<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Tue, 09 Mar 2010 05:01:18 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>Stanton T.92 USB Turntable</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/stanton-t92-turntable/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/stanton-t92-turntable/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 05:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Stanton T92]]></category>
		<category><![CDATA[T92 USB turntable]]></category>
		<category><![CDATA[turntable]]></category>
		<category><![CDATA[USB turntable]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=279</guid>
		<description><![CDATA[หากเราสังเกตผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นจากหัวคิดและเรี่ยวแรงของคนรุ่นใหม่ ด้วยความชอบส่วนตัวเป็นทุนเดิม และบริษัทเหล่านี้มักจะมีอายุอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษโดยประมาณ ส่วนประเภทที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงครึ่งค่อนศตวรรษนั้น นับวันยิ่งจะหายากเข้าไปทุกที ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ผู้ผลิตบางรายปรับตัวไม่ทันโดยเฉพาะรายที่เกิดมาในยุคของอะนาล็อก เมื่อปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอล มันเหมือนกับคลื่นสึนามิที่ถาโถมแบบยังไม่ทันตั้งตัว เลยต้องจมหายไปกับกระแสคลื่นเทคโนโลยีไปไม่น้อย

สำหรับบริษัท Stanton Magnetics จากแดนลุงแซม สหรัฐอเมริกานั้น กลับสามารถฟันฝ่าและยืนหยัดมาได้อย่างเข้มแข็งถึงทุกวันนี้ โดยบริษัทดังกล่าวก่อนตั้งมาตั้งแต่ปี 1946  หรือ 64 ปีที่แล้ว หรือ 47 ปีหลังจากที่เอดิสันผลิตเครื่องเล่นจานเสียงแบบไขลานหรือ phonograph เครื่องแรกของโลก (ปี 1899) โดย Stanton มุ่งไปในด้านการออกแบบและผลิตเครื่องเสียงมืออาชีพสำหรับใช้ในไนต์คลับ และสำหรับดีเจ โดยมีตัวสินค้าเด่นคือตัวเทิร์นเทเบิล (Turntable) ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสินค้าประเภทอื่นๆด้วย เช่นเครื่องมิกซ์เสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี และ  FinalScratch อุปกรณ์สำหรับดีเจโดยเฉพาะ
แม้ว่ากระแสของดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องเสียง แต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ยังคงมีการผลิตและวางจำหน่ายจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับออดิโอไฟล์กลุ่มหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบเสียงในแบบอะนาล็อก ซึ่งถือว่ามีความนุ่มนวลและคุณภาพเสียงดีกว่าซึ่งกลุ่มนี้ยังคงเกาะติดเครื่องเล่นเทิร์นเทเบิลระดับไฮเอ็นด์อย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยเล่นแผ่นเสียงในอดีตอาจโรยแรงไม่อยากตามต่อ แต่ยังคงมีแผ่นเสียงในคอลลเลคชั่นที่สะสมไว้จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในอัลบั้มที่หายากหรือเลิกผลิตไปแล้ว
Stanton T.92 USB Turntable น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับกลุ่มหลังนี้ โดย T.92 จะเป็นรุ่นท็อปหนึ่งในสองรุ่นที่ต่อกับ USB [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/t92_big.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-280" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Stanton T92 USB Turntable" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/t92_big-300x225.jpg" alt="Stanton T92 USB Turntable" width="270" height="203" /></a>หากเราสังเกตผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นจากหัวคิดและเรี่ยวแรงของคนรุ่นใหม่ ด้วยความชอบส่วนตัวเป็นทุนเดิม และบริษัทเหล่านี้มักจะมีอายุอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษโดยประมาณ ส่วนประเภทที่อยู่ยงคงกระพันมาถึงครึ่งค่อนศตวรรษนั้น นับวันยิ่งจะหายากเข้าไปทุกที ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ผู้ผลิตบางรายปรับตัวไม่ทันโดยเฉพาะรายที่เกิดมาในยุคของอะนาล็อก เมื่อปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอล มันเหมือนกับคลื่นสึนามิที่ถาโถมแบบยังไม่ทันตั้งตัว เลยต้องจมหายไปกับกระแสคลื่นเทคโนโลยีไปไม่น้อย</p>
<p><span id="more-279"></span><br />
สำหรับบริษัท Stanton Magnetics จากแดนลุงแซม สหรัฐอเมริกานั้น กลับสามารถฟันฝ่าและยืนหยัดมาได้อย่างเข้มแข็งถึงทุกวันนี้ โดยบริษัทดังกล่าวก่อนตั้งมาตั้งแต่ปี 1946  หรือ 64 ปีที่แล้ว หรือ 47 ปีหลังจากที่เอดิสันผลิตเครื่องเล่นจานเสียงแบบไขลานหรือ phonograph เครื่องแรกของโลก (ปี 1899) โดย Stanton มุ่งไปในด้านการออกแบบและผลิตเครื่องเสียงมืออาชีพสำหรับใช้ในไนต์คลับ และสำหรับดีเจ โดยมีตัวสินค้าเด่นคือตัวเทิร์นเทเบิล (Turntable) ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสินค้าประเภทอื่นๆด้วย เช่นเครื่องมิกซ์เสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี และ  FinalScratch อุปกรณ์สำหรับดีเจโดยเฉพาะ</p>
<p>แม้ว่ากระแสของดิจิตอลจะเข้ามาแทนที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องเสียง แต่เครื่องเล่นแผ่นเสียงก็ยังคงมีการผลิตและวางจำหน่ายจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับออดิโอไฟล์กลุ่มหนึ่งที่ยังคงชื่นชอบเสียงในแบบอะนาล็อก ซึ่งถือว่ามีความนุ่มนวลและคุณภาพเสียงดีกว่าซึ่งกลุ่มนี้ยังคงเกาะติดเครื่องเล่นเทิร์นเทเบิลระดับไฮเอ็นด์อย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยเล่นแผ่นเสียงในอดีตอาจโรยแรงไม่อยากตามต่อ แต่ยังคงมีแผ่นเสียงในคอลลเลคชั่นที่สะสมไว้จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในอัลบั้มที่หายากหรือเลิกผลิตไปแล้ว</p>
<p>Stanton T.92 USB Turntable น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับกลุ่มหลังนี้ โดย T.92 จะเป็นรุ่นท็อปหนึ่งในสองรุ่นที่ต่อกับ USB เมื่อเห็นพ็อต USB ซึ่งเป็นพ็อตเชื่อมต่อสำหรับสื่อดิจิตอลอาจรู้สึกขัดๆเมื่อไปอยู่กับเครื่องเล่นแผ่นเสียงซึ่งเป็นสื่อประเภทอะนาล็อก แต่มันคือการผสมผสานเทคโนโลยีที่ลงตัวระหว่างดิจิตอลกับอะนาล็อก และความเป็นเครื่องระดับมืออาชีพกับผู้ใช้มือใหม่ เนื่องจากโครงสร้างการออกแบบของ Stanton T.92 USB Turntable ตัวนี้ไม่ได้ละเลยคุณสมบัติของเครื่องเล่นแผ่นเสียงมืออาชีพเลย เริ่มตั้งแต่ตัวเครื่องที่ตอนแรกผมคิดว่าคงมีน้ำหนักเบาเหมือนกับเครื่องเทิร์นเทเบิล ยูเอสบีทั่วไป แต่เครื่องนี้กลับออกแบบแน่นหนา มั่นคง นอกจากน้ำหนักที่มากเพื่อความมั่นคงแล้ว ขารองเครื่องทั้งสี่มุมยังออกแบบให้ใช้สปริงเพื่อป้องกันการสั่นไหวได้อย่างดี ส่วนตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนจานนั้นระบบขับเคลื่อนโดยตรง (Direct-drive system) ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 8 ขั้ว แบ่งเป็น 3 เฟส รองรับความเร็วรอบของแผ่นสามระดับ คือ 33 ½ รอบ 45 รอบ และ 78 รอบ โดยปุ่มควบคุมทั้งหมดเข้าใจง่ายและชัดเจน ทั้งการเลือกความเร็วรอบ ปุ่มควบคุมกระแสไฟ ปุ่มควบคุมการหมุนของมอเตอร์ และปุ่มควบคุมเล่นหรือหยุดเล่นแผ่น</p>
<p>ตัวโทนอาร์ม (Tone Arm) นั้น ได้รับการออกแบบเป็นลักษณะตัวอักษร “S” เพื่อลดความคลาดเคลื่อน (distortion) ของเสียง และลดความสึกกร่อนบนแผ่นเสียง ตรงท้ายของโทนอาร์มสามารถที่จะปรับแรงกดทับ (pressure) ของเข็มบนแผ่นได้ ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้ นอกจากนั้น ยังมีปุ่ม Anti-skating โดยจะทำหน้าที่ให้เข็มคงอยู่ในร่องเมื่อเล่นแผ่นเสียงจนจบแผ่นแล้ว ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้หาไม่ได้ในเครื่องเทิร์นเทเบิลยูเอสบีทั่วไป</p>
<p>จุดสุดท้ายที่สำคัญจะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ จุดเชื่อมต่อ โดย Stanton T.92 USB Turntable จะมีช่องต่อ RCA 1 ชุด ช่องต่อยูเอสบี พร้อมสายยูเอสบีชุบทองอย่างดี 1 เส้น ช่องต่อดิจิตอล และสวิตฃ์ปรับระหว่างการต่อเข้ากับ phono หรือ line ซึ่งจะต้องปรับให้ถูกต้องกับการต่อของเรา</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>ก่อนอื่นขอทดสอบฟังก์ชั่นอันถือเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของเทิร์นเทเบิล คือ การใช้ฟังเพลงจากแผ่นเสียง หลังจากที่ต่อสายและปรับปุ่มต่างๆถูกต้องทุกอย่าง ก็ลองเอาแผ่นเสียงที่ทั้งหมดมาในสปีต 33 รอบครึ่งที่มีอายุตั้งแต่นักร้องยุคคุณย่าจนถึงคุณน้อง อย่างเช่น เพลง Whatever will be, will be ที่กำลังโด่งดังจากโฆษณาของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง โดยครั้งนี้ฟังจากแผ่นเสียงต้นฉบับของ Doris Day จากค่าย CBS ความเป็นระบบเสียงสเตริโอในอดีตที่ยังไม่มี “สิ่งเจือปน” จากระบบดิจิตอลกลับทำให้ผมมีความรู้สึกเพลงที่มีความเป็นดนตรี ความเป็นธรรมชาติและความอบอุ่นของเสียงร้อง ความพลิ้วไหวที่ไหลลื่นของตัวโน้ตได้ดีกว่าผลงานเพลงที่ผลิตใหม่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเภทที่ปรุงแต่งเสียงจนเวอร์นั้น จะหาไม่ได้ในแผ่นไวนิลเหล่านี้ จุดหนึ่งที่ชอบมากๆคือ แผ่นที่บันทึกเสียงมาดีๆ อย่างแผ่นที่ผมนำมาทดสอบที่ผลิตจากอเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง ด้านซาวด์สเตจนั้นดีมากๆ อย่างแผ่นของจางหยีเหวิน ที่ผลิตโดย MAYAR ฮ่องกง ยิ่งเพลงจีนในยุคนั้นจะประกอบด้วยเครื่องดนตรีไม่กี่ชิ้น นอกจากกลองชุดแล้ว ก็จะมีเครื่องสาย กีต้าร์กับเบสอย่างละตัว กับเครื่องเป่าอีก 1-2 ชิ้น ถือเป็นความสุนทรีอันอบอุ่นที่ไม่อาจหาได้จากแผ่นซีดีในปัจจุบัน</p>
