป็นตู้ซับฯใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ส่วนการอ่านแผ่นซีดีมีความแม่นยำ ฉับไว เวลาข้ามแทรค สามารถข้ามและเล่นต่อได้อย่างรวดเร็ว ส่วนตัวถาดใส่แผ่นนั้น การเปิดเข้าออก ก็ค่อนข้างนิ่มนวลแบบผู้ดี ไม่กระโชกโฮกฮาก
สำหรับลำโพงไร้สาย RoomGroove นั้น เนื่องจากตัวไดร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่กว่า ดังนั้นเวลาฟังเพลงจึงมีความนุ่มนวล เพิ่มเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง ทำให้เวลาฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะนำมาใช้งานนั้น ขอให้ปรับ Home Code ทั้งที่ตัวซับวุฟเฟอร์ และลำโพงให้ตรงกันก่อน ซึ่งก็คือให้ส่งคลื่นสัญญาณในระดับที่เท่ากัน มิฉะนั้นแล้ว จะไม่มีเสียง ตัว RoomGroove จะมี iPod Docking สำหรับการฟังเพลงจาก iPod ซึ่งออกแบบถาดได้นุ่มนวลเช่นกัน และที่สะดวกยิ่งขึ้น ตัวลำโพงจะมีรีโมทตัวจิ๋วให้มกด้วย เพื่อให้คุณสามารถควบคุมการฟังเพลงจาก iPod ได้อย่างสะดวก และอิสระ การนำลำโพง RoomGroove มาใช้ จะสะดวกตรงที่เวลาฟังเพลงในหลายๆห้อง ก็เพียงแค่เซ็ตไปที่ Transmit สำหรับตัวที่จะส่งสัญญาณ และตัวที่เราฟังในห้องก็เซ็ตเป็น Listen โดยไม่ต้องเดินสายลำโพง เพียงแค่เสียบสายไฟก็ใช้ได้ ซึ่งสายไฟที่ให้มาก็ออกแบบให้สามารถม้วนเก็บได้อย่างเรียบร้อย
การทดสอบด้านภาพกับการชมภาพยนตร์นั้น ลำโพงจิ๋วที่มาพร้อมชุดนั้น ดูเบาไม่ได้อีกต่อไป อาจกล่าวได้ว่า เจ้าหนูคู่นี้ นอกจากร้องเพลงได้ไพเราะไม่น้อยหน้านักร้อง (ลำโพง)รุ่นใหญ่แล้ว เวลาเล่นหนังยิ่งมันส์สะใจกว่า จากการชมภาพยนตร์แนวแอคชั่น โดยเฉพาะเรื่อง Saving Private Ryan ที่ยิงกันหูดับตับไหม้ ห่ากระสุนที่กระหน่ำปลิวว่อนนั้น เจ้าหนูคู่นี้สามารถให้เสียงที่ไม่คลุมเครือ ตำแหน่ง วิถีกระสุน ระเบิดมีที่มา ที่ไปชัดเจน ไม่ใช่มั่วๆแบบตำรวจในบางประเทศที่สาดกระสุน แก๊สน้ำตาใส่ฝูงชนจนแขนขาขาด แล้วบอกว่า ไม่รู้ยิงมาจากไหน แต่ตำรวจไม่ได้ยิง
ด้านภาพนั้น มีความสด และความสะอาดของภาพดีมาก ฉากมืดมีความมืดไม่ใช่สีเทาๆหรือออกม่วงเหมือนบางยี่ห้อ เนื่องจากตัวเครื่อง CS-700 ไม่มีเอาต์พุตแบบ 5.1 จึงไม่สามารถต่อลำโพงเสียงรอบทิศทางได้ ส่วนการใช้ลำโพงไร้สาย RoomGroove ก็ไม่สามารถแยกช่องเสียงเป็นเสียงแบบรอบทิศทางได้ แต่ทั้งนี้ ยังสามารถชดเชยอารมณ์ได้ด้วยฟังค์ชั่น “Surround Mode” โดยกดเลือกจากตัวรีโมท ซึ่งเลือกได้ทั้งแบบ Off, Reference