<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Tablet Round-up</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tablet/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tablet/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Dell Streak]]></category>
		<category><![CDATA[Iconia A500]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[lg optimus pad]]></category>
		<category><![CDATA[samsung galaxy tab]]></category>
		<category><![CDATA[tablet]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=474</guid>
		<description><![CDATA[ยุคของกระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์มาถึงซะที และดูท่าจะแรงไม่น้อยเมื่อผู้ผลิตแต่ละรายเริ่มทยอยปล่อยหมัดเด็ดของตัวเองออกสู่ตลาด แม้แต่นักการเมืองบ้านเรายังนำเอาแท็บเล็ตมาชูเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อนำไปแจกแก่นักเรียนคนละเครื่องเพื่อใช้แทนตำราเรียน ซึ่งว่ากันตามหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ควรทำ เพียงแต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการโปรแกรมหรือเนื้อหาในรูปแบบอิเลคทรอนิคส์ให้พร้อมเสียก่อน และที่สำคัญการอบรมครูผู้สอนก่อนที่จะเพียงแค่ตั้งงบประมาณจัดซื้อ แล้วสุดท้ายก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากไม้ตีแมงวัน และถึงเวลาตั้งงบจริง ไม่ใช่ไปตั้งราคาใกล้กับไอแพดละ เพราะรัฐบาลอินเดียทำโครงแท็บเลตแจกนักเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยของเขาราคาเพียง 1050 บาทเอง และยังประกาศอีกว่า จะพยายามให้ลงมาเหลือ 800 กว่าบาท &#160; &#160; สำหรับความเคลื่อนไหวทางด้นแท็บเล็ตในบ้านเรานั้น เริ่มจะมีความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ และที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคา(ของแบรนด์อื่นนอกเหนือจาก iPad) ดังจะเห็นได้จากในงาน Mobile Expo 2011 ที่เพิ่งปิดฉากไปหมาด ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆดังนี้ Samsung ยี่ห้อที่น่าจะถือเป็นเบอร์สองด้านแท็บเล็ตที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจาก Galaxy Tab เมื่อปีที่แล้ว ในงานนี้ก็ได้นำเอารุ่นขนาด 5 นิ้วมาเล่นราคายั่วน้ำลายคนอยากได้แท็บด้วยราคา 7,900 บาท ซึ่งตอนแรกที่เห็นก็ถึงกับหวั่นไหนไปด้วยจนคิดจะสั่งจองแล้ว แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ด้านสเปคแล้ว ต้องกลับลำทันที เนื่องจากรุ่นนี้จะตัด GPRS/Edge ออกหมด เหลือเพียงไว-ไฟเท่านั้น ลำพังตัดแค่ 3G ยังไม่เท่าไร เมื่อคำนึกถึงว่า การใช้แท็บก็เพื่อความสะดวกในการต่อเน็ตหรือเช็คเมลในงามที่เดินทางอยู่ในรถ/รถเมล/รถไฟฟ้า แต่เมื่อใช้ได้เฉพาะไว-ไฟ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/06/lg-g-slate-high-res-03-sm.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-475" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="lg-g-slate" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/06/lg-g-slate-high-res-03-sm-300x230.jpg" alt="LG Optimus Pad" width="270" height="207" /></a>ยุคของกระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์มาถึงซะที และดูท่าจะแรงไม่น้อยเมื่อผู้ผลิตแต่ละรายเริ่มทยอยปล่อยหมัดเด็ดของตัวเองออกสู่ตลาด แม้แต่นักการเมืองบ้านเรายังนำเอาแท็บเล็ตมาชูเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อนำไปแจกแก่นักเรียนคนละเครื่องเพื่อใช้แทนตำราเรียน ซึ่งว่ากันตามหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ควรทำ เพียงแต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการโปรแกรมหรือเนื้อหาในรูปแบบอิเลคทรอนิคส์ให้พร้อมเสียก่อน และที่สำคัญการอบรมครูผู้สอนก่อนที่จะเพียงแค่ตั้งงบประมาณจัดซื้อ แล้วสุดท้ายก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากไม้ตีแมงวัน และถึงเวลาตั้งงบจริง ไม่ใช่ไปตั้งราคาใกล้กับไอแพดละ เพราะรัฐบาลอินเดียทำโครงแท็บเลตแจกนักเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยของเขาราคาเพียง 1050 บาทเอง และยังประกาศอีกว่า จะพยายามให้ลงมาเหลือ 800 กว่าบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-474"></span></p>
<p>สำหรับความเคลื่อนไหวทางด้นแท็บเล็ตในบ้านเรานั้น เริ่มจะมีความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ และที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคา(ของแบรนด์อื่นนอกเหนือจาก iPad) ดังจะเห็นได้จากในงาน Mobile Expo 2011 ที่เพิ่งปิดฉากไปหมาด ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆดังนี้<br />
Samsung ยี่ห้อที่น่าจะถือเป็นเบอร์สองด้านแท็บเล็ตที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจาก Galaxy Tab เมื่อปีที่แล้ว ในงานนี้ก็ได้นำเอารุ่นขนาด 5 นิ้วมาเล่นราคายั่วน้ำลายคนอยากได้แท็บด้วยราคา 7,900 บาท ซึ่งตอนแรกที่เห็นก็ถึงกับหวั่นไหนไปด้วยจนคิดจะสั่งจองแล้ว แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ด้านสเปคแล้ว ต้องกลับลำทันที เนื่องจากรุ่นนี้จะตัด GPRS/Edge ออกหมด เหลือเพียงไว-ไฟเท่านั้น ลำพังตัดแค่ 3G ยังไม่เท่าไร เมื่อคำนึกถึงว่า การใช้แท็บก็เพื่อความสะดวกในการต่อเน็ตหรือเช็คเมลในงามที่เดินทางอยู่ในรถ/รถเมล/รถไฟฟ้า แต่เมื่อใช้ได้เฉพาะไว-ไฟ ซึ่งยังไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นในกทม.เลย (ถ้าอยู่สิงคโปร์ว่าอีกอย่าง) เลยดูแล้วคงไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งเชื่อว่าทางซัมซุงก็คงรู้ถึงจุดอ่อนตรงนี้ จึงได้วางตำแหน่งสินค้าเป็นอุปกรณ์บันเทิง โดยตั้งชื่อเสียใหม่ว่า Galaxy Player ส่วนแท็บรุ่นอื่น เช่นรุ่น 7 นิ้ว(ตัวเดิม) ในงานก็ลงราคาเหลือเพียงหนึ่งหมื่นสามพันกว่าๆ และในวันสุดท้ายยังแถมโทรศัพท์มือถือซัมซุงอีกเครื่องพร้อมกับของแถมอื่นๆ จึงทำให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า<br />
Acer หลังจากที่เปิดตัว Iconia A500 ด้วยราคา 17,900 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา งานนี้ขยับลงมาที่ 14,900 แต่&#8230;ยังจัดโปรโมชั่นจำนวน 100 เครื่องในราคาเพียง 9,900 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะหมดไปตั้งแต่วันแรก เพราะในวันสุดท้ายเห็นมีแต่ราคาปรกติที่ได้รับความสนใจปะปลาย<br />
ViewSonic ผู้ผลิตจากไต้หวันอีกรายที่เปิดตัวแท็บของตัวเองในเดือนมีนาเหมือนกัน ด้วยราคาเริ่มต้น 9,900 บาท แต่มางานนี้หั่นทีเดียวสองพันเหมือนเพียง 7,900 บาท แต่ดูเหมือนกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก จากที่ได้สัมผัสตัวเป็นๆ ตัวเครื่องน้ำหนักค่อนข้างมาก ตัวหนา แถมยัง “ดื้อ” อีกต่างหาก เพราะเวลาจะเลื่อนอะไรไม่ค่อยยอมไปเท่าไร จนพนักงานต้องแก้เขินว่าเพราะแบตฯอ่อนแล้ว (เลยหมดพลัง – อันนี้ผมเติมเอง)<br />
Motorola Xoom อวดโฉมในงานด้วยราคาค่าตัว 19,900 บาท คงต้องรอแฟนพันธุ์แท้ของโมโตฯ เพราะราคานี้คงไปต่อกรกับไอแพดยาก<br />
Dell Streak ยังคงยืนราคาที่หมื่นกว่าบาท แต่มีขนาดเพียง 5 นิ้วที่หาความลงตัวยาก เพราะเล็กเกินสำหรับแท็บ แต่ใหญ่เกินสำหรับโทรศัพท์ คงต้องรอรุ่นใหม่ที่หน้าจอใหญ่กว่านี้&#8230;coming soon<br />
LG Optimus Pad เรียกว่ามาเปิดตัวเพื่อปักธงชิงพื้นที่ไว้ก่อน ส่วนความพร้อมในการวางตลาดจริงๆคงต้องรอไปอีกหลายเดือน แต่ดูสเปคแล้วถือว่าน่าเล่นไม่น้อย โดยยึดเอาจุดเด่นความเป็น 3D ที่พยายามต่อยอดจากทีวี 3D แบบ Cinema 3D ที่เปิดตัวเมื่อเร็วนี้ แท็บรุ่นนี้จึงสามารถบันทึกและเล่นไฟล์ 3D ได้<br />
นี่คือความเคลื่อนไหวของแบรนด์หลักๆในงาน ส่วนไอแพดนั้น นั่งตีขิมดูชาวบ้านเขาห้ำหั่นกัน เพราะลำพังขายในราคาไม่ต้องลดสตางค์แดงเดียวของยังไม่พอขาย อีกอย่างคือ อำนาจในด้านราคาอยู่ที่บริษัทแม่ ไม่ใช่ตัวแทน ดังนั้นแค่ทำหน้าที่ขายอย่างเดียวก็สบายแล้ว ส่วนใครอยากรอให้แอปเปิ้ลลดราคา คงต้องรอให้ออกรุ่นใหม่มาก่อน หรือไม่ก็หันไปซื้อพวก “ไอเป็ด” ของก็อปจากจีนที่ราคาประมาณ 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5 แต่ถ้าไม่เอาเลียนแบบแต่เป็นแท็บ(โนเนม)จากจีน ราคาไม่ถึง 4 พันก็หาซื้อได้</p>
<p>เข้าใจว่าเพื่อนๆหลายคนที่ใช้ไอแพดหรือแท็บเล็ตอยู่ อยากทราบว่าส่วนใหญ่นำไปใช้งานอะไรเป็นหลัก เพราะส่วนตัวแล้วกำลังคิดอยากจะซื้อมาใช้เหมือนกัน แต่ยังหาเหตุผลให้กับตัวเองไม่ได้ว่าจะนำไปทำอะไร เพราะไม่ได้แชต ไม่เล่นเกม ไม่ได้สังคมจัด (social network) และก็ไม่ได้มีโอกาสใช้พรีเซนต์งาน หลักๆเพียงแค่เช็คเมล/เล่นเน็ตบ้าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tablet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ViVO Cool! – The Cool Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 13:30:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD1073DD+]]></category>
		<category><![CDATA[ViVO Cool]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-471" title="ViVO Cool" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool-300x225.jpg" alt="" width="270" height="203" /></a>ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo</p>
<p><span id="more-470"></span><br />
หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความเงียบสงัด ไม่มีเสียงรบกวนใดๆทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์เลย</p>
<p>ในด้านของชิปประมวลผลของ ViVO Cool! ยังคงเป็นรุ่น RTD1073DD+ ของ Realtek แต่เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ เราจึงสามารถเล่นไฟล์จากสื่ออื่นนอกจากฮาร์ดดิสก์ เช่น จากเครื่องเล่นดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ ที่ต่อกับช่องยูเอสบี และพวก SD Card ดังนั้น ตัวViVO Cool! จึงติดตั้งช่องอ่าน SD Card มาด้วย พร้อมกับช่องต่อยูเอสบี 2 ช่อง และช่องต่อ eSATA สำหรับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ต่อภายนอก 1 ช่อง เนื่องจากตัวเครื่องจะไม่มีพื้นที่ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ภายในตัวเครื่อง จึงต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ภายนอกอย่างเดียว</p>
<p>ช่องต่อสายสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาทั้งแบบ HDMI, Component, Composite, Optical, Ethernet (LAN) ให้เลือกใช้ตามประสงค์ ที่จะขาดหายไปก็คือช่องต่อสายโคแอคเชียล (Coaxial) นอกจากช่อง Ethernet สำหรับต่อ LAN แบบมีสายแล้ว เรายังสามารถใช้ไวเลสแลนได้ด้วยโดยเสียบ Wireless LAN Adapter เข้าช่องยูเอสบี</p>
<p><strong>Cool Interface! </strong><br />
หน้าตาเมนูต่างๆของ ViVO Cool! จะแตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่เคยทดสอบมา โดยรุ่นนี้จะออกโทนน้ำตาลทอง จัดหมวดหมู่เมนูเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือภาษาไทยมีความสวยงามและวางอักขระถูกต้อง การตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงนั้น ตัวเครื่องสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะแจ้งชื่อยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต่อเข้าทางยูเอสบี (ในกรณีที่เป็นยี่ห้อชั้นนำอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Seagate, WDC, Kingston, Samsung เป็นต้น) การจัดการไฟล์ต่างๆในสื่อบันทึกก็ทำได้ง่ายด้วยการวางรูปแบบ user interface ที่ไม่สับสน เราจึงสามารถก็อปปี้ไฟล์ไปมา หรือลบไฟล์ทิ้งได้เพียงกดรีโมท</p>
<p>สำหรับตัวรีโมทนั้น ต้องขอชมเชยในด้านการออกแบบ นอกจากขนาดและปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะและใช้งานสะดวกแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ความไวในการรับส่งสัญญาณระหว่างตัวรีโมทกับตัวเครื่อง ซึ่งฟิลลิ่งในการกดไม่แตกต่างจากรีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างทีวีหรือเครื่องเล่นดีวีดีเลย เพราะเราไม่จำเป็นต้องจ่อรีโมทยิงตรงๆ โดยตัว ViVO Cool! มีมุมรับสัญญาณที่กว้าง จนแทบจะเรียกได้ว่า แค่หยิบรีโมทมากดก็สั่งงานได้ถูกต้องไม่พลาด</p>
<p><strong>Cool Performance!</strong><br />
หลังจากที่ต่อสาย HDMI และตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย ก็ได้เวลาของป๊อบคอร์น เออ..ชมภาพยนตร์กันแล้ว ขอเริ่มจากภาพยนตร์แนวแอคชั่น Terminator Salvation ในฟอร์แมต mkv 1080p พร้อมระบบเสียง DTS 5.1 เพราะจะได้ทดสอบทั้งภาพและเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีฉากแสงสลัวค่อนข้างมาก ด้วยความละเอียดที่ RTL1073 สามารถถ่ายทอดออกมานั้น รายละเอียดต่างๆในฉากมืดเหล่านี้จึงสามารถมองเห็นได้ค่อนข้องดี ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบนใบหน้า หรือสิ่งต่างๆที่อยู่ในฉากหลัง ด้วยความละเอียดของการไล่เฉดสีและความสว่าง จึงไม่ทำให้จมกองเป็นส่วนเดียวกันหมด</p>
<p>สำหรับรายละเอียดในฉากสว่างและแสงปรกติภายในอาคารนั้น จะพิสูจน์ได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Summer Palace” ที่ทาง CCTV ของจีนสร้างขึ้นในระดับไฮเดฟ ในฉากสว่างนั้น ดอกบัวในสระน้ำจะเห็นรายละเอียดของกลีบบัวทีมีความเป็นสีชมพูสดเหมือนธรรมชาติ เมื่อย้อนแสงแล้วจะให้ความใสจนมองเห็นใยกลีบลึกลงไปถึงท่อน้ำเลี้ยง เมื่อเข้าไปสู่ในท้องพระโรง เราคงนึกภาพออกว่า โดยปรกติพระราชวังของจีนจะมีสีสันที่ฉูดฉาด หลากหลายสีปะปนกัน และจะมีรูปแกะสลับบนเสา ภาพเขียนบนเพดาน แม้จะบอกว่าด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทำจึงทำให้เก็บรายละเอียดทุกสีทุกรายละเอียดได้อย่างดีก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การถ่ายทอดออกมาทางจอโทรทัศน์นั้น ถ้าหากขาดเสียอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงพอแล้ว ย่อมไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เวลาผมดูสารคดีเครื่องนี้ผ่าน ViVO Cool! แล้ว ทำให้มีความรู้สึกถึงกำลังดูภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาแบบ 3D เพราะความละเอียดและความชัดลึกนั่นเอง</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น สามารถถ่ายทอดออกมาได้กระหึ่ม ได้บรรยากาศสมจริงดีมาก โดยตัวเครื่องแล้ว สามารถถ่ายทอดระบบเสียง DD, DTS, TrueHD ได้ เวลาชมภาพยนตร์แอคชั่นอย่าง Terminator, Iron Man, JI Joe, Transformer สามารถเก็บเกี่ยวความมัน ความสนุกได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์อยู่นั้น หากต้องการเปลี่ยนเสียง คำบรรยาย ก็สามารถกดปุ่ม Menu บนรีโมทเลือกเปลี่ยนได้เลย โดยไม่ต้องอารมณ์เสียกับจอมืดหรือสะดุดในระหว่างเปลี่ยน ส่วนใครที่มีภาพยนตร์ “ลับ” เป็นการส่วนตัว ก็สามารถเข้ารหัสโฟล์เดอร์ที่เก็บได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาของแจมดูด้วย</p>