<p>สำหรับในด้านคุณสมบัติการบันทึกเสียงนั้น ถือเป็นวัตถุประสงค์หนึ่งที่ทาง Stanton ผลิตเทิร์นเทเบิลยูเอสบีออกมา เพื่อให้คนที่เคยเล่นแผ่นเสียงในอดีต หรือที่ยังเล่นอยู่ต้องการบันทึกอัลบั้มแผ่นโปรดของตัวเองไว้ในฟอร์ตแมตดิจิตอลบนแผ่นซีดี ซึ่งขั้นตอนการบันทึกก็ไม่ได้ยุ่งยาก เนื่องจากทาง Stanton ได้ให้โปรแกรม Cakewalk Pyro Audio Creator จากค่าย Cakewalk ซึ่งเป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์สำหรับนักดนตรีทั้งหลายใช้ในการบันทึก ตัดต่อและปรุงแต่งเสียงที่มีชื่อเสียงมานมนาน แต่น่าเสียงดายที่เวอร์ชั่นที่แถมมานี้ ไม่มีรหัสให้ลงทะเบียน จึงให้ใช้งานได้ 30 วัน ส่วนจะมีการล็อกฟังก์ชั่นการทำงานด้วยหรือเปล่านั้นผมไม่แน่ใจ เนื่องจากของผมที่ใช้อยู่มีการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเราสามารถหาทางเลือกอื่น โดยใช้โปรแกรมโอเพ่นซอร์สอย่าง Audacity ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานใกล้เคียงกัน แต่ถูกต้องไม่ต้องห่วงเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ตัวโปรแกรมจะตรวจสอบซาวด์การ์ดของเราว่าสามารถรองรับระดับความถี่ในย่านไหนได้บ้าง ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้อยู่ไม่มีปัญหาครับ ผ่านทุกย่าน จากนั้นเลยนำเอาแผ่นเสียงของถงลี่ (Tong Li) นักร้องสาวเสียงหวานยอดนิยม ซึ่งเป็นแผ่นที่ผลิตจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน และตัวมาสเตอร์ผลิตจากเยอรมัน จึงถือเป็นระบบการบันทึกเสียงที่ทันสมัยที่สุด และคุณภาพดีที่สุดในบรรดาแผ่นที่นำมาทดสอบครั้งนี้</p>
<p>แน่นอนว่า การบันทึกเสียงจากแผ่นเสียงลงคอมพิวเตอร์นั้น จุดเชื่อมหลักก็คือยูเอสบี โดยผมจะทำการบันทึกทีละด้านจนครบทั้งสองด้านของแผ่นเสียงแล้ว ถึงทำการแยกแทรคด้วยโปรแกรมอีกที ส่วนใครขี้เกียจแยกแทรคทีหลังก็สามารถหยุดในแต่ละแทรคที่บันทึกก็ได้ สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากในระหว่างทำการบันทึกก็คือ กระแสไฟต้องไม่กระชัก และตัวคอมพิวเตอร์จะต้องไม่เปิดโปรแกรมใดๆ เพราะบางครั้งการคลิกจะเกิดเสียงแทรกเข้าไป หรือหากหน่วยความจำไม่เพียงพอ การโหลดโปรแกรมระหว่างบันทึกก็จะทำให้สะดุดเนื่องจากถูกแย่งหน่วยความจำไปใช้ สำหรับเสียงแทรกนั้น สามารถใช้โปรแกรมอีดีตตัดออกได้ไม่ยากนัก การบันทึกเสียงจากเทิร์นเทเบิลสามารถเลือกได้เพียงสองฟอร์มแมตคือ wave กับ mp3 ส่วนความถี่และบิตเรตก็อยู่ที่เราเลือก เมื่อได้ “ล้างทำความสะอาด” เสียงที่บันทึกจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว หากใช้โปรแกรมของ Cakewalk ก็สามารถไรท์ใส่แผ่นซีดีได้เลย ส่วน Audacity เนื่องจากเป็นโปรแกรมฟรี จึงต้องหาโปรแกรมไรท์แผ่นมาใช้ต่างหาก</p>
<p>สำหรับแผ่นซีดีที่ผมสร้างเองจากแผ่นเสียงของถงลี่นั้น เนื่องจากเวลาอันจำกัด จึงทำการ “ล้างชำระ” อย่างลวกๆหลังการบันทึกเสร็จ ส่วนด้านเสียงนั้น จะไม่ไปปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าพอใจ มีความเป็นอะนาล็อกในระดับที่ค่อนข้างดี สำหรับตัวไฟล์ที่บันทึกไว้ ผมเซฟไว้เป็น “โปรเจ็กไฟล์” เพื่อหาเวลาว่างๆทำการอีดิตใหม่ให้เนี๊ยบกว่านี้ และที่สำคัญเราสามารถนำเอาไฟล์โปรเจ็กนี้ไปใช้ระหว่าง Cakewalk และ Audacity ได้โดยไม่ต้องบันทึกใหม่</p>
<p>สำหรับ Stanton T.92 USB Turntable ถือว่าเหมาะมากสำหรับคนที่เริ่มหันมาเล่นเทิร์นเทเบิล และคนที่ได้หันหลังไปแล้ว แต่ยังมีแผ่นเสียงในมืออยู่ หรือคุณอาจเป็นดีเจวัยรุ่น โดยเฉพาะราคาค่างวดเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ให้มาแบบไม่เกรงใจคู่แข่ง เพราะมีอย่างที่ไหน ด้วยราคาระดับมือสมัครเล่น แต่ให้ประสิทธิภาพแบบมืออาชีพ จึงถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีและนักเล่นเครื่องเสียงสองขั้วได้ลงตัวอย่างดียิ่ง</p>
<p><strong>Stanton T.92 USB Turntable Specifications:</strong><strong> </strong><strong> </strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="95%">
<tbody>
<tr>
<td width="50%"><strong>Turntable Section</strong></td>
<td width="50%"><strong>Measurement</strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Frequency Response</td>
<td width="50%">30 Hz to 20 kHz +1/- 2 dB/ RIAA filter</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">THD+N</td>
<td width="50%">&lt; 0.03% at 1 kHz</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">S/N Ratio: Line</td>
<td width="50%">&lt;-65 dB</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Digital Output (SPDIF)</td>
<td width="50%">0.5Vp-p (Load 75 ohms)</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Type</td>
<td width="50%">3-speed full manual</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Motor</td>
<td width="50%">8 pole, 3 phase, brushless DC motor</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Speeds</td>
<td width="50%">33 1/3 and 45rpm and 78 rpm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Wow and Flutter</td>
<td width="50%">Less than 0.15% WRMS (JIS WTD) with 33   1/3 rpm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Pitch Controls</td>
<td width="50%">+/- 8%, +/-12%</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Starting Torque</td>
<td width="50%">More than 1.6 kgf.cm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Starting Time</td>
<td width="50%">Less than 1 sec with 33 1/3 rpm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Braking Time</td>
<td width="50%">Less than 1 sec with 33 1/3 rpm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Braking System</td>
<td width="50%">Electronic Brake</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%" valign="top">Time for Speed Change</td>
<td width="50%">Less than 1 sec with 33 1/3 rpm<br />
Less than 1 sec from 45 to 33 1/3 rpm<br />
Less than 1 sec from 33 1/3 to 78 rpm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%" valign="top">Audio Output</td>
<td width="50%">Phono/Line output</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%" valign="top">USB Functiion</td>
<td width="50%">A/D,D/A 16BIT 44.1KHz or 48KHz USB   SELECTABLE<br />
Computer interface: USB 1.1 compliant, WINDOWS XP or Mac OSX</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" width="95%">
<tbody>
<tr>
<td width="50%"><strong>Tone Arm Section</strong></td>
<td width="50%"><strong>Measurement</strong></td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Tone arm type</td>
<td width="50%">Static balanced S-Shape tonearm for lower   distortion and reduced record-ware</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Effective Arm Length</td>
<td width="50%">230.5mm</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Tracking Force Range</td>
<td width="50%">0-3g</td>
</tr>
<tr>
<td width="50%">Applicable Cartridge Weight</td>
<td width="50%">3-4g</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>Distributor:</strong> Modern System (Thailand) Co. Ltd.  <strong>Tel: </strong>622-735 5988-89</p>
<p><strong>Price: 10,900 baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/stanton-t92-turntable/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Back to the future with JVC SR-HV250 and Novac NV-CR001U</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/jvc-sr-ha250/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/jvc-sr-ha250/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2010 10:44:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[JVC SR-HV250]]></category>
		<category><![CDATA[Novac NV-CR001U]]></category>
		<category><![CDATA[turntable]]></category>
		<category><![CDATA[VHS]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=273</guid>
		<description><![CDATA[ผมไม่แน่ใจว่า ท่านผู้อ่านในนี้จะยังมีสักกี่คนที่ยังคงเล่นวีดีโอเทปแบบ VHS อยู่อีก ส่วนจะมีเก็บไว้อยู่คงเป็นเรื่องปรกติ และคงมีหลายคนที่อยากจะถ่ายเทปที่มีอยู่ไปเก็บในฟอร์แมตอื่น พอเห็นข่าวนี้แล้ว น่าจะเป็นเครื่องเล่นที่ครบเครื่องเรื่องภาพจริงจาก โดยทาง JVC ได้ออกเครื่องเล่น (ไม่รู้ว่าจะเรียกเป็นเครื่องเล่นอะไรดี) รุ่น SR-HV250 ที่สามารถเล่นได้ทั้งวิดีโอเทป VHS เล่นแผ่นบลูเรย์ ซึ่งแน่นอนว่า ครอบคลุมทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี ซีดีเพลง SACD อยู่แล้ว และยังสามารถบันทึกระหว่างกันได้ คือวิดีโอไปบลูเรย์ดิสก์ หรือกลับกัน และยังมีทางเลือกให้บันทึกลงฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งมาความจุด 250 GB. ได้อีก ตอนนี้วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

สำหรับเจ้านี้ก็มาในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ย้อนยุคกลับไปไกลกว่า JVC คือบริษัท Novac ได้ออกเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือ Turntable พร้อมกับเครื่องเล่นเทปแคสเซ็ทในตัว ในชื่อรุ่นว่า NV-CR001U นอกจากนั้น เมื่อต่อสายยูเอสบีเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการบันทึกเพลงจากแผ่นเสียงหรือเทปไปเก็บไว้ในรูปแบบของดิจิตอลฟอร์แมต โดยสามารถเลือกได้ระหว่าง MP3, WMA หรือ WAV ก็ได้ง่ายๆด้วยโปรแกรม Record Mate LP ที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/sr-hv250.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-274" style="margin: 10px;" title="sr-hv250" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/sr-hv250-300x81.jpg" alt="JVC SR-HV250" width="270" height="73" /></a>ผมไม่แน่ใจว่า ท่านผู้อ่านในนี้จะยังมีสักกี่คนที่ยังคงเล่นวีดีโอเทปแบบ VHS อยู่อีก ส่วนจะมีเก็บไว้อยู่คงเป็นเรื่องปรกติ และคงมีหลายคนที่อยากจะถ่ายเทปที่มีอยู่ไปเก็บในฟอร์แมตอื่น พอเห็นข่าวนี้แล้ว น่าจะเป็นเครื่องเล่นที่ครบเครื่องเรื่องภาพจริงจาก โดยทาง JVC ได้ออกเครื่องเล่น (ไม่รู้ว่าจะเรียกเป็นเครื่องเล่นอะไรดี) รุ่น SR-HV250 ที่สามารถเล่นได้ทั้งวิดีโอเทป VHS เล่นแผ่นบลูเรย์ ซึ่งแน่นอนว่า ครอบคลุมทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี ซีดีเพลง SACD อยู่แล้ว และยังสามารถบันทึกระหว่างกันได้ คือวิดีโอไปบลูเรย์ดิสก์ หรือกลับกัน และยังมีทางเลือกให้บันทึกลงฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งมาความจุด 250 GB. ได้อีก ตอนนี้วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น</p>
