ดิจิตอลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เราแทบจะแยกไม่ออกแล้วระหว่างเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ภาพและเสียง เราจึงเห็นผู้เล่น (ผู้ผลิต) ในวงการที่เป็นคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่รายเก่า ส่วนรายเก่านั้นก็ต้องดิ้นหาทางเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นลูกหลังกลืนหายไปในกระแสดิจิตอลนี้ และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่มีข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คือ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคอมพิวเตอร์ ข่าวไล่ตั้งแต่การประนียอมความกับ AMD ในเรื่องการกีดกันและผูกขาด ถัดมาไม่นานเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง ก็มีข่าวเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส McAfee ด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการถึง 7,200 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดถึง 60% ในเดือนเดียวกันต่อเนื่องถึงกันยายน อินเทลก็ประกาศของซื้อกิจกรรมแผนกชิปเครือข่ายไร้สายของบริษัท อินฟีนีออน (Infineon) ของเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ iPhone ให้แก่แอปเปิล
อ่านถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วมันมีผลอะไรกับวงการมัลติมีเดีย หากเรานำจิกซอร์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อก็จะเห็นแผนก้าวเดินของอินเทลได้ชัดเจน ผมเคยนำข่าวเกี่ยวกับอินเทลพยายามผลักดันซีพียู Atom ที่ใช้กับเน็ตบุ้คให้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่สุดท้ายเราก็เพิ่งเห็น LG เพียงรายเดียวที่แนะนำเครื่องต้นแบบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงว่าแผนของอินเทลในตลาดโทรศัพท์มือถือล้มเหลว เนื่องจากตัวซีพียู Atom ยังไม่สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ดีพอที่จะใช้กับโทรศัพท์ ดังนั้น แทนที่จะค่อยๆพัฒนา สู้เดินทางลัดดีกว่า นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการของ Infineon อย่างน้อยก็สามารถเริ่มต้นจากฐานโทรศัพท์ iPhone ก่อน แล้วค่อนสั่งสมประสบการณ์ขยายตลาดสู่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นเหมือนกับซีพียูบนคอมพิวเตอร์ ส่วน McAfee นั้น จุดนี้น่าจะเป็นการเล็งการณ์ไกลของอินเทล เนื่องจากปัจจุบันไวรัสไม่เพียงระบาดบนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เริ่มแพร่เข้าสู่โทรศัพท์มือถือกันแล้ว การได้ McAfee มาครองจึงเป็นการเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งในอนาคตอาจนำไปฝังรวมอยู่ในชิปโทรศัพท์เลย สำหรับซีพียู Atom นั้น ในขั้นนี้คงต้องนำไปใช้กับอุปกรณ์ด้านภาพไปก่อน เช่น Google TV Box ดังที่ได้ประกาศความร่วมมือไปแล้วระหว่าง Intel, Google, Sony และ Logitech
สำหรับซีพียู Atom รุ่นที่ใช้ฝัง (Embedded) อยู่ในอุปกรณ์นั้น เริ่มต้นตัวแรก Atom CE4100 เมื่อกันยายน ปีที่แล้ว ซึ่งก็คือตัวที่ใช้สำหรับ Google TV ซึ่งมีความเร็ว 1.2 GHz. โดยจะมีความสามารถในการถอดรหัสวิดีโอที่ความละเอียด 1080p สองสตรีมพร้อมกัน และจะทำการเร่งความเร็ว (Accelerate) วิดีโอ MPEG-4 แบบฮาร์ดแวร์ ลดเสียงรบกวน ทำการอัพสเกล/ดาวน์สเกล (up/down scaling) ได้ สำหรับตัวใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Sodaville จะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ นั่นคือ สนับสนุนระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 แชนแนล และกราฟฟิก 3D ขณะนี้ได้ร่วมมือกับบริษัท TransGaming ที่ให้บริการเกมออนไลน์ที่เรียกกว่า GameTree.TV จะเห็นว่า อินเทลได้รุกคืบเข้ามาถึงห้องนอนเราทุกทีแล้ว
พูดถึงเจ้า Google TV ซึ่งผมได้เคยพูดถึงบ้างแล้วในก่อนหน้านั้น ตอนนี้ก็ถึงเวลาลืมตาดูโลกเสียที งานนี้อาจารย์กูของเราคงโกยได้อีกไม่น้อยถ้าหากประสบความสำเร็จ เพราะตัวปฏิบัติการก็ใช้ Android ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาเอง และเป็นโปรแกรม Open Source ด้วย ดังนั้น พันธมิตรต่างๆ สามารถพัฒนาต่อยอดได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ส่วนการท่องเน็ตก็ใช้บราวเซอร์ Chrome ของตัวเอง ดังนั้น เมื่อใช้ Google TV เครื่องรับทีวีของเราก็จะสามารถท่องเน็ตได้อย่างแท้จริง แทนที่จะถูกจำกัดให้ใช้ตายตัวไม่กี่เว็บเหมือนในปัจจุบัน และลองคิดข้ามช็อตไปข้างหน้าดูว่า จะมีสถานีโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกกี่ช่อง ขนาดปัจจุบันนี้ใช้ดาวเทียมซึ่งต้องลงทุนสูงกว่า ยังมีสถานีเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และถึงเวลานั้น Google จะรับทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกเท่าไร

































































No Comment Received
Leave A Reply