<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; Test Report</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/category/test-report/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ViVO Cool! – The Cool Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 13:30:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD1073DD+]]></category>
		<category><![CDATA[ViVO Cool]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-471" title="ViVO Cool" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool-300x225.jpg" alt="" width="270" height="203" /></a>ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo</p>
<p><span id="more-470"></span><br />
หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความเงียบสงัด ไม่มีเสียงรบกวนใดๆทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์เลย</p>
<p>ในด้านของชิปประมวลผลของ ViVO Cool! ยังคงเป็นรุ่น RTD1073DD+ ของ Realtek แต่เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ เราจึงสามารถเล่นไฟล์จากสื่ออื่นนอกจากฮาร์ดดิสก์ เช่น จากเครื่องเล่นดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ ที่ต่อกับช่องยูเอสบี และพวก SD Card ดังนั้น ตัวViVO Cool! จึงติดตั้งช่องอ่าน SD Card มาด้วย พร้อมกับช่องต่อยูเอสบี 2 ช่อง และช่องต่อ eSATA สำหรับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ต่อภายนอก 1 ช่อง เนื่องจากตัวเครื่องจะไม่มีพื้นที่ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ภายในตัวเครื่อง จึงต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ภายนอกอย่างเดียว</p>
<p>ช่องต่อสายสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาทั้งแบบ HDMI, Component, Composite, Optical, Ethernet (LAN) ให้เลือกใช้ตามประสงค์ ที่จะขาดหายไปก็คือช่องต่อสายโคแอคเชียล (Coaxial) นอกจากช่อง Ethernet สำหรับต่อ LAN แบบมีสายแล้ว เรายังสามารถใช้ไวเลสแลนได้ด้วยโดยเสียบ Wireless LAN Adapter เข้าช่องยูเอสบี</p>
<p><strong>Cool Interface! </strong><br />
หน้าตาเมนูต่างๆของ ViVO Cool! จะแตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่เคยทดสอบมา โดยรุ่นนี้จะออกโทนน้ำตาลทอง จัดหมวดหมู่เมนูเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือภาษาไทยมีความสวยงามและวางอักขระถูกต้อง การตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงนั้น ตัวเครื่องสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะแจ้งชื่อยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต่อเข้าทางยูเอสบี (ในกรณีที่เป็นยี่ห้อชั้นนำอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Seagate, WDC, Kingston, Samsung เป็นต้น) การจัดการไฟล์ต่างๆในสื่อบันทึกก็ทำได้ง่ายด้วยการวางรูปแบบ user interface ที่ไม่สับสน เราจึงสามารถก็อปปี้ไฟล์ไปมา หรือลบไฟล์ทิ้งได้เพียงกดรีโมท</p>
<p>สำหรับตัวรีโมทนั้น ต้องขอชมเชยในด้านการออกแบบ นอกจากขนาดและปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะและใช้งานสะดวกแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ความไวในการรับส่งสัญญาณระหว่างตัวรีโมทกับตัวเครื่อง ซึ่งฟิลลิ่งในการกดไม่แตกต่างจากรีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างทีวีหรือเครื่องเล่นดีวีดีเลย เพราะเราไม่จำเป็นต้องจ่อรีโมทยิงตรงๆ โดยตัว ViVO Cool! มีมุมรับสัญญาณที่กว้าง จนแทบจะเรียกได้ว่า แค่หยิบรีโมทมากดก็สั่งงานได้ถูกต้องไม่พลาด</p>
<p><strong>Cool Performance!</strong><br />
หลังจากที่ต่อสาย HDMI และตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย ก็ได้เวลาของป๊อบคอร์น เออ..ชมภาพยนตร์กันแล้ว ขอเริ่มจากภาพยนตร์แนวแอคชั่น Terminator Salvation ในฟอร์แมต mkv 1080p พร้อมระบบเสียง DTS 5.1 เพราะจะได้ทดสอบทั้งภาพและเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีฉากแสงสลัวค่อนข้างมาก ด้วยความละเอียดที่ RTL1073 สามารถถ่ายทอดออกมานั้น รายละเอียดต่างๆในฉากมืดเหล่านี้จึงสามารถมองเห็นได้ค่อนข้องดี ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบนใบหน้า หรือสิ่งต่างๆที่อยู่ในฉากหลัง ด้วยความละเอียดของการไล่เฉดสีและความสว่าง จึงไม่ทำให้จมกองเป็นส่วนเดียวกันหมด</p>
<p>สำหรับรายละเอียดในฉากสว่างและแสงปรกติภายในอาคารนั้น จะพิสูจน์ได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Summer Palace” ที่ทาง CCTV ของจีนสร้างขึ้นในระดับไฮเดฟ ในฉากสว่างนั้น ดอกบัวในสระน้ำจะเห็นรายละเอียดของกลีบบัวทีมีความเป็นสีชมพูสดเหมือนธรรมชาติ เมื่อย้อนแสงแล้วจะให้ความใสจนมองเห็นใยกลีบลึกลงไปถึงท่อน้ำเลี้ยง เมื่อเข้าไปสู่ในท้องพระโรง เราคงนึกภาพออกว่า โดยปรกติพระราชวังของจีนจะมีสีสันที่ฉูดฉาด หลากหลายสีปะปนกัน และจะมีรูปแกะสลับบนเสา ภาพเขียนบนเพดาน แม้จะบอกว่าด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทำจึงทำให้เก็บรายละเอียดทุกสีทุกรายละเอียดได้อย่างดีก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การถ่ายทอดออกมาทางจอโทรทัศน์นั้น ถ้าหากขาดเสียอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงพอแล้ว ย่อมไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เวลาผมดูสารคดีเครื่องนี้ผ่าน ViVO Cool! แล้ว ทำให้มีความรู้สึกถึงกำลังดูภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาแบบ 3D เพราะความละเอียดและความชัดลึกนั่นเอง</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น สามารถถ่ายทอดออกมาได้กระหึ่ม ได้บรรยากาศสมจริงดีมาก โดยตัวเครื่องแล้ว สามารถถ่ายทอดระบบเสียง DD, DTS, TrueHD ได้ เวลาชมภาพยนตร์แอคชั่นอย่าง Terminator, Iron Man, JI Joe, Transformer สามารถเก็บเกี่ยวความมัน ความสนุกได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์อยู่นั้น หากต้องการเปลี่ยนเสียง คำบรรยาย ก็สามารถกดปุ่ม Menu บนรีโมทเลือกเปลี่ยนได้เลย โดยไม่ต้องอารมณ์เสียกับจอมืดหรือสะดุดในระหว่างเปลี่ยน ส่วนใครที่มีภาพยนตร์ “ลับ” เป็นการส่วนตัว ก็สามารถเข้ารหัสโฟล์เดอร์ที่เก็บได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาของแจมดูด้วย</p>
<p><strong>Cool Media Center!</strong><br />
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอชมสำหรับผลิตภัณฑ์ของ ViVO ก็คือ การให้ความสำคัญกับข่าวสารภาษาไทย ซึ่งเป็นเช่นนี้ตั้งแต่รุ่น Cute ที่ได้ทดสอบก่อนหน้านั้นแล้ว ตัว ViVO Cool! นี้ก็เช่นกัน เราสามารถเข้าไปดูข่าวภาษาไทย/อังกฤษจากสื่อไทยชั้นนำผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไทยรัฐ มติชน กรุงเทพธุรกิจ Nation, Bangkok Post และอื่นๆอีกมากมายจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว และผมลองเข้าไปดูแต่ละสื่อ ก็มีตั้งข่าวสดๆร้อน บทวิเคราะห์ ข่าวที่ผ่านมาวันสองวันแล้ว ส่วนใครอยากฟังเพลงจากเน็ต ก็มีวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งไทยและเทศให้ได้รับฟังกันเป็นร้อยๆสถานี นอกเหนือจากนี้ เว็บยอดนิยมอย่าง YouTube, Picasa, Flickr, Weather เหล่านี้ยังอยู่ครบ</p>
<p>ในด้านการต่อเน็ตนั้น นอกจากแลนมีสายแล้ว ยังสามารถต่อแบบไร้สารได้โดยเสียบตัวอะแดปเตอร์เข้าช่องยูเอสบี แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถนำเอาอะแดปเตอร์ไร้สายยี่ห้ออื่นๆมาเสียบใช้ได้ เพราะตัวที่ทดลองนั้นจะเป็นตัวที่ใช้ชิปเซ็ตของ RTL8191S ซึ่งมาจากค่าย Realtek เหมือนกัน ผมเข้าใจว่าทางเรียลเทคคงติดตั้งไดร์ฟเวอร์ฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์แล้ว ส่วนยี่ห้ออื่นๆนั้น เนื่องจากร้อยพ่อพันแม่ จึงไม่อาจที่จะนำเอาไดร์ฟเวอร์ของทุกยี่ห้อมาบรรจุใส่ในเฟิร์มแวร์ เพราะพื้นที่หน่วยความจำมีจำกัด อีกอย่างเฟิร์มแวร์ยิ่งใหญ่ ยิ่งซับซ้อน โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูง ดังนั้น ถ้าหากไม่อยากลากสายแลนจริงๆ ก็คงต้องซื้อตัวอะแดปเตอร์จากตัวแทนจำหน่าย</p>
<p><strong>That’s Cool!</strong><br />
สำหรับเครื่องเล่นไฮเดฟในระดับราคาต่ำกว่าหกพันบาทนั้น ViVO Cool! อาจไม่ได้กินขาดในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือคู่แข่ง เนื่องด้วยฐานตัวชิปเซ็ตเดียวกัน แต่มูลค่าเพิ่มที่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจากสื่อไทยค่ายต่างๆ การออกแบบที่สวยงามลงตัว และรีโมทคอนโทรลที่เป็น“รีโมทจริงๆ” คือมีความไวและรับสัญญาณได้ในมุมกว้าง และสุดท้ายคือการรับประกัน 2 ปี และเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ในช่วงหกเดือนแรกจากตัวแทนจำหน่าย ผมคงกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจาก That’s Cool!<br />
<strong><br />
Specifications:</strong><br />
<em>Video </em><br />
Chipset    Realtek RT1073DD+ RAM 128 MB.<br />
Video Resolution    1080p<br />
Video Codec Support    MPEG-1, HD MPEG-2, HD-MPEG-4 SP/ASP/AVC (H.264), WMV9, RM/RMVB)<br />
Content Formats    *AVI/MKV/TS/TP/TRP/M2TS/MPG/MP4/MOV/M4V/VOB/ISO/IFO/DAT/<br />
WMV/ASF/RM/RMVB/FLV<br />
*MP3/OGG/WMA/WAV/AAC/FLAC<br />
*HD JPEG/BMP/GIF/TIF/PNG</p>
<p><em>Subtitle</em><br />
Subtitle Format    SRT, SMI, SSA, ASS, IDX./SUB, SUB</p>
<p><em>Audio </em><br />
Audio Codec    MP2/3M IGG Vi\orbis, WMA, PCM, LPCM, MS-ADPCM, LC-AAC, HE-AAC, COOK, RA-Lossless</p>
<p><em>Connectivity </em><br />
HDMI Out    1<br />
HDMI CEC    No<br />
Optical Out    1<br />
Coaxial Out    No<br />
Analog Audio Out    2 Ch<br />
Extra Input    USBx2 , eSATAx1 , SD-Cardx1</p>
<p><em>Internet &amp; Network </em><br />
Internet Service    Yes<br />
LAN    1<br />
Wireless     Yes<br />
<strong><br />
Distributor</strong>: Digital Pro Co., Ltd. Tel: 02-863-1458 08-0306-4441<br />
<strong>Price: 5,500.-baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cube X-zyte Pro500R – the Excitement of Recordable Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:55:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Cube]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTL1283DD+]]></category>
		<category><![CDATA[X-Zyte Pro 500r]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้ Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-463" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Cube X-Zyte Pro500r" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r-300x202.jpg" alt="Cube X-Zyte Pro500r" width="270" height="182" /></a>เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง</p>
<p>Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้<br />
<span id="more-462"></span><br />
Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง ส่วนตัวโลโกของ Cube จะเป็นไฟแอลอีดีเรืองแสงเมื่อเปิดเครื่อง พร้อมกับไฟบอกสถานะอื่นๆ แต่จะไม่มีตัวหนังสือแสดงผลบนหน้าจอ ในด้านของการติดตั้งฮาร์ดดิสก์นั้น ได้ออกแบบในลักษณะของลิ้นชักเลื่อนเข้าออกได้โดยไม่ต้องอาศัยไขควงหรือขันน็อตเลย เราสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ความจุสูงสุด 2 TB. วางในลิ้นชัก ซึ่งจะมีเดือยหรือปุ่มหมุดที่ตรงรูสำหรับขันน็อตของฮาร์ดดิสก์พอดี เมื่อเลื่อนเข้าเครื่อง ก็เท่ากับหมุดยึดทั้งสองข้างก็จะบีบเข้าหายึดแน่นพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะดวกมาก เมื่อดันลิ้นชักเข้าไปจนสุดแล้ว ก็จะล็อกโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเซียนคอมพิวเตอร์หรือมือใหม่หัดขับก็สามารถทำเองได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>หลังจากติดตั้งฮาร์ดดิสก์เรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่ฮาร์ดดิสก์ที่ซื้อมาใหม่จะยังไม่ได้ผ่านการฟอร์แมตหรือการจัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เรื่องนี้ก็เช่นกัน Cube X-zyte Pro500R จะช่วยจัดการให้โดยที่เราไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย เมื่อเปิดเครื่องแล้ว ตัวเครื่องจะใช้เวลาบูทเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่รู้สึกว่าต้องรอคอยเลย เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะตรวจสอบสื่อเก็บข้อมูลที่ติดตั้งกับเครื่องนี้ หากฮาร์ดดิสก์ยังไม่ได้ฟอร์แมต ก็จะแจ้งให้เราทราบทันที เราเพียงกดยืนยันที่รีโมทเท่านั้น ตัวเครื่องก็จะจัดการให้เราเสร็จสรรพภายในไม่กี่นาที นอกจากฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งมาภายในเครื่องแล้ว เรายังสามารถติดตั้งฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอกผ่านทางยูเอสบีซึ่งให้มาทั้งหมดสองช่อง ทำให้เราสามารถนำเอาอุปกรณ์อื่นๆแบบยูเอสบีเสียบใช้งานได้ด้วย เช่นแฟลชไดร์ฟ เครื่องดีวีดีแบบพกพาของโน้ตบุ้ค หรือไวเลสแลน (Wireless LAN Dongle) นอกจากนั้น ยังมีช่องอ่านเมโมรีการ์ด (Card Reader) ติดตั้งมาทางด้านขวาของเครื่อง</p>
<p>ก่อนที่จะใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการตั้งค่าต่างๆ โดยเฉพาะด้านภาพและเสียง ในส่วนของระบบเสียงนั้น จะมีการตั้งค่า Night Mode หลายคนอาจงงๆว่ามันเกี่ยวกับเสียงอย่างไร คือ ถ้าหากเปิดใช้ฟังก์ชั่นนี้ เสียงที่ออกมาจะลดระดับความดังลงสำหรับยามวิกาลตามชื่อโหมด ส่วนในด้านของเสียงเซอร์ราวด์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราต่อกับสายสัญญาณประเภทไหน ซึ่งมีทั้ง HDMI, SPDIF และ Coaxial และอีกอย่างคือ เราต่อเข้า A/V Receiver หรือไม่ นั่นคือ เราจะต้องเลือกว่าจะใช้ระบบเสียงแบบ LPCM หรือ RAW นั่นคือ จะให้เสียงออกทางทีวีหรือว่าผ่านไปทางเอวีแอมป์ เพราะถ้าหากเลือกผิดแล้ว จะหงุดหงิดเอาจากระบบเสียง 5.1 แชนแนลกลายเป็น 2 แชนแนล แล้วพาลไปตำหนิเอากับเครื่องเล่นว่าใช้ไม่ได้เสียอีก ส่วนเรื่องภาษาของเมนูนั้น คงไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเปิดพจนานุกรมเล่นกัน เพราะมีภาษาไทยรวมทั้งภาษาอื่นๆอีกมากมายให้เลือก ว่ากันตามถนัดของแต่ละคน</p>
<p><strong>The Excitement of Hi-def Quality</strong><br />
สิ่งที่ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ Cube X-zyte Pro500R คือความอิ่มของสีสันที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยโทนสีดำที่มีความเข้มมากขึ้น และการไล่เฉดสีที่ละเอียดมากขึ้น จึงทำให้ภาพบนจอดูมีมิติขึ้นเยอะ ในขณะที่ความสดของสีสันก็ไม่ถึงกับสดจนจัดจ้าน แต่เป็นความสดที่มีชีวิตชีวาเหมือนกับชมจากฟิล์มภาพยนตร์ ดูจากภาพยนตร์สารคตีเกี่ยวกับแนวปะการัง The Great Barrier Reef แม้จะไม่ได้ชมในฟอร์แมต IMAX ก็ตาม แต่ความสดสวย และความละเอียดสวยงามของดอกไม้ทะเล ตลอดจนสัตว์ใต้ท้องทะเลตัวเล็กตัวน้อยที่ลอยเด่นอย่างมีชีวิตชีวา ตัดกับน้ำทะเลที่ใสสีคราม ให้ความรู้สึกเหมือนดำดิ่งลงไปแหวกว่ายในแนวปะการังเอง ยิ่งประกอบกับระบบเสียง DTS รอบทิศทาง เสียงน้ำ เสียงฟองอากาศจากถังออกซิเจนยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเลจริงๆ เนื่องด้วยบรรยากาศที่โอบล้อมรอบด้าน</p>
<p>ภาพยนตร์อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คือ Red Cliff หรือสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ภาค 1 แม้ว่าโดยเนื้อหาของภาพยนตร์ภาคนี้จะไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าภาค 2 ก็ตาม แต่ในด้านของความคมชัดและรายละเอียดของภาพนั้นคือ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาผ่านการถ่ายทอดของ    Cube X-zyte Pro500R ในฉากแรกๆที่โจโฉเข้ามาในท้องพระโรงนั้น แม้ความเข้มของแสงจะไม่ได้ตัดกัน (contrast) อย่างเด่นชัดเหมือนอยู่ในกลางแจ้ง แต่รายละเอียดบนใบหน้ากลับเห็นรูขุมขนอย่างชัดเจนเหมือนกับเรายืนอยู่ตรงหน้าผู้แสดงเลยอย่างไรอย่างนั้น และสีสันบนใบหน้าก็เป็นสีสันของผิวหนังที่เป็นธรรมชาติดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะประสิทธิภาพในการประมวลผลและการถอดรหัสของตัวชิป RTL1283DD+นั่นเอง</p>
<p><strong>The Excitement of Connectivity</strong><br />
ในอดีต เวลาที่เราต้องการชมรายการโปรดแต่ติดธุระ หรือว่ากำลังชมการถ่ายทอดสดรายการพิเศษอีกช่องนั้น เราก็ต้องพลาดอีกรายการ หรือไม่ก็ต้องหาเครื่องดีวีดีที่สามารถบันทึกได้ (หลังจากที่หมดยุคของเครื่องเล่นวิดีโอเทป) แต่ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นฟอร์แมตเฉพาะรวมทั้งตัวเครื่องมีราคาค่อนข้างสูง แต่ด้วย Cube X-zyte Pro500R นั้น ปัญหาดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เพียงเราต่อสายจาก Satellite Receiver หรือ Set-top-box เข้าทางช่อง AV-in ของ Cube X-zyte Pro500R จากนั้นก็ตั้งเวลาที่จะให้บันทึก เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ ตัวเครื่องจะทำงานของมันด้วยความซื่อสัตย์ตามค่าที่ตั้งไว้ เช่น วันเวลา ระยะเวลาที่บันทึก สื่อที่จะเก็บไฟล์ (ฮาร์ดดิสก์ในตัว ฮาร์ดดิสก์ภายนอกหรือสื่ออื่นที่ต่อกับยูเอสบี หรือ SD Card) รวมทั้งความละเอียดของไฟล์ที่บันทึก ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ระดับความละเอียดสูงสุดแบบ HQ จนถึงระดับต่ำเพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ</p>
<p>ถ้าหากเรามีเครือข่าย LAN ในบ้านอยู่แล้ว นอกจากสามารถเข้าชมเนื้อหาต่างๆในเน็ตได้มากมาย เช่นคลิปข่าว ภาพยนตร์ พยากรณ์อากาศ รูปภาพและวิทยุอินเทอร์เน็ต ซึ่งตัวเครื่องจัดเว็บไซต์มาให้มากมายโดยผ่านแลนมีสายหรือไร้สาย (ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม) นอกจากนั้น เรายังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวงแลนของเราแล้วกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เก็บข้อมูลมัลติมีเดียให้เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้แชร์สตรีมมิ่งวิดีโอ โดยให้ Cube X-zyte Pro500R เรียกไฟล์มาเล่นได้โดยตรงเลย หรือจะก็อปปิ้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้</p>
<p>สำหรับคนที่ต้องการเครื่องเล่นไฮเดฟที่มากกว่าการชมภาพยนตร์ไฮเดฟแล้ว ยังต้องการที่จะนำมาบันทึกรายการทีวีที่โปรดปรานไว้ชมทีหลัง Cube X-zyte Pro500R คือเครื่องเล่นมัลติมีเดียที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม และเหมาะกับทุกระดับผู้ใช้ไม่ว่าเซียนคอมฯหรือผู้ใช้ทั่วไป สำหรับข้อสังเกตนั้นก็มีบางจุด อย่างเช่นตัวเฟิร์มแวร์ที่ยังจัดลำดับของฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีขั้นตอนมากไปสักนิดและการตัดคำของข้อความที่ไม่ลงตัวดีนัก ส่วนตัวรีโมทแม้จะออกแบบมาได้กระชับเหมาะมือ แต่ความไวน้อยไปนิด และการแยกการทำงานของแต่ละปุ่มอย่างละเอียด แม้ในแง่หนึ่งเพื่อความชัดเจนแต่ก็ลดทอนความสะดวกและความรวมเร็วในการใช้งานลงไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยและความชอบของแต่ละคนครับ</p>
<p><strong>Specifications</strong><br />
Resolutions: 720P, 1080I, 1080P(1920X1080), RM/RMVB max 720P.<br />
HardDisk Support: SATA , Max Capacity 2TB<br />
Video Output Port: Composite video port, component YPbPr port and HDMI port<br />
Video Format Support: mkv, ts, m2ts, mts, tp, wmv,ifo, iso, vob, dat, avi, mpg, mp4,mov, rm, rmvb, divx, xvid, flv<br />
Video Decoding: H.264, VC-1, MPEG1, MPEG2, MPEG4, Divx, Xvid, FLV, RM/RMVB<br />
Audio Output Port:  Optical fiber audio port; coaxial 5.1 channel audio port, Stereo L-R<br />
Audio Format Support:  MP3, WMA, WAV, OGG, AAC, LPCM, FLAC, AC3<br />
Sound System:  TrueHD, DTS (Digital Theatre System), Dolby Digital<br />
Picture Format Support:  JPG, JPEG, BMP<br />
Sub-title Support:  sub, smi, ssa, srt, idx + sub<br />
Network Connection: RJ45, Wireless LAN (802.11N) through USB-Dongle<br />
USB Port:  2xUSB2.0 host</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Optus Intertrade Co., Ltd.</p>
<p><strong>Price</strong>: 6990.-baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Boston Acoustics Duo-i Plus – Great Sound iPod Dock</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Acoustics]]></category>
		<category><![CDATA[Duo-i Plus]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้ ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-457" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Boston Acoustics Duo-i Plus" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus-300x209.jpg" alt="Boston Acoustics Duo-i Plus" width="270" height="188" /></a>ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย</p>
<p><span id="more-456"></span></p>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้</p>
<p>ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD สีฟ้า ตัวหนังสือขนาดใหญ่สีขาวที่มองดูสะอาด อ่านง่าย และยังสามารถปรับระดับความสว่างได้ถึง 21 ระดับ จึงทำให้มองเห็นได้ง่ายทุกสภาพแสงของห้อง ส่วนการจัดเมนูบนหน้าจอนั้น จะเลือกด้วยปุ่มลูกบิดบนเครื่อง ซึ่งมีเพียงสามปุ่ม หรือจากรีโมทคอนโทรล 17 ปุ่มก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย อย่างการเลือกโหมดการใช้งาน เมื่อใช้ลูกบิดเลื่อนไปรายการที่เลือกแล้ว ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีก็จะเข้าสู่โหมดนั้น หรือว่าใจร้อนหน่อยก็กดปุ่ม Mode ลง 1 ครั้งก็ได้ ในด้านของช่องต่อต่างๆนั้น นอกจากช่องเสียบไอพ็อต/ไอโฟน ที่วางอยู่ตรงกลางด้านบนของเครื่องแล้ว ยังมีช่อง Aux Input 2 ช่อง โดยวางไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละหนึ่ง ด้านหน้ายังมีช่องเสียบหูฟังเผื่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้านหลังยังมีช่องต่อคอมโพสิต สำหรับการชมวิดีโอจากไอพ็อตทางเครื่องรับโทรทัศน์</p>