<p><span id="more-273"></span></p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/Novac.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-276" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Novac" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/Novac-300x205.jpg" alt="NOVAC NV-CR001U turntable" width="240" height="164" /></a>สำหรับเจ้านี้ก็มาในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ย้อนยุคกลับไปไกลกว่า JVC คือบริษัท Novac ได้ออกเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือ Turntable พร้อมกับเครื่องเล่นเทปแคสเซ็ทในตัว ในชื่อรุ่นว่า NV-CR001U นอกจากนั้น เมื่อต่อสายยูเอสบีเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการบันทึกเพลงจากแผ่นเสียงหรือเทปไปเก็บไว้ในรูปแบบของดิจิตอลฟอร์แมต โดยสามารถเลือกได้ระหว่าง MP3, WMA หรือ WAV ก็ได้ง่ายๆด้วยโปรแกรม Record Mate LP ที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/jvc-sr-ha250/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อวสานของสายคอมโพเนนต์ในเครื่องเล่นบลูเรย์ (Blu-ray no more supports component HD)</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/no-more-component-for-bluray/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/no-more-component-for-bluray/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2010 10:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cables]]></category>
		<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[AACS]]></category>
		<category><![CDATA[Blu-ray]]></category>
		<category><![CDATA[component]]></category>
		<category><![CDATA[DVD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[สายคอมโพเนนต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=267</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเล่นบลูเรย์คงจะถึงวาระที่ต้องก้าวไปข้างหน้าเร็วขึ้น สังเกตได้จากจำนวนรุ่นและยี่ห้อในท้องตลาด และที่สำคัญคือ ราคาเริ่มไหลลงเรื่อยๆ จนเครื่องเล่นดีวีดีเดิมแทบจะถูกมองเป็นเครื่องเล่นวีซีดีไปแล้ว สำหรับใครที่จะซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ในปีนี้ก็ขอให้ระวังเรื่องช่องต่อสายสัญญาณด้วย เพราะ AACS (Advanced Access Content System) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเนื้อหาสื่อดิจิตอลที่ทำการแจกจ่ายเผยแพร่ และการบริหารจัดการสิทธิ์ในเนื้อหาได้กำหนดข้อตกลงให้เครื่องเล่นบลูเรย์หรืออุปกรณ์ใดๆตามมาตรฐาน AACS ที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2511 ที่จะถึงนี้ จะห้ามไม่ให้เอาต์พุทภาพความละเอียดสูงหรือ High Definition (720p, 1080i หรือ 1080p)

ผ่านช่องสัญญาณคอมโพเนนต์อีกต่อไป นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้เครื่องเล่นทีวี โปรเจ๊กเตอร์ หรือรีซีฟเวอร์ที่ไม่มีช่องต่อ HDMI ก็หมดสิทธิ์ในการชมภาพความละเอียดสูงจากเครื่องเล่นบลูเรย์อีกต่อไป ส่วนใครที่มีซื้อเครื่องรุ่นที่ผลิตก่อนและสามารถเล่นภาพไฮเดฟได้ผ่านช่องคอมโพเนนต์ได้ในปัจจุบัน ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกันสำหรับแผ่นบลูเรย์ที่จะผลิตออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2011 เพราะแผ่นเหล่านี้จะบรรจุคำสั่ง image constraint token (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ AACS) ไม่ให้ปล่อยสัญญาณภาพไฮเดฟผ่านช่องคอมโพเนนต์อีกต่อไป เบื้องหลังของการออกมาจำกัดคือ ทาง AACS อ้างว่า การส่งสัญญาณภาพผ่านสายคอมโพเนนต์ มีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดได้ง่าย สาเหตุเนื่องจากเป็นระบบอะนาล็อก จึงต้องให้ปล่อยภาพผ่านทางสายดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ และคาดการณ์กันว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/bd-hd-dvd-aacs.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-268" title="bd-hd-dvd-aacs" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/bd-hd-dvd-aacs.jpg" alt="AACS, bluray, HD, DVD" width="200" height="170" /></a>เครื่องเล่นบลูเรย์คงจะถึงวาระที่ต้องก้าวไปข้างหน้าเร็วขึ้น สังเกตได้จากจำนวนรุ่นและยี่ห้อในท้องตลาด และที่สำคัญคือ ราคาเริ่มไหลลงเรื่อยๆ จนเครื่องเล่นดีวีดีเดิมแทบจะถูกมองเป็นเครื่องเล่นวีซีดีไปแล้ว สำหรับใครที่จะซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ในปีนี้ก็ขอให้ระวังเรื่องช่องต่อสายสัญญาณด้วย เพราะ AACS (Advanced Access Content System) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเนื้อหาสื่อดิจิตอลที่ทำการแจกจ่ายเผยแพร่ และการบริหารจัดการสิทธิ์ในเนื้อหาได้กำหนดข้อตกลงให้เครื่องเล่นบลูเรย์หรืออุปกรณ์ใดๆตามมาตรฐาน AACS ที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2511 ที่จะถึงนี้ จะห้ามไม่ให้เอาต์พุทภาพความละเอียดสูงหรือ High Definition (720p, 1080i หรือ 1080p)</p>
<p><span id="more-267"></span></p>
<p>ผ่านช่องสัญญาณคอมโพเนนต์อีกต่อไป นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้เครื่องเล่นทีวี โปรเจ๊กเตอร์ หรือรีซีฟเวอร์ที่ไม่มีช่องต่อ HDMI ก็หมดสิทธิ์ในการชมภาพความละเอียดสูงจากเครื่องเล่นบลูเรย์อีกต่อไป ส่วนใครที่มีซื้อเครื่องรุ่นที่ผลิตก่อนและสามารถเล่นภาพไฮเดฟได้ผ่านช่องคอมโพเนนต์ได้ในปัจจุบัน ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกันสำหรับ<a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/anydvd_hd_box.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-269" title="anydvd_hd_box" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/03/anydvd_hd_box-238x300.jpg" alt="Any DVD" width="190" height="240" /></a>แผ่นบลูเรย์ที่จะผลิตออกมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2011 เพราะแผ่นเหล่านี้จะบรรจุคำสั่ง image constraint token (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ AACS) ไม่ให้ปล่อยสัญญาณภาพไฮเดฟผ่านช่องคอมโพเนนต์อีกต่อไป เบื้องหลังของการออกมาจำกัดคือ ทาง AACS อ้างว่า การส่งสัญญาณภาพผ่านสายคอมโพเนนต์ มีความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดได้ง่าย สาเหตุเนื่องจากเป็นระบบอะนาล็อก จึงต้องให้ปล่อยภาพผ่านทางสายดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งสามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ และคาดการณ์กันว่า เมื่อถึงปี 2013 ช่องต่อแบบอะนาล็อกจะถูกยกเลิกและเอาออกจากเครื่องเล่นบลูเรย์ทั้งหมด</p>
<p>เอวัง&#8230;งานนี้เรียกว่าฝรั่งควบคุมความบันเทิงของพวกเราเสียอยู่หมัด นี่ขนาดเล่นแผ่นต้นฉบับแท้ๆ ยังถูกจำกัดขนาดนี้  คงต้องติดตามดูฝีมือของ SlySoft ผู้ผลิตโปรแกรมการเล่น บันทึก แปลงภาพยนตร์ไฮเดฟทั้งหลาย ซึ่งรวมทั้งบลูเรย์ด้วย โดยโปรแกรมของค่ายนี้มีความสามารถในการยกเลิก image constraint token ของ AACS ได้ เมื่อถึงกำหนดปีหน้า ค่ายซอฟต์แวร์นี้ยังคงสามารถฝ่าด่านนี้ได้อีกหรือไม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/no-more-component-for-bluray/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HRT Music Streamer &#8211; Hear Your Digital Files Musically</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2010 07:17:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[datastream]]></category>
		<category><![CDATA[HRT]]></category>
		<category><![CDATA[HRT Music Streamer]]></category>
		<category><![CDATA[PCM1744]]></category>
		<category><![CDATA[PCM2706]]></category>
		<category><![CDATA[USB DAC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ
ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน

สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด
HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย USB อีกข้างหนึ่งเป็นหัว RCA [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-260" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="HRT Music Streamer" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1-300x220.jpg" alt="" width="270" height="198" /></a>การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ</p>
<p>ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน</p>
<p><span id="more-259"></span></p>
<div id="attachment_261" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb.jpg"><img class="size-medium wp-image-261 " title="HRT Music Streamer pcb" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">HRT Music Streamer PCB board - front (upper), back (lower)</p></div>
<p>สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด</p>
<p>HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย USB อีกข้างหนึ่งเป็นหัว RCA ชุบทองสำหรับต่อสายอะนาล็อก เปิดดูภายในกล่องก็แทบจะไม่มีเอกสารอะไร นอกจากการ์ดแข็งขนาดไปรษณียบัตรที่มีคำอธิบายเพียงด้านเดียว ยังคิดในใจอยู่ว่า แม้แต่ปากกายี่ห้อชั้นนำยังมีคู่มือที่หนาถึงหลายสิบหน้า แต่นี่สินค้าไฮเทคกลับไม่มีอะไรเลย ค้นหาในเว็บไซต์ก็ได้ข้อมูลอันเดียวกับที่พิมพ์มาบนการ์ดนั่นเอง</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<div id="attachment_262" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706.jpg"><img class="size-medium wp-image-262 " title="HRT Music Streamer pcm2706 chipset" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM2706 chipset for datastream transceiver</p></div>
<p>เมื่อหาข้อมูลอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ก็มีทางเดียวคือติดตั้งเพื่อทดสอบจริงเลย เลยจัดแจงหาสาย USB (ไม่ได้ให้มาด้วย) ต่อ Music Streamer เข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค Acer ที่มีหน่วยประมวลผลระดับ Pentium Dual Core ซึ่งมีประสิทธิภาพระดับพื้นๆเท่านั้น การติดตั้งก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเหมือนอย่างที่ไม่มีอะไรในคู่มือ เพราะเพียงแค่ต่อสาย วิสโดว์สก็ตรวจเช็คเจอและก็จัดการติดตั้งให้เสร็จสรรพ โดยไม่ร้องหาแผ่นไดร์ฟเวอร์ใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็นำเอาสายอะนาล็อกยี่ห้อ Black Rhodium รุ่น Prelude มาต่อเข้ากับเครื่องปรีแอมปรีไฟเออร์ เสียงในเครื่องโน้ตบุ้คที่ปรกติเคยดังออกทางลำโพงในตัวก็ดังออกทางเครื่องเสียงบ้านผมแทน เพราะเหตุนี้นี่เองที่คู่มือจึงไม่มีความจำเป็น</p>
