การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ
ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน
สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด
HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย USB อีกข้างหนึ่งเป็นหัว RCA ชุบทองสำหรับต่อสายอะนาล็อก เปิดดูภายในกล่องก็แทบจะไม่มีเอกสารอะไร นอกจากการ์ดแข็งขนาดไปรษณียบัตรที่มีคำอธิบายเพียงด้านเดียว ยังคิดในใจอยู่ว่า แม้แต่ปากกายี่ห้อชั้นนำยังมีคู่มือที่หนาถึงหลายสิบหน้า แต่นี่สินค้าไฮเทคกลับไม่มีอะไรเลย ค้นหาในเว็บไซต์ก็ได้ข้อมูลอันเดียวกับที่พิมพ์มาบนการ์ดนั่นเอง
The Wave Test
เมื่อหาข้อมูลอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ก็มีทางเดียวคือติดตั้งเพื่อทดสอบจริงเลย เลยจัดแจงหาสาย USB (ไม่ได้ให้มาด้วย) ต่อ Music Streamer เข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค Acer ที่มีหน่วยประมวลผลระดับ Pentium Dual Core ซึ่งมีประสิทธิภาพระดับพื้นๆเท่านั้น การติดตั้งก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเหมือนอย่างที่ไม่มีอะไรในคู่มือ เพราะเพียงแค่ต่อสาย วิสโดว์สก็ตรวจเช็คเจอและก็จัดการติดตั้งให้เสร็จสรรพ โดยไม่ร้องหาแผ่นไดร์ฟเวอร์ใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็นำเอาสายอะนาล็อกยี่ห้อ Black Rhodium รุ่น Prelude มาต่อเข้ากับเครื่องปรีแอมปรีไฟเออร์ เสียงในเครื่องโน้ตบุ้คที่ปรกติเคยดังออกทางลำโพงในตัวก็ดังออกทางเครื่องเสียงบ้านผมแทน เพราะเหตุนี้นี่เองที่คู่มือจึงไม่มีความจำเป็น
ในด้านของการทำงานนั้น ตัวกล่องจะบรรจุด้วยแผงวงจรเล็กๆเพียงชิ้นเดียว ในฝั่งของช่องต่อ USB จะใช้ชิปเบอร์ PCM2706 เป็นตัวรับส่งข้อมูล(datastream transceiver) จากนั้นก็นำเอาข้อมูลนั้นไปแปลงจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อก (D/A Conversion) ด้วยชิปเบอร์ PCM1744 ของ Texas Instrument ทั้งคู่ ด้วยชิป DAC เบอร์ PCM1744 ทำให้ไฟล์ที่ออกมามีแซมปลิ้งเรท (Sampling Rate) สูงสุด 96 kHz. ที่ Resolution 24 bits เนื่องจากกินไฟเพียง 4.5-5 โวลท์ทั้งภาคดิจิตอลและอะนาล็อก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายไฟเลี้ยงต่างหาก ใช้ไฟจากพ็อต USB ก็เป็นการเพียงพอ
เริ่มต้นการทดสอบด้วยการเล่นเพลงในฟอร์แมตสามัญประจำบ้าน คือ MP3 โดยผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ Windows Media Player เพราะจะกินพลังของซีพียูมาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีนัก แต่ผมจะใช้ VLC media player และ Splayer โดยจะใช้ตัวหลังเป็นหลัก เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก และกินพลังของซีพียูและหน่วยความจำน้อยมาก ที่สำคัญคือซัพพอร์ตไฟล์เกือบทุกฟอร์แมตที่มีอยู่ในปัจจุบัน และหากเล่นไฟล์วิดีโอ ยังสนับสนุน GPU (หน่วยประมวลผลกราฟฟิกของการ์ดแสดงผล) ด้วย การเล่นไฟล์เพลงประเภท MP3 แม้ว่าจะสังเกตได้ถึงเสียงที่มีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับการฟังโดยไม่ได้ใช้ Music Streamer แต่ยังคงรู้สึกว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เพราะเวทีเสียงที่ยังขุ่นมัว เหมือนดนตรีแต่ละชิ้นกองๆอยู่หน้าเวที แม้ว่าจะมีความลึกมากขึ้นก็ตาม หลังจากที่ลองเปลี่ยนหลายๆอัลปั้มแล้ว ก็ได้ผลไม่แตกต่างกันนัก