<p><strong>Cool Media Center!</strong><br />
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอชมสำหรับผลิตภัณฑ์ของ ViVO ก็คือ การให้ความสำคัญกับข่าวสารภาษาไทย ซึ่งเป็นเช่นนี้ตั้งแต่รุ่น Cute ที่ได้ทดสอบก่อนหน้านั้นแล้ว ตัว ViVO Cool! นี้ก็เช่นกัน เราสามารถเข้าไปดูข่าวภาษาไทย/อังกฤษจากสื่อไทยชั้นนำผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไทยรัฐ มติชน กรุงเทพธุรกิจ Nation, Bangkok Post และอื่นๆอีกมากมายจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว และผมลองเข้าไปดูแต่ละสื่อ ก็มีตั้งข่าวสดๆร้อน บทวิเคราะห์ ข่าวที่ผ่านมาวันสองวันแล้ว ส่วนใครอยากฟังเพลงจากเน็ต ก็มีวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งไทยและเทศให้ได้รับฟังกันเป็นร้อยๆสถานี นอกเหนือจากนี้ เว็บยอดนิยมอย่าง YouTube, Picasa, Flickr, Weather เหล่านี้ยังอยู่ครบ</p>
<p>ในด้านการต่อเน็ตนั้น นอกจากแลนมีสายแล้ว ยังสามารถต่อแบบไร้สารได้โดยเสียบตัวอะแดปเตอร์เข้าช่องยูเอสบี แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถนำเอาอะแดปเตอร์ไร้สายยี่ห้ออื่นๆมาเสียบใช้ได้ เพราะตัวที่ทดลองนั้นจะเป็นตัวที่ใช้ชิปเซ็ตของ RTL8191S ซึ่งมาจากค่าย Realtek เหมือนกัน ผมเข้าใจว่าทางเรียลเทคคงติดตั้งไดร์ฟเวอร์ฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์แล้ว ส่วนยี่ห้ออื่นๆนั้น เนื่องจากร้อยพ่อพันแม่ จึงไม่อาจที่จะนำเอาไดร์ฟเวอร์ของทุกยี่ห้อมาบรรจุใส่ในเฟิร์มแวร์ เพราะพื้นที่หน่วยความจำมีจำกัด อีกอย่างเฟิร์มแวร์ยิ่งใหญ่ ยิ่งซับซ้อน โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูง ดังนั้น ถ้าหากไม่อยากลากสายแลนจริงๆ ก็คงต้องซื้อตัวอะแดปเตอร์จากตัวแทนจำหน่าย</p>
<p><strong>That’s Cool!</strong><br />
สำหรับเครื่องเล่นไฮเดฟในระดับราคาต่ำกว่าหกพันบาทนั้น ViVO Cool! อาจไม่ได้กินขาดในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือคู่แข่ง เนื่องด้วยฐานตัวชิปเซ็ตเดียวกัน แต่มูลค่าเพิ่มที่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจากสื่อไทยค่ายต่างๆ การออกแบบที่สวยงามลงตัว และรีโมทคอนโทรลที่เป็น“รีโมทจริงๆ” คือมีความไวและรับสัญญาณได้ในมุมกว้าง และสุดท้ายคือการรับประกัน 2 ปี และเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ในช่วงหกเดือนแรกจากตัวแทนจำหน่าย ผมคงกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจาก That’s Cool!<br />
<strong><br />
Specifications:</strong><br />
<em>Video </em><br />
Chipset    Realtek RT1073DD+ RAM 128 MB.<br />
Video Resolution    1080p<br />
Video Codec Support    MPEG-1, HD MPEG-2, HD-MPEG-4 SP/ASP/AVC (H.264), WMV9, RM/RMVB)<br />
Content Formats    *AVI/MKV/TS/TP/TRP/M2TS/MPG/MP4/MOV/M4V/VOB/ISO/IFO/DAT/<br />
WMV/ASF/RM/RMVB/FLV<br />
*MP3/OGG/WMA/WAV/AAC/FLAC<br />
*HD JPEG/BMP/GIF/TIF/PNG</p>
<p><em>Subtitle</em><br />
Subtitle Format    SRT, SMI, SSA, ASS, IDX./SUB, SUB</p>
<p><em>Audio </em><br />
Audio Codec    MP2/3M IGG Vi\orbis, WMA, PCM, LPCM, MS-ADPCM, LC-AAC, HE-AAC, COOK, RA-Lossless</p>
<p><em>Connectivity </em><br />
HDMI Out    1<br />
HDMI CEC    No<br />
Optical Out    1<br />
Coaxial Out    No<br />
Analog Audio Out    2 Ch<br />
Extra Input    USBx2 , eSATAx1 , SD-Cardx1</p>
<p><em>Internet &amp; Network </em><br />
Internet Service    Yes<br />
LAN    1<br />
Wireless     Yes<br />
<strong><br />
Distributor</strong>: Digital Pro Co., Ltd. Tel: 02-863-1458 08-0306-4441<br />
<strong>Price: 5,500.-baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Glasses-free 3D TV (โทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่น)</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 12:14:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[3D TV]]></category>
		<category><![CDATA[Auto Stereocopic]]></category>
		<category><![CDATA[Glasses-free 3D TV]]></category>
		<category><![CDATA[TCL]]></category>
		<category><![CDATA[Toshiba]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=465</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2010 ถือเป็นปีที่คึกคักสำหรับตลาดโทรทัศน์ 3D ในบ้านเรา ซึ่งผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อต่างก็เข็นเอาเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติเข้ายึดหัวหาดกันตลอดทั้งปี แต่ก็ดูเหมือนจะคึกคักไปได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากหลายคนได้สัมผัสกับของจริงแล้ว ต่างมีความรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่” เนื่องจากการชมภาพสามมิติกับแว่นตาส่วนใหญ่จะรู้สึกมึนงงไม่มากก็น้อย เนื่องจากความเคลื่อนไหวของภาพยังคงไม่สมูธไหลลื่นดีเป็นธรรมชาติ บางยี่ห้อก็ภาพสะดุดเมื่อมีการขยับมุมแว่นตา ส่วนในด้านของซอฟต์แวร์นั้น แม้ว่าจะเริ่มมีภาพยนตร์ระบบ 3D ออกมาไม่ขาดระยะก็ตาม แต่คิดว่าตลาดจะถึงจุดที่เติบโตจริงๆคงต้องรอให้พัฒนาระบบภาพสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นนั่นแหละถึงจะ “ใช่เลย” แม้ว่าโตชิบาจะแนะนำเครื่องรับโทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่นให้เห็นแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นจอขนาดเล็กเพียงสิบกว่านิ้ว เหตุผลคือ เทคนิคการสร้างภาพสามมิติแบบ Auto Stereocopic นั้น ตัวจอจะทำหน้าที่หักเหข้อมูลภาพออกเป็นข้างซ้ายและขวาแทนที่จะใช้แว่นในการเปิดปิดซ้ายขวา วิธีนี้ทำให้การชมต้องอยู่ในตำแหน่งและระยะที่ตายตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการชมในครอบครัว ดังนั้น เราจึงเห็นอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเกมและโทรศัพท์มือถือนำระบบนี้มาใช้จึงไม่มีปัญหา และอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อแยกสัญญาณภาพเป็นซ้ายขวา ทำให้ความละเอียด Full-HD ที่1920&#215;1080 พิกเซลก็จะลดลงเหลือเพียง 960 พิกเซลเท่านั้น ดังนั้น การนำเทคนิค Auto Stereocopic มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสมบูรณ์นั้น ก็ต้องพัฒนาความละเอียดของภาพให้เป็น 4 เท่าของFull-HD หรือ 4K ในระบบ 2D และเมื่อชมในระบบ 3D แล้วก็จะได้ความละเอียดแบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_466" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-466 " title="toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2-300x221.jpg" alt="" width="270" height="199" /></a><p class="wp-caption-text">Toshiba Glass-free 3D TV</p></div>
<p>ปี 2010 ถือเป็นปีที่คึกคักสำหรับตลาดโทรทัศน์ 3D ในบ้านเรา ซึ่งผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อต่างก็เข็นเอาเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติเข้ายึดหัวหาดกันตลอดทั้งปี แต่ก็ดูเหมือนจะคึกคักไปได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากหลายคนได้สัมผัสกับของจริงแล้ว ต่างมีความรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่” เนื่องจากการชมภาพสามมิติกับแว่นตาส่วนใหญ่จะรู้สึกมึนงงไม่มากก็น้อย เนื่องจากความเคลื่อนไหวของภาพยังคงไม่สมูธไหลลื่นดีเป็นธรรมชาติ บางยี่ห้อก็ภาพสะดุดเมื่อมีการขยับมุมแว่นตา ส่วนในด้านของซอฟต์แวร์นั้น แม้ว่าจะเริ่มมีภาพยนตร์ระบบ 3D ออกมาไม่ขาดระยะก็ตาม แต่คิดว่าตลาดจะถึงจุดที่เติบโตจริงๆคงต้องรอให้พัฒนาระบบภาพสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นนั่นแหละถึงจะ “ใช่เลย” แม้ว่าโตชิบาจะแนะนำเครื่องรับโทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่นให้เห็นแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นจอขนาดเล็กเพียงสิบกว่านิ้ว เหตุผลคือ เทคนิคการสร้างภาพสามมิติแบบ Auto Stereocopic นั้น ตัวจอจะทำหน้าที่หักเหข้อมูลภาพออกเป็นข้างซ้ายและขวาแทนที่จะใช้แว่นในการเปิดปิดซ้ายขวา วิธีนี้ทำให้การชมต้องอยู่ในตำแหน่งและระยะที่ตายตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการชมในครอบครัว ดังนั้น เราจึงเห็นอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเกมและโทรศัพท์มือถือนำระบบนี้มาใช้จึงไม่มีปัญหา และอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อแยกสัญญาณภาพเป็นซ้ายขวา ทำให้ความละเอียด Full-HD ที่1920&#215;1080 พิกเซลก็จะลดลงเหลือเพียง 960 พิกเซลเท่านั้น</p>
<p><span id="more-465"></span></p>
<p>ดังนั้น การนำเทคนิค Auto Stereocopic มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสมบูรณ์นั้น ก็ต้องพัฒนาความละเอียดของภาพให้เป็น 4 เท่าของFull-HD หรือ 4K ในระบบ 2D และเมื่อชมในระบบ 3D แล้วก็จะได้ความละเอียดแบบ Full-HD ซึ่งโทรทัศน์ 3D แบบไม่ใช่แว่นของโตชิบาก็เป็นเช่นนี้ ในขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ทางโตชิ</p>
<div id="attachment_467" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/201004290923015402-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-467 " title="TCL TD42F Glasses-free 3D TV" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/201004290923015402-2-300x192.jpg" alt="" width="270" height="173" /></a><p class="wp-caption-text">TCL TD42F Glasses-free 3D TV</p></div>
<p>บาได้นำโทรทัศน์ Glasses-free 3D TV ขนาด 56” และ 65” ออกโชว์ในงาน CES 2011 หลังจากที่โชว์เครื่องขนาด 12” และ 20” ในงาน CEATEC โตเกียวมาแล้ว ส่วนโซนีเลือกที่จะลงเล่นในตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์แบบพกพา (Portable Blu-ray Disc Player) แบบสามมิติไม่ต้องสวมแว่น ในขณะที่ทางซัมซุงเองก็มีข่าวจะเข็นเอาโทรทัศน์แบบ Auto Stereocopic ออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมดังเช่นค่ายโตชิบา ค่ายนี้ดูเหมือนจะชอบซุ่มเงียบเหมือนโทรทัศน์ 3D ที่วางตลาดอยู่ตอนนี้ ก่อนวางตลาดนั้น ข่าวที่ออกมาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตค่ายญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ สุดท้ายซัมซุงก็เข้ายึดหัวหาดก่อนใครเพื่อน</p>
<p>แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เครื่องรับโทรทัศน์จากค่ายจีนแผ่นดินใหญ่ที่เราแทบจะไม่เคยได้ยินข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับ 3D เลย อย่างยี่ห้อ TCL ที่มีจำหน่ายในบ้านเราด้วยกลับมีการวางขายโทรทัศน์แบบ Auto Stereocopic หรือแบบไม่ต้องสวมแว่นตั้งแต่ปลายปี 2010 ที่ผ่านมาแล้ว และมีขนาดไม่ใช่เล็กด้วย คือใหญ่ถึง 42 นิ้วในรุ่น TCL TD42F แต่ราคาเห็นแล้วก็ต้องหนาวเช่นกัน คือประมาณ 900,000 บาทไทย น่าจะเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ที่แพงที่สุดก็ว่าได้ ดูจากแนวโน้มข้างต้นแล้ว คงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า เครื่องโทรทัศน์แบบ 3D คงย้ายสมรภูมิมาสู้กันบนเทคโนโลยี Auto Stereocopic แทน สำหรับใครที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D ไปแล้วคงไม่ต้องเสียใจ เพราะกว่า Auto Stereocopic จะพัฒนาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องขนาดใหญ่ ในราคาที่รับได้ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะพอสมควร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cube X-zyte Pro500R – the Excitement of Recordable Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:55:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Cube]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTL1283DD+]]></category>
		<category><![CDATA[X-Zyte Pro 500r]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้ Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-463" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Cube X-Zyte Pro500r" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r-300x202.jpg" alt="Cube X-Zyte Pro500r" width="270" height="182" /></a>เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง</p>
<p>Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้<br />
<span id="more-462"></span><br />
Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง ส่วนตัวโลโกของ Cube จะเป็นไฟแอลอีดีเรืองแสงเมื่อเปิดเครื่อง พร้อมกับไฟบอกสถานะอื่นๆ แต่จะไม่มีตัวหนังสือแสดงผลบนหน้าจอ ในด้านของการติดตั้งฮาร์ดดิสก์นั้น ได้ออกแบบในลักษณะของลิ้นชักเลื่อนเข้าออกได้โดยไม่ต้องอาศัยไขควงหรือขันน็อตเลย เราสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ความจุสูงสุด 2 TB. วางในลิ้นชัก ซึ่งจะมีเดือยหรือปุ่มหมุดที่ตรงรูสำหรับขันน็อตของฮาร์ดดิสก์พอดี เมื่อเลื่อนเข้าเครื่อง ก็เท่ากับหมุดยึดทั้งสองข้างก็จะบีบเข้าหายึดแน่นพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะดวกมาก เมื่อดันลิ้นชักเข้าไปจนสุดแล้ว ก็จะล็อกโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเซียนคอมพิวเตอร์หรือมือใหม่หัดขับก็สามารถทำเองได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>หลังจากติดตั้งฮาร์ดดิสก์เรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่ฮาร์ดดิสก์ที่ซื้อมาใหม่จะยังไม่ได้ผ่านการฟอร์แมตหรือการจัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เรื่องนี้ก็เช่นกัน Cube X-zyte Pro500R จะช่วยจัดการให้โดยที่เราไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย เมื่อเปิดเครื่องแล้ว ตัวเครื่องจะใช้เวลาบูทเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่รู้สึกว่าต้องรอคอยเลย เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะตรวจสอบสื่อเก็บข้อมูลที่ติดตั้งกับเครื่องนี้ หากฮาร์ดดิสก์ยังไม่ได้ฟอร์แมต ก็จะแจ้งให้เราทราบทันที เราเพียงกดยืนยันที่รีโมทเท่านั้น ตัวเครื่องก็จะจัดการให้เราเสร็จสรรพภายในไม่กี่นาที นอกจากฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งมาภายในเครื่องแล้ว เรายังสามารถติดตั้งฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอกผ่านทางยูเอสบีซึ่งให้มาทั้งหมดสองช่อง ทำให้เราสามารถนำเอาอุปกรณ์อื่นๆแบบยูเอสบีเสียบใช้งานได้ด้วย เช่นแฟลชไดร์ฟ เครื่องดีวีดีแบบพกพาของโน้ตบุ้ค หรือไวเลสแลน (Wireless LAN Dongle) นอกจากนั้น ยังมีช่องอ่านเมโมรีการ์ด (Card Reader) ติดตั้งมาทางด้านขวาของเครื่อง</p>