<p>ในด้านของการทำงานนั้น ตัวกล่องจะบรรจุด้วยแผงวงจรเล็กๆเพียงชิ้นเดียว ในฝั่งของช่องต่อ USB จะใช้ชิปเบอร์ PCM2706 เป็นตัวรับส่งข้อมูล(datastream transceiver) จากนั้นก็นำเอาข้อมูลนั้นไปแปลงจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อก (D/A Conversion) ด้วยชิปเบอร์ PCM1744 ของ Texas Instrument ทั้งคู่ ด้วยชิป DAC เบอร์ PCM1744 ทำให้ไฟล์ที่ออกมามีแซมปลิ้งเรท (Sampling Rate) สูงสุด 96 kHz. ที่ Resolution 24 bits เนื่องจากกินไฟเพียง 4.5-5 โวลท์ทั้งภาคดิจิตอลและอะนาล็อก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายไฟเลี้ยงต่างหาก ใช้ไฟจากพ็อต USB ก็เป็นการเพียงพอ</p>
<p>เริ่มต้นการทดสอบด้วยการเล่นเพลงในฟอร์แมตสามัญประจำบ้าน คือ MP3 โดยผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ Windows Media Player เพราะจะกินพลังของซีพียูมาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีนัก แต่ผมจะใช้ VLC media player และ Splayer โดยจะใช้ตัวหลังเป็นหลัก เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก และกินพลังของซีพียูและหน่วยความจำน้อยมาก ที่สำคัญคือซัพพอร์ตไฟล์เกือบทุกฟอร์แมตที่มีอยู่ในปัจจุบัน และหากเล่นไฟล์วิดีโอ ยังสนับสนุน GPU (หน่วยประมวลผลกราฟฟิกของการ์ดแสดงผล) ด้วย การเล่นไฟล์เพลงประเภท MP3 แม้ว่าจะสังเกตได้ถึงเสียงที่มีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับการฟังโดยไม่ได้ใช้ Music Streamer แต่ยังคงรู้สึกว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เพราะเวทีเสียงที่ยังขุ่นมัว เหมือนดนตรีแต่ละชิ้นกองๆอยู่หน้าเวที แม้ว่าจะมีความลึกมากขึ้นก็ตาม หลังจากที่ลองเปลี่ยนหลายๆอัลปั้มแล้ว ก็ได้ผลไม่แตกต่างกันนัก</p>
<div id="attachment_263" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744.jpg"><img class="size-medium wp-image-263 " title="HRT Music Streamer PCB chipset pcm1744" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM1744 chipset for D/A Conversion</p></div>
<p>Music Streamer เริ่มสำแดงพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในก็ต่อเมื่อผมเปลี่ยนมาเล่นเพลงของ David Arkenstone ในชุด Echoes Of Egypt ซึ่งเป็นฟอร์แมต FLAC (Free Lossless Audio Codec) เพราะเสียงที่ผ่านเข้ามารูหูผมนั้นมีมิติ มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดีมาก เช่นเสียงกระดิ่งของกองคาราวานอูฐที่แทบจะฟังออกถึงระยะห่างของอูฐแต่ละตัว เสียงพายุทะเลทรายที่พัดกระหน่ำเหมือนสาดใส่ผ่านหน้าเรา เสียงเครื่องดนตรีทั้งเครื่องเป่า เครื่องสาย เครื่องเคาะในบรรยากาศของอียิปต์ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มได้ไม่น้อย  จากการนั่งฟังเพลง The Secret Chamber ที่มีความยาว 14.43 นาที แทบจะตรึงผมให้หยุดนิ่งทุกอย่าง แม้จะมีความยาวเพลงสิบกว่านาทีก็ตาม ด้วยคุณภาพเสียงที่ได้นั้น กลับรู้สึกว่ามันสั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>ผ่านจากเพลงแนวนิวเอจที่สอบผ่านอย่างงดงามแล้ว ทีนี้มาลองเพลงในแนวแจ๊สทั้งแบบบรรเลงและเสียงร้องกันบ้าง โดยนำเอาผลงานชุด Smooth Jazz Essentials ที่มาในอีกฟอร์แมตหนึ่ง คือ AAC หรือ Apple Lossless Audio Codec นี่เป็นอีกฟอร์แมตที่ทำให้เราต้องทึ่งกับประสิทธิภาพของตัว Music Streamer ยิ่งดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้นยิ่งทำให้เรามองเห็นเวทีเสียงที่ชัดเจน ตำแหน่งของดนตรีแต่ละชิ้น ความสดใสมีชีวิตชีวาของเมโลดี้ ซึ่งหาได้ยากจากการฟังจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเพลงพกพาทั่วไป ยิ่งมาฟังเสียงร้อง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman เวอร์ชั่นสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะ (ฟอร์แมต AAC เหมือนกัน) ยิ่งจะเห็นถึงฤทธิ์เดชของ Music Stream ได้ชัดเจน เสียงร้องที่ใสๆมีพลังการจีบปากการขึ้นลูกคอเหมือนร้องขับกล่อมอยู่ตรงหน้าห้องประมาณนั้น</p>
<p>จากการที่ได้ทดสอบฟังเพลงจากหลายๆฟอร์มแมตแล้ว ในภาพรวมแล้ว การใช้ Music Stream สามารถช่วยให้เสียงเพลงที่เราเคยรู้สึกแห้งๆ ห้วนๆ กลับมีความสดใสมีชีวิตชีวา และที่สำคัญ มีความเป็นดนตรี (musical) มากยิ่งขึ้น แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนฟังจากแผ่นออดิไฟล์ชั้นเยี่ยมก็ตาม แต่มันก็ห่างกันไม่กี่คืบศอกแล้ว แต่หากให้ดีคือ ให้ฟังเพลงที่เป็นแบบ Lossless ซึ่งจะมีการสูญเสียงของคุณภาพน้อยมาก ที่กล้าฟันธงเช่นนี้ เพราะจากการฟังเปรียบเทียบเพลง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman ระหว่างฟอร์แมต MP3 กับ AAC แล้ว จะชัดเจนมาก ต้องยอมรับว่า Music Stream ตัวเล็กพริกขี้หนูนี้ คุณภาพเหลือจะบรรยาย นี่ขนาดเป็นแค่รุ่นพื้นฐานยังได้ขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้ผมอยากทดสอบรุ่น Plus และรุ่น Pro ที่สูงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพมันจะขนาดไหน แต่มีข้อสังเกตนิดเดียวตรงทีไม่ยอมให้สาย USB มาด้วย ความจริงค่าสายก็ไม่กี่สิบบาทหรอก แต่มันสร้างความหงุดหงิดมากกว่า</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">Specifications:</span></strong><br />
Electrical: Full Scale output 2.25 Volts RMS<br />
Frequency Response: (20 Hz/20 kHz) -.3 dB / -1.8 dB<br />
Noise Floor: (DC to 30 kHz) 174 uV RMS<br />
Noise Floor: (A-weighted) 110 uV RMS<br />
S/N Ratio: (DC to 30 kHz) 82 dB<br />
S/N Ratio: (A-weighted) 86 dB<br />
THD+N: (1 kHz FS) 0.06%<br />
USB to Audio output isolation: &gt; 20M Ohm<br />
Interface Data Rate: 48kS/s<br />
Bit Depth: 16 bit<br />
USB type: 1.1<br />
Power Requirements (USB buss): 250 mA<br />
Dimensions: (L x W x H) 4.1&#8243; x 2.1&#8243; x 1.2&#8243;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HTC launches Desire &#8211; the Nexus One twins</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 10:52:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Android]]></category>
		<category><![CDATA[Desire]]></category>
		<category><![CDATA[Google Phone]]></category>
		<category><![CDATA[HTC]]></category>
		<category><![CDATA[Nexus One]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=251</guid>
		<description><![CDATA[HTC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้ โดยกำหนดจะวางจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือรุ่น Desire อันถือเป็นคู่แฝดของ Nexus One ที่ผลิตให้แก่ Google เนื่องจากการรับจ้างผลิตให้กับ Google ของ HTC นั้น ทางผู้ผลิตได้สงวนสิทธิ์ในด้านการออกแบบของตัวเครื่องทั้งหมดเป็นของตนเอง ดังนั้น ส่วนประกอบตัวเครื่อง Desire ทั้งหมดก็คืออันเดียวกับของ Nexus One แต่ข่าวรายงานว่า ทาง HTC ได้ดำเนินการแก้ไขเล็กน้อยตามสไตล์ที่ตนเองต้นการ
หลังจากที่เปิดตัว Nexus One ได้ไม่นาน ลูกค้าจำนวนมากอยากให้ HTC เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีอินเทอร์เฟสที่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเองคล้ายกับ Android ของ Nexus One แต่เนื่องจาก Nexus One เป็นแบรนด์ของกูเกิล จึงกำหนดอินเทอร์เฟสตามแบบฉบับของกูเกิลโดยเฉพาะ

แม้ว่าในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของ Desire กับ Nexus One จะเหมือนกันก็ตาม แต่ในด้านของอินเทอร์เฟสกลับแตกต่างกัน โดย Desire จะใช้อินเทอร์เฟสของ Sense จึงมีคุณสมบัติการใช้งานของ Sense [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/xin_12202071709258283240516.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-252" title="HTC Desire Android Phone" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/xin_12202071709258283240516-300x244.jpg" alt="" width="270" height="220" /></a>HTC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้ โดยกำหนดจะวางจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือรุ่น Desire อันถือเป็นคู่แฝดของ Nexus One ที่ผลิตให้แก่ Google เนื่องจากการรับจ้างผลิตให้กับ Google ของ HTC นั้น ทางผู้ผลิตได้สงวนสิทธิ์ในด้านการออกแบบของตัวเครื่องทั้งหมดเป็นของตนเอง ดังนั้น ส่วนประกอบตัวเครื่อง Desire ทั้งหมดก็คืออันเดียวกับของ Nexus One แต่ข่าวรายงานว่า ทาง HTC ได้ดำเนินการแก้ไขเล็กน้อยตามสไตล์ที่ตนเองต้นการ</p>
<p>หลังจากที่เปิดตัว Nexus One ได้ไม่นาน ลูกค้าจำนวนมากอยากให้ HTC เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีอินเทอร์เฟสที่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเองคล้ายกับ Android ของ Nexus One แต่เนื่องจาก Nexus One เป็นแบรนด์ของกูเกิล จึงกำหนดอินเทอร์เฟสตามแบบฉบับของกูเกิลโดยเฉพาะ</p>
<p><span id="more-251"></span></p>
<p>แม้ว่าในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของ Desire กับ Nexus One จะเหมือนกันก็ตาม แต่ในด้านของอินเทอร์เฟสกลับแตกต่างกัน โดย Desire จะใช้อินเทอร์เฟสของ Sense จึงมีคุณสมบัติการใช้งานของ Sense ทุกประการ<br />
สิ่งที่ Desire เหมือนกับ Nexus One คือ การใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 และใช้หน่วยประมวลผลความเร็ว 1 GHz. นอกจากนั้น โทรศัพท์รุ่นนี้ยังมีหน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED ขนาด 3.7 นิ้ว และกล้องถ่ายรูปความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แต่จุดที่แตกต่างคือ Desire ใช้ระบบการควบคุมด้วย Optical Trackpad ส่วนของ Nexus One ใช้เป็นแบบ Trackball ธรรมดา</p>
<p>ทาง HTC กำหนดวางจำหน่าย Desire ในเดือนเมษายน ศกนี้ในตลาดยุโรปและเอเชีย ส่วนตลาดอเมริกายังไม่เป็นที่เปิดเผย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Leona GPS522 GPS Navigator</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 07:05:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[GPS]]></category>
		<category><![CDATA[GPS Navigator]]></category>