<p>ตัวถังของ Duo-i Plus ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีความกว้าง12.9 นิ้ว สูง 5.5 นิ้ว และลึก 8 นิ้วทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำมัน (glossy black) สวยงาม ดูมีคุณค่า ด้านหน้าติดตั้งลำโพงแบบฟูลเรนจ์ขนาด 3.5 นิ้วสองตัว และต่อท่อเบสเปิดไปทางด้านหลังโดยใช้ประโยชน์จากความลึกของตัวตู้ จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความรู้จริงของผู้ผลิตลำโพงอย่าง Boston Acoustics ที่ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นโดยแท้ เพราะใช้ประโยชน์จากปริมาตรของตัวตู้อันจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>เห็นตัวเครื่อง Duo-i Plus ตัวนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังมหาศาล และก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าของโรงงานซีอิ๋ว เอ้อ ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำของโลก เพราะการนำเอาความรู้และประสบการณ์นับทศวรรตที่ผ่านมาถ่ายทอดสู่การผลิตเครื่องไอพ็อตด็อกตัวเล็กได้ดีเยี่ยม เสียงที่มีความสะอาด อบอุ่น และให้รายละเอียดดีเหลือเกิน ดังเช่นเสียงจากผลงานเพลงในแผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 เพลง You Raise Me Up เสียงร้องของ Jheena Lodwick ที่มีถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างอบอุ่น ให้รายละเอียด ความหวานได้ดีมาก เสียงเปียโนที่กังวานเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน หรือในเพลง Encounter จากผลงานชุด Hi-Fi Legend โดยเสียงร้องของซูม่านที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงในโทนเสียงกลางออกมาได้อย่างอบอุ่น กันเองเหมือนนั่งร้องอยู่ตรงหน้า ซึ่งในจุดนี้ เครื่องไอพ็อตด็อกที่คุณภาพดีๆส่วนใหญ่จะทำได้ดีอยู่แล้วในย่านเสียงกลางถึงแหลม แต่มักจะอ่อนในย่านความถี่ต่ำ</p>
<p>แต่กับเครื่อง Duo-i Plus ตัวเล็กนี้ ในส่วนของเสียงย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนี้ กลับให้คุณได้เหลือเฟืองจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือเสียงจากลำโพงไอพ็อตด็อกที่มีไดร์ฟเวอร์ฟูลเรนจ์แค่ 3.5 นิ้ว เพราะพลังเบสที่ออกมานอกจากไม่บางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ประสบมาแล้ว กลับให้เบสที่มีพลัง ลงได้ค่อนข้างลึก อย่างเพลง Back to the East ซึ่งเป็นเสียงกลอง นอกจากเสียงที่ตีลงกลางหนังหน้ากลองซึ่งมีความถี่ต่ำจะไม่แผ่วหรือยานยวบแล้ว กลับมีพลังและเรโซเนนท์ที่ให้ความสั่นไหวของระลอกคลื่นออกมาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงฮัมของผู้คนที่คลอตามยังสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ไม่พร่ามัวหรือปนกันมั่ว ยังไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ขอกลับไปที่แผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 อีกครั้ง โดยเลือกเพลง Swing Rhythm ซึ่งเป็นเสียงกลองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นจังหวะเสียงกลองของชนเผ่าพื้นเมืองอัฟริกันที่มีแต่เสียงกลองหลากหลายขนาดและเสียงเคาะล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงกลองเครื่องเคาะต่างๆที่ตีพร้อมกัน เมื่อนั่งฟังห่างจากตัวเครื่องประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เวทีเสียงจะมีความลึกดีขึ้นมา ชิ้นดนตรีต่างมีระยะห่างที่ชัดเจนมีตำแหน่งที่แน่นอน</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องเล่นจิ๋วนี้ให้พลังเหลือเฟือจริงๆ สามารถนำไปใช้ฟังในห้องนั่งเล่นได้อย่างสบายๆ ผมลองปรับวอลุ่มไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความดัง 50 Duo-i Plus ยังคงสามารถรักษารายละเอียดและบุคลิกเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระดับเสียงดังสุดนั้น เสียงสูงอาจฟังแหลมคมไปนิด เมื่อเช็คดูปรากฏว่า เดิมมีการปรับ Bass/Treble ไว้ที่ระดับ 3 ผมจึงลดทั้งหมดลงมาที่ระดับ 0 ซึ่งจะช่วยลดความคมสากไปได้พอสมควร ในส่วนนี้เราสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับ -7 ถึง +7 ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และสภาพห้องที่นั่งฟังด้วย</p>
<p>นอกจากถ่ายทอดเสียงเพลงได้ดีเยี่ยมแล้ว การถ่ายทอดเสียงจากภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่ากัน ลองเปิดชมภาพยนตร์จากไอพ็อตโดยไม่ขอต่อออกทางทีวี เสียงพูดมีความสะอาด ชัดเจน ส่วนด้านซาวด์เอฟเฟคนั้น ให้พลังเร้าใจได้ดีไม่แพ้เครื่องเอวีแอมป์สำหรับห้องขนาดเล็กเลย จะต่างกันก็เพียงมันสามารถถ่ายทอดเสียงได้เพียงสองแชนแนลเท่านั้น ส่วนทางด้านการให้รายละเอียดทั้งทางเสียงซ้าย-ขวา กลางได้ดีเกินคาด ดังเช่นฉากต่อสู้และการยิ่งธนูในภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee And The Mystery Of The Phantom Flame สามารถพิสูจน์พลังประสิทธิภาพของ Duo-i Plus ได้ดีเยี่ยม</p>
<p>ภาครับวิทยุทั้งเอเอ็มที่ใช้เสาอากาศที่บิลด์อินในตัวกับเอฟเอ็มนั้น มีความไวในการรับคลื่นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจมีปัญหาบ้างกับคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำอย่างวิทยุจุฬาฯ เราสามารถตั้งสถานีวิทยุเอฟเอ็มล่วงหน้าได้ 10 สถานีจากปุ่มด้านหน้า 5 ปุ่ม และวิทยุนี้ยังสามารถใช้เป็นเสียงปลุก (Alarm) ได้ ซึ่งมีให้เราตั้ง Alarm 2 ปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับใช้เสียงปลุกปรกติของตัวเครื่อง อีกปุ่มให้เราเลือกปลุกจากเสียงเพลงในไอพ็อต/ไอโฟน ในกรณีที่วางไว้บนแท่น แต่ถ้าไม่ได้วางก็จะปลุกจากเสียงวิทยุแทน และในส่วนนี้ ทาง Boston Acoustics คงเข้าใจถึงคนที่เวลาง่วงนอนแล้วจะมานั่งงมหาปุ่มเพื่อให้ฟังค์ชั่นเวลาปลุกทำงานก็ดูจะกระไรอยู่ จึงเพิ่มฟังค์ชั่น 360° Snooze bar คือแค่เอามือไปแตะขอบตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมก็จะเปิดฟังค์ชั่นปลุกให้ทำงานทันที</p>
<p>ตัวรีโมทที่มีปุ่มฟังค์ชั่น 17 ปุ่มนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้ครบถ้วน ด้านหลังของตัวรีโมทจะติดแถบแม่เหล็กไว้ เพื่อให้เรานำไปแปะไว้ในที่ที่เป็นโลหะเพื่อหยิบฉวยง่าย หรือจะวางไว้บนตัวเครื่องข้างๆแท่นเสียบไอพ็อตซึ่งได้ออกแบบพื้นที่ให้วางได้พอเหมาะพอดี เนื่องจากด้านหลังติดแถบแม่เหล็กไว้ จึงต้องระวังอยากนำไปวางบนสื่อบันทึกแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์ เพราะจะทำให้ข้อมูลสูญหายได้</p>
<p>สำหรับใครที่สรรหาลำโพงสำหรับไอพ็อต/ไอโฟนเพื่อไว้ใช้บนโต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือจะให้แม่บ้านใช้ในห้องครัวแล้ว Boston Acoustics Duo-i Plus คือไอพ็อตด็อกที่นอกจากออแบบได้สวยงาม ใช้งานง่ายแบบตรงไปตรงมาแล้ว ในด้านคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ Boston Acoustics อาศัยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากการผลิตลำโพงมาใส่ไว้ใน Duo-i Plus จนมีคุณภาพเสียงที่ดีอย่างเหลือเชื่อและยากที่จะหาคู่เปรียบได้ในระดับราคานี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ทั้งสองเมือเลย</p>
<p>ขอสังเกต คงมีนิดเดียวสำหรับกรณีที่นำเอาไอโฟนมาใช้ เพราะไม่มีการชิลด์ป้องกันคลื่นโทรศัพท์</p>
<p><strong>Specifications:</strong><br />
<em>General</em><br />
* Product type: Clock radio<br />
* Dimension: Depth 8 in, Height 5.5 in, Width 12.9 in<br />
* Carrying case None -<br />
Audio Features<br />
* Digital storage: None<br />
* Sound output mode:  Stereo<br />
* Timer: Wake , Sleep, Snooze<br />
* Built-in clock Alarm, Digital clock<br />
* Alarm:  2<br />
<em>Built-in Display</em><br />
* Audio system built-in display LCD<br />
<em>Speaker System</em><br />
* Speakers: 2 x Right/left channel speaker Built-in<br />
* Driver: Full-range driver 3.5 in<br />
<em>Radio</em><br />
* Tuner type Digital Radio tuner<br />
* Station preset:  15 (FM 10, AM 5)<br />
* Tuner bands AM/FM<br />
Connectivity<br />
* Connector type 1 x Headphones Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
Audio line-in Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
1 x IPod docking</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Sonic Vision Co., Ltd.<br />
<strong>Price: </strong>9,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>TViX-HD Slim S1 Premium Multimedia Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2011 12:28:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DVICO]]></category>
		<category><![CDATA[hi-def]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD-1283DD]]></category>
		<category><![CDATA[TViX-HD Slim S1]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=442</guid>
		<description><![CDATA[TViX เป็นชื่อที่เหล่านักชื่นชอบไฮเดฟรู้จักกันมาหลายปีแล้วในฐานะเครื่องไฮเดฟระดับพรีเมี่ยมจาก Dvico Inc. ประเทศเกาหลี ที่ได้รับการยอมรับของแฟนไฮเดฟระดับนานาชาติ ผมเคยมีโอกาสทดสอบรุ่น M-6500A เมื่อประมาณสองปีก่อนที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs หลังจากนั้น คู่แข่งต่างทยอยออกมาและส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek และปัจจุบันนี้ เครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่ายนี้ โดยรุ่นที่มักนิยมนำมาใช้กันคือ RTD 1073 ส่วน TViX-HD Slim S1 นี้ใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek เช่นกัน แต่หันไปใฃ้รุ่น RTD-1283DD ที่ใหม่กว่า การที่ TViX-HD Slim S1 หันมาใช้ชิปเซ็ต Realtek รุ่น RTD-1283DD แทนที่จะใช้รุ่น RTD 1073 เหมือนเครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่นั้น เนื่องจาก RTD 1073 เมื่อเทียบกับ รุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs แล้ว ยังถือว่า RTD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/BOIDVC0018_main_AX_0.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-443" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="TViX-HD Slim S1" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/BOIDVC0018_main_AX_0-300x252.jpg" alt="TViX-HD Slim S1" width="300" height="252" /></a>TViX เป็นชื่อที่เหล่านักชื่นชอบไฮเดฟรู้จักกันมาหลายปีแล้วในฐานะเครื่องไฮเดฟระดับพรีเมี่ยมจาก Dvico Inc. ประเทศเกาหลี ที่ได้รับการยอมรับของแฟนไฮเดฟระดับนานาชาติ ผมเคยมีโอกาสทดสอบรุ่น M-6500A เมื่อประมาณสองปีก่อนที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs หลังจากนั้น คู่แข่งต่างทยอยออกมาและส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek และปัจจุบันนี้ เครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่จะใช้ชิปเซ็ตจากค่ายนี้ โดยรุ่นที่มักนิยมนำมาใช้กันคือ RTD 1073 ส่วน TViX-HD Slim S1 นี้ใช้ชิปเซ็ตจากค่าย Realtek เช่นกัน แต่หันไปใฃ้รุ่น RTD-1283DD ที่ใหม่กว่า</p>