<p>ก่อนที่จะใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการตั้งค่าต่างๆ โดยเฉพาะด้านภาพและเสียง ในส่วนของระบบเสียงนั้น จะมีการตั้งค่า Night Mode หลายคนอาจงงๆว่ามันเกี่ยวกับเสียงอย่างไร คือ ถ้าหากเปิดใช้ฟังก์ชั่นนี้ เสียงที่ออกมาจะลดระดับความดังลงสำหรับยามวิกาลตามชื่อโหมด ส่วนในด้านของเสียงเซอร์ราวด์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราต่อกับสายสัญญาณประเภทไหน ซึ่งมีทั้ง HDMI, SPDIF และ Coaxial และอีกอย่างคือ เราต่อเข้า A/V Receiver หรือไม่ นั่นคือ เราจะต้องเลือกว่าจะใช้ระบบเสียงแบบ LPCM หรือ RAW นั่นคือ จะให้เสียงออกทางทีวีหรือว่าผ่านไปทางเอวีแอมป์ เพราะถ้าหากเลือกผิดแล้ว จะหงุดหงิดเอาจากระบบเสียง 5.1 แชนแนลกลายเป็น 2 แชนแนล แล้วพาลไปตำหนิเอากับเครื่องเล่นว่าใช้ไม่ได้เสียอีก ส่วนเรื่องภาษาของเมนูนั้น คงไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเปิดพจนานุกรมเล่นกัน เพราะมีภาษาไทยรวมทั้งภาษาอื่นๆอีกมากมายให้เลือก ว่ากันตามถนัดของแต่ละคน</p>
<p><strong>The Excitement of Hi-def Quality</strong><br />
สิ่งที่ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ Cube X-zyte Pro500R คือความอิ่มของสีสันที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยโทนสีดำที่มีความเข้มมากขึ้น และการไล่เฉดสีที่ละเอียดมากขึ้น จึงทำให้ภาพบนจอดูมีมิติขึ้นเยอะ ในขณะที่ความสดของสีสันก็ไม่ถึงกับสดจนจัดจ้าน แต่เป็นความสดที่มีชีวิตชีวาเหมือนกับชมจากฟิล์มภาพยนตร์ ดูจากภาพยนตร์สารคตีเกี่ยวกับแนวปะการัง The Great Barrier Reef แม้จะไม่ได้ชมในฟอร์แมต IMAX ก็ตาม แต่ความสดสวย และความละเอียดสวยงามของดอกไม้ทะเล ตลอดจนสัตว์ใต้ท้องทะเลตัวเล็กตัวน้อยที่ลอยเด่นอย่างมีชีวิตชีวา ตัดกับน้ำทะเลที่ใสสีคราม ให้ความรู้สึกเหมือนดำดิ่งลงไปแหวกว่ายในแนวปะการังเอง ยิ่งประกอบกับระบบเสียง DTS รอบทิศทาง เสียงน้ำ เสียงฟองอากาศจากถังออกซิเจนยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเลจริงๆ เนื่องด้วยบรรยากาศที่โอบล้อมรอบด้าน</p>
<p>ภาพยนตร์อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คือ Red Cliff หรือสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ภาค 1 แม้ว่าโดยเนื้อหาของภาพยนตร์ภาคนี้จะไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าภาค 2 ก็ตาม แต่ในด้านของความคมชัดและรายละเอียดของภาพนั้นคือ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาผ่านการถ่ายทอดของ    Cube X-zyte Pro500R ในฉากแรกๆที่โจโฉเข้ามาในท้องพระโรงนั้น แม้ความเข้มของแสงจะไม่ได้ตัดกัน (contrast) อย่างเด่นชัดเหมือนอยู่ในกลางแจ้ง แต่รายละเอียดบนใบหน้ากลับเห็นรูขุมขนอย่างชัดเจนเหมือนกับเรายืนอยู่ตรงหน้าผู้แสดงเลยอย่างไรอย่างนั้น และสีสันบนใบหน้าก็เป็นสีสันของผิวหนังที่เป็นธรรมชาติดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะประสิทธิภาพในการประมวลผลและการถอดรหัสของตัวชิป RTL1283DD+นั่นเอง</p>
<p><strong>The Excitement of Connectivity</strong><br />
ในอดีต เวลาที่เราต้องการชมรายการโปรดแต่ติดธุระ หรือว่ากำลังชมการถ่ายทอดสดรายการพิเศษอีกช่องนั้น เราก็ต้องพลาดอีกรายการ หรือไม่ก็ต้องหาเครื่องดีวีดีที่สามารถบันทึกได้ (หลังจากที่หมดยุคของเครื่องเล่นวิดีโอเทป) แต่ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นฟอร์แมตเฉพาะรวมทั้งตัวเครื่องมีราคาค่อนข้างสูง แต่ด้วย Cube X-zyte Pro500R นั้น ปัญหาดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เพียงเราต่อสายจาก Satellite Receiver หรือ Set-top-box เข้าทางช่อง AV-in ของ Cube X-zyte Pro500R จากนั้นก็ตั้งเวลาที่จะให้บันทึก เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ ตัวเครื่องจะทำงานของมันด้วยความซื่อสัตย์ตามค่าที่ตั้งไว้ เช่น วันเวลา ระยะเวลาที่บันทึก สื่อที่จะเก็บไฟล์ (ฮาร์ดดิสก์ในตัว ฮาร์ดดิสก์ภายนอกหรือสื่ออื่นที่ต่อกับยูเอสบี หรือ SD Card) รวมทั้งความละเอียดของไฟล์ที่บันทึก ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ระดับความละเอียดสูงสุดแบบ HQ จนถึงระดับต่ำเพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ</p>
<p>ถ้าหากเรามีเครือข่าย LAN ในบ้านอยู่แล้ว นอกจากสามารถเข้าชมเนื้อหาต่างๆในเน็ตได้มากมาย เช่นคลิปข่าว ภาพยนตร์ พยากรณ์อากาศ รูปภาพและวิทยุอินเทอร์เน็ต ซึ่งตัวเครื่องจัดเว็บไซต์มาให้มากมายโดยผ่านแลนมีสายหรือไร้สาย (ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม) นอกจากนั้น เรายังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวงแลนของเราแล้วกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เก็บข้อมูลมัลติมีเดียให้เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้แชร์สตรีมมิ่งวิดีโอ โดยให้ Cube X-zyte Pro500R เรียกไฟล์มาเล่นได้โดยตรงเลย หรือจะก็อปปิ้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้</p>
<p>สำหรับคนที่ต้องการเครื่องเล่นไฮเดฟที่มากกว่าการชมภาพยนตร์ไฮเดฟแล้ว ยังต้องการที่จะนำมาบันทึกรายการทีวีที่โปรดปรานไว้ชมทีหลัง Cube X-zyte Pro500R คือเครื่องเล่นมัลติมีเดียที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม และเหมาะกับทุกระดับผู้ใช้ไม่ว่าเซียนคอมฯหรือผู้ใช้ทั่วไป สำหรับข้อสังเกตนั้นก็มีบางจุด อย่างเช่นตัวเฟิร์มแวร์ที่ยังจัดลำดับของฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีขั้นตอนมากไปสักนิดและการตัดคำของข้อความที่ไม่ลงตัวดีนัก ส่วนตัวรีโมทแม้จะออกแบบมาได้กระชับเหมาะมือ แต่ความไวน้อยไปนิด และการแยกการทำงานของแต่ละปุ่มอย่างละเอียด แม้ในแง่หนึ่งเพื่อความชัดเจนแต่ก็ลดทอนความสะดวกและความรวมเร็วในการใช้งานลงไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยและความชอบของแต่ละคนครับ</p>
<p><strong>Specifications</strong><br />
Resolutions: 720P, 1080I, 1080P(1920X1080), RM/RMVB max 720P.<br />
HardDisk Support: SATA , Max Capacity 2TB<br />
Video Output Port: Composite video port, component YPbPr port and HDMI port<br />
Video Format Support: mkv, ts, m2ts, mts, tp, wmv,ifo, iso, vob, dat, avi, mpg, mp4,mov, rm, rmvb, divx, xvid, flv<br />
Video Decoding: H.264, VC-1, MPEG1, MPEG2, MPEG4, Divx, Xvid, FLV, RM/RMVB<br />
Audio Output Port:  Optical fiber audio port; coaxial 5.1 channel audio port, Stereo L-R<br />
Audio Format Support:  MP3, WMA, WAV, OGG, AAC, LPCM, FLAC, AC3<br />
Sound System:  TrueHD, DTS (Digital Theatre System), Dolby Digital<br />
Picture Format Support:  JPG, JPEG, BMP<br />
Sub-title Support:  sub, smi, ssa, srt, idx + sub<br />
Network Connection: RJ45, Wireless LAN (802.11N) through USB-Dongle<br />
USB Port:  2xUSB2.0 host</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Optus Intertrade Co., Ltd.</p>
<p><strong>Price</strong>: 6990.-baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Boston Acoustics Duo-i Plus – Great Sound iPod Dock</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Acoustics]]></category>
		<category><![CDATA[Duo-i Plus]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้ ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-457" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Boston Acoustics Duo-i Plus" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus-300x209.jpg" alt="Boston Acoustics Duo-i Plus" width="270" height="188" /></a>ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย</p>
<p><span id="more-456"></span></p>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้</p>
<p>ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD สีฟ้า ตัวหนังสือขนาดใหญ่สีขาวที่มองดูสะอาด อ่านง่าย และยังสามารถปรับระดับความสว่างได้ถึง 21 ระดับ จึงทำให้มองเห็นได้ง่ายทุกสภาพแสงของห้อง ส่วนการจัดเมนูบนหน้าจอนั้น จะเลือกด้วยปุ่มลูกบิดบนเครื่อง ซึ่งมีเพียงสามปุ่ม หรือจากรีโมทคอนโทรล 17 ปุ่มก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย อย่างการเลือกโหมดการใช้งาน เมื่อใช้ลูกบิดเลื่อนไปรายการที่เลือกแล้ว ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีก็จะเข้าสู่โหมดนั้น หรือว่าใจร้อนหน่อยก็กดปุ่ม Mode ลง 1 ครั้งก็ได้ ในด้านของช่องต่อต่างๆนั้น นอกจากช่องเสียบไอพ็อต/ไอโฟน ที่วางอยู่ตรงกลางด้านบนของเครื่องแล้ว ยังมีช่อง Aux Input 2 ช่อง โดยวางไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละหนึ่ง ด้านหน้ายังมีช่องเสียบหูฟังเผื่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้านหลังยังมีช่องต่อคอมโพสิต สำหรับการชมวิดีโอจากไอพ็อตทางเครื่องรับโทรทัศน์</p>
<p>ตัวถังของ Duo-i Plus ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีความกว้าง12.9 นิ้ว สูง 5.5 นิ้ว และลึก 8 นิ้วทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำมัน (glossy black) สวยงาม ดูมีคุณค่า ด้านหน้าติดตั้งลำโพงแบบฟูลเรนจ์ขนาด 3.5 นิ้วสองตัว และต่อท่อเบสเปิดไปทางด้านหลังโดยใช้ประโยชน์จากความลึกของตัวตู้ จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความรู้จริงของผู้ผลิตลำโพงอย่าง Boston Acoustics ที่ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นโดยแท้ เพราะใช้ประโยชน์จากปริมาตรของตัวตู้อันจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>เห็นตัวเครื่อง Duo-i Plus ตัวนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังมหาศาล และก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าของโรงงานซีอิ๋ว เอ้อ ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำของโลก เพราะการนำเอาความรู้และประสบการณ์นับทศวรรตที่ผ่านมาถ่ายทอดสู่การผลิตเครื่องไอพ็อตด็อกตัวเล็กได้ดีเยี่ยม เสียงที่มีความสะอาด อบอุ่น และให้รายละเอียดดีเหลือเกิน ดังเช่นเสียงจากผลงานเพลงในแผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 เพลง You Raise Me Up เสียงร้องของ Jheena Lodwick ที่มีถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างอบอุ่น ให้รายละเอียด ความหวานได้ดีมาก เสียงเปียโนที่กังวานเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน หรือในเพลง Encounter จากผลงานชุด Hi-Fi Legend โดยเสียงร้องของซูม่านที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงในโทนเสียงกลางออกมาได้อย่างอบอุ่น กันเองเหมือนนั่งร้องอยู่ตรงหน้า ซึ่งในจุดนี้ เครื่องไอพ็อตด็อกที่คุณภาพดีๆส่วนใหญ่จะทำได้ดีอยู่แล้วในย่านเสียงกลางถึงแหลม แต่มักจะอ่อนในย่านความถี่ต่ำ</p>
<p>แต่กับเครื่อง Duo-i Plus ตัวเล็กนี้ ในส่วนของเสียงย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนี้ กลับให้คุณได้เหลือเฟืองจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือเสียงจากลำโพงไอพ็อตด็อกที่มีไดร์ฟเวอร์ฟูลเรนจ์แค่ 3.5 นิ้ว เพราะพลังเบสที่ออกมานอกจากไม่บางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ประสบมาแล้ว กลับให้เบสที่มีพลัง ลงได้ค่อนข้างลึก อย่างเพลง Back to the East ซึ่งเป็นเสียงกลอง นอกจากเสียงที่ตีลงกลางหนังหน้ากลองซึ่งมีความถี่ต่ำจะไม่แผ่วหรือยานยวบแล้ว กลับมีพลังและเรโซเนนท์ที่ให้ความสั่นไหวของระลอกคลื่นออกมาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงฮัมของผู้คนที่คลอตามยังสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ไม่พร่ามัวหรือปนกันมั่ว ยังไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ขอกลับไปที่แผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 อีกครั้ง โดยเลือกเพลง Swing Rhythm ซึ่งเป็นเสียงกลองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นจังหวะเสียงกลองของชนเผ่าพื้นเมืองอัฟริกันที่มีแต่เสียงกลองหลากหลายขนาดและเสียงเคาะล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงกลองเครื่องเคาะต่างๆที่ตีพร้อมกัน เมื่อนั่งฟังห่างจากตัวเครื่องประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เวทีเสียงจะมีความลึกดีขึ้นมา ชิ้นดนตรีต่างมีระยะห่างที่ชัดเจนมีตำแหน่งที่แน่นอน</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องเล่นจิ๋วนี้ให้พลังเหลือเฟือจริงๆ สามารถนำไปใช้ฟังในห้องนั่งเล่นได้อย่างสบายๆ ผมลองปรับวอลุ่มไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความดัง 50 Duo-i Plus ยังคงสามารถรักษารายละเอียดและบุคลิกเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระดับเสียงดังสุดนั้น เสียงสูงอาจฟังแหลมคมไปนิด เมื่อเช็คดูปรากฏว่า เดิมมีการปรับ Bass/Treble ไว้ที่ระดับ 3 ผมจึงลดทั้งหมดลงมาที่ระดับ 0 ซึ่งจะช่วยลดความคมสากไปได้พอสมควร ในส่วนนี้เราสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับ -7 ถึง +7 ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และสภาพห้องที่นั่งฟังด้วย</p>