		<category><![CDATA[Leona GPS522]]></category>
		<category><![CDATA[SiRF Technology]]></category>
		<category><![CDATA[SpeedNavi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว
แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่

จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด
Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ
หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท SiRF Technology ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตหน่วยประมวลผลสำหรับการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมโดยเฉพาะ โดยหน่วยประมวลผลรุ่นนี้จะมากพร้อม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-248" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Leona GPS522 GPS Navigator" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522-300x198.jpg" alt="" width="270" height="178" /></a>การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว</p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่</p>
<p><span id="more-247"></span></p>
<p>จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด</p>
<p>Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ</p>
<p>หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท SiRF Technology ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตหน่วยประมวลผลสำหรับการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมโดยเฉพาะ โดยหน่วยประมวลผลรุ่นนี้จะมากพร้อม FPU (Floating Point Unit) หรือส่วนที่ใช้สำหรับการคำนวณโดยเฉพาะ พร้อมกับหน่วยความจำแคช (cache) ภายในระดับหนึ่ง 16 KB. และระดับสองอีก 16 KB. หน่วยความจำแบบ DDR 200 และส่งข้อมูลผ่านระบบบัส 64 bit นั่นหมายความว่า ความเร็วในการประมวลผลและรับส่งข้อมูลจึงมีความเร็วและประสิทธิภาพที่ดี</p>
<p>ในด้านของระบบปฏิบัติการนั้น ตัวเครื่อง Leona GPS522 ได้ใช้ของ Microsoft Windows CE version 6.0 ส่วนตัวแผนที่ที่ติดตั้งอยู่ใน SD Card เป็นของ SpeedNavi เวอร์ชั่น Speednavi SQ Union ของบริษัท  M&amp;Soft ประเทศเกาหลี จุดนี้อาจเป็นประเด็นสำคัญปัจจัยหนึ่งของการนำทางที่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องดูกันว่ามันมีความสำคัญอย่างไรจากผลการทดสอบ</p>
<p>The Wave Test<br />
อย่างที่เรียนในตอนแรกว่า ผมนำเครื่องไปทดสอบโดยไม่อ่านรายละเอียดใดๆมาก่อน เมื่อได้ตัวเครื่องมาแล้ว ก็จัดแจงตั้งจุดหมายปลายทางแล้วเอาขึ้นรถทันที สิ่งที่ผมต้องทึ่งกับเครื่องนำทาง Leona GPS522 นั้น นอกจากตัวเครื่องที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ สว่าง (แม้จะอยู่ท่ามกลางแดดจ้าก็ตาม) และระบบสัมผัสที่ใช้ง่ายแล้ว สิ่งที่ผมต้องทึ่งยิ่งกว่าก็คือ ความถูกต้องแม่นยำ และความเร็วในการประมวลผลและบอกตำแหน่ง เมื่อประกอบกับตัวแผนที่ SpeedNavi ที่มีข้อมูลที่ละเอียดดีมาก และมีความครบถ้วนของสถานที่ ถนน ตรอก ซอยต่างๆ เช่น อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม แม้แต่โครงการคอนโดมิเนียมที่ยังอยู่ระหว่างเปิดโครงการ ยังไม่ได้ลงเสาเลยก็รวมไว้อยู่ในแผนที อย่างซอยในบ้านผม มีซอยของเอกชนที่มีบ้านตั้งโดดเดี่ยวอยู่เพียงหลังเดียว และตั้งชื่อซอยของตัวเองเมื่อไม่นานนี้ ก็มีรวมอยู่ในแผนที่นี้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ในการเดินทางนั้น ตัวระบบจะคอยแนะนำเส้นทางต่างๆ ซึ่งหลายเส้นทางก็ไม่เคยวิ่งมาก่อน เช่นทางลัดผ่านหมู่บ้าน เวลาใกล้ถึงทางแยก ทางเลี้ยว จะบอกพิกัดระยะทางเป็นหลักสิบเมตร ไม่ใช่หลักร้อยเมตร ในขณะที่ตรงทางแยก ทางกลับรถ เมื่อถึงตำแหน่งที่กำหนด ภาพแผนที่หน้าจอจะแยกออกเป็นสองจอ ด้านหนึ่งเป็นภาพแผนที่เส้นทางสองมิติ อีกด้านหนึ่งจะเป็นภาพกราฟฟิกสามมิติ เช่นทางลอดอุโมงค์ ก็จะเป็นภาพของปากอุโมงค์</p>
<p>อีกกรณีหนึ่งคือ ทางที่เป็นทางแยก ทางร่วม เครื่องนำทางจะบอกพิกัดได้อย่างถูกต้องแม่นยำดีมาก อย่างกรณีทางแยกที่เป็นสะพานลอย นอกจากจะบอกล่วงหน้าให้วิ่งเลนไหนแล้ว เรายังเห็นภาพที่เป็นทางขนาน ทางกลับรถใต้สะพานลอย ไม่ใช่ว่า รถวิ่งขึ้นไปบนสะพานแล้ว เพิ่งจะแจ้งว่า ให้วิ่งเลนขวาขึ้นสะพาน ส่วนถนนที่มีสะพานข้ามคลองย่อยๆ (ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำไป) ก็ปรากฏในแผนที่ และจะบอกตำแหน่งของรถเราว่า ขณะนี้อยู่ตรงคอสะพานทางขึ้น อยู่กลางสะพานได้ถูกต้องชัดเจน</p>
<p>ส่วนสถานที่ข้างทางต่างๆ โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเฉพาะสถานที่สำคัญๆเป็นหลัก เช่น ธนาคาร เซเว่นฯ ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น แต่ด้วย Leona GPS522 ที่มาพร้อมแผนที่ SpeedNavi เครื่องนี้ คุณจะเห็นสถานที่ที่จนคุณก็ไม่คิดว่าจะเห็น เช่นร้านข้าวขาหมู ร้านข้าวมันไก่ ตลาดนัดต้นไม้ ร้านนาย ก. เป็นต้น</p>
<p>แม้ว่าบ้านเราจะใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่ตัวเครื่อง Leona GPS522 ก็ให้เราเลือกภาษาต่างๆได้ การเลือกภาษาสำหรับเมนูนั้น ถือเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน แต่เครื่องนี้ยังให้เราเลือกแผนที่ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษได้อีกด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เวลาผมพิมพ์ชื่อสถานที่ผมจะถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า เครื่องนี้จึงทำให้สะดวกดีมาก ส่วนเสียงพูดแนะนำทางนั้น สามารถเลือกได้ทั้งภาษาไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น จีนกลาง จีนกวางตุ้ง มาเลย์ เป็นต้น</p>
<p>การใช้งานด้านอื่นๆ เช่น การเล่นเพลง ดูวิดีโอ อ่านอีบุ๊ค และอื่นๆนั้น ผมขอข้ามๆไปในส่วนนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเด็นสำคัญรอง จึงขอรบกวนอ่านจากสเปค แต่โดยรวมแล้ว เครื่องนำทาง Leona GPS522 เครื่องนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางประจำรถที่มีความเที่ยงตรง ถูกต้องและรวดเร็วดีมาก ที่น่าจะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ซื่อสัตย์ของคุณ</p>
<p><strong>Leona GPS522 Specifications:</strong><br />
- CPU : SiRF Atlas IV 500MHz, dual core<br />
- OS : Microsoft Win CE 6.0 core version<br />
- 5&#8243; high resolution TFT touch screen, 800*400 pixels<br />
- Photo Viewer : Support JPEG<br />
- Video : Support MP4 / AVI / WMA<br />
- Audio : Support MP3 / WMA / WMA<br />
- Ebook : Support TXT<br />
- Bluetooth function<br />
- FM transmitter function<br />
- Battery 900mAh rechargeable Li-ion Battery<br />
- AV-in (Support wireless camera)</p>
<p><strong>Distributor</strong>: บริษัท โกรว์ ริช เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด<br />
<strong>Price</strong>: 15,900 บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ONKYO CBX-300 &#8211; A Multi-Format, iPod Integrated, Space-Efficient Audio Solution</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2010 09:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[CD player]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[Onkyo]]></category>
		<category><![CDATA[ONKYO CBX-300]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที
ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง

ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น CD-R และ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-221" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="CBX-300B" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/CBX-300B_front-300x215.jpg" alt="CBX-300B" width="270" height="194" />เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที</p>
<p>ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง</p>
<p><span id="more-220"></span></p>
<p>ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น CD-R และ CD-RW ด้วย ดังนั้น หายห่วงสำหรับนักฟังยุคดิจิตอล อีกอย่างฟอร์แมทเพลงที่เล่นได้ก็ได้ทั้งซีดีออดิโอ MP3 และ WMA ส่วนการบันทึกไฟล์นั้น อาจต้องใส่ใจสักนี้ เพราะว่าส่วนของไฟล์แบบ MP3 นั้น จะสนับสนุนแซมปลิ้งเรตระหว่าง 8 kHz. – 48 kHz. และบิตเรตระหว่าง 8 kbps. กับ 320 kbps. ซึ่งเพียงพอสำหรับระดับคุณภาพเสียงที่ดี ส่วนถ้าหากจะทำตัวฝืนโลกโดยบันทึกบิตเรตให้แตกต่างจากนี้ได้ไหม ก็ไม่มีปัญหาครับ เพียงแต่คุณอาจต้องแลกกับการแสดงเวลาการเล่นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าไม่ซีเรียสนัก ก็ถึงว่าโอเคเลยละ</p>
<p>ด้านบนตัวเครื่องนอกจากที่วางไอพ็อต (iPod Docking) โดยทางออนเกียวได้แถมตัวอะแดปเตอร์มาให้สองตัวเพื่อใช้กับไอพ็อตในรุ่นต่างๆ นอกนั้นจะเป็นปุ่มควบคุมต่างๆที่วางตำแหน่งเป็นแนวเส้นโค้ง ดูสวยงาม แต่เรียบง่าย ส่วนด้านหลังเครื่องจะเป็นช่องต่อต่างๆ เช่น สายไฟเอซี เสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม ช่องหูฟัง และช่องอินพุทสำหรับอุปกรณ์ภายนอก เช่น เครื่องเล่น DVD, CD,  MD ทีวี หรือเครื่องเล่นเทป เป็นต้น</p>
<p>The Wave Test</p>
<p>เครื่อง ONKYO CBX-300 นี้มาในชิ้นเดียวทั้งหมด จึงแทบจะไม่ต้องติดตั้งหรือต่อสายใดๆ นอกจากเสียบสายไฟเอซี เสาอากาศ และเปลี่ยนอะแอปเตอร์ไอพ็อตด็อกกิ้ง (ในกรณีที่ไม่ตรงกับรุ่นที่ใช้) เมื่อเสียบสายไฟเอซีแล้ว ถ้าหากไฟแอลอีดีสีแดงของเพาเวอร์สว่างขึ้นก็แสดงว่าตัวเครื่องพร้อมใช้งานได้แล้ว เมื่อกดปุ่น “On” บนตัวเครื่องหรือรีโมทคอนโทรล แผงหน้าปัดจะแสดงตัวหนังสือสีฟ้าแบบ Backlit Dot-Matrix จึงทำให้อ่านง่ายดูชัดเจนสบายตา เมื่อวางไอพ็อตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเลือกอินพุท หรือปุ่ม “iPod” บนรีโมท ก็สามารถเข้าสู่โหมดการเล่นได้แล้ว แต่สำหรับคนที่จัดเก็บเพลงเป็นโฟลเดอร์หรืออัลบั้มก็สามารถอัลบั้มแยกย่อยต่อไป ฟอร์แมทเพลงที่เล่นกับไอพ็อตนั้น นอกจาก MP3 และ WMA สองแบบที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถเล่นฟอร์แมท AAC หรือ Advance Audio Coding อันเป็นเทคโนโลยีการบีบอัดของแอปเปิลเอง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเลือกได้ ขอแนะนำให้ใช้ฟอร์แมทนี้เล่น จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับฟอร์แมทอื่นอีกสองแบบที่กล่าวมา</p>