<p><span id="more-442"></span><br />
การที่ TViX-HD Slim S1 หันมาใช้ชิปเซ็ต Realtek รุ่น RTD-1283DD แทนที่จะใช้รุ่น RTD 1073 เหมือนเครื่องเล่นไฮเดฟส่วนใหญ่นั้น เนื่องจาก RTD 1073 เมื่อเทียบกับ รุ่น SMP8635 จาก Sigma Designs แล้ว ยังถือว่า RTD 1073 ยังตามหลัง Sigma Design นิดๆ โดยเฉพาะการชมภาพที่ความละเอียด 1080p แม้ว่าด้านอื่นๆจะเหนือกว่าก็ตาม เช่นด้านการต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตกับการดาวน์โหลด BT ที่ทำได้ง่ายกว่า และการสนับสนุนประเภทฟอร์แมตไฟล์ได้กว้างกว่าง ส่วน Realtek รุ่น RTD-1283DD ได้กำจัดจุดอ่อนชิปรุ่นน้องตัวเองในด้านภาพได้อยู่หมัด แถมยังแชงหน้า SMP8635 ไปช่วงตัวเหมือนกัน กล่าวคือ ความเคลื่อนไหวของภาพใน Full-HD 1080p จะมีความสมูธดียิ่งขึ้น ส่วนในด้านเสียงนั้น RTD-1283DD สามารถรองรับระบบ Dolby TrueHD ได้เลย ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่ค่อนข้างล่ำหน้าคู่แข่งไปพอสมควร นอกจากนี้ ในด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งแต่เดิมปลายจมูกของ Realtek ก็ล้ำไปหน่อยแล้ว มาคราวนี้ล้ำไปทั้งตัวเลยด้วยความสามารถในการสนับสนุนเครือข่ายไร้สาย Wi-Fi คลอดจนสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่เว็บไซต์ยอดนิยมอย่าง YouTube, Flickr, Weather Channel หรือจะปรับแต่งเฟิร์มแวร์ให้รองรับเว็บไซต์ของไทยหรือที่ไหนก็ได้ตามต้องการ</p>
<p>ในด้านการออกแบบนั้น Slim S1 รุ่นนี้ยังคงรักษาความประณีตในเนื้องานเหมือนเดิม ในได้พัฒนาให้มีความสวยงาม และใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เช่นการติดตั้งตัวฮาร์ดดิสก์ ก็แสนจะสะดวก ไม่ต้องใช้ไขควงให้วุ่นวายยุ่งยาก เพียงแต่ปลดสลักก็สามารถเปิดเอาช่องใส่ฮาร์ดดิสก์ออกมาได้ แล้วก็นำเอาฮาร์ดดิสก์แบบ SATA มาใส่เข้าไปตามทิศทางที่กำหนด เช่นกัน กดคลิปล็อกเพื่อไม่ให้ฮาร์ดดิสก์ขยับไหลเคลื่อนโดยไม่ต้องขันน็อตเช่นกัน นอกจากฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งภายในตัวเครื่องแล้ว เรายังสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์ภายนอกต่อเข้าช่อง e-SATA ได้เพิ่มเติมอีก จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความจุฮาร์ดดิสก์ไม่เพียงพอ</p>
<p>ตัวกล่องแม้จะใช้พลาสติกมันสีดำโดยรอบ และด้านหน้าอันเป็นแผงหน้าปัดปิดด้วยแผ่นพลาสติกโปร่งสีดำ ดังนั้นเวลาเปิดเครื่องก็จะเห็นตัวหนังสือ LED ด้านในเรืองแสงแลดูสวยงาม ส่วนในด้านความร้อนนั้น หลายคนอาจจะห่วงว่าจะมีปัญหา เนื่องจากพลาสติกไม่ใช่ตัวนำความร้อนที่ดี แต่ปัญหาที่แทบจะไม่มีเลย เนื่องจากโดยธรรมชาติของตัวชิปเซ็ต RTD-1283DD ที่ใช้เทคโนโลยี BGA ในการผลิตซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนน้อยลง ในขณะที่สามารถส่งผ่านสัญญาณได้ดียิ่งขึ้น และอีกประการหนึ่งคือ ทาง Dvico ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนไว้ด้านซ้าย ซึ่งพัดลมตัวนี้จะปรับความเร็วรอบของพัดลมตามอุณหภูมิ และที่สำคัญมันเงียบสงัดจริงๆ จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงของมันเลย</p>
<p>ในด้านของช่องต่อนั้น TViX-HD Slim S1 ให้มาแบบเต็มพิกัด โดยด้านภาพมีช่องต่อ HDMI (แต่ไม่ได้ให้สายมาด้วย) ช่องต่อคอมโพเนนต์คอมโพสิต ส่วนด้านเสียงให้มาทั้งแบบ Optical และ Coaxial นอกนั้นเป็นช่องต่ออื่นๆ เช่น USB Host, USB Target อย่างละ 1 และ ช่องต่อฮาร์ดดิสก์ e-SATA กับ Ethernet port อีกอย่างละ 1 ช่อง เรียกว่า นอกจากจะให้ TViX-HD Slim S1 ทำหน้าที่เล่นหนังไฮเดฟแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น Home Network ในตัวด้วย เพราะเราสามารถที่จะดึงไฟล์วิดีโอ ภาพและเสียงจากเครือข่ายมาเล่นได้โดยตรงเลย โดยไม่ต้องก็อปปี้มาไว้ในเครื่องก่อน</p>
<p>สิ่งที่ถือว่าเป็นจุดเด่นและจุดแข็งของ TViX-HD Slim S1ก็คือ การสนับสนุนไฟล์ภาพยนตร์ที่มาจาก Blu-ray Full Rip นั่นหมายความว่า คุณภาพสมบัติและคุณภาพที่ได้จากการชมภาพยนตร์ที่ Rip มาจาก Blu-ray นั้น แทบจะไม่แตกต่างจากการเล่นจากแผ่น Blu-ray โดยตรงเลย โดยในระหว่างที่เล่นนั้น เราสามารถดูข้อมูลของภาพยนตร์ด้วยการกดปุ่ม Info และยังสามารถเรียกเมนูปรับเปลี่ยนเสียง (Audio) ซับไตเติล ได้ สำหรับการทดสอบครั้งนี้ขอเริ่มต้นด้วยคอนเสิร์ต “ปู้เหลี่ยวฉิง” ของไช่ฉินที่ฮ่องกงเมื่อปี 2007 ซึ่งถือเป็นวิดีโอคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดของวงการเพลงจีน โดยทางเจ้าของค่ายสังกัดอย่าง Universal Music ได้ทุ่มเทเพื่อให้ทั้งภาพและเสียงออกมาดีที่สุด ดังภาพที่ปรากฏผ่านจอ 50 นิ้วผ่านสาย HDMI ที่ต้นแหล่งมาจากไฟล์ Blu-ray Full Rip ของ TViX-HD Slim S1 ตัวนี้ สีสันมีความสด และสวยเนียนดีมาก แสงสีที่ส่องไปยังไช่ฉินกลางเวทีทำให้เธอดีมีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ภาพยังคงมีความใส ให้รายละเอียดทั้งบริเวณสว่างและแบคกราวด์ได้ดีมาก ทำให้ได้อรรถรสในการชมได้เต็มๆ แม้ว่าจะไม่ได้เกาะขอบเวทีชมก็ตาม สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ นอกจากโปรดักชั่นด้านภาพและเสียงที่ได้ทำออกมาอย่างประณีตสุดฝีมือแล้ว สิ่งที่ต้องขอยกนิ้วให้คงหนีไม่พ้นตัวเอกของงานคือ ไช่ฉินเอง เพราะตลอดของเวลาการแสดง เธอสามารถตรึงแฟนเพลงและดึงให้มีส่วนร่วมได้ตลอดเวลา ทั้งๆเพลงที่ร้องส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงช้า ไม่มีแดนซ์เซอร์ ไม่มีแขกรับเชิญมาคั่น และที่สำคัญคือเธอพูดภาษากวางตุ้งไม่เป็นเลย ทั้งหมดถือว่ามาจากฝีมือล้วนๆ</p>
<p>เปลี่ยนบรรยากาศมาดูภาพยนตร์ Animation บ้างจากภาพยนตร์เรื่อง How to Train Your Dragon ผมชอบที่นำสรรหาภาพยนตร์แนวดีที่ทำได้ดีๆมาทดสอบเครื่องไฮเดฟโดยเฉพาะในด้านของสีสัน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังครับกับความสมจริงเป็นธรรมชาติ ความสดอิ่มของสี ทำให้เหล่ามังกรร้ายดูสวยงามน่ารักขึ้นเป็นกอง ในระหว่างที่ชมนั้น ผมสามารถเลือกเสียงบรรยายและคำบรรยายจากเมนูย่อยเมื่อกดปุ่น Audio/Subtitle ได้โดยไม่ทำให้การับชมสะดุดแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากการชมจากแผ่นดีวีดี ที่จะเปลี่ยนไปทีละภาษาโดยที่เราไม่ทราบว่ามีภาษาอะไรให้เลือกและอยู่ตำแหน่งไหน ยกเว้นแต่จะเลือกจากเมนเมนู ซึ่งก็จะทำให้การรับชมสะดุด</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ต้องยอมรับว่า ช่วงแรกที่ทดสอบนั้นประสบปัญหาที่คาดไม่ถึงคือ เสียงเหมือนอั้นๆ ไม่มีมิติเอาเสียเลย ลองใช้สาย Optical ก็แล้ว Coaxial ก็แล้ว และสุดท้ายลองอัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น (ทางการ) ล่าสุดคือ 2.0.5 ก็ยังแก้ปัญหาไม่จบ จนต้องติดต่อทาง MRZ ตัวแทนจำหน่าย เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นที่ตัวเครื่องหรือตัวไฟล์ที่ให้มา ซึ่งก็ได้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยนตัวใหม่มาให้ แต่ก่อนที่จะถึงเวลานำตัวใหม่มาให้นั้น ผมเลยตัดสินใจลองอัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 2.0.6 Beta4 ซึ่งจะต้องทำการอัปเดทแบบแมนนวล การทำแบบออนไลน์อัตโนมัติจะไม่มีเวอร์ชั่นนี้ให้เลือก หลังจากที่อัปเดทแล้ว ได้เรื่องทันทีครับ เสียงที่เคยอุดๆอู้ๆนั้น ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปรกติ ทำให้ผมต้องย้อนหาฉากที่มีเอฟเฟคมันๆอีกครั้ง เยี่ยมครับ เสียงพูดตรงเซ็นเตอร์มีความสะอาด เสียงเซอร์ราวด์นั้น การส่งผ่านแต่ละจุดมีความต่อเนื่อง ได้บรรยากาศที่ดีมาก ดังสัมผัสได้จากฉากต่างๆในภาพยนตร์เรื่อง Pirate of the Caribbean และ Crash of the Titans</p>
<p><strong>Update means Upgrade</strong></p>
<p>สิ่งที่ไม่คาดคิดหลังจากที่อัปเดทเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่น 2.0.6 แล้ว นอกจากแก้ปัญหาเรื่องเสียงที่เจอแล้ว สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ เมนูของเครื่องที่ไม่ซัพพอร์ตภาษาไทยในเวอร์ชั่น 2.0.5 นั้น ก็สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ และที่ไม่คาดคิดคือ เมื่อนำเอาเครื่องเล่นดีวีดีแบบ Portable มาต่อเข้าช่องต่อยูเอสบี เพื่อเล่นแผ่นดีวีดีนั้น โดยปรกติจะมีคำสั่งให้เล่นอย่างเดียว แต่เฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่นี้ได้เพิ่มคำสั่งคือ ให้เราเลือกที่จะแบคอัพแผ่นได้ด้วย โดยจัดบันทึกเป็นไฟล์ในฟอร์แมต IFO เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ที่บรรจุอยู่ใน TViX-HD Slim S1 ทำให้เราเล่นไฟล์ที่แบคอัพจากฮาร์ดดิสก์ได้โดยตรง ไม่ต้องต่อพ่วงเครื่องเล่นดีวีดีอีก แต่ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาออกมาเป็นเวอร์ชั่นทางการจะทำให้สามารถแบคอัพแผ่นบลูเรย์ได้ด้วยหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง เหล่าสาวกไฮเดฟคงได้เฮลั่นกันแน่ ฟังก์ชั่นเพิ่มเติมอีกตัวคือ ทำให้สนับสนุนไฟล์ Subtitle ที่เก็บไว้ในแฟลชไดร์ฟได้ด้วยจากเดิมที่เรียกได้เฉพาะไฟล์ที่เก็บไว้ในโฟลเดอร์ที่เก็บไฟล์ภาพยนตร์นั้นๆเท่านั้น</p>
<p>ในด้านของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครือข่ายแลนนั้น เราสามารถแชร์ไฟล์ โดยเรียกไฟล์จากเครื่องที่อยู่ในเครือข่ายแลนมาเล่นบน TViX-HD Slim S1 ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้อบก็อปปี้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ของมัน ส่วนใครที่ชอบโหลด BIT นั้น หลังจากที่อัพเดทเฟิร์มแวร์แล้ว เมื่อมีไฟล์ torrent อยู่ในฮาร์ดดิสก์ก็จำทำการดาวน์โหลดให้โดยอัตโนมัติทันที โดยจะทำงานในแบคกราวด์ไม่ไปรบกวนการใช้งานในโฟร์กราวด์ ยกเว้นในกรณีบันทึกรายการทีวีเท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าขาดไม่ได้ในยุคออนไลน์คือ การชมคอนเทนต์ต่างๆทางอินเทอร์เน็ต เช่น YouTube, Picasa, การพยากรณ์อากาศ เป็นเต้น   TViX-HD Slim S1 ก็เช่นกัน ได้จัดเตรียมคอนเทนต์ด้านนี้ไว้เพียบรวมเบ็ตเสร็จเป็นร้อยๆช่อง ทั้ง Internet Channel, Internet TV, PodCast อย่างเช่นรายการของ ABC, CNN, Discovery, Youku, Sina เป็นต้น และหลายช่องก็เป็นรายการในรูปแบบไฮเดฟด้วย และจากการทดลองชมรายการของ ABC ก็สามารถรับชมได้อย่างสมูธไม่มีสะดูดเลย ในขณะที่ภาพเต็มจอความละเอียดสูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องกล่าวว่าน่าเสียดาย ที่ไม่มีคอนเทนต์ของไทยเลย</p>
<p>TViX-HD Slim S1 ถือว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพสมศักดิ์ศรีแบรนด์ Dvico ครับ ที่นี้คงต้องรอติดตามดูว่าทางผู้ผลิตจะปรับปรุงเฟิร์มแวร์เพื่อ “รีด” ประสิทธิภาพออกมาได้อีกมากน้อยแค่ไหน เพราะอุปกรณ์ประเภทนี้ตัวฮาร์ดแวร์ใครๆก็ทำเหมือนกันได้ จะเฉือนกันวัดประสิทธิภาพกันจริงๆก็ตรงเฟิร์มแวร์นี่แหละ</p>
<p>ข้อสังเกต ตัวรีโมทออกแบบปุ่มการใช้งานต่างๆตลอดจนใช้ปุ่มยางเรืองแสงในที่ถือว่าทำได้ดีมาก แต่น่าเสียดายที่การตอบสนองที่ค่อนข้างช้า ทำให้เวลากดเบาแล้วไม่ตอบสนอง ส่วนกดหนักก็จะข้ามรายการที่ต้องการ และจะต้องยิงตรงไปยังตำแหน่งในมุมแคบๆ ส่วนคอนเทนต์ภาษาไทยนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของเครื่องเล่นไฮเดฟก็ตาม แต่การมีไว้ก็ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ไม่น้อย</p>