และ Wide ถ้าเลือก Off บรรยากาศจะออกแบบแห้งๆ เซ็งๆ Reference ก็ดีขึ้นมาหน่อย ส่วนตัวผมเอง ชอบ Wide มากที่สุด แม้จะสูงการถอดรหัสของ A/V Receiver ได้ก็ตาม แต่ก็เหมือนทานสุกี้แล้วได้จิ้มน้ำจิ้มด้วย แม้จะเป็นน้ำจิ้มสำเร็จรูปก็ยังทำให้รู้สึกว่านี่กำลังกินสุกี้ ส่วนการโอบล้อมจะมากหรือน้อยนั้น ให้เข้าไปเซ็ตจากเมนูในหมวด Audio/Enhanced Surround โดยมีให้เลือก DVS ซึ่งเป็นการจำลองระบบเสียงรอบทิศทางครับ
สำหรับที่ไม่ค่อยคุ้นก็คือ การเลือกเสียงกับซับไตเติลในขณะดูหนัง เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนได้จากทางรีโมทโดยตรง จึงต้องเข้าไปเลือกจากเมนู ซึ่งทำให้ต้องขัดจังหวะในการดูหนัง ส่วนระหว่างที่ชมภาพยนตร์นั้น สามารถกดปุ่ม Info ที่รีโมท เพื่อดูข้อมูลของภาพยนตร์ที่กำลังเล่นอยู่ เช่นความยาวกี่นาที ความระเอียดของภาพ ระบบเสียง การซูมภาพ และการปรับมุมภาพ (Angle) สิ่งที่น่าสังเกตคือ หลังจากออกจากเมนูการเลือกเสียงและซับไตเติลแล้ว การเล่นหนังต่อจากที่ค้างไว้เติมนั้น จะมีการสะดุดประมาณ 1 – 2 วินาที แต่การข้ามแทรคกลับทำได้รวดเร็วและต่อเนื่องดี
ในภาคจูนเนอร์ หรือการเล่นวิทยุนั้น จากในคู่มือแจ้งว่า มีสายอากาศทั้งเอเอ็ม เอฟเอ็มให้มาด้วย แต่ในกล่องมีเฉพาะเสาเอเอ็ม ส่วนอีกสานคิดว่าน่าจะเป็นสายอากาศเอฟเอ็ม แต่ว่าขั้วต่อเป็นแบบหางปลา แทนที่จะเป็นหัวกลม 75 โอม ผมจึงต้องเอาสายอากาศของที่มีอยู่มาลอง แต่จากการทดสอบทั้งสองคลื่น ภาครับไม่ค่อนดีนัก ส่วนการดูสถานะต่างๆของการตั้ง เช่นการบันทึกสถานี ก็ต้องดูจากหน้าจอทีวี เช่นเดียวกับการเล่นอุปกรณ์อื่นๆ
กล่าวโดยรวมแล้ว Klipsch CS-700 DVD Entertainment System เป็นชุดที่ถือว่า มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งในแง่ของการใช้งาน และที่สำคัญคือ ในด้านของภาพที่สามารถอัพสเกลความละเอียดถึง 1080i ส่วนในด้านเสียงนั้น หากไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ก็คงจะใจดำเกินไป ที่น่าเสียดายก็คงมีอยู่นิดเดียว ก็คือ ไม่มีระบบเสียงเอาต์พุทแบบ 5.1 ช่องเสียง แต่ระบบเสียงรอบทิศทาง DVS ก็ถือว่าชดเชยได้พอสมควร ในด้านโครงสร้างของเครื่องที่ออกแบบได้ทั้งแข็งแรง และประณีตทุกรายละเอียด สามารถวางโชว์ในห้องรับแขกได้ไม่อายใครเพราะทั้ง “สวยทั้งรูป ดีทั้งเสียง”
































































No Comment Received
Leave A Reply