<p>ในด้านคุณภาพเสียงจากการฟังเพลงคลาสสิกนั้น เสียงไวโอลินและเสียงเปียโนจะให้ความสดใส กังวานที่ดีมาก ความฉับไวไหลลื่นของตัวโน้ตมีความต่อเนื่อง นุ่มนวล ไม่มีอาการของเสียงโด่งบาดหู ส่วนในย่านความถี่ต่ำดูจะด้อยไปนิด เนื่องจากอัลบั้มที่เล่นนั้นเป็นวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ดูจะเป็นการทรมานสังขานเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นการจัดคู่มวยชกข้ามรุ่น ผมเลยเปลี่ยนเพลงเป็นการบรรเลงไวโอลินโดยไวโอลินนิสชาวญี่ปุ่น Takako Nishizaki ผลออกมาน่าจะชัดเจนเลยว่า แนวเพลงแบบหนักไปทางกลางแหลมน่าจะเหมาะกับบุคลิกของเครื่องนี้ เพราะดูมันจะให้เสียงที่ออดอ้อน อ้อยสร้อย ชวนให้เคลิ้มเหลือเกิน เพราะนอกจากความสดใสของมันแล้ว ยังมีความหวานและไหวพลิ้วที่ดีมาก นอกจากเสียงไวโอลินแล้ว เสียงเปียโนที่หนักหน่วงในบางจังหวะ และพลิ้วไหวในบางอารมณ์ ล้วงแต่ถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินตัว</p>
<p>การฟังเพลงแนวบรรเลงถือว่าสอบผ่านได้เกรดที่ค่อนข้างดี เลยขอเปลี่ยนโจทย์ข้อสอบเป็นเพลงร้องบ้าง แน่นอนว่า ขอเป็นแนวเพลงฟังสบายๆอย่างขอเติ้งลี่จวิน โดยผมเลือกเอาอัลบั้ม Teresa Deng 35 Years Special Edition เสียงของเติ้งลี่จวินที่ได้ยินจาก ONKYO CBX-300 นี้ ยังคงทำให้เสน่ห์และเสียงเพลงที่แฝงรอยยิ้มหวานของเติ้งลี่จวินสร้างความประทับใจได้เหมือนเดิม แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่กว้างลึกเหมือนเครื่องใหญ่ แต่ก็ให้เราสามารถจับต้องในช่องว่างระหว่างตัวโน้ตได้ดี การนั่งฟังในระยะห่างประมาณ 1.5 เมตรดูเหมือนจะได้เวทีเสียงที่ได้มิติดีกว่าในระยะอื่น</p>
<p>การเล่นเพลงจากแผ่นซีดีนั้น ช่องใส่แผ่นดูดเข้าหรือดีดออกทำได้อย่างนุ่มนวล ส่วนการอ่านแผ่นจะใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเพลงที่บันทึกในแผ่น โดยเฉพาะฟอร์แมท MP3 และ WMA ไม่ว่าคุณจะใส่แผ่นในฟอร์แมทใดเข้าไป หรือจะผสมหลายฟอร์แมทในแผ่นเดียวกันก็ตาม ตัวเครื่องจะดีเทกและแจ้งบนจอให้เราทราบ ในโหมดการเล่นเพลงสามารถเลือกได้จะให้เล่นต่อเนื่องทั้งแผ่น เล่นซ้ำบางเพลง ซ้ำทั้งแผ่น ซ้ำเฉพาะโฟลเดอร์ ซ้ำตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ หรือเล่นแบบสุ่ม</p>
<p>ในภาครับวิทยุ เมื่อต่อเสาอากาศที่ให้มาแล้ว ตัวเครื่องมีความไวในการสแกนหาคลื่นได้ดีมาก และที่สำคัญมีความแม่นยำของตำแหน่งคลื่นดีแม้จะอยู่ในตำแหน่งที่สัญญาณไม่ดีนัก เราสามารถตั้งสถานีล่วงหน้าได้ 30 สถานี จะเป็นการสแกนหาสถานีอัตโนมัติหรือหาเองก็ตาม ส่วนเมื่อตั้งสถานีล่วงหน้าไปแล้ว หากกลัวว่าจะจำไม่ได้ว่าคลื่นไหนเป็นสถานีอะไร เราก็สามารถตั้งเป็นชื่อได้ด้วยอักษรภาษาอังกฤษไม่เกินแปดตัว เช่น SEED, FATRADIO, CHULA เป็นต้น ก็จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น</p>
<p>เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ น่าจะเหมาะกับนำไปใช้ในห้องนอน หรือบนโต๊ะทำงาน ดังนั้น จึงมีการเตรียมฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน เช่น การปรับแสง (Dimmer) ของตัวหนังสือบนหน้าจอ การตั้ง Timer เพื่อกำหนดระยะเวลาในการปิดเครื่อง ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมได้ 4 ช่วงด้วยกัน เมื่อประกอบกับการออกแบบที่กะทัดรัดสวยงาน แต่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นอออิโอโซลูชั่นที่เหมาะกับยุคสมัยและน่าใช้อย่างยิ่ง</p>
<p>ข้อสังเกต ช่องต่อหูฟังอยู่ด้านหลังเครื่อง จึงอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานนัก และสำหรับแฟนไอพ็อตรุ่นเก่า คือ เจนเนอเรชั่นที่ 1 ถึง 3 จะนำมาใช้กับ ONKYO CBX-300 นี้ไม่ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Apple iPad Leads the Tablet War</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2010 12:25:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[New Launch]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[Dell Streak]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[Lenovo IdeaPad]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย

มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง 7 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-233" title="Apple iPad" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127-300x174.jpg" alt="" width="270" height="157" /></a>ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย</p>
<p><span id="more-232"></span></p>
<div id="attachment_234" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak.jpg"><img class="size-medium wp-image-234" title="Dell Streak" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak-300x226.jpg" alt="Dell Streak Tablet PC" width="270" height="203" /></a><p class="wp-caption-text">Dell Streak Tablet PC</p></div>
<p>มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง 7 ขีด สำหรับรุ่นที่มาพร้อมไวไฟและ 3G ส่วนรุ่นที่ไม่มี 3G ก็เบากว่าเล็กน้อย เมื่อมี iPad ตัวนี้อยู่ในมือแล้ว แทบจะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเกือบทุกอย่างอยู่ในเครื่องเดียวกัน ดูจะยกเว้นแต่เพียง iPhone เท่านั้น อ้อ&#8230;สำหรับหน่วยประมวลผลนั้นใช้ Apple A4 มีความเร็ว 1 GHz. ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับแอปเปิลโดยเฉพาะ (custom design) ส่วนค่ายอื่นๆที่จะออกมาที่มาพร้อมซีพียูของค่ายอินเทล (หรือผู้ผลิตค่ายอื่นแต่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน) นั้น ก็คงต้องติดตามดูว่า กระออกมาคราวนี้สามารถสร้างกระแสตลาดให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง โซนีได้เปิดตัว DASH, HP เปิดตัว Slate, Dell ส่ง Streak ส่วน Lenovo ส่ง IdealPad Tablets เข้าประกวด ชอบใครรักใครก็เลือกกันได้ตามสบายครับ</p>
<div id="attachment_235" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1.jpg"><img class="size-medium wp-image-235" title="Lenovo Ideapad U1" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1-300x267.jpg" alt="Lenovo Ideapad Tablet PC" width="270" height="240" /></a><p class="wp-caption-text">Lenovo Ideapad</p></div>
<p>Tablet PC ของผู้ผลิตแบรนด์เนมยังไม่ออกมาต่อกรกับ iPad เพราะกว่าจะพร้อมก็คงอีกหลายเดือน แต่ที่น่าสนใจคือ แหล่งผลิตสินค้าลอกเลียนแบบที่หัวเฉียงเป่ย เมืองเซินเจิ้นนั้น เขาได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่ iPad ตัวจริงจะวางตลาดหนึ่งเดือนมาแล้ว และพวกนี้ได้ข้อมูลสเปคและหน้าตาของ  iPad มาก่อนแล้ว ด้วยการคาดการณ์ว่า ราคาจำหน่ายของ iPad คงไม่ถูกนัก จึงเป็นแรงจูงใจที่ผลิตเลียนแบบออกมา แต่ผู้ค้ารายหนึ่งให้ความเห็นว่า การลอกเลียนแบบ iPad นั้นแตกต่างจาก iPhone เพราะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สูงว่า และเครื่อง iPad ลอกเลียนแบบที่วางขายในปัจจุบันนี้ ก็เป็นเพียงการลอกเลียนแบบหน้าตาภายนอกเท่านั้น ส่วนไส้ในก็คือเน็ตบุ้คธรรมดานี่เอง ด้วยราคาขายเครื่องละประมาณ 2000 หยวนหรือหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งขายได้ไม่ดีนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google&#8217;s NexusOne &#8211; Tip for Overcoming the Market Leader</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 10:51:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Google Phone]]></category>
		<category><![CDATA[iPone]]></category>
		<category><![CDATA[Nexus One]]></category>
		<category><![CDATA[Smartphone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มต้นปีเสือ Google ก็ไม่รอช้าโดดขี่หลังสือทันทีด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Google Phone ที่ปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้าเป็นปีแล้ว โดยหลังจากเทศกาลฉลองปีใหม่ปั๊บ กูเกิลก็ร่อนหนังสือเชิญถึงสื่อต่างๆให้มาร่วมงานเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 ในวันที่ 5 มกราคมนี้ ซึ่งสื่อที่ได้รับการ์ดเชิญนี้ต่างคาดการณ์กันว่า Google คงต้องเปิดตัวโทรศัพท์  Google Phone อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาด โทรศัพท์ที่เปิดตัวนี้มีชื่อว่า Nexus One ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ในขณะที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้จะเป็นเวอร์ 1.5 ยกเว้นของโมโตโรลารุ่น XT800 ที่ใช่เวอร์ 2.0 ซึ่งถือว่าใหม่มากแล้ว

ในส่วนของสเปคเครื่องนั้น ตัวประมวลผลใช้ Qualcomm 1 GHz Snapdragon ซึ่งเร็วกว่าของ iPhone ที่มีความเร็วเพียง 600 MHz. หน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED 3.7 นิ้ว กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สามารถใช้คำสั่งด้วยเสียง เช่น “พาฉันไปนิวยอร์ค” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/01/NexusOne-Phone.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-228" title="Google NexusOne" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/01/NexusOne-Phone-300x246.jpg" alt="" width="270" height="221" /></a>เริ่มต้นปีเสือ Google ก็ไม่รอช้าโดดขี่หลังสือทันทีด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Google Phone ที่ปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้าเป็นปีแล้ว โดยหลังจากเทศกาลฉลองปีใหม่ปั๊บ กูเกิลก็ร่อนหนังสือเชิญถึงสื่อต่างๆให้มาร่วมงานเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 ในวันที่ 5 มกราคมนี้ ซึ่งสื่อที่ได้รับการ์ดเชิญนี้ต่างคาดการณ์กันว่า Google คงต้องเปิดตัวโทรศัพท์  Google Phone อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาด โทรศัพท์ที่เปิดตัวนี้มีชื่อว่า Nexus One ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ในขณะที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้จะเป็นเวอร์ 1.5 ยกเว้นของโมโตโรลารุ่น XT800 ที่ใช่เวอร์ 2.0 ซึ่งถือว่าใหม่มากแล้ว</p>
<p><span id="more-229"></span></p>