<p><strong>Distributor</strong>: MRZ Standard Co., Ltd. Tel. 0-2222-9181-2</p>
<p><strong>Price</strong>: 8,990 baht</p>
<p><strong> Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Harddisk </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Harddisk Size</strong></td>
<td>3.5</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Video </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Chipset</strong></td>
<td>Realtek RTD1283DD+</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Video Resolution</strong></td>
<td>1080p</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Video Codec Support</strong></td>
<td>XVID SD/HD MPEG-1 MPEG-2 (MP@HL) MPEG-4 ,&#8230;</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Subtitle</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Subtitle Format</strong></td>
<td>smi, sub, srt, ass, ssa</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Audio </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Dolby Decoder</strong></td>
<td>Dolby True HD</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>DTS Decoder</strong></td>
<td>DTS-HD Master</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Connectivity </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>HDMI Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>HDMI CEC</strong></td>
<td>No</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Optical Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Coaxial Out</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td width="200"><strong>Analog Audio Out</strong></td>
<td>2 Ch</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Extra Input</strong></td>
<td>USB x 3, e-Sata x 1</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td><strong>Internet &amp; Network </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="200"><strong>Internet Service</strong></td>
<td>Yes</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>LAN</strong></td>
<td>1</td>
</tr>
<tr>
<td><strong>Wireless </strong></td>
<td>No (USB WiFi Adaptor)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tvix-hd-slim-s1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BenQ W1000 Full-HD Video Projector</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 05:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ W1000]]></category>
		<category><![CDATA[DLP projector]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Projector]]></category>
		<category><![CDATA[โปรเจคเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=414</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป (คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-417" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ w1000" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000-300x191.jpg" alt="BenQ W1000 Full-HD Video Projector" width="270" height="172" /></a>ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว</p>
<p>แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป</p>
<p><span id="more-414"></span></p>
<p>(คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ จะเกิด Rainbow Effect ได้ง่าย โดยเฉพาะเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ประเภท DLP  ซึ่งทาง BenQ ก็แก้ไข้ด้วยการจัด Color Wheel ให้มีจำนวนเซ็กเมนต์เพิ่มขึ้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-418" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ W1000 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3-300x199.jpg" alt="BenQ W1000 connectors" width="270" height="179" /></a>อย่างที่บอกข้างต้นว่า BenQ คงต้องการให้โปรเจ๊กเตอร์รุ่นนี้สำหรับใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ช่องอินพุทต่างๆ จึงให้มาครอบคลุมแทบทุกประเภท คือ HDMI 2 ช่อง นอกนั้นยังมีช่อง S-Video, Component, Composite, USB (แต่ไม่สามารถนำกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอมาต่อเล่นผ่านช่องนี้ได้โดยตรง) และแถมยังบิลต์อินลำโพงกำลังขับ 3 วัตต์มาด้วย นอกจากนั้น ยังมีช่อง Audio-in เพื่อนำเสียงจากแหล่งอื่นเข้าและ RCA ซ้าย-ขวาสำหรับต่อลำโพงแบบสองแชนแนล จึงเห็นได้ว่า โครงสร้างเช่นนี้น่าจะเหมาะกับการใช้งานทุกที่ทุกเวลา</p>
<p>ด้านการควบคุมการทำงานนั้น BenQ ได้วางแผงควบคุมไว้ด้านบนเครื่องโดยออกแบบมาให้แต่ละปุ่มอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับการใช้งาน เข้าใจง่าย ดังนั้น เราจึงสามารถเซ็ตเครื่องและปรับค่าต่างๆทุกอย่างจากแผงควบคุมนี้ได้โดยตรง หรือไม่ก็ควบคุมจากตัวรีโมทคอนโทรล ซึ่งก็ออกแบบให้จับกระชับ และวางตำแหน่งปุ่มต่างๆตามความถี่ในการใช้งาน ปุ่มยางของตัวรีโมทจะเป็นแบบเรืองแสง (backlit) สีแดง ทำให้สามารถใช้งานได้ในที่มืด แต่น่าเสียดายที่ใช้แสงสีแดง ทำให้อ่านตัวหนังสือบนปุ่มในที่มืดยากมาก แต่การยิงสัญญาณจากตัวรีโมทนั้น มีความแม่นยำและให้รัศมีการควบคุมในระยะที่ค่อนข้างดี คือ อยู่ห่างสัก 10 ฟุต 10 กว่าฟุตถือว่าควบคุมได้สบายมาก</p>
<p>เลนซ์ของ BenQ W1000 สามารถปรับขยาย (Zoom) แบบแมนวลได้ในอัตรา 1.2: 1 ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานทั่วไปสำหรับโปรเจ๊กเตอร์ DLP โดยสามารถฉายภาพใหญ่สุด 100 นิ้วในสัดส่วน 16:9 เนื่องจากโครงสร้างที่ออกแบบมาให้ใช้ได้กับการวางบนโต๊ะหรือติดเพดาน โดยใต้เครื่องจะมีขาปรับระดับซ่อนอยู่ เพื่อให้ปรับระดับการฉายเงยสูงขึ้น ดังนั้น ในด้านของการปรับมุมของเลนซ์ (Lens Shift) จึงมีความสำคัญมากเมื่อนำไปติดตั้งในสถานที่ที่แตกต่างกัน ระยะชดเชยในการปรับมุมของเลนส์ของ BenQ W1000 ค่อนข้างกว้าง ดังนั้น การติดตั้งบนเพดานสูงต่ำจึงไม่ใช่ข้อจำกัดแต่อย่างใด เพราะไม่นั้น ใครที่มีเพดานต่ำ การฉายบนจอขนาด 100 นิ้วนั้น คงต้องปวดหัวน่าดู</p>
<p>BenQ W1000 รุ่นนี้ถือเป็นโปรเจ๊กเตอร์ Full-HD ในระดับเริ่มต้น (Entry Level) การเซ็ตอัพต่างๆนั้นค่อนข้างง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก เมนูต่างๆจัดวางตามหมวดหมู่การใช้งาน สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาต่างๆได้ (น่าเสียดายที่ไม่มีภาษาไทย) แต่เนื่องจากเครื่องที่รับมาทดสอบนี้ ดูจากลักษณะการหีบห่อน่าจะผ่านการใช้งานมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าไปปรับค่าอะไรในเบื้องต้น เมื่อต่อสายสัญญาณ HDMI เรียบร้อย พอเปิดเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ก็จะตรวจสอบแหล่ง (Source) ที่มาของคอนเทนต์โดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีที่ต่อเชื่อมไว้หลายๆอย่าง ก็สามารถกดปุ่มเลือกบนรีโมท หรือบนแผงควบคุมตัวเครื่องได้โดยตรง</p>
<p>ผมขอเริ่มต้นทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Avatar ฉากสีฟ้าที่ปรากฏมีความสดใส ความสว่างและให้รายละเอียดดีมาก เมฆหมอกที่ลอยล่องมีความนุ่มและดูมีมิติดีมาก สีสันที่มีความสดอิ่มอย่างพวกดอกไม้ยักษ์ ผมลองเข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าในเมนู ปรากฏว่าตั้งไว้ที่ Standard mode ผมลองปรับไปที่ Movie mode ระดับความสว่างจะลดลงอีกระดับหนึ่ง สีสันมีความเข้มยิ่งขึ้น โหมดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชมภาพยนตร์ในห้องที่ควบคุมแสงให้มืดสนิท ส่วน Standard mode จะเหมาะอย่างมากสำหรับนั่งชมในห้องนั่งรถที่อาจมีแสงสลัวเล็ดลอดเข้ามาบ้าง</p>
<p>ในภาพยนตร์ The Lord of the Ring ซึ่งเป็นแผ่นดีวีดีธรรมดา แต่การให้สีสันก็ยังคงอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก สีผิวมีความเป็นธรรมชาติมาก ในขณะที่สีขาวก็ข่าวสะอาด ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวละคร Gandalf ที่มีหนวดเคราสีขาวในชุดสีขาว ขาวที่สะอาดนั้น ยังคงสามารถแยกแยะดีเทลส่วนเล็กส่วนน้อยบนใบหน้าได้ดีมาก โดยที่สีผิวไม่ดูเวอร์แต่คงเป็นสีผิวที่แลดูเป็นธรรมชาติมาก แต่สีเหล่านี้จะเริ่มคลาดเคลื่อนโดยออกอมเขียวขึ้นมาเมื่อปรับไปที่ Dynamic mode แต่ความสว่างจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับลดคอนทราสลง ดังนั้น รายละเอียดเล็กๆน้อยอาจขาดหายไป โหมดนี้จึงน่าจะเหมาะกับงานพรีเซนต์ทางธุรกิจ หรือใช้กับสถานที่ค่อนข้างสว่างอย่างสวนอาหาร เป็นต้น</p>
<p>การทดสอบใช้ฟังก์ชั่น BrilliantColor ซึงจะทำให้เพิ่มระดับของสีสันนั้น จากการทดสอบนั้นพบว่า ฟังก์ชั่นนี้เหมาะที่จะใช้งานในบางสภาพของห้องมากกว่า เช่นในกรณีที่ชมภาพยนตร์ในห้องที่มีแสงรอบๆห้อง (ambient) เล็ดลอดเข้ามาซึ่งไม่มืดสนิทจะช่วยให้สีสันด้วยอิ่มเข้มยิ่งขึ้น หรือในอีกกรณีหนึ่งเมื่อฉายบนจอขนาดใหญ่ แต่ถ้าจอขนาดไม่ใหญ่นัก หรือดูในห้องที่มืดสนิท หรือค่อนข้างสว่างแล้ว ขอแนะนำให้ปิดฟังก์ชั่นนี้ ก็จะได้สีสันที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ในด้านของสีดำและเฉดสีเทานั้น BenQ W1000 ยังคงให้รายละเอียดในฉากมืดได้ค่อนข้างดี แต่ความเข้มของสีดำไม่ถือว่าดำเข้มสนิท ซึ่งในกรณีนื้จะสังเกตเห็นในชัดเมื่ออยู่ในห้องที่มืดสนิท แต่กรณีที่เป็นห้องนั่งเล่นที่พอมีแสงบ้าง อาจจะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมจนอาจแยกแยะได้ไม่ชัดเจนนัก</p>
<p>BenQ W1000 แม้จะเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับระดับเริ่มต้น แต่คุณภาพนั้นน่าจะชกข้ามรุ่นได้อย่างสบาย เพราะภาพที่ปรากฏบนจอมีลักษณะเหมือนกับภาพยนตร์โรงภาพยนตร์มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความคมชัด การให้รายละเอียด สีสันที่สมจริงเป็นธรรมชาติและขาวสะอาด ที่สำคัญคือ ด้วยระดับราคาไลท์เวท แต่ให้คุณภาพระดับเฮฟวี่เวท พร้อมด้วยหลอดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 3000 ชั่วโมง จึงเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับผู้นิยมไฮเดฟที่น่าใช้มากตัวหนึ่ง</p>
<p>จุดแข็ง: ราคาไม่แพง คุณภาพเกินราคา ใช้งานง่าย</p>
<p>ข้อสังเกต: รีโมทคอนโทรลที่ใช้แสง backlit สีแดง ทำให้อ่านได้ยากมาก</p>
<p><strong>BenQ W1000 DLP Projector Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>General</strong></td>
<td width="24%"><strong>Aspect Ratio</strong></td>
<td width="52%">16:9 (Native) 4:3</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Brightness (ANSI Lumens)</strong></td>
<td width="52%">2000 ANSI Lumens</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Contrast Ratio</strong></td>