<p>นอกจากถ่ายทอดเสียงเพลงได้ดีเยี่ยมแล้ว การถ่ายทอดเสียงจากภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่ากัน ลองเปิดชมภาพยนตร์จากไอพ็อตโดยไม่ขอต่อออกทางทีวี เสียงพูดมีความสะอาด ชัดเจน ส่วนด้านซาวด์เอฟเฟคนั้น ให้พลังเร้าใจได้ดีไม่แพ้เครื่องเอวีแอมป์สำหรับห้องขนาดเล็กเลย จะต่างกันก็เพียงมันสามารถถ่ายทอดเสียงได้เพียงสองแชนแนลเท่านั้น ส่วนทางด้านการให้รายละเอียดทั้งทางเสียงซ้าย-ขวา กลางได้ดีเกินคาด ดังเช่นฉากต่อสู้และการยิ่งธนูในภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee And The Mystery Of The Phantom Flame สามารถพิสูจน์พลังประสิทธิภาพของ Duo-i Plus ได้ดีเยี่ยม</p>
<p>ภาครับวิทยุทั้งเอเอ็มที่ใช้เสาอากาศที่บิลด์อินในตัวกับเอฟเอ็มนั้น มีความไวในการรับคลื่นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจมีปัญหาบ้างกับคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำอย่างวิทยุจุฬาฯ เราสามารถตั้งสถานีวิทยุเอฟเอ็มล่วงหน้าได้ 10 สถานีจากปุ่มด้านหน้า 5 ปุ่ม และวิทยุนี้ยังสามารถใช้เป็นเสียงปลุก (Alarm) ได้ ซึ่งมีให้เราตั้ง Alarm 2 ปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับใช้เสียงปลุกปรกติของตัวเครื่อง อีกปุ่มให้เราเลือกปลุกจากเสียงเพลงในไอพ็อต/ไอโฟน ในกรณีที่วางไว้บนแท่น แต่ถ้าไม่ได้วางก็จะปลุกจากเสียงวิทยุแทน และในส่วนนี้ ทาง Boston Acoustics คงเข้าใจถึงคนที่เวลาง่วงนอนแล้วจะมานั่งงมหาปุ่มเพื่อให้ฟังค์ชั่นเวลาปลุกทำงานก็ดูจะกระไรอยู่ จึงเพิ่มฟังค์ชั่น 360° Snooze bar คือแค่เอามือไปแตะขอบตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมก็จะเปิดฟังค์ชั่นปลุกให้ทำงานทันที</p>
<p>ตัวรีโมทที่มีปุ่มฟังค์ชั่น 17 ปุ่มนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้ครบถ้วน ด้านหลังของตัวรีโมทจะติดแถบแม่เหล็กไว้ เพื่อให้เรานำไปแปะไว้ในที่ที่เป็นโลหะเพื่อหยิบฉวยง่าย หรือจะวางไว้บนตัวเครื่องข้างๆแท่นเสียบไอพ็อตซึ่งได้ออกแบบพื้นที่ให้วางได้พอเหมาะพอดี เนื่องจากด้านหลังติดแถบแม่เหล็กไว้ จึงต้องระวังอยากนำไปวางบนสื่อบันทึกแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์ เพราะจะทำให้ข้อมูลสูญหายได้</p>
<p>สำหรับใครที่สรรหาลำโพงสำหรับไอพ็อต/ไอโฟนเพื่อไว้ใช้บนโต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือจะให้แม่บ้านใช้ในห้องครัวแล้ว Boston Acoustics Duo-i Plus คือไอพ็อตด็อกที่นอกจากออแบบได้สวยงาม ใช้งานง่ายแบบตรงไปตรงมาแล้ว ในด้านคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ Boston Acoustics อาศัยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากการผลิตลำโพงมาใส่ไว้ใน Duo-i Plus จนมีคุณภาพเสียงที่ดีอย่างเหลือเชื่อและยากที่จะหาคู่เปรียบได้ในระดับราคานี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ทั้งสองเมือเลย</p>
<p>ขอสังเกต คงมีนิดเดียวสำหรับกรณีที่นำเอาไอโฟนมาใช้ เพราะไม่มีการชิลด์ป้องกันคลื่นโทรศัพท์</p>
<p><strong>Specifications:</strong><br />
<em>General</em><br />
* Product type: Clock radio<br />
* Dimension: Depth 8 in, Height 5.5 in, Width 12.9 in<br />
* Carrying case None -<br />
Audio Features<br />
* Digital storage: None<br />
* Sound output mode:  Stereo<br />
* Timer: Wake , Sleep, Snooze<br />
* Built-in clock Alarm, Digital clock<br />
* Alarm:  2<br />
<em>Built-in Display</em><br />
* Audio system built-in display LCD<br />
<em>Speaker System</em><br />
* Speakers: 2 x Right/left channel speaker Built-in<br />
* Driver: Full-range driver 3.5 in<br />
<em>Radio</em><br />
* Tuner type Digital Radio tuner<br />
* Station preset:  15 (FM 10, AM 5)<br />
* Tuner bands AM/FM<br />
Connectivity<br />
* Connector type 1 x Headphones Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
Audio line-in Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
1 x IPod docking</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Sonic Vision Co., Ltd.<br />
<strong>Price: </strong>9,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tablet PC War has Just Begun</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 10:53:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Asus Eee Pad]]></category>
		<category><![CDATA[Galaxy Pad]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[Samsung]]></category>
		<category><![CDATA[tablet]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2010 หรือปีเสือดุผ่านพ้นไปแล้ว หากว่ากันในวงการมัลติมีเดียแล้ว ปี 2010 น่าจะเป็นปีของแอปเปิล เพราะไปได้ดีทั้งโทรศัพท์มือถือด้วยการปล่อยไอโฟน 4 ตลอดจนไอพ็อตที่มีการปรับปรุงใหม่ทั้งกระบิ และที่ถือเป็นดาวรุ่งและตัวทำเงินน่าจะเป็นไอแพด (iPad) เพราะแทบจะฉายเดี่ยวอยู่ยี่ห้อเดียวมาตลอด กว่าจะมีคู่แข่งโผล่มาก็ตอนท้ายๆของปีแล้ว จนไอแพดสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 10 ล้านเครื่อง แม้ว่าคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy Tab จะออกมาหลังจนตะวันสายโด่งแล้ว แต่ก็ถือว่ามาแรงทีเดียว เพราะพอ(ปี)เสือดุเดินคล้อยหลังไปไม่ทันไร ทางซัมซุงก็ออกมาประกาศความสำเร็จด้านยอดขายของ Galaxy Tab ที่สามารถกวาดยอดขายไปได้แม้ไม่สูงเท่าแอปเปิลก็ตาม แต่ก็ได้ถึงหนึ่งล้านเครื่อง ส่วนที่ผู้คนเฝ้าจับตาคือ BlackBerry PlayBook ของค่าย Research in Motion ที่อยู่ในระดับคู่ชกที่พอฟัดพอเหวี่ยงซึ่งกำหนดจะวางตลาดปีนี้ นี่เพียงแค่เชิดปี่กลองเท่านั้น ในขณะที่คู่ชกอีกจำนวนมากยังไม่ทันขึ้นสู่สังเวียนเลย ทั้งไอแพดและกาแลคซี่แท็ปก็กวาดยอดไปคนละหลักล้านขึ้นแล้ว และ Forrester Research คาดการณ์ว่า ปีกระต่าย 2011 นี้ยอดขายของตลาดทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นเป็น 54.8 ล้านเครื่อง และจะเพิ่มเป็นกว่า 208 ล้านเครื่องในปี 2014 จะเห็นได้ว่าตลาดนี้มันหอมหวนแค่ไหน จึงไม่แปลกหากปีนี้เราจะเห็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/galaxy_tab_vs_ipad_01.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-451" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="galaxy tab vs ipad" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/galaxy_tab_vs_ipad_01-300x204.jpg" alt="" width="270" height="184" /></a>ปี 2010 หรือปีเสือดุผ่านพ้นไปแล้ว หากว่ากันในวงการมัลติมีเดียแล้ว ปี 2010 น่าจะเป็นปีของแอปเปิล เพราะไปได้ดีทั้งโทรศัพท์มือถือด้วยการปล่อยไอโฟน 4 ตลอดจนไอพ็อตที่มีการปรับปรุงใหม่ทั้งกระบิ และที่ถือเป็นดาวรุ่งและตัวทำเงินน่าจะเป็นไอแพด (iPad) เพราะแทบจะฉายเดี่ยวอยู่ยี่ห้อเดียวมาตลอด กว่าจะมีคู่แข่งโผล่มาก็ตอนท้ายๆของปีแล้ว จนไอแพดสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 10 ล้านเครื่อง แม้ว่าคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy Tab จะออกมาหลังจนตะวันสายโด่งแล้ว แต่ก็ถือว่ามาแรงทีเดียว เพราะพอ(ปี)เสือดุเดินคล้อยหลังไปไม่ทันไร ทางซัมซุงก็ออกมาประกาศความสำเร็จด้านยอดขายของ Galaxy Tab ที่สามารถกวาดยอดขายไปได้แม้ไม่สูงเท่าแอปเปิลก็ตาม แต่ก็ได้ถึงหนึ่งล้านเครื่อง ส่วนที่ผู้คนเฝ้าจับตาคือ BlackBerry PlayBook ของค่าย Research in Motion ที่อยู่ในระดับคู่ชกที่พอฟัดพอเหวี่ยงซึ่งกำหนดจะวางตลาดปีนี้</p>
<p><span id="more-450"></span><br />
นี่เพียงแค่เชิดปี่กลองเท่านั้น ในขณะที่คู่ชกอีกจำนวนมากยังไม่ทันขึ้นสู่สังเวียนเลย ทั้งไอแพดและกาแลคซี่แท็ปก็กวาดยอดไปคนละหลักล้านขึ้นแล้ว และ Forrester Research คาดการณ์ว่า ปีกระต่าย 2011 นี้ยอดขายของตลาดทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นเป็น 54.8 ล้านเครื่อง และจะเพิ่มเป็นกว่า 208 ล้านเครื่องในปี 2014 จะเห็นได้ว่าตลาดนี้มันหอมหวนแค่ไหน จึงไม่แปลกหากปีนี้เราจะเห็น Tablet จากแต่ละค่ายทั้งแบรนด์เนมและโนเนมทะลักเข้าตลาด และตลาดที่จะรับผลกระทบเต็มๆน่าจะเป็นคอมพิวเตอร์</p>
<div id="attachment_452" class="wp-caption alignleft" style="width: 253px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Eee-pad-EP121.jpg"><img class="size-medium wp-image-452  " title="Eee pad EP121" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Eee-pad-EP121-300x199.jpg" alt="" width="243" height="161" /></a><p class="wp-caption-text">ASUS Eee Pad ที่ใช้ CPU Intel</p></div>
<p>เน็ตบุ้คซึ่งเริ่มจะแผ่วตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และดูเหมือนซีพียูอะตอมแบบสองแกนตัวใหม่ก็เรียกคะแนนนิยมกลับมาได้น้อยมาก เราจึงเห็นหลายค่ายเริ่มหันมาเล่นทางด้านรูปลักษณ์ภายนอกแทน ด้วยการออกแบบตัวเครื่องด้วยสีลูกกวาดหวานแหววแทน และคาดกันว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ราคาของเน็ตบุ้คจะถูกเบียดให้ลงมาเล่นในตลาดล่างแทน เพื่อเปิดทางให้กับ Tablet ซึ่งจะอยู่คั่นกลางระหว่างเน็ตบุ้คกับโน้ตบุ้คแทน และเราก็ได้เห็นบางยี่ห้อเริ่มขยับราคาลงมาเล่นที่ต่ำกว่า 8000 บาทตั้งแต่ปลายปี 2010 แล้ว</p>
<p>สำหรับคู่แข่งยี่ห้อไหนจะมาช้ามาสายก็ไม่แปลกใจเท่ากับการมาสายของอินเทล ผู้ผลิตซีพียูที่แทบจะผูกขาดตลาดคอมพิวเตอร์พีซีจนมีระยะหนึ่งใครๆก็เรียกคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สว่าเครื่องวินเทล (Wintel หรือ Windows+Intel) แต่กับ Tablet นั้น เราแทบจะไม่เห็นอินเทล (รวมทั้งวินโดว์สด้วย) เลยในปีที่ผ่านมา แต่เรากลับเห็นผู้ผลิตหน้าใหม่ที่อยู่ในวงการการ์ดแสดงผลอย่าง nVidia แต่ข่าวล่าสุดมาพร้อมปีกระต่ายแจ้งว่า อินเทลเริ่มขยับตัวเข้าสู่ตลาด Tablet แล้วอย่างแน่นอน โดยจะปล่อยตัวซีพียูอะตอมที่มีชื่อรหัสว่า Oak Trail ซึ่งมีซีดียูแบบสองแกนที่ฝังระบบปรฏิบัติการไว้ในชิปเลยเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและทรัพยากรต่างๆ กล่าวคือจะทำให้ใช้พลังงานลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถเล่นวิดีโอแบบฟูลเอชดีได้ และคาดว่าจะได้เห็นตัวเป็นๆในเมืองไทยปลายไตรมาสนี้หรือต้นไตรมาสหน้าค่อนข้างแน่นอน</p>
<div id="attachment_453" class="wp-caption alignleft" style="width: 253px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/35TabletIndia.jpg"><img class="size-medium wp-image-453  " title="35TabletIndia" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/35TabletIndia-300x278.jpg" alt="" width="243" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">Tablet ราคา 1050 บาทของอินเดีย</p></div>
<p>แต่แท็ปเล็ตไหนก็ไม่สามารถสร้างความฮือฮาเท่ากับแท็ปเล็ตในโครงการเพื่อการศึกษาของรัฐบาลอินเดีย โดยรัฐมนตรีกระทรวงเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นาย Kapil Sibal ได้ออกมาเปิดเผยและโชว์เครื่องแท็ปเล็ตต้นแบบว่า รัฐบาลอินเดียจะผลิตเครื่องแท็ปเล็ตจำนวน 100,000 เครื่องในราคาไม่เกิน 35 เหรียญหรือประมาณ 1050 บาทในเดือนมกราคม 2011 นี้ และจะพยายาม “ดัน” ราคาให้ลงมาที่ 25 เหรียญและในที่สุดไม่เกิน 10 เหรียญให้ได้ (ประมาณ 300 บาทไทย!)  รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ขณะนี้บริษัท HCL Technologies ได้รับภารกิจในการผลิตแท็ปเล็ตเพื่อชาติตัวนี้แล้ว แต่ข่าวไม่ยืนยันว่า ชื่อยี่ห้อจะใช้ว่า SAKSHAT (ศักดิ์ศรีของชาติ?) เราคงต้องติดตามดูเรื่องนี้ซึ่งน่าศึกษาและเป็นแบบอย่างสำหรับวงการศึกษาบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะให้ยืมหนังสือเรียนอย่างปัจจุบัน สู้ให้ยืมหรือผ่อนแท็ปเล็ตไว้ใช้เรียนตลอดระดับชั้น (ประถมและมัธยมชั้นละ 6 ปี) ก็คงเหลือค่าผ่อนปีละไม่กี่สตางค์ซึ่งยังถูกกว่าค่าหนังสือเรียนเสียอีก กลัวแต่ว่าจะไปกระทบถึงกระเป๋าใครหรือเปล่าเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>TViX-HD Slim S1 Premium Multimedia Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2011 12:28:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVICO]]></category>
		<category><![CDATA[hi-def]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD-1283DD]]></category>
		<category><![CDATA[TViX-HD Slim S1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[TViX เป็นชื่อที่เหล่านักชื่นชอบไฮเดฟรู้จักกันมาหลายปีแล้วในฐานะเครื่องไฮเดฟระดับพรีเมี่ยมจาก Dvico Inc. ประเทศเกาหลี ที่ได้รับการยอมรับของแฟนไฮเดฟระดับนานาชาติ ผมเคยมีโอกาสทดสอบรุ่น M-6500A เมื่อประมาณสองปีก่อนที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs หลังจากนั้น คู่แข่งต่างทยอยออกมาและส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek และปัจจุบันนี้ เครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่ายนี้ โดยรุ่นที่มักนิยมนำมาใช้กันคือ RTD 1073 ส่วน TViX-HD Slim S1 นี้ใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek เช่นกัน แต่หันไปใฃ้รุ่น RTD-1283DD ที่ใหม่กว่า การที่ TViX-HD Slim S1 หันมาใช้ชิปเซ็ต Realtek รุ่น RTD-1283DD แทนที่จะใช้รุ่น RTD 1073 เหมือนเครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่นั้น เนื่องจาก RTD 1073 เมื่อเทียบกับ รุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs แล้ว ยังถือว่า RTD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/BOIDVC0018_main_AX_0.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-443" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="TViX-HD Slim S1" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/BOIDVC0018_main_AX_0-300x252.jpg" alt="TViX-HD Slim S1" width="300" height="252" /></a>TViX เป็นชื่อที่เหล่านักชื่นชอบไฮเดฟรู้จักกันมาหลายปีแล้วในฐานะเครื่องไฮเดฟระดับพรีเมี่ยมจาก Dvico Inc. ประเทศเกาหลี ที่ได้รับการยอมรับของแฟนไฮเดฟระดับนานาชาติ ผมเคยมีโอกาสทดสอบรุ่น M-6500A เมื่อประมาณสองปีก่อนที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs หลังจากนั้น คู่แข่งต่างทยอยออกมาและส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek และปัจจุบันนี้ เครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่ายนี้ โดยรุ่นที่มักนิยมนำมาใช้กันคือ RTD 1073 ส่วน TViX-HD Slim S1 นี้ใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek เช่นกัน แต่หันไปใฃ้รุ่น RTD-1283DD ที่ใหม่กว่า</p>