<p>ในส่วนของสเปคเครื่องนั้น ตัวประมวลผลใช้ Qualcomm 1 GHz Snapdragon ซึ่งเร็วกว่าของ iPhone ที่มีความเร็วเพียง 600 MHz. หน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED 3.7 นิ้ว กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สามารถใช้คำสั่งด้วยเสียง เช่น “พาฉันไปนิวยอร์ค” ตัวเครื่องก็จะโหลดแผนที่ Google Map ของกรุงนิวยอร์ค ในด้านลูกเล่นต่างๆนั้น โดยรวมแล้วอาจเหนือกว่า iPhone ในหลายๆด้าน แต่เหล่าแฟนานุแฟนต่างร้องเสียงหลงด้วยความผิดหวังนิดๆ เพราะมันไม่เร้าใจพอ ในขณะที่ทางไมโครซอฟต์เอง นาย Robbie Bach ออกมาสำทับว่า โทรศัพท์ Nexus One ของกูเกิลคงยากที่จะประสบความสำเร็จ มีแต่จะทำให้ความร่วมมือระหว่างกูเกิลกับไมโครซอฟต์ต้องห่างออกไปมากยิ่งขึ้น แหม&#8230; คงไม่แปลกที่นาย Bach จะออกมาพูดเช่นนี้ เพราะ Anroid ของกูเกิลนั้น หากแจ้งเกิดได้สำเร็จก็เท่ากับไปเหยียบตาปลาเข้าอย่างจัง</p>
<p>ส่วนกูเกิลจะประสบความสำเร็จในการทำตลาดได้จริงหรือไม่นั้น ฟังเสียงสะท้อนกลับมาจากแต่ละฝ่ายแล้ว ต้องยอมรับว่าเหนื่อย ขอให้ยึดส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 1 เปอร์เซ็นต์ก็เรียกว่าสุดยอดแล้ว แต่ผมขอทำตัวเป็นซินแสช่วยกูเกิลแก้เคล็ดให้ดังนี้ การแจ้งเกิดโทรศัพท์มือถือในแต่ละประเทศมีปัจจัยไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นมือถือสัญชาติเกาหลี ก็ต้องตั้งชื่อที่เป็นมงคล โดยชื่อมงคลของเกาหลี (โดยเฉพาะโทรศัพท์) จะต้องมีคำว่า “ดวงดาว” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น “สามดาว (Samsung)” “สุวรรณดาราแห่งโชคลาภ (LG หรือ Lucky Gold-star เดิม)” ส่วนชื่อมงคลของญี่ปุ่นจะต้องเป็นชื่อสั้นๆ ไม่มีความหมายในคำแปล อย่างเช่น Sony ส่วนชื่อประเภท ดะ ชิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อมาจากวงตระกูลเหมาะใช้กับสินค้าอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ส่วนในฟากฝั่งอเมริกานั้น ชื่อมงคลของโทรศัพท์จะต้องเป็นผลไม้ เช่น “Apple” “BlackBerry” ดังนั้นหาก Google Phone จะประสบความสำเร็จจึงควรเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อผลไม้ด้วย โดยซินแสของฟันธงคอนเฟิร์มให้เปลี่ยนชื่อเป็น Durian Phone หรือ “โทรศัพท์ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ทั้งปวงนั่นเอง&#8230;..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver &#8211; The Small Receiver with Bigger Capacity</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Nov 2009 04:09:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BR-925]]></category>
		<category><![CDATA[CD receiver]]></category>
		<category><![CDATA[Onkyo]]></category>
		<category><![CDATA[receiver]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[ONKYO ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ด้านโฮมเธียเตอร์ และอุปกรณ์ด้านภาพและเสียงได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังจากเห็นได้จาก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ที่กำลังทำการทดสองตัวนี้ คงจะเห็นถึงปรัชญาด้านการตลาดของออนเกียวได้ชัดเจนในแง่ที่ว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบดีเยี่ยม และผลิตบนมาตรฐานดีที่สุดเพื่อความเป็นเลิศ

ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ได้รับการออกแบบอย่างประณีตสวยงามในขนาดกะทัดรัดกำลังเหมาะภายในกล่องสีดำสนิทมุมทั้งสี่ด้านทำมน ประกอบเข้าคู่กับลำโพงคู่ขนาดวางหิ้งหนังสือ (Bookshelf) สีดำเปียโน (Piano Black) รุ่น D-N10BX เมื่อวางคู่กันแล้ว ในความรู้สึกที่ได้เห็นนั้น มันไม่ใช่ชุดเครื่องเสียงแบบมินิคอมโปธรรมดาอย่างที่เราเห็น หากแต่รู้สึกว่ามันคือเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ขนาดเล็ก เห็นตัวกล่องมีขนาดแค่ประมาณ 29 x 13 x 31 ซม. ก็ตาม แต่มีน้ำหนักถึง 7.6 กก. ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสมบูรณ์ (ด้วยประสิทธิภาพ) ส่วนจะเป็นจริงตามที่เห็นจากสายตา หรือเป็นเพียงประเภทสวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมก็ต้องลงลึกในรายละเอียดกันเลย
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver มีโหงวเฮ้งไม่ใช่ประเภทเครื่องเสียงมินิคอมโปธรรมดา แม้ว่าดูจากสเปคการใช้งานแล้ว มันก็คือเครื่องเล่นซีดี รับวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหญ่ๆสำหรับการใช้งานของเครื่องนี้ แต่สิ่งที่แฝงลึกอยู่ภายใต้กล่องดำนี้คือ การออกแบบวงจร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-224" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Onkyo CS-925 CD/HDD Receiver " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/onkyo-cs-925-b-300x140.jpg" alt="Onkyo CS-925 CD/HDD Receiver " width="270" height="126" />ONKYO ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์ด้านโฮมเธียเตอร์ และอุปกรณ์ด้านภาพและเสียงได้มีการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ดังจากเห็นได้จาก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ที่กำลังทำการทดสองตัวนี้ คงจะเห็นถึงปรัชญาด้านการตลาดของออนเกียวได้ชัดเจนในแง่ที่ว่า การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบดีเยี่ยม และผลิตบนมาตรฐานดีที่สุดเพื่อความเป็นเลิศ</p>
<p><span id="more-223"></span></p>
<p>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ได้รับการออกแบบอย่างประณีตสวยงามในขนาดกะทัดรัดกำลังเหมาะภายในกล่องสีดำสนิทมุมทั้งสี่ด้านทำมน ประกอบเข้าคู่กับลำโพงคู่ขนาดวางหิ้งหนังสือ (Bookshelf) สีดำเปียโน (Piano Black) รุ่น D-N10BX เมื่อวางคู่กันแล้ว ในความรู้สึกที่ได้เห็นนั้น มันไม่ใช่ชุดเครื่องเสียงแบบมินิคอมโปธรรมดาอย่างที่เราเห็น หากแต่รู้สึกว่ามันคือเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ขนาดเล็ก เห็นตัวกล่องมีขนาดแค่ประมาณ 29 x 13 x 31 ซม. ก็ตาม แต่มีน้ำหนักถึง 7.6 กก. ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสมบูรณ์ (ด้วยประสิทธิภาพ) ส่วนจะเป็นจริงตามที่เห็นจากสายตา หรือเป็นเพียงประเภทสวยแต่รูป แต่จูบไม่หอมก็ต้องลงลึกในรายละเอียดกันเลย</p>
<p><img class="alignleft size-medium wp-image-225" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="iPod connecting to ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/ipodlrg-300x244.jpg" alt="iPod connecting to ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver " width="270" height="220" />ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver มีโหงวเฮ้งไม่ใช่ประเภทเครื่องเสียงมินิคอมโปธรรมดา แม้ว่าดูจากสเปคการใช้งานแล้ว มันก็คือเครื่องเล่นซีดี รับวิทยุเอเอ็ม เอฟเอ็ม ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหญ่ๆสำหรับการใช้งานของเครื่องนี้ แต่สิ่งที่แฝงลึกอยู่ภายใต้กล่องดำนี้คือ การออกแบบวงจร VLSC (Vector Linear Shaping Circuitry) เพื่อให้ได้สัญญาณเสียงที่สะอาด โดยตัดเสียงสัญญาณรบกวนที่เกิดจากการแปลงสัญญาณดิจิตอลสู่อะนาล็อก หากเราดูจากชื่อรุ่นแล้วที่มีคำว่า HDD ติดมาด้วย นั่นคือเครื่องนี้มาพร้อมกับฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟขนาด 80GB. เพื่อใช้ในการบันทึกเพลงจากซีดีแผ่นโปรด หรือจากรายการวิทยุรายการโปรดของเรา ด้วยขนาดความจุนี้ สามารถบันทึกเพลงได้มากถึงประมาณ 10,000 เพลงเลยทีเดียว นอกจากฮาร์ดดิสก์แล้ว ยังมีช่อง USB เพื่อใช้บันทึกเพลงได้อีก สื่อทั้งสองประเภทนี้ใช้ได้ทั้งบันทึกและเล่นเพลงครับ ขณะเดียวกันช่อง USB ยังใช้สำหรับต่อ iPod Dock ด้วย</p>
<p>หากมองผิวเผินแล้ว ลักษณะด้วยครั้งค่อนข้างละม้ายคล้ายกับเครื่องเอวีรีซีฟเวอร์ โดยตรงกลางเครื่องจะเป็นหน้าจอแอลอีดีตัวหนังสือที่แสดงเป็นสีขาว ถัดลงมาเป็นถาดซีดี ซึ่งสามารถรองรับทั้งออดิโอซีดี ซีดีอาร์ และซีดีอาร์-ดับบลิวในฟอร์แมตเพลงประเภท MP3, WMA, AAC และ WAV ด้านขวามือจะเป็นที่ปรับวอลุ่มทรงกลมขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นปุ่มปรับในฟังก์ชั่นต่างๆ ส่วนด้านหลัง ตรงกลางจะเป็นฮีทซิงค์ขนาดพอประมาณ นอกนั้นจะเป็นช่องต่อทั้งอินพุทและเอาต์พุทต่างๆ โดยมีอะนาล็อกอินพุทถึงสามช่อง และอะนาล็อกเอาต์พุท อีกสองช่อง อ๊อปติคอล ดิจิตอล หนึ่งช่อง ช่องอีเธอร์เน็ตสำหรับต่อแลน (LAN) ช่องสำหรับต่อซับวูฟเฟอร์ ช่องต่อเสาอากาศทั้งเอเอ็ม/เอฟเอ็ม ซึ่งมีสายอากาศมาให้มาพร้อมกันด้วย ไบต์ดิ้งโพสต์สำหรับต่อสายลำโพงซึ่งมีสายลำโพงให้มาพร้อมในกล่องใสลำโพงเช่นกัน อันเป็นสายลำโพงระดับปานกลางไม่ใช่ประเภทสายเล็กเท่าหนวดกุ้ง ตัวรีโมทคอนโทรลมีขนาดใหญ่พอๆกับของเครื่องเอวีรีซิฟเวอร์ทั่วไป และมีปุ่มการทำงานที่ครบทุกฟังก์ชั่น การออกแบบด้านหลังเป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์ ทำให้จับกระชับมือ</p>