Music Streamer เริ่มสำแดงพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในก็ต่อเมื่อผมเปลี่ยนมาเล่นเพลงของ David Arkenstone ในชุด Echoes Of Egypt ซึ่งเป็นฟอร์แมต FLAC (Free Lossless Audio Codec) เพราะเสียงที่ผ่านเข้ามารูหูผมนั้นมีมิติ มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดีมาก เช่นเสียงกระดิ่งของกองคาราวานอูฐที่แทบจะฟังออกถึงระยะห่างของอูฐแต่ละตัว เสียงพายุทะเลทรายที่พัดกระหน่ำเหมือนสาดใส่ผ่านหน้าเรา เสียงเครื่องดนตรีทั้งเครื่องเป่า เครื่องสาย เครื่องเคาะในบรรยากาศของอียิปต์ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มได้ไม่น้อย จากการนั่งฟังเพลง The Secret Chamber ที่มีความยาว 14.43 นาที แทบจะตรึงผมให้หยุดนิ่งทุกอย่าง แม้จะมีความยาวเพลงสิบกว่านาทีก็ตาม ด้วยคุณภาพเสียงที่ได้นั้น กลับรู้สึกว่ามันสั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ผ่านจากเพลงแนวนิวเอจที่สอบผ่านอย่างงดงามแล้ว ทีนี้มาลองเพลงในแนวแจ๊สทั้งแบบบรรเลงและเสียงร้องกันบ้าง โดยนำเอาผลงานชุด Smooth Jazz Essentials ที่มาในอีกฟอร์แมตหนึ่ง คือ AAC หรือ Apple Lossless Audio Codec นี่เป็นอีกฟอร์แมตที่ทำให้เราต้องทึ่งกับประสิทธิภาพของตัว Music Streamer ยิ่งดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้นยิ่งทำให้เรามองเห็นเวทีเสียงที่ชัดเจน ตำแหน่งของดนตรีแต่ละชิ้น ความสดใสมีชีวิตชีวาของเมโลดี้ ซึ่งหาได้ยากจากการฟังจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเพลงพกพาทั่วไป ยิ่งมาฟังเสียงร้อง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman เวอร์ชั่นสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะ (ฟอร์แมต AAC เหมือนกัน) ยิ่งจะเห็นถึงฤทธิ์เดชของ Music Stream ได้ชัดเจน เสียงร้องที่ใสๆมีพลังการจีบปากการขึ้นลูกคอเหมือนร้องขับกล่อมอยู่ตรงหน้าห้องประมาณนั้น
จากการที่ได้ทดสอบฟังเพลงจากหลายๆฟอร์มแมตแล้ว ในภาพรวมแล้ว การใช้ Music Stream สามารถช่วยให้เสียงเพลงที่เราเคยรู้สึกแห้งๆ ห้วนๆ กลับมีความสดใสมีชีวิตชีวา และที่สำคัญ มีความเป็นดนตรี (musical) มากยิ่งขึ้น แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนฟังจากแผ่นออดิไฟล์ชั้นเยี่ยมก็ตาม แต่มันก็ห่างกันไม่กี่คืบศอกแล้ว แต่หากให้ดีคือ ให้ฟังเพลงที่เป็นแบบ Lossless ซึ่งจะมีการสูญเสียงของคุณภาพน้อยมาก ที่กล้าฟันธงเช่นนี้ เพราะจากการฟังเปรียบเทียบเพลง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman ระหว่างฟอร์แมต MP3 กับ AAC แล้ว จะชัดเจนมาก ต้องยอมรับว่า Music Stream ตัวเล็กพริกขี้หนูนี้ คุณภาพเหลือจะบรรยาย นี่ขนาดเป็นแค่รุ่นพื้นฐานยังได้ขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้ผมอยากทดสอบรุ่น Plus และรุ่น Pro ที่สูงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพมันจะขนาดไหน แต่มีข้อสังเกตนิดเดียวตรงทีไม่ยอมให้สาย USB มาด้วย ความจริงค่าสายก็ไม่กี่สิบบาทหรอก แต่มันสร้างความหงุดหงิดมากกว่า
Specifications:
Electrical: Full Scale output 2.25 Volts RMS
Frequency Response: (20 Hz/20 kHz) -.3 dB / -1.8 dB
Noise Floor: (DC to 30 kHz) 174 uV RMS
Noise Floor: (A-weighted) 110 uV RMS
S/N Ratio: (DC to 30 kHz) 82 dB
S/N Ratio: (A-weighted) 86 dB
THD+N: (1 kHz FS) 0.06%
USB to Audio output isolation: > 20M Ohm
Interface Data Rate: 48kS/s
Bit Depth: 16 bit
USB type: 1.1
Power Requirements (USB buss): 250 mA
Dimensions: (L x W x H) 4.1″ x 2.1″ x 1.2″



































































No Comment Received
Leave A Reply