<p><span id="more-442"></span><br />
การที่ TViX-HD Slim S1 หันมาใช้ชิปเซ็ต Realtek รุ่น RTD-1283DD แทนที่จะใช้รุ่น RTD 1073 เหมือนเครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่นั้น เนื่องจาก RTD 1073 เมื่อเทียบกับ รุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs แล้ว ยังถือว่า RTD 1073 ยังตามหลัง Sigma Design นิดๆ โดยเฉพาะการชมภาพที่ความละเอียด 1080p แม้ว่าด้านอื่นๆจะเหนือกว่าก็ตาม เช่นด้านการต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการดาวน์โหลด BT ที่ทำได้ง่ายกว่า และการสนับสนุนประเภทฟอร์แมตไฟล์ได้กว้างกว่าง ส่วน Realtek รุ่น RTD-1283DD ได้กำจัดจุดอ่อนชิปรุ่นน้องตัวเองในด้านภาพได้อยู่หมัด แถมยังแชงหน้า SMP8635 ไปช่วงตัวเหมือนกัน กล่าวคือ ความเคลื่อนไหวของภาพใน Full-HD 1080p จะมีความสมูธดียิ่งขึ้น ส่วนในด้านเสียงนั้น RTD-1283DD สามารถรองรับระบบ Dolby TrueHD ได้เลย ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างล่ำหน้าคู่แข่งไปพอสมควร นอกจากนี้ ในด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งแต่เดิมปลายจมูกของ Realtek ก็ล้ำไปหน่อยแล้ว มาคราวนี้ล้ำไปทั้งตัวเลยด้วยความสามารถในการสนับสนุนเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi คลอดจนสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เว็บไซต์ยอดนิยมอย่าง YouTube, Flickr, Weather Channel หรือจะปรับแต่งเฟิร์มแวร์ให้รองรับเว็บไซต์ของไทยหรือที่ไหนก็ได้ตามต้องการ</p>
<p>ในด้านการออกแบบนั้น Slim S1 รุ่นนี้ยังคงรักษาความประณีตในเนื้องานเหมือนเดิม ในได้พัฒนาให้มีความสวยงาม และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เช่นการติดตั้งตัวฮาร์ดดิสก์ ก็แสนจะสะดวก ไม่ต้องใช้ไขควงให้วุ่นวายยุ่งยาก เพียงแต่ปลดสลักก็สามารถเปิดเอาช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ออกมาได้ แล้วก็นำเอาฮาร์ดดิสก์แบบ SATA มาใส่เข้าไปตามทิศทางที่กำหนด เช่นกัน กดคลิปล็อกเพื่อไม่ให้ฮาร์ดดิสก์ขยับไหลเคลื่อนโดยไม่ต้องขันน็อตเช่นกัน นอกจากฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องแล้ว เรายังสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ภายนอกต่อเข้าช่อง e-SATA ได้เพิ่มเติมอีก จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความจุฮาร์ดดิสก์ไม่เพียงพอ</p>
<p>ตัวกล่องแม้จะใช้พลาสติกมันสีดำโดยรอบ และด้านหน้าอันเป็นแผงหน้าปัดปิดด้วยแผ่นพลาสติกโปร่งสีดำ ดังนั้นเวลาเปิดเครื่องก็จะเห็นตัวหนังสือ LED ด้านในเรืองแสงแลดูสวยงาม ส่วนในด้านความร้อนนั้น หลายคนอาจจะห่วงว่าจะมีปัญหา เนื่องจากพลาสติกไม่ใช่ตัวนำความร้อนที่ดี แต่ปัญหาที่แทบจะไม่มีเลย เนื่องจากโดยธรรมชาติของตัวชิปเซ็ต RTD-1283DD ที่ใช้เทคโนโลยี BGA ในการผลิตซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนน้อยลง ในขณะที่สามารถส่งผ่านสัญญาณได้ดียิ่งขึ้น และอีกประการหนึ่งคือ ทาง Dvico ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนไว้ด้านซ้าย ซึ่งพัดลมตัวนี้จะปรับความเร็วรอบของพัดลมตามอุณหภูมิ และที่สำคัญมันเงียบสงัดจริงๆ จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงของมันเลย</p>
<p>ในด้านของช่องต่อนั้น TViX-HD Slim S1 ให้มาแบบเต็มพิกัด โดยด้านภาพมีช่องต่อ HDMI (แต่ไม่ได้ให้สายมาด้วย) ช่องต่อคอมโพเนนต์คอมโพสิต ส่วนด้านเสียงให้มาทั้งแบบ Optical และ Coaxial นอกนั้นเป็นช่องต่ออื่นๆ เช่น USB Host, USB Target อย่างละ 1 และ ช่องต่อฮาร์ดดิสก์ e-SATA กับ Ethernet port อีกอย่างละ 1 ช่อง เรียกว่า นอกจากจะให้ TViX-HD Slim S1 ทำหน้าที่เล่นหนังไฮเดฟแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น Home Network ในตัวด้วย เพราะเราสามารถที่จะดึงไฟล์วิดีโอ ภาพและเสียงจากเครือข่ายมาเล่นได้โดยตรงเลย โดยไม่ต้องก็อปปี้มาไว้ในเครื่องก่อน</p>
<p>สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของ TViX-HD Slim S1ก็คือ การสนับสนุนไฟล์ภาพยนตร์ที่มาจาก Blu-ray Full Rip นั่นหมายความว่า คุณภาพสมบัติและคุณภาพที่ได้จากการชมภาพยนตร์ที่ Rip มาจาก Blu-ray นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากการเล่นจากแผ่น Blu-ray โดยตรงเลย โดยในระหว่างที่เล่นนั้น เราสามารถดูข้อมูลของภาพยนตร์ด้วยการกดปุ่ม Info และยังสามารถเรียกเมนูปรับเปลี่ยนเสียง (Audio) ซับไตเติล ได้ สำหรับการทดสอบครั้งนี้ขอเริ่มต้นด้วยคอนเสิร์ต “ปู้เหลี่ยวฉิง” ของไช่ฉินที่ฮ่องกงเมื่อปี 2007 ซึ่งถือเป็นวิดีโอคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของวงการเพลงจีน โดยทางเจ้าของค่ายสังกัดอย่าง Universal Music ได้ทุ่มเทเพื่อให้ทั้งภาพและเสียงออกมาดีที่สุด ดังภาพที่ปรากฏผ่านจอ 50 นิ้วผ่านสาย HDMI ที่ต้นแหล่งมาจากไฟล์ Blu-ray Full Rip ของ TViX-HD Slim S1 ตัวนี้ สีสันมีความสด และสวยเนียนดีมาก แสงสีที่ส่องไปยังไช่ฉินกลางเวทีทำให้เธอดีมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาพยังคงมีความใส ให้รายละเอียดทั้งบริเวณสว่างและแบคกราวด์ได้ดีมาก ทำให้ได้อรรถรสในการชมได้เต็มๆ แม้ว่าจะไม่ได้เกาะขอบเวทีชมก็ตาม สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ นอกจากโปรดักชั่นด้านภาพและเสียงที่ได้ทำออกมาอย่างประณีตสุดฝีมือแล้ว สิ่งที่ต้องขอยกนิ้วให้คงหนีไม่พ้นตัวเอกของงานคือ ไช่ฉินเอง เพราะตลอดของเวลาการแสดง เธอสามารถตรึงแฟนเพลงและดึงให้มีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา ทั้งๆเพลงที่ร้องส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงช้า ไม่มีแดนซ์เซอร์ ไม่มีแขกรับเชิญมาคั่น และที่สำคัญคือเธอพูดภาษากวางตุ้งไม่เป็นเลย ทั้งหมดถือว่ามาจากฝีมือล้วนๆ</p>
<p>เปลี่ยนบรรยากาศมาดูภาพยนตร์ Animation บ้างจากภาพยนตร์เรื่อง How to Train Your Dragon ผมชอบที่นำสรรหาภาพยนตร์แนวดีที่ทำได้ดีๆมาทดสอบเครื่องไฮเดฟโดยเฉพาะในด้านของสีสัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับกับความสมจริงเป็นธรรมชาติ ความสดอิ่มของสี ทำให้เหล่ามังกรร้ายดูสวยงามน่ารักขึ้นเป็นกอง ในระหว่างที่ชมนั้น ผมสามารถเลือกเสียงบรรยายและคำบรรยายจากเมนูย่อยเมื่อกดปุ่น Audio/Subtitle ได้โดยไม่ทำให้การับชมสะดุดแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากการชมจากแผ่นดีวีดี ที่จะเปลี่ยนไปทีละภาษาโดยที่เราไม่ทราบว่ามีภาษาอะไรให้เลือกและอยู่ตำแหน่งไหน ยกเว้นแต่จะเลือกจากเมนเมนู ซึ่งก็จะทำให้การรับชมสะดุด</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ต้องยอมรับว่า ช่วงแรกที่ทดสอบนั้นประสบปัญหาที่คาดไม่ถึงคือ เสียงเหมือนอั้นๆ ไม่มีมิติเอาเสียเลย ลองใช้สาย Optical ก็แล้ว Coaxial ก็แล้ว และสุดท้ายลองอัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น (ทางการ) ล่าสุดคือ 2.0.5 ก็ยังแก้ปัญหาไม่จบ จนต้องติดต่อทาง MRZ ตัวแทนจำหน่าย เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นที่ตัวเครื่องหรือตัวไฟล์ที่ให้มา ซึ่งก็ได้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยนตัวใหม่มาให้ แต่ก่อนที่จะถึงเวลานำตัวใหม่มาให้นั้น ผมเลยตัดสินใจลองอัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 2.0.6 Beta4 ซึ่งจะต้องทำการอัปเดทแบบแมนนวล การทำแบบออนไลน์อัตโนมัติจะไม่มีเวอร์ชั่นนี้ให้เลือก หลังจากที่อัปเดทแล้ว ได้เรื่องทันทีครับ เสียงที่เคยอุดๆอู้ๆนั้น ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ ทำให้ผมต้องย้อนหาฉากที่มีเอฟเฟคมันๆอีกครั้ง เยี่ยมครับ เสียงพูดตรงเซ็นเตอร์มีความสะอาด เสียงเซอร์ราวด์นั้น การส่งผ่านแต่ละจุดมีความต่อเนื่อง ได้บรรยากาศที่ดีมาก ดังสัมผัสได้จากฉากต่างๆในภาพยนตร์เรื่อง Pirate of the Caribbean และ Crash of the Titans</p>
<p><strong>Update means Upgrade</strong></p>
<p>สิ่งที่ไม่คาดคิดหลังจากที่อัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 2.0.6 แล้ว นอกจากแก้ปัญหาเรื่องเสียงที่เจอแล้ว สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ เมนูของเครื่องที่ไม่ซัพพอร์ตภาษาไทยในเวอร์ชั่น 2.0.5 นั้น ก็สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ และที่ไม่คาดคิดคือ เมื่อนำเอาเครื่องเล่นดีวีดีแบบ Portable มาต่อเข้าช่องต่อยูเอสบี เพื่อเล่นแผ่นดีวีดีนั้น โดยปรกติจะมีคำสั่งให้เล่นอย่างเดียว แต่เฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่นี้ได้เพิ่มคำสั่งคือ ให้เราเลือกที่จะแบคอัพแผ่นได้ด้วย โดยจัดบันทึกเป็นไฟล์ในฟอร์แมต IFO เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่บรรจุอยู่ใน TViX-HD Slim S1 ทำให้เราเล่นไฟล์ที่แบคอัพจากฮาร์ดดิสก์ได้โดยตรง ไม่ต้องต่อพ่วงเครื่องเล่นดีวีดีอีก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาออกมาเป็นเวอร์ชั่นทางการจะทำให้สามารถแบคอัพแผ่นบลูเรย์ได้ด้วยหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง เหล่าสาวกไฮเดฟคงได้เฮลั่นกันแน่ ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมอีกตัวคือ ทำให้สนับสนุนไฟล์ Subtitle ที่เก็บไว้ในแฟลชไดร์ฟได้ด้วยจากเดิมที่เรียกได้เฉพาะไฟล์ที่เก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ภาพยนตร์นั้นๆเท่านั้น</p>
<p>ในด้านของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายแลนนั้น เราสามารถแชร์ไฟล์ โดยเรียกไฟล์จากเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายแลนมาเล่นบน TViX-HD Slim S1 ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้อบก็อปปี้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ของมัน ส่วนใครที่ชอบโหลด BIT นั้น หลังจากที่อัพเดทเฟิร์มแวร์แล้ว เมื่อมีไฟล์ torrent อยู่ในฮาร์ดดิสก์ก็จำทำการดาวน์โหลดให้โดยอัตโนมัติทันที โดยจะทำงานในแบคกราวด์ไม่ไปรบกวนการใช้งานในโฟร์กราวด์ ยกเว้นในกรณีบันทึกรายการทีวีเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าขาดไม่ได้ในยุคออนไลน์คือ การชมคอนเทนต์ต่างๆทางอินเทอร์เน็ต เช่น YouTube, Picasa, การพยากรณ์อากาศ เป็นเต้น   TViX-HD Slim S1 ก็เช่นกัน ได้จัดเตรียมคอนเทนต์ด้านนี้ไว้เพียบรวมเบ็ตเสร็จเป็นร้อยๆช่อง ทั้ง Internet Channel, Internet TV, PodCast อย่างเช่นรายการของ ABC, CNN, Discovery, Youku, Sina เป็นต้น และหลายช่องก็เป็นรายการในรูปแบบไฮเดฟด้วย และจากการทดลองชมรายการของ ABC ก็สามารถรับชมได้อย่างสมูธไม่มีสะดูดเลย ในขณะที่ภาพเต็มจอความละเอียดสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องกล่าวว่าน่าเสียดาย ที่ไม่มีคอนเทนต์ของไทยเลย</p>
<p>TViX-HD Slim S1 ถือว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพสมศักดิ์ศรีแบรนด์ Dvico ครับ ที่นี้คงต้องรอติดตามดูว่าทางผู้ผลิตจะปรับปรุงเฟิร์มแวร์เพื่อ “รีด” ประสิทธิภาพออกมาได้อีกมากน้อยแค่ไหน เพราะอุปกรณ์ประเภทนี้ตัวฮาร์ดแวร์ใครๆก็ทำเหมือนกันได้ จะเฉือนกันวัดประสิทธิภาพกันจริงๆก็ตรงเฟิร์มแวร์นี่แหละ</p>
<p>ข้อสังเกต ตัวรีโมทออกแบบปุ่มการใช้งานต่างๆตลอดจนใช้ปุ่มยางเรืองแสงในที่ถือว่าทำได้ดีมาก แต่น่าเสียดายที่การตอบสนองที่ค่อนข้างช้า ทำให้เวลากดเบาแล้วไม่ตอบสนอง ส่วนกดหนักก็จะข้ามรายการที่ต้องการ และจะต้องยิงตรงไปยังตำแหน่งในมุมแคบๆ ส่วนคอนเทนต์ภาษาไทยนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของเครื่องเล่นไฮเดฟก็ตาม แต่การมีไว้ก็ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ไม่น้อย</p>
<p><strong>Distributor</strong>: MRZ Standard Co., Ltd. Tel. 0-2222-9181-2</p>
<p><strong>Price</strong>: 8,990 baht</p>
<p><strong> Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Harddisk </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Harddisk Size</strong></td>
<td>3.5</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Video </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Chipset</strong></td>
<td>Realtek RTD1283DD+</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Video Resolution</strong></td>
<td>1080p</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Video Codec Support</strong></td>
<td>XVID SD/HD MPEG-1 MPEG-2 (MP@HL) MPEG-4 ,&#8230;</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Subtitle</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Subtitle Format</strong></td>
<td>smi, sub, srt, ass, ssa</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Audio </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Dolby Decoder</strong></td>
<td>Dolby True HD</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>DTS Decoder</strong></td>
<td>DTS-HD Master</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Connectivity </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>HDMI Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>HDMI CEC</strong></td>
<td>No</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Optical Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Coaxial Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td width="200"><strong>Analog Audio Out</strong></td>
<td>2 Ch</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Extra Input</strong></td>
<td>USB x 3, e-Sata x 1</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Internet &amp; Network </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Internet Service</strong></td>
<td>Yes</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>LAN</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Wireless </strong></td>
<td>No (USB WiFi Adaptor)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศตวรรษแห่งการพัฒนาของโทรทัศน์</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2011 12:01:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[GE TV]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[LG smart TV]]></category>