<td width="52%">3000:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Display Type</strong></td>
<td width="52%">DLP</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Resolution (Native / Max)</strong></td>
<td width="52%">HD (1920 x 1080)<br />
WUXGA (1900 x 1200)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Video Compatibility</strong></td>
<td width="52%">NTSC, PAL, SECAM, HDTV (480i,   480p, 576i, 576p, 720p, 1080i, 1080p)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Number of Colors</strong></td>
<td width="52%">1.07 Billion Colors</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="2" width="21%"><strong>Size</strong></td>
<td width="24%"><strong>Dimensions (WxHxD)</strong></td>
<td width="52%">12.8in. x 3.7in. x 10.0in.<br />
(32.51cm x 9.4cm x 25.4cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Weight</strong></td>
<td width="52%">7.5 lbs. (3.4 kg)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Connectivity</strong></td>
<td width="24%"><strong>Inputs</strong></td>
<td width="52%">2 x HDMI<br />
1 x RGB D-Sub 15pin<br />
1 x Composite<br />
1 x S-Video<br />
1 x Component<br />
2 x RCA Audio<br />
1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Outputs</strong></td>
<td width="52%">1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audio</strong></td>
<td width="52%">1 x 3W Mono Speakers</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Control</strong></td>
<td width="52%">1 x RS-232<br />
1 x USB Type B</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="3" width="21%"><strong>Operation</strong></td>
<td width="24%"><strong>Power Supply</strong></td>
<td width="52%">100 ~ 240 V / 50 ~ 60 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Power Consumption</strong></td>
<td width="52%">230W (Normal)<br />
1W (Standby)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audible Noise</strong></td>
<td width="52%">29 dB (Normal)<br />
27 dB (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>Projection Lens</strong></td>
<td width="24%"><strong>Lamp Type</strong></td>
<td width="52%">180W</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Lamp Life</strong></td>
<td width="52%">3000 hrs (Normal)<br />
4000 hrs (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Mode</strong></td>
<td width="52%">Front, Rear, Ceiling</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Screen Size   (Diagonal)</strong></td>
<td width="52%">24in. ~ 300in. (60.96cm ~   762cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Throw Ratio</strong></td>
<td width="52%">1.59 ~ 1.9:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Optical Zoom</strong></td>
<td width="52%">1.2:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Vertical Keystone Correction</strong></td>
<td width="52%">+/- 20 Degrees</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Other</strong></td>
<td width="24%"><strong>H-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">31 ~ 90 kHz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>V-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">50 ~ 85 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Menu Languages</strong></td>
<td width="52%">English, French, German,   Italian, Spanish, Russian, Traditional Chinese, Simplified Chinese, Japanese,   Korean, Swedish, Dutch, Turkish, Czech, Portuguese, Thai, Polish</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Features</strong></td>
<td width="52%">3D Color Management<br />
OSRAM&#8217;s Unishape Technology</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: BenQ (Thailand) Co., Ltd.</p>
<p>Price: n/a</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pioneer XW-NAV1-K DVD Speaker System for iPod</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:46:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer DVD]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=409</guid>
		<description><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-410" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer_xw_nav1_k" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k-300x256.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K" width="270" height="230" /></a>Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ</p>
<p>ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม<br />
<span id="more-409"></span><br />
Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย นั่นหมายความว่า เราสามารถเล่นภาพยนตร์แบบไฮเดฟได้โดยตรงกับเครื่องนี้เลย ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบเสียง Dolby Digital ด้วย สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆวางอยู่ด้านบนตัวเครื่อง รวมทั้งช่องใส่แผ่นดีวีดีแบบสล็อตอิน (หรือบางคนเรียกแบบดูด) ที่วางอยู่ด้านบนตรงกลาง ดังนั้นเวลาใส่แผ่นจึงต้องวางในลักษณะแนวตั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะไพโอเนียร์ชำนาญในด้านการผลิตเครื่องเล่นดีวีดีแบบสล็อตอินอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจคุ้นเคยกับการใส่แผ่นแบบแนวนอนเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาผมใส่แผ่นแบบแนวตั้งทีไร ทำให้ผมต้องคิดถึงเครื่องปิ้งขนมปังทุกที&#8230;</p>
<p>ตัวรีโมทคอนโทรลสีดำที่มาพร้อมเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือเหมือนรีโมทสำหรับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป และมีปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานครบทุกฟังก์ชั่น และการวางเลเอาต์ของปุ่มต่างๆนั้น สำหรับใครที่เคยใช้เครื่องเล่นดีวีดีของไพโอเนียร์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะทั้งขนาด ลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่รายละเอียดการทำงานของแต่ละปุ่มอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่อง</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สำหรับไอพ็อตที่สามารถรองรับได้นั้น ตั้งแต่ iPod nana 1 จนถึง iPod touch 2G และไอโฟน 3GS สำหรับรุ่นที่สูงกว่านี้คงต้องสอบถามให้แน่ชัดอีกทีครับ แต่ที่แน่ๆคือ ก่อนที่จำนำรุ่นใดมาใช้นั้น โดยเฉพาะรุ่นเก่า ขอให้อัปเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อน เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อวางไอพ็อตบนแท่นด็อกกิ้งแล้ว ให้กดเลือกอุปกรณ์ที่ต่อเล่นกับ Pioneer XW-NAV1-K แต่ถ้าหากตัวเครื่องอยู่ในสแตนบายโหมด เมื่อเสียบไอพ็อตปั๊บ ก็จะเล่นเลย หลังจากนั้น การควบคุมต่างๆสามารถกระทำผ่านตัวรีโมทได้เลย แต่ปุ่มต่างๆบนรีโมทนั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับไอพ็อตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีหลายๆปุ่มเป็นฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นดีวีดีโดยเฉพาะ ส่วนการเชื่อมต่อกับทีวีเพื่อชมภาพและวิดีโอจากไอพ็อตนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่านสาย HDMI ได้ คงต้องใช้สายวิดีโอเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-422" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer-xw-nav1-k-connectique" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique-300x159.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K DVD player" width="270" height="143" /></a>บุคลิกด้านเสียงที่ค่อนข้างเด่นชัดของเจ้าตัว XW-NAV1-K นี้ เสียงที่มีความสะอาด ให้รายละเอียดดีมาก เสียงเคาะ เสียงดีด เสียงตี ล้วนสามารถถ่ายทอดออกมากได้อยู่ถูกต้อง อย่างการกระหน่ำกลองในเพลง Ain’t No Cure for Love ของ Jennifer Warnes ที่ออกมาได้หนักหน่วงมีพลังดีมาก ในขณะที่เสียงร้องของเธอยังคงมีความใส ไม่ถูกเสียง (ย่านความถี่ต่ำ) ของเสียงกลองดึงให้พล่ามัวแต่อย่างใด ส่วนเพลง Song of Bernadette ซึ่งเป็นเพลงช้าๆที่คลอด้วยเสียงเปียโนนั้น ให้อารมณ์ดีมาก กับการร้องที่ชัดทุกอักขระ ทั้งเสียง S เสียง F ในขณะที่เสียงเปียโนนั้น เสียงค้อนที่เคาะลงบนสายแต่ละทีนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังที่คั้นอารมณ์คนฟังได้ดีเหลือเกิน เช่นกันคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ไอพ็อต/ไอโฟนนั้น หากเป็นไปได้ ขอแนะนำเล่นเพลงในฟอร์แมตของแอปเปิลโดยตรงจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า</p>
<p>ทีนี้ลองเล่นไฟล์เสียงจากแผ่นซีดีโดยตรงบ้างPioneer XW-NAV1-K สามารถรองรับได้ทั้งแผ่น CD-R/CD-RW และ Audio-CD อย่างไม่มีปัญหาครับ สำหรับไฟล์เสียงที่รองรับนอกจากฟอร์แมตสามัญประจำบ้านอย่าง MP3 แล้ว ก็มี WMA ส่วนไฟล์ประเภท Lossless และไฟล์ที่มีการเข้ารหัสป้องกันหมดสิทธิ์นำมาเล่นครับ การเล่นแผ่น Audio-CD นั้น ความสามารถในการ “รีด” เอารายละเอียด ความสมจริงของเสียงได้ดีตามบุคลิกของตัว XW-NAV1-K อย่างในเพลง Kitchen Racket Performer ของ The Cottars จากซีดีในชุด HD Mastering Audiophile Test ยังคงสามารถถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนามได้อย่างสมจริง ซึ่งเพลงนี้ผมฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่จนคุ้นหูมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ยินจาก Pioneer XW-NAV1-K ก็ยังคงได้รับอรรถรสที่ใกล้เคียงกับการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ส่วนใครอยากจะบันทึกเพลงที่ชื่นชอบในแผ่นนั้น ก็สามารถเลือกแทรคที่ต้องการแล้วบันทึกลงในแฟลชไดร์ฟได้อย่างง่ายดาย โดยด้านขวามือของช่องใส่แผ่นซีดีจะมีช่องเสียบยูเอสบีให้เรานำแฟลชไดร์ฟมาเสียบใช้งาน โดยสามารถใช้เล่นเพลง วิดีโอ หรือรูปภาพที่เก็บอยู่ในไดร์ฟนี้ได้โดยตรง หรือจะใช้เป็นสื่อในการบันทึกไฟล์ที่ได้จากการแปลงไฟล์ออดิโอมาไว้ในนี้ก็ได้ ฟังก์ชั่นการบันทึกเพลงนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับไอพ็อตได้ ไม่ว่าจะบันทึกลงไอพ็อต หรือว่าบันทึกเพลงจากไอพ็อตลงยูเอสบีไดร์ฟ ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
<p>สำหรับการเล่นเพลงในฟอร์แมต MP3 นั้น หากใครรู้สึกขาดอะไรไปบ้างตามธรรมชาติของไฟล์ฟอร์แมตนี้ ซึ่งมักจะออกมากในลักษณะที่แห้งๆ ขาดรายละเอียดอันเนื่องจากการบีบอัดโดยการตัดทอนบิตที่ซ้ำกันออก ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ด้วยการใช้ปุ่ม Sound เพื่อเพิ่มหรือลดเสียงในแต่ละย่านตามความชอบของแต่ละคน</p>