<p>ชุดลำโพง D-N10BX ที่มาพร้อมชุดที่นำมาทดสอบนั้น การออกแบบเหมือนกับลำโพงเครื่องเสียงบ้านระดับไฮเอ็นด์ด้วยผิวสีดำเปียโนแบล็ก ขนาดลำโพงบุ๊กเชลท์แบบสองทาง เบสรีเฟลกซ์ ความต้านทาน 4 โอม กำลังขับ 70 วัตต์ สามารถตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 45 Hz. – 100 kHz. โดยมีจุดตัดครอสโอเวอร์ที่ 6 kHz. ลำโพงที่ติดตั้งมาประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 3 ซม.แบบ Ring Drive และวูฟเฟอร์ขนาด 13 ซม. แบบ A-OMF Monocoque (คือตัวกรวยจะเป็นแบบชิ้นเดียวโดยไม่มีการเจาะตรงกลางกรวย) โดยมีท่อลมสี่เหลี่ยมด้านล่างสุดยาวตลอดความกว้างของตัวตู้ และตัวตู้ได้เคลือบสารกันแม่เหล็ก (Magnetic Shielding) การต่อสายลำโพงจะเป็นแบบไบต์ดิ้งโพสต์ และสามารถเสียบหัวแบบบานาน่าได้ การออกแบบตัวตู้ได้ทำแบบแยกวัสดุออกเป็นสองส่วนชัดเจน โดยส่วนบนที่ติดตั้งไดร์ฟเวอร์และวงจรนั้น จะทำฟินิชชิ่งแบบสีดำเปียโนแบล็ก ส่วนตรงฐาน จะใช้ไม้หนาอีกชิ้นอันเป็นท่อลมหน้าหน้า ส่วนนี้จะทำเป็นสีดำด้าน เหมือนกับลำโพงรุ่นอื่นๆของออนเกียวที่ผลิตออกมาก่อนหน้านั้น</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>หลังจากแกะกล่อง ต่อสายต่างๆแล้ว ก็เริ่มต้นลองฟังเสียงจากแผ่นซีดีเลย เสียงที่ได้นั้นสาก แข็ง ไม่มีโหงวเฮ้งของความเป็นเครื่องเสียงที่มีชาติตระกูลเลย ต้องปล่อยให้เบิร์นอินไปประมาณ 40-50 ชั่วโมงแล้ว ความเป็นเครื่องเสียงที่มีชาติตระกูลเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ขอเริ่มจากแผ่นซีดีของไช่ฉิน ในชุดเหล่าเกอ (เพลงเก่า) การเปิด/ปีดถาดซีดีเป็นไปอย่างนุ่มนวล ไม่กระตุกกระตาก การอ่านแผ่นถือว่าไม่ช้า ในขณะที่อ่านแผ่น ตัวเครื่องซึ่งมีฟังก์ชั่นฐานข้อมูลจาก Gracenote ซึ่งมีฐานข้อมูลด้านซีดีเพลงในอินเทอร์เน็ต (ในกรณีที่ต่อสายแลนและเซ็ตอินเทอร์เน็ตเรียบร้อย) โดยมีทั้งหมดประมาณ 350,000 อัลบั้ม เมื่อค้นเจอแล้ว (แน่นอนว่า โอกาสที่จะไม่เจอก็มีมาก) หน้าจอจะแสดงชื่ออัลบั้ม และชื่อเพลงที่กำลังเล่น จากที่ทดสอบทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนไม่มีปัญหาครับ ก่อนที่จะลงรายละเอียดด้านของเสียงนั้น ก่อนอื่นผมขอลองการบันทึกเพลงจากแผ่นซีดีของไช่ฉินลงฮาร์ดดิสก์ ซึ่งก็ทำได้ง่ายมาก เพียงแค่กดปุ่ม HDD REC บนรีโมท หรือถ้ากดปุ่มบนเครื่องยิ่งเข้าใจง่ายเลย เพราะเขียนไว้ชัดเจนว่า “CD  HDD” หรือจะบันทึกลงบน USB Drive ก็เพียงกด “CD  USB” การบันทึกเพลงทั้งอัลบั้มลงฮาร์ดดิสก์จะใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที โดยค่าเริ่มต้นของตัวเครื่องจำให้เราบันทึกเป็นไฟล์ในฟอร์แมต MP3 ที่บิตเรต 256 kbps ซึ่งเป็นบิตเรตสูงสุดที่เลือกได้ นอกนั้นสามารถลดหลั่นลงไปถึงต่ำสุดที่ 128 kbps อีกฟอร์แมตที่สามารถเลือกบันทึกได้คือ WMA (Windows Media Audio V8.0) ที่บิตเรตตั้งแต่ 128 kbps -192 kbps ส่วนฟอร์แมต AAC นั้น ไม่สามารถบันทึกได้ครับแต่คงสามารถถ่ายโอนได้ระหว่าง USB กับฮาร์ดดิสก์</p>
<p>ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver จะมีฟังก์ชั่นจดจำแผ่นซีดีที่ได้ทำการบันทึกแล้ว จะไม่อนุญาตให้เราทำการบันทึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากต้องการบันทึกจากซีดีแผ่นเดิม จะต้องรอประมาณ 74 นาทีแล้วค่อยนำมาบันทึกใหม่ แม้ว่าเราจะสามารถนำซีดีแผ่นอื่นๆมาบันทึกต่อก็ตาม แต่ภายใน 74 นาทีนั้น จะไม่ยอมให้เราบันทึกเกิน 16 แผ่นอีกเช่นกัน เพลงที่บันทึกไว้ในฮาร์ดดิสก์นั้น สามารถถ่ายโอนไปมาระหว่างฮาร์ดดิสก์กับยูเอสบีได้ หรือถ้าจะถ่ายโอนไปเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องผ่านระบบแลนโดยใช้ฟังก์ชั่น FTP เหมือนกับถ่ายโอนไฟล์ในอินเทอร์เน็ต</p>
<p>เสียงเพลงที่ได้จากแผ่นซีดีของไช่ฉินนั้น แทบจะไม่มีความแตกต่างกับคุณภาพเสียงที่ได้จากอินทิเกรทเตทแอมป์ชั้นนำเลย ความอบอุ่นของโทนเสียงร้อง โดยเฉพาะกับเสียงกลางของไช่ฉินนั้นฟังแล้วได้บรรยากาศของเวทีเสียงที่สดดีมาก ความใสสะอาดของดนตรี เมื่อไล่สู่เสียงแหลมแล้ว ไม่มีความรู้สึกของเสียงที่แทงแสบหูเลย นอกจากความนุ่มนวลและสะอาดพร้อมกับปลายเสียงที่พลิ้วหวาน ส่วนเสียงเบสนั้นแม้จะไม่อัดออกมาเป็นลูกหนัก แต่ก็มีความหนักเพียงพอที่จะรับรู้ถึงการกระเพื่อมของผิวกลองได้ดี ในด้านของการปรุงแต่งเสียงนั้น สามารถทำได้เหมือนกับเครื่องเล่นที่มีอีควอไรเซอร์ทั่วไป เพียงแต่เครื่องนี้จะเป็นการปรับปรุงในลักษณะของดิจอตอลโดยการกดปุ่น Tone เพื่อที่จะเพิ่มหรือลดเสียงเบสก็ได้</p>
<p>แต่สิ่งที่ ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver ให้มามากกว่านั้นคือ การให้ Audyssey EQ และ Audyssey Dynamic EQ มาด้วย ระบบ Audyssey Dynamic EQ จะช่วยแก้ปัญหาในด้านของคุณภาพเสียงที่ลดลงเนื่องจากสภาพอะคุสติกของห้อง โดยระบบนี้จะทำการแก้ไขความถี่ที่ตอบสนองเป็นระยะๆไม่ว่าเราจะตั้งระดับวอลุ่มที่ระดับใดก็ตาม ซึ่งทำให้เบส และโทนัลบาลานซ์ยังคงที่สม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องจะตั้ง Audyssey Dynamic EQ เป็นค่าเริ่มต้น แต่จากการทดสอบนั้น ถ้าหากสภาพห้องที่นั่งฟังเพลงของเราไม่มีปัญหาด้านอะคุสติก และแผ่นซีดีที่ใช้เป็นออดิโอไฟล์ที่มีคุณภาพการบันทึกเสียงที่ดี การเลือกฟังก์ชั่น DIRECT ซึ่งเป็นการตัดการทำงานของ Audyssey Dynamic EQ ผมกลับมีความรู้สึกว่าให้เสียงแฟลตที่เป็นกลางดีมากๆ เพราะระบบจะขับเสียงตรงตามต้นฉบับออกมาโดยตรง โดยไม่ผ่นการปรุงแต่งจาก EQ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบ Audyssey นี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อใช้กับลำโพงของออนเกียวรุ่น D-112E และ D-N10BX (ซึ่งก็คือลำโพงชุดที่มาพร้อมกับ ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver  นั่นเอง) เท่านั้น เนื่องจากลำโพงทั้งสองรุ่นจะมีวงจรที่ทำงานประสานกับฟังก์ชั่น Audyssey Dynamic EQ นั้นเอง</p>
<p>สำหรับใครที่เป็นแบบฉบับออดิโอไฟล์ ต้องการเน้นคุณภาพเสียง ขอแนะนำให้เปลี่ยนสายลำโพงซึ่งช่วยได้มากทีเดียวครับ จากการที่ทดสอบโดยการเปลี่ยนสายลำโพง โดยสลับฟังระหว่างสายที่แถมมากับ Black Rhodium – Jive และ QED Silver Anniversary Silver XT ล้วนแต่เสริมในด้านเสียงให้ “ความมีชาติตระกูลมีสง่าราศียิ่งขึ้น” คือ Black Rhodium – Disco จะให้ความสด และเสียงเบสที่หนักแน่นยิ่งขึ้น ส่วน QED ให้ความหวาน และทอดปลายเสียงได้ดียิ่งขึ้น เพียงเท่านั้น ก็ทำให้ระบบนี้เข้าใกล้เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ห่างกันเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดแล้ว</p>
<p>ในภาครับวิทยุนั้น เมื่อต่อเสาอากาศที่ให้มาแล้วเลือกฟังก์ชั่น TUNER ภาครับจะมีความไวในการค้นหาคลื่น และรับได้ดีมาก ส่วนการค้นหาจะค้นหาแบบแมนนวลหรืออัตโนมัติก็แล้วแต่สะดวก เพียงแต่สถานีที่คลื่นอ่อนอาจต้องใช้วิธีแมนนวล เราสามารถบันทึกสถานีโปรดได้สูงสุด 40 สถานี และเพื่อให้จำได้ง่ายยิ่งขึ้น เรายังสามารถตั้งชื่อสถานีตามแบบฉบับของเราก็ได้ เช่นสถานีวิทยุจุฬาฯ 101.5 MHz. รายการที่ฟังประจำสมมติเป็นเพลงคลาสสิก ผมอาจตั้งชื่อว่า “Chula-Classic” แทนที่จะเป็นแค่ 101.5 เพราะเมื่อบันทึกถึง 40 สถานีแล้ว ย่อมจะสับสนแล้วว่า คลื่นไหนเกี่ยวกับอะไร หรือเป็นสถานีอะไร ส่วนรายการโปรดที่เรายังบันทึกไว้ฟังซ้ำก็สามารถทำการบันทึกได้เหมือนกับการบันทึกเพลง โดยเลือกที่จะบันทึกในฮาร์ดดิสก์หรือยูเอสบี</p>
<p>ในส่วนของการเล่นจากฮาร์ดดิสก์และจากยูเอสบีนั้น การอ่านข้อมูลจากยูเอสบีจะกินเวลาค่อนข้างนานกว่า ซึ่งก็เป็นไปลักษณะของเทคโนโลยีการถ่ายโอนข้อมูล ถ้าหากใสฮาร์ดดิสก์มีการบันทึกเพลงไว้มาก เวลาเลือกเราสามารถกดปุ่น “LIBRARY” หรือห้องสมุด จากนั้นสามารถเลือกตาม Artist, Album, Track, Playlist เป็นต้น  เพื่อให้การค้นหาและการจดจำได้ง่ายยิ่งขึ้น เราสามารถตั้งชื่อเพลง ตลอดจนอัลบั้มเพลงเหมือนกับการตั้งชื่อสถานีวิทยุได้เช่นกัน เพราะเมื่อบันทึกเพลงลงในฮาร์ดดิสก์เป็นหมื่นเพลงแล้ว จะรู้ได้ไงว่า อันไหนเป็นอัลบั้มไหน เป็นเพลงอะไร และสำหรับเพลงโปรดก็สามารถทำมาร์คไว้เป็นเพลงโปรด เวลาค้นหาก็สามารถกระโดดข้ามไปมาได้ ส่วนเพลงที่ไม่ต้องการแล้วก็สามารถลบออกได้เช่นกัน ทุกอย่างใช้กดปุ่มบนเครื่องหรือบนรีโมทเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์</p>
<p>ถ้าหากคุณต้องการใช้เครื่องเสียงคุณภาพดีในห้องที่ไม่ใหญ่นัก ONKYO BR-925 CD/HDD Receiver เครื่องนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้ทดสอบแล้ว ต้องยอมรับไม่เพียงแต่ในด้านของประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันทันสมัยเหมาะกับยุคดิจิตอลสมัยใหม่แล้ว สิ่งที่ผมถือว่าออนเกียวเครื่องนี้ทำให้เหล่านักฟังเพลงที่เน้นคุณภาพได้รับความพึงพอใจมากที่สุด เพราะนอกจากจะเหมือนได้เครื่องอินทิเกรทเตทแอมป์คุณภาพดีแล้ว ยังได้เครื่องซีดีเพลงเยอร์ชั้นดีมาด้วย ซึ่งสามารถตอบสนองในด้านของความเป็นมิวสิคัลได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพที่เกินตัวจากความเล็กกะทัดรัดของมัน</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p><strong>BR-925 CD/HDD RECEIVER<br />
AMPLIFIER AND PROCESSING FEATURES</strong><br />
• 20 W/Ch, 4 Ω, 1 kHz, 2 Channels Driven, IEC<br />
• VLSC (Vector Linear Shaping Circuitry)<br />
• Discrete Output Stage Circuitry<br />
• Optimum Gain Volume Circuitry<br />
• Wolfson® Stereo DAC<br />
• Audyssey EQ™ for System Equalization (with D-N10BX or D-112E Speakers)<br />
• Audyssey Dynamic EQ™ for Loudness Correction<br />
• Optical Digital Input<br />
• 3 Audio Inputs and 2 Outputs<br />
• Subwoofer Pre Out<br />
• Direct Mode<br />
• Super Bass (On/Off) and Tone Control</p>
<p><strong>HDD AND PLAYBACK FEATURES</strong><br />
• Plays Audio CDs, MP3s,WMA, AAC, and WAV Files<br />
• 80 GB Hard Disk Drive Capacity for Storing Audio Files (Copies from CDs or a USB Mass Storage Device)<br />
• Transfer Files from a PC Using File Transfer Protocol (FTP)<br />
• iPod Playability* via Front-Panel USB Port<br />
• Records Radio Sources<br />
• Gracenote Media Database for Audio File Information<br />
• Repeat/Random Modes<br />
• BGM Mode<br />
*Compatible with the following iPod models: iPod touch, iPod classic, iPod with video, iPod nano (1st, 2nd, and 3rd generation).</p>
<p><strong>TUNER AND OTHER FEATURES</strong><br />
• Preset Function with 40 FM/AM Selections<br />
• Preset Naming (Up to 8 Characters)<br />
• Manual and Automatic FM/AM Tuning<br />
• RDS (PS/RT)<br />
• 4-Mode Timer (Play or Rec/Once or Every)<br />
• Headphone Jack<br />
• Aluminum Top Panel and Knobs<br />
• Banana Plug-Compatible Speaker Posts<br />
• Compatible With Onkyo’s RI (Remote Interactive) Dock for the iPod<br />
• RI-Compatible Remote Control D-N10BX (Optional)</p>
<p><strong>2-WAY BASS REFLEX SPEAKERS</strong><br />
• 13 cm A-OMF Monocoque Diaphragm Woofer<br />
• 3 cm Ring-Drive Tweeter<br />
• Aero Acoustic Drive for Powerful and Natural Sound<br />
• V-Line Edge to Counteract Unwanted Diaphragm Vibration<br />
• Banana Plug-Compatible Speaker Posts<br />
• Magnetically Shielded<br />
• MDF Cabinet with Gloss Finish<br />
• Impedance: 4 Ω<br />
• Max. Input Power: 70 W<br />
• Frequency Response: 45 Hz–100 kHz</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Central Trading Co., Ltd.<br />
<strong>Price</strong>: 39,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-br-925/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