		<category><![CDATA[ทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติทีวี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=431</guid>
		<description><![CDATA[พวกเราอาจคุ้นเคยกับรูปทรงของเครื่องรับโทรทัศน์ที่เป็นกล่องสีเหลี่ยมหนาๆ และก็ถือว่าเป็นรูปทรงอมตะที่อยู่คู่กับคนเรายาวนานที่สุด ก่อนที่จะแปลงโฉมเป็นแผ่นบางๆในฟอร์แมตของ LCD ดังเข่นปัจจุบันนี้ ในยุคแรกที่แปลงโฉมเป็นจอขนาดบางนั้น นอกจากด้านรูปทรงแล้ว ในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานแทบจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมไปจากจอหลอดเลย และความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏเมื่อปีสองปีหลังนี้เอง หลังจากที่เราเข้าสู่ยุคสังคมดิจิตอลออนไลน์ สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นก่อนใครเพื่อนคือ ความละเอียดสูง (High Definition) และก็ค้างคาอยู่ ณ จุดนี้อีกหลายปี ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ทีวี 3 มิติ แล้วก็การต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากนับตั้งแต่ที่ Philo Farnsworth สร้างเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรก (ที่ใช้งานได้จริง ไม่นับรวมก่อนหน้านั้นที่อยู่ในช่วงทดลองจากบุคคลอื่นๆ) ในปี 1927 (นำออกแสดงจริงในวันที่ 1 กันยายน 1928) ถึงวันนี้ก็เบ็ดเสร็จ 83 ปี หากนับอายุสำหรับสินค้าอิเลคทรอนิคส์ดิจิตอลแล้ว ก็ถือว่าเป็นประวัติอันยาวนาน และถือว่าการเดินทาง (พัฒนา) ในช่วงแรกกว่าครึ่งของช่วงเวลาการพัฒนาถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก หลังจากที่ Philo Farnsworth นำเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้งานได้จริงออกแสดงครั้งแรกแล้ว ในปีถัดมา หรือปี 1929 เครื่องรับโทรทัศน์ก็ได้นำมาใช้งานจริงในเชิงปฏิบัติ โดยมีการออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมัน และหลังจากนั้น ในปี 1936 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงเบอร์บิน โทรทัศน์เริ่มมีบทบาทด้วยการถ่ายทอดสดให้ได้ชมกันในกรุงเบอร์ลินและเลียบซิก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/television.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-432" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="television" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/television-300x214.jpg" alt="Antique TV" width="270" height="193" /></a>พวกเราอาจคุ้นเคยกับรูปทรงของเครื่องรับโทรทัศน์ที่เป็นกล่องสีเหลี่ยมหนาๆ และก็ถือว่าเป็นรูปทรงอมตะที่อยู่คู่กับคนเรายาวนานที่สุด ก่อนที่จะแปลงโฉมเป็นแผ่นบางๆในฟอร์แมตของ LCD ดังเข่นปัจจุบันนี้ ในยุคแรกที่แปลงโฉมเป็นจอขนาดบางนั้น นอกจากด้านรูปทรงแล้ว ในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานแทบจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมไปจากจอหลอดเลย และความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏเมื่อปีสองปีหลังนี้เอง หลังจากที่เราเข้าสู่ยุคสังคมดิจิตอลออนไลน์ สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นก่อนใครเพื่อนคือ ความละเอียดสูง (High Definition) และก็ค้างคาอยู่ ณ จุดนี้อีกหลายปี ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ทีวี 3 มิติ แล้วก็การต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากนับตั้งแต่ที่ Philo Farnsworth สร้างเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรก (ที่ใช้งานได้จริง ไม่นับรวมก่อนหน้านั้นที่อยู่ในช่วงทดลองจากบุคคลอื่นๆ) ในปี 1927 (นำออกแสดงจริงในวันที่ 1 กันยายน 1928) ถึงวันนี้ก็เบ็ดเสร็จ 83 ปี หากนับอายุสำหรับสินค้าอิเลคทรอนิคส์ดิจิตอลแล้ว ก็ถือว่าเป็นประวัติอันยาวนาน และถือว่าการเดินทาง (พัฒนา) ในช่วงแรกกว่าครึ่งของช่วงเวลาการพัฒนาถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก</p>
<p><span id="more-431"></span></p>
<p>หลังจากที่ Philo Farnsworth นำเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้งานได้จริงออกแสดงครั้งแรกแล้ว ในปีถัดมา หรือปี 1929 เครื่องรับโทรทัศน์ก็ได้นำมาใช้งานจริงในเชิงปฏิบัติ โดยมีการออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมัน และหลังจากนั้น ในปี 1936 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงเบอร์บิน โทรทัศน์เริ่มมีบทบาทด้วยการถ่ายทอดสดให้ได้ชมกันในกรุงเบอร์ลินและเลียบซิก (Leipzig) โดยเครื่องรับโทรทัศน์ในยุคแรกนี้จะผลิตโดย Telefunken ของเยอรมัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การผลิตและ</p>
<div id="attachment_433" class="wp-caption alignleft" style="width: 239px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/Braun_HF_1-1958.jpg"><img class="size-medium wp-image-433" title="Braun H1 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/Braun_HF_1-1958-229x300.jpg" alt="" width="229" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">Braun H1 ทีวีในปี 1958</p></div>
<p>จำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการตลาดอย่างแท้จริง และในปี 1936 ปีเดียวกับที่แข่งขันโอลิมปิก เครื่องรับโทรทัศน์ได้นำออกงาน World’s Fair เพื่อเปิดตัวสู่สาธารณะในเชิงพาณิชย์เป็นเครื่องแรก แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน ดังนั้น โครงการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมากๆเลยต้องสะดุดลงจนต้องรอสงครามสิ้นสุดลง โดยมีตัวเลขที่คาดการณ์ว่า จำนวนเครื่องรับโทรทัศน์ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมีเพียง 19,000 เครื่องในอังกฤษ 1600 เครื่องในเยอรมัน และอีกประมาณ 7000-8000 เครื่องในอเมริกาเท่านั้น และเกว่าจะฟื้นตัวมาได้ก็ปาเข้าไปถึงปี 1948 เมื่ออเมริกาเริ่มสร้างระ<br />
บบเครือข่ายโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ขึ้น และ Arturo Toscanini นักดนตรีที่สร้างตำนานให้แก่วงการโทรทัศน์ของโลกด้วยการปรากฏตัวบนหน้าจอโดยการแสดงทางสถานีโทรทัศน์ NBC จนกลายเป็นรายการยอดฮิตสุดฮอตของผู้รับชมในสมัยนั้น</p>
<p>หลังจากนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องรับโทรทัศน์เริ่มต้นอีกครั้ง แต่กลายเป็นต่างคนต่างคิดค้นต่างคนต่างมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านความละเอียด (จำนวนเส้น) ที่มีทั้ง 441 เส้นของเยอรมัน และตอนหลังพัฒนาเพิ่มเป็น 819 ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดสำหรับทีวีอะนาล็อก 405 เส้นของอังกฤษ ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานอันเป็นที่ตกลงยอมรับกันจนถึงยุคเครื่องรับโทรทัศน์สี จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานเป็น ระบบ PAL สำหรับยุโรปตะวันตก ระบบ SECAM สำหรับสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก และระบบ NTSC สำหรับอเมริกาเหนือ และในยุคแรกนั้น เครื่องรับทีวีสีมีคุณภาพค่อนข้างต่ำอันเนื่องจากข้อจำกัดด้านการผลิต เนื่องจากในยุคทศวรรษปี 1960 นั้น เครื่องรับทีวีต้องใช้หลอดสุญญากาศจึงทำให้มีขนาดใหญ่ หนัก และคุณภาพไม่คงที่ จนถึงยุคทศวรรษปี 1970 เมื่อการพัฒนาโซลิตสเตทมีความก้าวหน้าและมีคุณภาพ และในปี 1971 เป็นปีแรกที่ยอดขายทีวีสีก้าวล้ำแซงหน้าทีวีขาวดำในตลาดอเมริกา เมื่อวัตถุดิบดีมีคุณภาพ ก็เท่ากับติดปีกให้พยัคฆ์แล้ว เครื่องทีวีที่เคยต้องบิดๆหมุนๆก็เริ่มมีรีโมทใช้ควบคุม และในปี 1988 เครื่องรับทีวี LCD เครื่องแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น</p>
<p>สำหรับในบ้านเรานั้น เท่าที่จำได้ น่าจะเห็นทีวี LCD นำออกแสดงครั้งแรกในงานอะไรสักอย่างที่เมืองทอง และที่แหลมฉบังเมื่อหลายสิบปีก่อน และกว่าจะเห็นทีวี LCD วางขายในตลาดก็หลังจากนั้นอีกนาน และตลอดนับทศวรรษที่ทีวีจอบางวางตลาดนั้น ในด้านของการพัฒนาก็ไม่ได้มีอะไรที่คืบหน้ามากไปกว่าการพัฒนาด้านความละเอียดเพิ่ม <a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/ge-performance-tv.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-434" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="ge-performance-tv" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/ge-performance-tv-293x300.jpg" alt="" width="293" height="300" /></a>และในระหว่างของการแข่งขันกันพัฒนาด้านเทคโนโลยีนั้น ก็เกิดมีผู้ท้าชิงอย่างพลาสมาเข้ามาผสมโรงเป็นระยะ หลายครั้งก็สามารถก้าวนำแซงหน้า LCD ไปได้ จนเมื่ออายุสิทธิบัตรของ LCD  สิ้นสุดลง เครื่องรับทีวีที่ใช้พาแนล LCD เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากเดิมที่เคยมีราคาเป็นแสนก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนถึงถึงหลักหมื่นและหลักพัน เมื่อเทคโนโลยีการผลิตสามารถทำให้ผลิตไซส์ขนาดเล็กลงได้ และในไตรมาส 4 ปี 2007 เป็นครั้งแรกที่ยอดขายทีวี LCD แซงหน้าทีวี CRT ได้สำเร็จ</p>
<p>ในยุคต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีการแนะนำระบบโทรทัศน์ความละเอียดสูงสู่ทวีปยุโรป และวันที่ 1 มกราคม 2004 สถานีโทรทัศน์แบบไฮเดฟ (HDTV) เริ่มออกอากาศครั้งแรกในประเทศเบลเยี่ยม และถึงเดือนธันวาคม 2009 อังกฤษก็ได้ออกอากาศคอนเทนต์ที่เป็นไฮเดฟสำหรับฟรีทีวีเป็นครั้งแรก อนิจจัง บ้านเรายังคงพูดถึงแผ่นบลูเรย์เถื่อนที่มีความละเอียดเพียง 720p โดยที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้เห็นรายการที่เป็นไฮเดฟจริงๆเสียที นอกจากสมาชิกทรูวิชั่นที่เริ่มได้สัมผัสเมื่อครั้งการแข่งขันฟุตบอลเวิร์ดคัพที่อัฟริกาใต้เป็นต้นมา</p>
<p>แม้ไฮเดฟไม่มา แต่กระแส 3D ก็ถูกโหมกระพือจนกลายเป็นกระแสที่แรงสุดในปี 2010 แต่ละค่ายแทบจะเข็นทีวีสามมิติของตนเองออกมาอวดชาวบ้านไม่ทัน แม้ยังไม่พร้อมวางจำหน่ายก็ขออวดไว้ก่อน แต่ว่ากระแสนี้จะสามารถติดลมบนได้นานหรือไม่ก็คงอยู่ที่คอนเทนต์ที่ป้อนตลาดซึ่งปัจจุบันยังมีไม่มากนัก แต่ดูเหมือนวงการมายาก็เริ่มสร้างภาพยนตร์ 3 มิติมากขึ้น จากที่เคยสร้างปีละเรื่องหรือสองเรื่อง ก็ได้เห็นประมาณไตรมาสละเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่กระแสที่สร้างขึ้นมา แต่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติที่มาพร้อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือ อินเทอร์เน็ตทีวี และออนไลน์ดิจิตอลคอนเทนต์ ดังที่พวกเราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องรับทีวีรุ่นใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีช่องอีเธอร์เน็ต (LAN) มาด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถรับชมคลิปวิดีโอ ข่าว ภาพ ข่าวพยากรณ์อากาศผ่านอิน<a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/04-SMTV_all.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-435" title="04 SMTV_all" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/04-SMTV_all-300x225.jpg" alt="LG Smart TV" width="300" height="225" /></a>เทอร์เน็ตได้ แต่สิ่งเหล่านี้สำหรับคนไทยแล้วก็เหมือนกับป้อนขนมปัง ไส้กรอกให้ซึ่งไม่ถูกกับรสนิยมคนไทย เพราะสิ่งที่คนไทยอยากได้คือ รสชาติแบบไทยๆ จนเราได้เห็นการเปิดตัวของ LG ร่วมกับ MThai และ Nation Channel เพื่อให้คนไทยสามารถสเพคอนเทนต์ภาษาไทยผ่านผู้ให้บริการสองรายดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่น้อยนิด แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่นี้ และเป็นแนวโน้มที่ดี ซึ่งเชื่อว่าจะกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นๆต้องสรรหาและป้อนคอนเทนต์ภาษาไทยและแข่งขันกันด้านนี้มากขึ้น</p>
<p>อีกกระแสหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งก็คือ Google TV ที่ปัจจุบันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว และผู้ผลิตบางรายก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้บริการนี้ไว้ในเครื่องรับทีวีของตนแล้ว เมื่อไรที่เทคโนโลยีนี้แพร่หลายแล้ว เราคงได้เห็นการพลิกโฉมหน้าในวงการทีวีและคอนเทนต์ทางทีวีประเภทหน้ามือเป็นหลังมืออีกครั้งหนึ่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>MEDE8ER &#8211; The Hi-def Mediator</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/mede8er/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/mede8er/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2011 11:23:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[hidef player]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[MED400X]]></category>
		<category><![CDATA[MED500X]]></category>
		<category><![CDATA[MEDE8ER]]></category>
		<category><![CDATA[RTD1073]]></category>