<p>สิ่งที่อยากจะทดสอบเป็นการสดท้ายคือ การเล่นแผ่นดีวีดี เนื่องจากลำโพงไอพ็อตที่ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมานั้น หาได้ไม่มากนัก โดยการต่อสัญญาณเข้าทีวีนั้น ผมได้ใช้สาย HDMI ที่ให้มาพร้อมกับเครื่องต่อเข้ากับทีวีพลาสมา ตัวเครื่องดีวีดีนี้นอกจากใช้เล่นกับแผ่นดีวีดีมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเล่นแผ่นดีวีดีในบันทึกไฟล์ในฟอร์แมตอื่นๆ เช่น DivX, MP3, WMA และ JPEG เป็นต้น การตั้งค่าต่างๆ เช่นภาพ เสียง สายสัญญาณและอื่นๆ จะคล้ายกับของเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป สำหรับค่าความละเอียดปัจจุบันนั้น ตัวเครื่องจะตั้งไว้ที่ 720p เพราะสามารถใช้ได้กับสายสัญญาณทั้ง RCA และ HDMI ตลอดจนเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปด้วย  แต่ภาพบนจออาจดูหยาบไปสักนิด เนื่องจากผมได้ต่อกับสาย HDMI จึงปรับไปที่ 1080p ก็ทำให้ความละเอียดของภาพดูเนียนและสบายตาขึ้นเยอะ โดยรวมแล้ว ภาพจากแผ่นดีวีดีมีความละเอียดที่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ภาพมีความสะอาด สีสันเหมือนธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดการไล่เชดสีนั้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตัวลำโพงออกแบบเป็นสองแชนแนล ดังนั้น เวลาชมภาพยนตร์จึงต้องอาศัย Virtual Surround ช่วยเพิ่มอรรถรสซึ่งก็สามารถช่วยให้เติมช่องว่างไปได้ระดับหนึ่ง</p>
<p>หากนำแผ่นหรือแฟลชไดร์ฟที่บรรจุวิดีโอในฟอร์แมต DivX มาเล่นนั้น คำบรรยายหรือซับไตเติลส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์แยกต่างหาก ก่อนอื่นต้องตั้งค่าภาษาของซับไตเติลของเครื่องให้ถูกต้องก่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่มีพื้นฐานจากอักษรโรมัน) และฟอร์แมตของไฟล์ซับไตเติลที่สนับสนุนคือ .srt, .sub, .ssa และ .smi ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม ก็คงเป็นที่ถูกใจบรรดานักโหลดบิททั้งหลาย</p>
<p>Pioneer XW-NAV1-K นี้ ให้ฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งการฟังเพลง ดูหนัง ดูรูปภาพ รวมทั้งสนับสนุนสื่อทั้งไอพ็อต/ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพี3 แผ่น CD/DVD, USB drive รับวิทยุ ฯลฯ และให้คุณภาพเสียงในระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการฟังเพลงประเภท easy listening แจ๊ส แบบฟังสบายๆบนโต๊ะทำงาน หรือห้องนอน</p>
<p><strong>Main Features</strong><br />
<strong>•    Plays</strong><br />
• iPod<br />
• iPhone<br />
• DVD / CD<br />
• MP3, DivX, WMA and JPEG files from USB, CD and DVD<br />
• FM Radio<br />
•    Speakers 2 full-range speakers<br />
•    Passive Radiators (+) Yes<br />
•    Terminals • 1 x iPod/iPhone<br />
• 1 x CD/DVD<br />
• 1 x USB<br />
• 1 x Aux In (mini jack)<br />
• 2 x RCA Audio Out<br />
• 1 x Composite Video out<br />
• 1 x HDMI out (AV cord included)<br />
•    CD to USB Ripping Yes<br />
•    Display LEM display + clock with wake-up and sleep function<br />
•    Remote Control Unit Full-size remote included<br />
•    Dimensions (W x H x D) 370 x 170 x 210 mm<br />
•    Weight 3,5 kg<br />
•    Power Requirements AC 220/240V, 50/60Hz<br />
<strong>Speakers</strong><br />
•    Speaker Type 2-Channel Full Range + Passive Radiator<br />
<strong>Amplifier</strong><br />
•    Power RMS Front 10W + 10W (8Ω)<br />
<strong>Radio</strong><br />
•    Presets 9<br />
<strong>Audio</strong><br />
•    Bass/Treble Control Yes<br />
•    Dynamic Range Control Yes<br />
•    Dolby Digital Yes<br />
•    Virtual Surround Yes</p>
<p>Distributor: Pioneer Electronics (Thailand) Co., Ltd. Tel: 0-2612-2383</p>
<p>Price: 9,990 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS NX90 Series Notebook with Bang &amp; Olufsen Speaker – โน้ตบุ้คที่ฉีกกรอบด้วยสุดยอดระบบเสียง</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:21:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS NX90]]></category>
		<category><![CDATA[Bang & Olufsen]]></category>
		<category><![CDATA[David Lewis]]></category>
		<category><![CDATA[notebook]]></category>
		<category><![CDATA[อัสซุส]]></category>
		<category><![CDATA[โน้ตบุ้ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=404</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยเทคโนโลยียุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาการสองฟากฝั่งต้องขยับเข้ามาใกล้ชิดจนเกือบจะประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ดังเช่นในฟากฝั่งของเครื่องเสียงนั้น ในอดีตนั้นแทบจะแยกออกจากโลกของไอทีจนเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีการเข้ารหัสเพลงมาใช้ บทบาทของโลกดิจิตอลเริ่มคืบคลานขยับเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการภาพและเสียง ในขณะเดียวกัน ในฟากฝั่งไอทีนั้น เนื่องด้วยการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีการคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่อาจเข้าไปทดแทนวิทยาการระบบภาพและเสียงแบบดั้งเดิมก็ตาม แต่มันก็เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกส่วนจนยากจะแยกออกจากกันได้ ในฟากฝั่งของผู้ผลิตก็เช่นกัน การจับมือร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากผู้ผลิตที่อยู่คนละวงการเริ่มปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น ดังที่เราได้เห็นจากความร่วมมือระหว่างอัสซุสเทค ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไอทีชั้นนำของโลกจากไต้หวันจับมือกับ Bang &#38; Olufsen หรือ B &#38; O ผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำระดับไฮเอนต์ของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่นอกจากมีคุณภาพเสียง และคุณภาพการผลิตระดับสุดยอดแล้ว ยังเน้นรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม หรูมีระดับและใช้งานง่าย และถือเป็นแบรนด์ระดับชาติที่ชาวเดนมาร์คภาคภูมิใจยิ่ง ความร่วมมือระหว่างอัสซุสกับบีแอนด์โอครั้งนี้ โดยอัสซุสได้นำเอาเทคโนโลยีระบบเสียงของบี แอนด์ โอ มาติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ NX90 Series (แยกเป็น NX90JN และ NX90JQ สองรุ่นโดยมีความแตกต่างกันในด้านสเปคบางส่วน) เนื่องจากเป็นโน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ ดังนั้นทางอัสซุสจึงทำการออกแบบใหม่หมด ตั้งแต่เปลือกนอก โดยตัวเคสและบริเวณที่วางฝ่ามือได้นำเอาอลูมิเนียมปัดเงาแวววับ จนตอนแรกที่เห็นยังนึกว่าเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลส ส่วนทัชแพดได้วางไว้ด้านข้างของคีย์บอร์ดทั้งสองข้าง โดยอัสซุสให้เหตุผลว่าคนเรามีมือสองข้าง จึงควรใช้มือทั้งสองควบคุมได้แทนที่จะเป็นมือข้างเดียวเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป และลักษณะการวางทัชแพดเช่นนี้ จึงมีลักษณะคล้ายกับตัวควบคุมของดีเจ และที่แตกต่างจากเมาส์แพดทั่วไปคือ เราสามารถใช้จำนวนนิ้วในการควบคุมการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ใช้หนึ่งนิ้วคือการเลือก สองนิ้วสำหรับการเลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/ASUS-NX90.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-405" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="ASUS-NX90" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/ASUS-NX90-300x211.jpg" alt="ASUS NX90 Notebook with Bang &amp; Olufsen Speaker " width="270" height="190" /></a>ด้วยเทคโนโลยียุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาการสองฟากฝั่งต้องขยับเข้ามาใกล้ชิดจนเกือบจะประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ดังเช่นในฟากฝั่งของเครื่องเสียงนั้น ในอดีตนั้นแทบจะแยกออกจากโลกของไอทีจนเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีการเข้ารหัสเพลงมาใช้ บทบาทของโลกดิจิตอลเริ่มคืบคลานขยับเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการภาพและเสียง ในขณะเดียวกัน ในฟากฝั่งไอทีนั้น เนื่องด้วยการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีการคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่อาจเข้าไปทดแทนวิทยาการระบบภาพและเสียงแบบดั้งเดิมก็ตาม แต่มันก็เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกส่วนจนยากจะแยกออกจากกันได้</p>
<p><span id="more-404"></span><br />
ในฟากฝั่งของผู้ผลิตก็เช่นกัน การจับมือร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากผู้ผลิตที่อยู่คนละวงการเริ่มปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น ดังที่เราได้เห็นจากความร่วมมือระหว่างอัสซุสเทค ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไอทีชั้นนำของโลกจากไต้หวันจับมือกับ Bang &amp; Olufsen หรือ B &amp; O ผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำระดับไฮเอนต์ของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่นอกจากมีคุณภาพเสียง และคุณภาพการผลิตระดับสุดยอดแล้ว ยังเน้นรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม หรูมีระดับและใช้งานง่าย และถือเป็นแบรนด์ระดับชาติที่ชาวเดนมาร์คภาคภูมิใจยิ่ง ความร่วมมือระหว่างอัสซุสกับบีแอนด์โอครั้งนี้ โดยอัสซุสได้นำเอาเทคโนโลยีระบบเสียงของบี แอนด์ โอ มาติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ NX90 Series (แยกเป็น NX90JN และ NX90JQ สองรุ่นโดยมีความแตกต่างกันในด้านสเปคบางส่วน) เนื่องจากเป็นโน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ ดังนั้นทางอัสซุสจึงทำการออกแบบใหม่หมด ตั้งแต่เปลือกนอก โดยตัวเคสและบริเวณที่วางฝ่ามือได้นำเอาอลูมิเนียมปัดเงาแวววับ จนตอนแรกที่เห็นยังนึกว่าเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลส ส่วนทัชแพดได้วางไว้ด้านข้างของคีย์บอร์ดทั้งสองข้าง โดยอัสซุสให้เหตุผลว่าคนเรามีมือสองข้าง จึงควรใช้มือทั้งสองควบคุมได้แทนที่จะเป็นมือข้างเดียวเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป และลักษณะการวางทัชแพดเช่นนี้ จึงมีลักษณะคล้ายกับตัวควบคุมของดีเจ และที่แตกต่างจากเมาส์แพดทั่วไปคือ เราสามารถใช้จำนวนนิ้วในการควบคุมการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ใช้หนึ่งนิ้วคือการเลือก สองนิ้วสำหรับการเลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวา หรือย่อ-ขยายภาพ (เหมือนกับวิธีของไอโฟน) และสามนิ้วแทนการคลิกปุ่มขวา</p>
