แม้ว่าปีนี้ปี่กลองแห่งกองทัพเทคโนโลยีสามมิติ (3D) รัวลั่นถี่ยิบในปีนี้ โดยผู้นำทัพแห่งค่ายแดนซากุระคือ โซนี่ ได้แนะนำผลิตภัณฑ์สามมิติอย่างเต็มกำลังศึก ทั้งเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ โปรเจ๊กเตอร์ เป็นต้น ส่วนค่ายแดนกิมจิไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน โดยมีสามดาว-ซัมซุงเป็นผู้นำทัพ และเสริมกำลังด้วยพันธมิตรจากค่ายเดียวกันคือ ดวงดาวแห่งโชคลาภ-LG แต่เชื่อว่าปีนี้ยังเป็นเพียงการเคลื่อนกำลังพลแสดงแสนยานุภาพเท่านั้น การรบราฆ่าฟันจริงๆจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะควร ส่วนพวกเราในฐานะผู้บริโภคนั้น จะถือหางเข้าข้างฝ่ายใดนั้น ก็ตามแต่สะดวกในกำลังเสบียงคลังของแต่ละคน ส่วนใครจะขึ้นไปนั่งบนภู เพื่อรอดุจังหวะที่เกิดพุ่งรบกันจริงแล้วแล้ว ค่อยตัดสินใจ “เข้ายึดครอง” ก็ตามแต่ยุทธศาสตร์ของแต่ละคนครับ แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจด้วยแนวรบไหนก็ตาม เราในฐานะผู้บริโภคก็มีแต่ได้กับได้
แต่ก่อนที่จะก้าวถึงจุดนั้น อยากให้หันกลับมามองเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายปี ซึ่งผมได้เกริ่นไว้บ้างแล้วในฉบับก่อน นั่นคือ High Definition แม้ว่าเทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้นและวางจำหน่ายมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการใช้ประสิทธิภาพของมั่นได้อย่างเต็มที่ในอัตราที่น้อยมาก โดยเฉพาะในภาคประชาชนผู้บริโภคทั่วไป เพราะถ้าหากระบบการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ของเรายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ระบบ High Definition จะยังคงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบๆฉบับผู้ที่ชื่อชอบการชมภาพยนตร์และมีกำลังซื้อสูงเพียงพอ ระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์ของเรานับตั้งแต่ที่เปลี่ยนจากระบบขาว-ดำเป็นโทรทัศน์สีในปี 2517 เป็นต้นมา รวมเบ็ดเสร็จเกือบ 40 ปีมา เราแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอันเป็นการพลิกโฉมจากเดิมเลย ที่จะมีบ้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็เพียงการเปลี่ยนจากระบบอะนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล จึงทำให้เรามีช่องสัญญาณโทรทัศน์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ในด้านภาพก็ยังคงไม่แตกต่างไปจากเดิม
จนเมื่อเดือนมิถุนายน พร้อมๆกับก้าวจังหวะการแข็งขันบอลโลก 2010 เคเบิลทีวียักษ์ใหญ่ TrueVision ก็ถือโอกาสเปิดตัว TrueVisions HD ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติพลิกโฉมวงการทีวีบ้านเรา เพราะนอกจากจะได้รับชมภาพแบบไวน์สกรีน แทนที่จะเป็นแบบ Letter Box แล้ว ยังมีความละเอียด 1080p และระบบเสียง Dolby Digital 5.1 Channels เมื่อเห็นดังนี้แล้ว หลายคนอาจนึกอิจฉาว่า แล้วประชาชนตาดำๆ หรือคนที่ไม่ต้องการเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีเมื่อไรถึงมีโอกาสได้รับผลพวงในเทคโนโลยีนี้ได้ ก็ขอนำข่าวดีมาบอก ณ ตรงนี้เลยว่า ไม่เกินปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวโครมลอยแน่ เพราะเรื่องนี้เป็นแผนที่สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ หรือ ITU (International Telecommunication Union) ได้วางกรอบการพัฒนาระบบทีวีจากที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสู่ระบบดิจิตอลสมบูรณ์ โดยมีกรอบเวลาตั้งแต่ปี 2006 ถึงปี 2015 ตามข้อตกลงเจนีวาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2006 ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมอย่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศในยุโรป รวมทั้งบางประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ได้พัฒนาไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนประเทศไทยนั้นจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องพัฒนาแล้วเสร็จภายในปี 2015 ดังที่ได้ข้อตกลงในการประชุม ASEAN Ministers Responsible for Information (AMRI) ครั้งที่ 9 ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนระบบการกระจายเสียงและภาพในภูมิภาคอาเซียนโดยใช้ระบบ DVB-T (DVB-T หรือ Digital Video Broadcasting — Terrestrial เป็นมาตรฐานของยุโรป โดยมีการนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ระบบนี้จะโมดุลเรตแบบ COFDM เพื่อบีบอัดข้อมูลเสียงดิจิตอบ ภาพวิดีโอแบบ MPEG ตลอดจนข้อมูลอื่นๆเพื่อออกอากาศ) โดยให้ระบบนี้เป็นมาตรฐานดิจิตอลของอาเซียน พร้อมกันนั้น ยังได้กำหนดวันหยุดออกอากาศในระบบอะนาล็อกในปี 2558 ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ระบบโทรทัศน์ก็จะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง และนอกจากเราจะสามารถรับชุมภาพในความละเอียดสูง รับฟังเสียงระบบสเตริโอ และมัลติแชนแนลแล้ว เรายังสามารถรับชมและฟังจากอุปกรณ์พกพาอื่นๆ อย่างเช่นโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา

































































No Comment Received
Leave A Reply