		<category><![CDATA[Sanji Electronics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=425</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเล่นไฮเดฟที่มีนามแปลกๆว่า MEDE8ER นี้ เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Sanji Electronics (Pty) Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอัฟริกาใต้ที่เพิ่มจัด FIFA World Cup 2010 ที่ผ่านมา  สำหรับผลิตภัณฑ์จากประเทศนี้ ต้องยอมรับว่าผมมีโอกาสได้สัมผัสน้อยมาก นี่น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านภาพและเสียงจากประเทศนี้ สำหรับชื่อยี่ห้อนั้น หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันจะออกเสียงอย่างไร แม้ว่าผมลองค้นหาข้อมูลแล้วจะหาไม่เจอ แต่ผมพอจะประมาณได้ว่า มันน่าจะอ่านว่า มี-เดีย-เอ-เตอร์ กล่าวคือ เมื่อเราแตกตัวเลข 8 ออกมาก ก็จะได้เป็น Eight ซึ่งออกเสียงเป็น “เอ๊ท” และหลังเลข 8  มี “ER” ต่อท้าย เมื่อนำมาเชื่อมต่อกันก็จะได้ว่า “MEDEEIGHTER” ซึ่งเป็นการเล่นคำเพื่อให้พ้องเสียงกับคำว่า “Mediator” ตัวเครื่อง MEDE8ER MED500X มีขนาดใหญ่ตามไซส์มาตรฐานทั่วไป มาในกล่องพลาสติกสีดำทะมึนดูน่าเกร็งขาม ด้วยโครงสร้างที่ดูแข็งแรง งานเก็บที่ประณีตเรียบร้อย ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกข้างในฝังแผงวงจรแสดงผลแบบแอลอีดี และวางปุ่มควบคุมต่างๆด้านล่างของหน้าปัด ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องอาศัยรีโมท ปุ่มควบคุมเหล่านี้ได้รับการออกแบบเหมือนกับปุ่มของเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป ด้านขวาของตัวกล่องจะเป็นช่องต่อยูเอสบี 3 ช่อง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/med500x.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-426" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="MEDE8ER MED500X " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/med500x-300x187.jpg" alt="MEDE8ER MED500X " width="270" height="168" /></a>เครื่องเล่นไฮเดฟที่มีนามแปลกๆว่า MEDE8ER นี้ เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท Sanji Electronics (Pty) Ltd. ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอัฟริกาใต้ที่เพิ่มจัด FIFA World Cup 2010 ที่ผ่านมา  สำหรับผลิตภัณฑ์จากประเทศนี้ ต้องยอมรับว่าผมมีโอกาสได้สัมผัสน้อยมาก นี่น่าจะเป็นครั้งแรกสำหรับการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านภาพและเสียงจากประเทศนี้ สำหรับชื่อยี่ห้อนั้น หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วมันจะออกเสียงอย่างไร แม้ว่าผมลองค้นหาข้อมูลแล้วจะหาไม่เจอ แต่ผมพอจะประมาณได้ว่า มันน่าจะอ่านว่า มี-เดีย-เอ-เตอร์ กล่าวคือ เมื่อเราแตกตัวเลข 8 ออกมาก ก็จะได้เป็น Eight ซึ่งออกเสียงเป็น “เอ๊ท” และหลังเลข 8  มี “ER” ต่อท้าย เมื่อนำมาเชื่อมต่อกันก็จะได้ว่า “MEDEEIGHTER” ซึ่งเป็นการเล่นคำเพื่อให้พ้องเสียงกับคำว่า “Mediator”</p>
<p><span id="more-425"></span></p>
<p>ตัวเครื่อง MEDE8ER MED500X มีขนาดใหญ่ตามไซส์มาตรฐานทั่วไป มาในกล่องพลาสติกสีดำทะมึนดูน่าเกร็งขาม ด้วยโครงสร้างที่ดูแข็งแรง งานเก็บที่ประณีตเรียบร้อย ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกข้างในฝังแผงวงจรแสดงผลแบบแอลอีดี และวางปุ่มควบคุมต่างๆด้านล่างของหน้าปัด ซึ่งทำให้สะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องอาศัยรีโมท ปุ่มควบคุมเหล่านี้ได้รับการออกแบบเหมือนกับปุ่มของเครื่องเสียงชั้นนำทั่วไป ด้านขวาของตัวกล่องจะเป็นช่องต่อยูเอสบี 3 ช่อง คือ แบบ Host (ทำหน้าที่เป็นตัวหลัก) 2 ช่อง และแบบ Slave (ทำหน้าที่เป็นตัวลูก เช่น ต่อกับคอมพิวเตอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูล) 1 ช่อง ช่องเสียบเอสดีเมโมรี่การ์ด 1 ช่อง จุดนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่เครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่จะไม่มี และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันที่สื่อดิจิตอลต้องอยู่คู่กับชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายดิจิตอล ไฟล์เสียงสำหรับเครื่องเล่นพกพาหรือโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น</p>
<p>ด้านหลังนั้นจะเป็นช่องต่อสายต่างๆ สำหรับด้านสัญญาณภาพและเสียงนั้น MEDE8ER MED500X ให้มาค่อนข้างครบครัน เช่น ช่องต่อ HDMI 1.3 อันถือเป็นหัวใจของเครื่องเล่นประเภทนี้ ช่องต่อคอมโพสิต คอมโพเนนต์ ด้านเสียงก็ให้มาทั้งแบบ SPFIF และโคแอคเชียล รวมทั้งอะนาล็อกซ้ายขวา และสุดท้ายคือช่องต่ออีเธอร์เน็ต (LAN) และพัดลมระบายความร้อน สำหรับใครที่กังวลว่า พัดลมนี้จะส่งเสียงรบกวนการชมภาพยนตร์ของคุณนั้น ขอเรียนว่า ลืมไปได้เลย เพราะตลอดเวลาที่ทำการทดสอบ ต้องบอกเลยว่า แทบจะลืมไปเลยว่าเครื่องนี้ติดตั้งพัดลมมาด้วย เพราะมันเงียบสงัดจริงๆ จนบางครั้งการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ยังดังเสียกว่า</p>
<p>ตัวฮาร์ดดิสก์ที่ใช้กับเครื่องเล่นนี้ สามารถใช้กับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ของคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยความจุสูงสุดที่รองรับได้คือ 2 TB หรือ 2000 GB. โดยจะติดตั้งอยู่ใต้ท้องเครื่องยึดติดด้วยสกรู ซึ่งก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ที่จะสะดวกยิ่งขึ้นคือ เราสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่ต่อภายนอก ไม่ว่าจะซื้อสำเร็จรูป หรือประกอบใส่กล่องยูเอสบีเอง เพียงเสียบเข้าช่องต่อยูเอสบีก็สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องต่อแบบ eSATA จุดนี้ถือเป็นสิ่งที่ MEDE8ER MED500X พัฒนาได้โดนใจผู้บริโภคมากสำหรับเครื่องเล่นไฮเดฟที่ใช้ชิปเซ็ตของ Realtek RTD1073 DD ซึ่งเป็นชิปเซ็ตที่ใช้กันส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นไฮเดฟ ดังที่ผมกล่าวอยุ่เสมอว่า ในด้านฮาร์ดแวร์อาจเหมือนกันได้ แต่การพัฒนาเฟิร์มแวร์เพื่อ “รีด” เอาพลังและประสิทธิภาพออกมาให้ได้มากที่สุดนั้นคือเครื่องวัดประสิทธิภาพของเครื่องนั้นๆอย่างแท้จริง</p>
<p>สำหรับเฟิร์มแวร์อย่างเป็นทางการ และถือเป็นเวอร์ชั่นที่มีความเสถียรคือ เวอร์ชั่น V.3.0.4 (ณ วันที่ทดสอบ) แต่ในขณะเดียวกันก็มีเวอร์ชั่น 4.XX ซึ่งยังเป็นเบต้าอยู่ให้ดาวน์โหลดใช้ได้แล้ว โดยเวอร์ชั่น 4 นี้จะมีการพัฒนาฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มเติมจากเวอร์ชั่นเก่าหลายจุด โดยเฉพาะส่วนที่ถือเป็นจุดเด่นคือ Video Wall หรือการแสดงไฟล์ภาพยนตร์เป็นภาพปกหรือโปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพราะโดยปรกติ ระบบจะค้นหาข้อมูลของภาพยนตร์ที่เราเลือกจากอินเทอร์เน็ตมาแสดงผลบนหน้าจอ ในขณะเดียวกัน เรายังสามารถเลือกเล่นหนังจากวีดีโอวอลล์นี้ได้โดยตรงเลย นอกเหนือจากเลือกจาก Media Library อันเป็นลักษณะการแสดงชื่อไฟล์และพรีวิว (หรือรูปหน้าปกแล้วการตั้งค่า) เหมือนเครื่องเล่นไฮเดฟทั่วไป</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>ก่อนที่จะทำการทดสอบนั้น การตั้งค่าเบื้องต้นถือเป็นเรื่องที่ควรกระทำเสมอ เนื่องจากค่าปัจจุบันที่ตั้งมาจากผู้ผลิตนั้นอาจไม่เหมาะกับซิสเตมส์ของเรา สิ่งที่ควรตรวจสอบคือ ระบบภาพและเสียง ส่วนใครที่ซื้อฮาร์ดดิสก์มาติดตั้งเองนั้น ก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพราะเมื่อเปิดเครื่องแล้วตรวจสอบพบว่ายังไม่ได้ฟอร์แมต ก็จะขอให้เราฟอร์แมตซึ่งจะมั่นใจได้ว่า ฮาร์ดดิสก์ที่ฟอร์แมตจากเครื่องนี้สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน ส่วนถ้าหากฟอร์แมตจากคอมพิวเตอร์มาก่อนแล้วก็อาจไม่แน่ ขอให้ตรวจสอบให้แน่นอน ในส่วนของภาพนั้น นอกจากตั้งค่าสัดส่วนภาพ ความละเอียดแล้ว สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ “Plasma Mode / Video Screen Transparency” ซึ่งเหมาะกับคนที่ใช้กับจอพลาสม่าในขณะเล่นภาพนิ่ง ซึ่งจะเกิดเอฟเฟค “burn-in” โดยเราสามารถเลือกความสว่างได้ 3 ระดับ ส่วนด้านเสียงนั้น สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามไม่ว่าจะต่อกับสายสัญญาณแบบไหนหรือจะใช้ลำโพงของจอทีวีก็ตาม ก็ต้องเลือกให้ถูกว่า จะให้ส่งสัญญาณออกแบบไหน ระหว่าง Passthrough, Multi Channel หรือ Downmix 2 Channel มิเช่นนั้นเดี๋ยวจะไปโทษเครื่องเขาเสียงไม่ได้ไม่ได้นะ</p>
<p>จากการทดสอบไฟล์ภาพยนตร์ทั้งประ Full Rip, mkv แบบ Full-HD 1080p ความละเอียดของภาพถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ดีเทลเล็กๆน้อยๆสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจน อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Red Cliff 2 ตอนนี้เด็กน้อยลูกชาวนาเป่าขลุ่ยนั้น ลายละเอียดหลังมือสามารถมองเห็นลายเส้นเล็กน้อยบนผิวหนังได้อย่างชัดเจน แม้ฉากภาพยนตร์จะไม่ได้เจาะจงถ่าย เพียงแค่แพนกล้องผ่านๆก็ตาม ส่วนภาพยนตร์เรื่อง Sex and Lucia จะแสดงให้เห็นรายละเอียดรูขุมขนบนใบหน้าได้ชัดเจน ยิ่งฉากเมดเลิฟในน้ำใต้แสงจันทร์นั้น สามารถเห็นลายละเอียดท่ามกลางแสงสลัวทำให้ได้บรรยากาศที่โรแมนติกดี ด้านสีสันนั้น โดยธรรมชาติของชิปเซ็ต RTD1073 นี้จะมีความสดค่อนข้างสูงแต่ให้รายละเอียดสีสันได้ถูกต้องค่อนข้างตรงตามธรรมชาติ ดังนั้นหากใครที่ชอบสีสันที่สดจัดจ้านก็คงเป็นที่ชื่นชอบถูกอกถูกใจ ด้วยความสดของสีสันนั้น อาจทำให้ภาพดูขาดความเนียนไปสักนิด ซึ่งจุดนี้สามารถชดเชยได้ด้วยการลดคอนทราสต์ลง</p>
<p>ในระบบเสียงนั้น ผมตั้งค่าให้ใช้แบบ Passthrough คือให้ส่งผ่านไปเอวีแอมป์ทำการถอดรหัสเสียง เสียงที่ซัพพอร์ตในขณะที่ทำการทดสอบนั้นคือ Dolby Digital 5.1, Dolby Digital EX, DTS ส่วน  DTS-HD Master Audio และ DTS-ES ไม่สนับสนุน แต่ผู้ผลิตแจ้งว่า DTS-HD Master Audio อยู่ระหว่างการพัฒนาซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสามารถออกมาทันกับเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่หรือไม่ ส่วนระบบเสียงที่ใช้ได้อยู่แล้วนั้น ต้องถือว่าให้รายละเอียดและบรรยากาศที่ดีมาก จากภาพยนตร์เรื่อง Transformer นั้น เสียงแฮลิคอปเตอร์ และการต่อสูงของหุ่นยนต์ ให้เอฟเฟคที่ดีมาก การโยนเสียงจากจุดหนึ่งไปอย่างอีกจุดหนึ่งออกมาได้ดีมาก มีความหนักแน่น และให้ลายละเอียดตำแหน่งของออปเจ็กได้ชัดเจน ส่วนเสียงพูดก็มีความสะอาดชัดเจน และในระหว่างที่ชมภาพยนตร์อยู่นั้น การปรับเปลี่ยนเสียงสามารถทำได้โดยง่ายเพียงแค่กดปุ่มบนรีโมท เช่นเดียวกันการเปลี่ยนคำบรรยาย ส่วนการชมคอนเสิร์ตของ David Foster (Hit Man – David Foster and Friends) เสียงเปียโน เสียงร้องที่สะอาด การร้องแบบจีบปากจีบคอและบรรยากาศน่าจะระดับน้องๆเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์</p>
<p>ส่วนถ้าหากต้องการทราบรายละเอียดของภาพยนตร์เรื่องที่กำลังชมนั้น เราสามารถกดปุ่ม Info จากตัวรีโมท ซึ่งจะให้รายละเอียดถึงสองระดับ โดยระดับแรกจะเป็นชื่อภาพยนตร์ ประเภทไฟล์ ความยาวทั้งหมดเป็นนาที และเล่นไปแล้วกี่นาที ส่วนระดับสอง จะให้รายละเอียดของระบบเสียง คำบรรยายของภาพยนตร์ และจุดที่ผมชอบมากคือ การเซ็ตอัพในระหว่างที่ชมภาพยนตร์ เช่นต้องการปรับเปลี่ยนสีคำบรรยาย เราสามารถเข้าไปเมนูดังกล่าวโดยเครื่องจะหยุดฉากที่เราชมอยู่ค้างไว้ เมื่อตั้งค่าเสร็จก็กลับไปชมต่อได้เลย โดยไม่ต้องหลุดออกมากลายเป็นจอมืดเหมือนทั่วไป</p>
<p>ในด้านของยูเซอร์อินเทอร์เฟสนั้น การจัดหมวดหมู่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆได้ง่ายมาก หน้าตาสีสันที่ออกโทนสีน้ำเงินดูเคร่งขรึมจริงจัง ในด้านของความง่ายในการใช้งานนั้น จะเห็นได้จาก File Manager ที่ทำให้เราสามารถทำการก็อปปี้ไฟล์ไปมาระหว่างสื่อเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายได้ เพราะหน้าจอจะแบ่งเป็นสองฝั่ง และแต่ละฝั่งจะมีสื่อเก็บข้อมูลให้เราเลือก เช่น USB, SD, Harddisk, DVD เป็นต้น ส่วนปลายทางก็เช่นกัน เมื่อเลือกต้นทางกับปลายทางเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถทำการก๊อปปี้ไฟล์ได้ง่ายพอๆกับใช้เม้าส์ลากในคอมพิวเตอร์ ส่วนหากจะก๊อปปี้ไฟล์จากเครือข่ายแลน ก็ง่ายโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลย ใครที่ใช้เครือข่ายเป็น Workgroup อยู่แล้ว เคยใช้อย่างไรก็ใช้เหมือนเดิม สามารถเข้าไปโฟล์เดอร์ที่แชร์ไว้ได้เลย ยกเว้นแต่จะเล่นไฟล์ในเครือข่ายผ่าน MED500X เท่านั้น ที่จะต้องตั้งค่าก่อน ในด้านของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น ดูเหมือนทาง MEDE8ER จะให้น้ำหนักน้อยกว่าด้านการเป็นเครื่องเล่นไฮเดฟ เพราะมีเพียงวิทยุอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานได้เท่านั้น</p>
<p><strong>MED400X Mini ไฮเดฟจิ๋วแต่แจ๋ว</strong></p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/mede8er_med200xl_128.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-440" title="mede8er med400x" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/mede8er_med200xl_128-300x240.jpg" alt="" width="270" height="216" /></a>สำหรับ MEDE8ER รุ่น MED400X Mini นี้ในด้านของสเปคพื้นฐานทั่วไปแทบจะไม่แตกต่างจาก MED500X เครื่องเล่นไฮเดฟรุ่นพี่เลย ภายในบรรจุหน่วยประมวลผลของ Realtek รุ่น RTD1073 DD+    และต้องถือว่าเป็นเวอร์ชั่นย่อส่วนของรุ่น MED500X ซึ่งเป็นรุ่นท็อปและดีที่สุดของ MEDE8ER เพียงแต่แปลงร่างมาอยู่ในกล่องโลหะสีดำขนาดเล็กเท่าฝ่ามือที่สะดวกแก่การพกพา การที่เปลี่ยนจากกล่องพลาสติกมาเป็นกล่องโลหะ MED400X Mini จึงไม่มีพัดลมระบายความร้อน และมั่นใจได้ว่าจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นแต่ลมหายใจของเราเอง ส่วนตัวพาวเวอร์ซัพพลายได้มีการออกแบบใหม่เพื่อให้รองรับการออกแบบของรุ่นนี้ได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นย่อส่วนของรุ่น MED500X  สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นพี่คือ หน้าปัดจะเหลือปุ่มกดควบคุมเพียง 3 ปุ่ม และจอแสดงผลจะเป็นเพียงไฟแอลอีดีแสดงสถานะเท่านั้น แต่ยังคงช่องต่อยูเอสบีสองช่องและช่องเสียบเมโมรี่การ์ดเหมือนเดิม ส่วนช่องต่อสายสัญญาณต่างๆด้านหลังนั้น ช่องต่อคอมโพเนนต์และช่องโคแอคเชียลนั้นจะไม่ได้ติดตั้งมาด้วย นอกนั้นอย่างช่องต่อ HDMI, RJ45 (LAN) และที่ไม่ลืมสำหรับผู้บริโภคที่ยังใช้เอวีแอมป์รุ่นเก่าคือ ช่องต่อออปติคัล (Optical) ซึ่งถือว่า มีให้ครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับการใช้งาน</p>
<p>ใครที่มีฮาร์ดดิสก์แบบพกพาหรือต่อภายนอก (ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่จะมีกัน) ที่ต่อกับช่องยูเอสบีก็สามารถนำมาใช้กับMED400X Mini นี้ได้เลย ส่วนการทดสอบของผมนั้น ผมนำเอาฮาร์ดดิสก์ที่ใช้งานอยู่แล้วถ่ายโอนไฟล์ภาพยนตร์จากรุ่น MED500X แล้วมาต่อเข้าช่องยูเอสบีของ MED400X Mini ก็สามารถใช้งานได้เลย โดยไม่ต้องหาซื้อกล่องฮาร์ดดิสก์แบบ eSATA ซึ่งถือว่าสะดวกมาก สำหรับตัวเฟิร์มแวร์นั้น ทางตัวแทนได้อัปเดทเป็นเวอร์ชั่นเบต้า 4 ล่าสุดไว้แล้ว ดังนั้นยูเซอร์อินเทอร์เฟสจึงไม่แตกต่างจากรุ่น MED500X เลย</p>
<p>สำหรับการต่อผ่านช่องยูเอสบีนั้น หลายคนอาจกังวลว่าความเร็วจะสู้ช่องต่อแบบ eSATA ไม่ได้ ในเชิงเทคนิคแล้วถูกต้องครับสำหรับการถ่ายโอนข้อมูล แต่กับการอ่านข้อมูลเพื่อเล่นภาพยนตร์ไฮเดฟนั้น ความเร็วของช่องต่อยูเอสบีก็เพียงพอไม่ทำให้สะดุดแต่อย่างใด ส่วนในด้านการค้นหาข้อมูลอาจโหลดช้ากว่าฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องบ้างเล็กน้อย ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องซีเรียสแต่อย่างนั้น เนื่องจากเราไม่ได้ใช้ค้นหาข้อมูลบ่อยเหมือนกับการใช้งานของคอมพิวเตอร์ทั่วไป</p>
<p>แต่ในด้านของคุณภาพของภาพและเสียงจากการเล่นภาพยนตร์ไฮเดฟนั้น อย่างที่เรียนในตอนต้นว่า MED400X Mini คือเวอร์ชั่นย่อส่วนของรุ่น MED500X ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏนั้น จึงไม่ได้แตกต่างจาก MED500X รุ่นพี่เลย (ใช้รีโมทควบคุมรุ่นเดียวกัน) จากการทดสอบภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน และซิสเตมส์ที่ต่อพ่วงนั้นเหมือนกันทุกประการ จึงถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย ที่การย่อส่วนนี้ ย่อเฉพาะในด้านของขนาดและช่องต่ออินเตอร์เฟสบางตัวเท่านั้น แต่ในด้านของคุณภาพและประสิทธิภาพยังคงไว้อย่างครบถ้วน รวมทั้งฟังก์ชั่นวิดีโอวอลล์ การแสดงสัญลักษณ์สำหรับภาพยนตร์ที่ได้ชมไปแล้ว และการล็อกโฟล์เดอร์ด้วยการตั้งรหัสผ่าน (ฟังก์ชั่นนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในครอบครัวที่มีเด็กเล็ก) จึงถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการประหยัดงบประมาณ แต่ไม่ยอมประหยัดคุณภาพ</p>
<p>โดยรวมแล้ว ต้องถือว่าเป็นเครื่องเล่นไฮเดฟที่มุ่งเน้นความเป็นไฮเดฟอย่างจริงจัง และก็ทำได้ดีเกินคาดสำหรับระดับราคาระดับนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพการผลิตที่ประณีต แข็งแรง คุณภาพด้านภาพและเสียงจากความพยายามในด้านการพัฒนาตัวเฟิร์มแวร์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/mede8er/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BenQ W1000 Full-HD Video Projector</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 05:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ W1000]]></category>
		<category><![CDATA[DLP projector]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Projector]]></category>
		<category><![CDATA[โปรเจคเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=414</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป (คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-417" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ w1000" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000-300x191.jpg" alt="BenQ W1000 Full-HD Video Projector" width="270" height="172" /></a>ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว</p>
<p>แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป</p>
<p><span id="more-414"></span></p>
<p>(คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ จะเกิด Rainbow Effect ได้ง่าย โดยเฉพาะเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ประเภท DLP  ซึ่งทาง BenQ ก็แก้ไข้ด้วยการจัด Color Wheel ให้มีจำนวนเซ็กเมนต์เพิ่มขึ้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-418" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ W1000 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3-300x199.jpg" alt="BenQ W1000 connectors" width="270" height="179" /></a>อย่างที่บอกข้างต้นว่า BenQ คงต้องการให้โปรเจ๊กเตอร์รุ่นนี้สำหรับใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ช่องอินพุทต่างๆ จึงให้มาครอบคลุมแทบทุกประเภท คือ HDMI 2 ช่อง นอกนั้นยังมีช่อง S-Video, Component, Composite, USB (แต่ไม่สามารถนำกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอมาต่อเล่นผ่านช่องนี้ได้โดยตรง) และแถมยังบิลต์อินลำโพงกำลังขับ 3 วัตต์มาด้วย นอกจากนั้น ยังมีช่อง Audio-in เพื่อนำเสียงจากแหล่งอื่นเข้าและ RCA ซ้าย-ขวาสำหรับต่อลำโพงแบบสองแชนแนล จึงเห็นได้ว่า โครงสร้างเช่นนี้น่าจะเหมาะกับการใช้งานทุกที่ทุกเวลา</p>
<p>ด้านการควบคุมการทำงานนั้น BenQ ได้วางแผงควบคุมไว้ด้านบนเครื่องโดยออกแบบมาให้แต่ละปุ่มอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับการใช้งาน เข้าใจง่าย ดังนั้น เราจึงสามารถเซ็ตเครื่องและปรับค่าต่างๆทุกอย่างจากแผงควบคุมนี้ได้โดยตรง หรือไม่ก็ควบคุมจากตัวรีโมทคอนโทรล ซึ่งก็ออกแบบให้จับกระชับ และวางตำแหน่งปุ่มต่างๆตามความถี่ในการใช้งาน ปุ่มยางของตัวรีโมทจะเป็นแบบเรืองแสง (backlit) สีแดง ทำให้สามารถใช้งานได้ในที่มืด แต่น่าเสียดายที่ใช้แสงสีแดง ทำให้อ่านตัวหนังสือบนปุ่มในที่มืดยากมาก แต่การยิงสัญญาณจากตัวรีโมทนั้น มีความแม่นยำและให้รัศมีการควบคุมในระยะที่ค่อนข้างดี คือ อยู่ห่างสัก 10 ฟุต 10 กว่าฟุตถือว่าควบคุมได้สบายมาก</p>
<p>เลนซ์ของ BenQ W1000 สามารถปรับขยาย (Zoom) แบบแมนวลได้ในอัตรา 1.2: 1 ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานทั่วไปสำหรับโปรเจ๊กเตอร์ DLP โดยสามารถฉายภาพใหญ่สุด 100 นิ้วในสัดส่วน 16:9 เนื่องจากโครงสร้างที่ออกแบบมาให้ใช้ได้กับการวางบนโต๊ะหรือติดเพดาน โดยใต้เครื่องจะมีขาปรับระดับซ่อนอยู่ เพื่อให้ปรับระดับการฉายเงยสูงขึ้น ดังนั้น ในด้านของการปรับมุมของเลนซ์ (Lens Shift) จึงมีความสำคัญมากเมื่อนำไปติดตั้งในสถานที่ที่แตกต่างกัน ระยะชดเชยในการปรับมุมของเลนส์ของ BenQ W1000 ค่อนข้างกว้าง ดังนั้น การติดตั้งบนเพดานสูงต่ำจึงไม่ใช่ข้อจำกัดแต่อย่างใด เพราะไม่นั้น ใครที่มีเพดานต่ำ การฉายบนจอขนาด 100 นิ้วนั้น คงต้องปวดหัวน่าดู</p>
<p>BenQ W1000 รุ่นนี้ถือเป็นโปรเจ๊กเตอร์ Full-HD ในระดับเริ่มต้น (Entry Level) การเซ็ตอัพต่างๆนั้นค่อนข้างง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก เมนูต่างๆจัดวางตามหมวดหมู่การใช้งาน สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาต่างๆได้ (น่าเสียดายที่ไม่มีภาษาไทย) แต่เนื่องจากเครื่องที่รับมาทดสอบนี้ ดูจากลักษณะการหีบห่อน่าจะผ่านการใช้งานมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าไปปรับค่าอะไรในเบื้องต้น เมื่อต่อสายสัญญาณ HDMI เรียบร้อย พอเปิดเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ก็จะตรวจสอบแหล่ง (Source) ที่มาของคอนเทนต์โดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีที่ต่อเชื่อมไว้หลายๆอย่าง ก็สามารถกดปุ่มเลือกบนรีโมท หรือบนแผงควบคุมตัวเครื่องได้โดยตรง</p>
<p>ผมขอเริ่มต้นทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Avatar ฉากสีฟ้าที่ปรากฏมีความสดใส ความสว่างและให้รายละเอียดดีมาก เมฆหมอกที่ลอยล่องมีความนุ่มและดูมีมิติดีมาก สีสันที่มีความสดอิ่มอย่างพวกดอกไม้ยักษ์ ผมลองเข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าในเมนู ปรากฏว่าตั้งไว้ที่ Standard mode ผมลองปรับไปที่ Movie mode ระดับความสว่างจะลดลงอีกระดับหนึ่ง สีสันมีความเข้มยิ่งขึ้น โหมดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชมภาพยนตร์ในห้องที่ควบคุมแสงให้มืดสนิท ส่วน Standard mode จะเหมาะอย่างมากสำหรับนั่งชมในห้องนั่งรถที่อาจมีแสงสลัวเล็ดลอดเข้ามาบ้าง</p>
<p>ในภาพยนตร์ The Lord of the Ring ซึ่งเป็นแผ่นดีวีดีธรรมดา แต่การให้สีสันก็ยังคงอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก สีผิวมีความเป็นธรรมชาติมาก ในขณะที่สีขาวก็ข่าวสะอาด ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวละคร Gandalf ที่มีหนวดเคราสีขาวในชุดสีขาว ขาวที่สะอาดนั้น ยังคงสามารถแยกแยะดีเทลส่วนเล็กส่วนน้อยบนใบหน้าได้ดีมาก โดยที่สีผิวไม่ดูเวอร์แต่คงเป็นสีผิวที่แลดูเป็นธรรมชาติมาก แต่สีเหล่านี้จะเริ่มคลาดเคลื่อนโดยออกอมเขียวขึ้นมาเมื่อปรับไปที่ Dynamic mode แต่ความสว่างจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับลดคอนทราสลง ดังนั้น รายละเอียดเล็กๆน้อยอาจขาดหายไป โหมดนี้จึงน่าจะเหมาะกับงานพรีเซนต์ทางธุรกิจ หรือใช้กับสถานที่ค่อนข้างสว่างอย่างสวนอาหาร เป็นต้น</p>
<p>การทดสอบใช้ฟังก์ชั่น BrilliantColor ซึงจะทำให้เพิ่มระดับของสีสันนั้น จากการทดสอบนั้นพบว่า ฟังก์ชั่นนี้เหมาะที่จะใช้งานในบางสภาพของห้องมากกว่า เช่นในกรณีที่ชมภาพยนตร์ในห้องที่มีแสงรอบๆห้อง (ambient) เล็ดลอดเข้ามาซึ่งไม่มืดสนิทจะช่วยให้สีสันด้วยอิ่มเข้มยิ่งขึ้น หรือในอีกกรณีหนึ่งเมื่อฉายบนจอขนาดใหญ่ แต่ถ้าจอขนาดไม่ใหญ่นัก หรือดูในห้องที่มืดสนิท หรือค่อนข้างสว่างแล้ว ขอแนะนำให้ปิดฟังก์ชั่นนี้ ก็จะได้สีสันที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ในด้านของสีดำและเฉดสีเทานั้น BenQ W1000 ยังคงให้รายละเอียดในฉากมืดได้ค่อนข้างดี แต่ความเข้มของสีดำไม่ถือว่าดำเข้มสนิท ซึ่งในกรณีนื้จะสังเกตเห็นในชัดเมื่ออยู่ในห้องที่มืดสนิท แต่กรณีที่เป็นห้องนั่งเล่นที่พอมีแสงบ้าง อาจจะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมจนอาจแยกแยะได้ไม่ชัดเจนนัก</p>
<p>BenQ W1000 แม้จะเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับระดับเริ่มต้น แต่คุณภาพนั้นน่าจะชกข้ามรุ่นได้อย่างสบาย เพราะภาพที่ปรากฏบนจอมีลักษณะเหมือนกับภาพยนตร์โรงภาพยนตร์มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความคมชัด การให้รายละเอียด สีสันที่สมจริงเป็นธรรมชาติและขาวสะอาด ที่สำคัญคือ ด้วยระดับราคาไลท์เวท แต่ให้คุณภาพระดับเฮฟวี่เวท พร้อมด้วยหลอดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 3000 ชั่วโมง จึงเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับผู้นิยมไฮเดฟที่น่าใช้มากตัวหนึ่ง</p>
<p>จุดแข็ง: ราคาไม่แพง คุณภาพเกินราคา ใช้งานง่าย</p>
<p>ข้อสังเกต: รีโมทคอนโทรลที่ใช้แสง backlit สีแดง ทำให้อ่านได้ยากมาก</p>
<p><strong>BenQ W1000 DLP Projector Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>General</strong></td>
<td width="24%"><strong>Aspect Ratio</strong></td>
<td width="52%">16:9 (Native) 4:3</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Brightness (ANSI Lumens)</strong></td>
<td width="52%">2000 ANSI Lumens</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Contrast Ratio</strong></td>
<td width="52%">3000:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Display Type</strong></td>
<td width="52%">DLP</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Resolution (Native / Max)</strong></td>
<td width="52%">HD (1920 x 1080)<br />
WUXGA (1900 x 1200)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Video Compatibility</strong></td>
<td width="52%">NTSC, PAL, SECAM, HDTV (480i,   480p, 576i, 576p, 720p, 1080i, 1080p)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Number of Colors</strong></td>
<td width="52%">1.07 Billion Colors</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="2" width="21%"><strong>Size</strong></td>
<td width="24%"><strong>Dimensions (WxHxD)</strong></td>
<td width="52%">12.8in. x 3.7in. x 10.0in.<br />
(32.51cm x 9.4cm x 25.4cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Weight</strong></td>
<td width="52%">7.5 lbs. (3.4 kg)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Connectivity</strong></td>
<td width="24%"><strong>Inputs</strong></td>
<td width="52%">2 x HDMI<br />
1 x RGB D-Sub 15pin<br />
1 x Composite<br />
1 x S-Video<br />
1 x Component<br />
2 x RCA Audio<br />
1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Outputs</strong></td>
<td width="52%">1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audio</strong></td>
<td width="52%">1 x 3W Mono Speakers</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Control</strong></td>
<td width="52%">1 x RS-232<br />
1 x USB Type B</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="3" width="21%"><strong>Operation</strong></td>
<td width="24%"><strong>Power Supply</strong></td>
<td width="52%">100 ~ 240 V / 50 ~ 60 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Power Consumption</strong></td>
<td width="52%">230W (Normal)<br />
1W (Standby)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audible Noise</strong></td>
<td width="52%">29 dB (Normal)<br />
27 dB (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>Projection Lens</strong></td>
<td width="24%"><strong>Lamp Type</strong></td>
<td width="52%">180W</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Lamp Life</strong></td>
<td width="52%">3000 hrs (Normal)<br />
4000 hrs (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Mode</strong></td>
<td width="52%">Front, Rear, Ceiling</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Screen Size   (Diagonal)</strong></td>
<td width="52%">24in. ~ 300in. (60.96cm ~   762cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Throw Ratio</strong></td>
<td width="52%">1.59 ~ 1.9:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Optical Zoom</strong></td>
<td width="52%">1.2:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Vertical Keystone Correction</strong></td>
<td width="52%">+/- 20 Degrees</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Other</strong></td>
<td width="24%"><strong>H-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">31 ~ 90 kHz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>V-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">50 ~ 85 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Menu Languages</strong></td>
<td width="52%">English, French, German,   Italian, Spanish, Russian, Traditional Chinese, Simplified Chinese, Japanese,   Korean, Swedish, Dutch, Turkish, Czech, Portuguese, Thai, Polish</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Features</strong></td>
<td width="52%">3D Color Management<br />
OSRAM&#8217;s Unishape Technology</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: BenQ (Thailand) Co., Ltd.</p>
<p>Price: n/a</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