<div id="attachment_406" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/Asus-NX90-and-Lewis.jpg"><img class="size-medium wp-image-406 " title="Asus-NX90-and-Lewis" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/Asus-NX90-and-Lewis-300x144.jpg" alt="Asus-NX90 and David Lewis " width="270" height="130" /></a><p class="wp-caption-text">David Lewis </p></div>
<p>จอภาพที่ติดตั้งมาถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับโน้ตบุ้ค คือมีขนาด 18.4 นิ้ว เป็นจอแบบ glare LED ความละเอียดระดับ Full-HD โดยทั่วไปแล้วลำโพงของโน้ตบุ้คทั่วไปมักจะฝังอยู่บนตัวเครื่อง เนื่องจากมีขนาดเล็กและกำลังวัตต์ต่ำ ส่วน NX90 นี่ได้ฉีกกฎเกณฑ์ทั่วไปด้วยการติดตั้งลำโพงตรงขอบจอทั้งสองข้างด้วยลำโพงของ Bang &amp; Olufsen ICEPower 11 วัตต์ ที่มีความกว้าง 3.2 ซม.ตลอดแนวขอบจอ จึงทำให้มีพื้นที่ใหญ่กว่าลำโพงทั่วไปถึง 60% ข้างในติดตั้งลำโพงทรงกลมขนาด chamber size 54 cc ซึ่งใหญ่กว่าลำโพงโน้ตบุ้คทั่วไปที่มีขนาดเพียง 14 cc ถึง 400% ด้วยเหตุนี้เสียงที่ได้จึงมีกำลังขับที่สูงกว่า ให้รายละเอียดที่ดีกว่า เนื่องด้วยมีช่วงความถี่ที่กว้างกว่า (150Hz – 15kHz) และด้วยปริมาตรของพื้นที่ลำโพงที่มากกว่า จึงสามารถให้เสียงเบสที่ลงได้ลึกกว่าและมีมิติที่ดีกว่า ซึ่งคงไม่น่าแปลกใจเนื่องจากลำโพงนี้ได้รับการออกแบบโดย David Lewis นักออกแบบอิสระในโคเปนเฮเกน และเป็น chief designer ของ Bang &amp; Olufsen ผลงานของเขาหลายชิ้นได้ถูกรวบรวมและแสดงไว้เป็นการถาวรในพิพิธภัณฑ์แห่งโมเดิร์นอาร์ตในกรุงนิวยอร์ก ในปี 1995 เขายังได้รับการมอบตำแหน่งเป็น Royal Designer for Industry ในกรุงลอนดอน และได้รับเกียรติเป็น the Knight of Dannebrog ในปี 2002 โดยปรัชญาในการออกแบบของ Davis Lewis คือ นำเอาเทคโนโลยีมาทำให้ง่าย (simplify) โดยเขาชื่อว่า ยิ่งทำให้สิ่งต่างๆลดความซับซ้อนลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสนใจสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้น แนวคิดนี้จึงได้นำมาสู่การออกแบบ NX90 ของอัสซุสนี้ด้วย</p>
<p>สำหรับในด้านของอุปกรณ์ต่างๆที่มาพร้อมกับโน้ตบุ้คตัวนี้นั้น ต้องเรียกว่าค่อนข้างครบเครื่องตั้งแต่ซีพียูที่ใช้อินเทล Core i5/i7 (แล้วแต่รุ่น) หน่วยความจำ DDR3 4GB. กราฟฟิกของ nVidia Geforce GT 335M 1G DDR3 VRAM สำหรับส่วนอื่นๆที่น่าสนใจคือตัวออปติคัลไดร์ฟใช้เป็น Blu-ray Combo แบบ slot-in (Combo คือ เล่นบลูเรย์ได้ แต่เขียนได้เฉพาะดีวีดี) ในด้านของช่องต่อนั้น ได้ติดตั้งช่อง USB 3.0 มา 2 ช่อง USB 2.0 1 ช่อง HDMI 1 ช่อง ช่องรับอินฟราเรด ช่องเสียบเสาอากาศทีวีที่ใช้ด้ทั้งแบบอะนาล็อกและ DVB-T 1 ช่อง นั่นหมายถึงว่า เราสามารถรับชมทีวีด้วยเสาปรกติ หรือเซ็ตท็อปบ็อกซ์ของเคเบิลทีวีหรือจานดาวเทียม</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>แน่นอนว่า เมื่ออัสซุสหันมาจับมือกับ Bang &amp; Olufsen ผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับโลกแล้ว ถ้าไม่เน้นการทดสอบด้านเสียง ก็คงป่วยการที่จะมากล่าวถึงโน้ตบุ้คระดับราคาเฉียดแสน ในเบื้องต้นนั้น ทางอัสซุสได้ติดตั้งตัววินโดว์ส 7 64บิต พร้อมกับมีเดียเพลเยอร์ต่างๆเรียบร้อยอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่เพียงนำเอาแผ่นโปรแกรมมาทดสอบ โดยเริ่มต้นจากแผ่นยอดนิยมของนักฟังหูทองทั้งหลายคือ “แจ๊สในโรงตึ๊ง” หรือ Jazz at the Pawnshop สัมผัสแรกคือ ความใสสะอาดของเสียง ที่เรียกได้ว่า หาไม่ได้จากลำโพงโน้ตบุ้คทั่วไป เสียงกุ๊งกิ๊งของเครื่องเคาะมีความกังวานดีมาก ประกอบในด้านของช่วงความถี่ที่ลำโพง B &amp; O นี้ที่สามารถให้ถ่ายทอดได้กว้างกว้าง เมื่อบวกกับชิปถอดรหัสของ Realtek High Definition ยิ่งทำให้รายละเอียดเสียงระยิบระยับสามารถถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างครบครัน โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางและสูง</p>
<p>เมื่อเปลี่ยนมาเล่นกับแผ่น Bestseller Classic No. 1 เสียงเปียโนในเพลง Alla Turca ของ Mozart นั้นให้ความสดใสกังวานของตัวโน้ตได้ดีมาก จนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือเสียงที่ได้ยินจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ยิ่งมาฟังในเพลง Dreaming ของ Robert Schumann เสียงไวโอลินนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน มันเป็นความรู้สึกที่สบายเหลือเกิน นี่ถ้าหากใครให้ผมฟังเสียงโดยไม่เห็นเครื่อง ผมอาจคิดว่า นี่น่าจะเล่นจากเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์เรือนแสนแน่ๆ จากเพลงบรรเลงด้วยไวโอลินหมู่มาสู่เดี่ยวไวโอลินในเพลง Ave Maria ที่ใช้กีต้าร์โปร่งเล่นคลอ ยิ่งจะสำแดงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากๆ การให้ระยะห่างของตัวโน้ตทำให้เสียงที่ได้ยินมีมิติและตำแหน่งที่ชัดเจน</p>
<p>หลังจากที่ฟังเพลงจนเต็มอิ่มแล้ว เลยหันมาทดสอบด้านภาพบ้าง โดยขอเริ่มจากการเริ่มแผ่นจากตัวเครื่องเอง ผมนำเอาแผ่นบลูเรย์ของ Celine Dion ในชุด A New Day – Live in Las Vegas ด้วยประสิทธิภาพของ Core i7 บวกกับพลังของ Geforce GT 335M การเล่นวิดีโอระดับความละเอียด 1080p จึงกลายเป็นเรื่องชิวๆ โดยภาพบนหน้าจอ 18.4 นิ้วนั้นมีความสะอาด สีสันสดเป็นธรรมชาติ ส่วนบรรยากาสเสียงรอบๆเวทีคอนเสิร์ตนั้นแม้จะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นระบบเซอร์ราวด์ได้ แต่ระบบสองแชนแนลหน้าเวทีให้บรรยากาศที่สมจริงดีมาก โดยเฉพาะเสียงของผู้ชมนั้น การปรบมือ การหวีดร้อง ให้ความรู้สึกถึงการอยู่ภายในคอนเสิร์ตฮอลล์ได้ดีมาก แม้ว่าขนาดหน้าจอ 18.4 นิ้วถือว่าใหญ่มากแล้วสำหรับโน้คบุ้ค แต่สำหรับคนชอบชมภาพยนตร์แล้วยังไม่สะใจพอ ผมจึงต่อสาย HDMI ต่อสัญญาณให้ไปถ่ายทอดออกทางจอพลาสม่า 50 นิ้ว โดยตั้งค่าความละเอียดที่ 1080p คราวนี้ขอลองกับภาพยนตร์ Avatar โดยเล่นจากเครื่องเล่นบลูเรย์ในตัวเครื่อง NX90 คราวนี้ต้องเรียกว่าสมใจอยากครับ เพราะภาพมีความละเอียดวยมงามดีมาก ดอกไม้ดอกหญ้าที่เรืองแสงยามค่ำคืนในฉากให้ความสวยงามของสีและแสงได้ดีเยี่ยม จากที่แต่เดิมตั้งใจจะทดสอบเพียง 2-3 ฉากเลยต้องนั่งชมจนจบเรื่อง</p>
<p>ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบที่ค่อนข้างฉีกกรอบจากคอมพิวเตอร์โน้คบุ้คทั่วไป ทั้งด้านรูปแบบและวัสดุที่ใช้ ยิ่งประกอบกับลำโพงระดับหูทองฟังกันอย่าง Bang &amp; Olufsen แล้ว ASUS NX90 จึงไม่ใช่โน้คบุ้คสำหรับคนที่พิจารณาแต่เพียงราคาอย่างเดียวเป็นหลัก หากแต่เหมาะสำหรับคนที่มีหัวใจที่มีความละเมียดด้วยศิลปะ เสียงดนตรี มีรสนิยม ที่พร้อมที่จะยืนอยู่แถวหน้าอย่างสง่า คอมพิวเตอร์ที่นอกจากจะอยู่เคียงข้างกายแล้ว ยังเป็นศิลปะชิ้นงามบนโต๊ะทำงานหรือห้องรับแขกได้อย่างภาคภูมิใจ เสียงจากลำโพง Bang &amp; Olufsen ที่มีความสะอาด ใส โปร่ง เหมาะที่จะฟังเพลงบรรเลง Vocal Jazz ได้ดีเยี่ยม ส่วนเสียงเบสที่อาจบางไปบ้าง ก็สามารถชดเชยด้วยการปรับแต่งซอฟต์แวร์ ส่วนด้านการออกแบบแล้ว หากเสนอแนะได้ ผมอยากให้ออกแบบคีย์บอร์ดเสียใหม่ให้เป็นแผ่นสีดำเรียบทั้งแผ่น โดยใช้เป็นระบบสัมผัส ส่วนตัวหนังสือบนแป้นให้ใช้เป็นระบบเรืองแสงเวลาเปิดเครื่อง โดยให้สามารถปรับระดับความสว่างและปิดแสงได้ เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาในยามชมภาพยนตร์</p>
<p>ข้อสังเกต กระจกปิดหน้าจอนั้น มีเงาสะท้อนมากเกินไปจนมองเห็นหน้าตัวเองอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Processor &amp; Cache Memory</td>
<td>Intel® Core™ i7 Processor 820QM/720QM : 1.73   GHz – 1.6 GHz, with Turbo Boost up to 3.06/2.8 GHz;</td>
</tr>
<tr>
<td>Operating System</td>
<td>Windows® 7 Ultimate</td>
</tr>
<tr>
<td>Chipset</td>
<td>Intel® HM55 Express Chipset</td>
</tr>
<tr>
<td>Main Memory</td>
<td>DDR3 1333/1066 MHz SDRAM, 3 x SODIMM socket for   expansion up to 12GB SDRAM</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>18.4″ 16:9 Full HD (1920×1080) LED backlit</td>
</tr>
<tr>
<td>Video Graphics &amp; Memory</td>
<td>NVIDIA® GeForce® GT335M, with 1GB DDR3 VRAM</td>
</tr>
<tr>
<td>Hard Drive</td>
<td>2.5″ 9.5mm SATA<br />
640GB,5400rpm<br />
500GB,5400rpm;7200rpm<br />
320GB,5400rpm;7200rpm<br />
Dual HDD support</td>
</tr>
<tr>
<td>Optical Drive</td>
<td>Blu-Ray DVD Combo</td>
</tr>
<tr>
<td>Card Reader</td>
<td>5 in 1 card reader SD,MMC,MS,MS-Pro,XD</td>
</tr>
<tr>
<td>Video Camera</td>
<td>2.0 Mega Pixel web camera</td>
</tr>
<tr>
<td>Fax/Modem/LAN/WLAN</td>
<td>Integrated 802.11 b/g/n or 802.11b/g<br />
Built-in Bluetooth™ V2.1+EDR (optional)<br />
10/100/1000 Base T</td>
</tr>
<tr>
<td>Interface</td>
<td>1 x Microphone-in jack<br />
1 x Headphone-out jack<br />
1 x VGA port/Mini D-sub 15-pin for external monitor<br />
2 x USB 3.0 ports<br />
2 x USB 2.0 ports(1 for E-SATA combo port)<br />
1 x RJ45 LAN Jack for LAN insert<br />
1 x HDMI<br />
1 x S/PDIF</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio</td>
<td>Built-in speaker and microphone<br />
SonicMaster</td>
</tr>
<tr>
<td>Battery Pack &amp; Life</td>
<td>6 cells: 5600 mAh 63 Whrs</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Adapter</td>
<td>Output: 19 V DC, 6.3 A, 120W<br />
Input: 100-240V V AC, 50/60 Hz universal</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension &amp; Weight</td>
<td>53.0 x 28.0 x 3.00~3.60 cm (W x D x H)<br />
4.40 kg (with 6 cell battery)</td>
</tr>
<tr>
<td>Security</td>
<td>BIOS Booting / HDD User Password Protection<br />
LoJack</td>
</tr>
<tr>
<td>Warranty &amp; e-support</td>
<td>2-year limited global hardware warranty<br />
*different by country<br />
1-year battery pack warranty<br />
On-line problem resolution through web interface (BIOS, Driver update)<br />
OS (Microsoft Windows 7) install/uninstall consultation<br />
Bundled software install/uninstall consultation<br />
ASUS software supporting</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร 0-2679-8367-71</p>
<p>Price: 99,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tivoli Model 10 – AM/FM Clock Table Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tivoli-model-10/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tivoli-model-10/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Nov 2010 10:34:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[clock speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Tivoli Audio]]></category>
		<category><![CDATA[Tivoli Model 10]]></category>
		<category><![CDATA[Tom DeVesto]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=393</guid>
		<description><![CDATA[บางครั้งคนเราทำอะไรไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ใหญ่โต หรือดูไฮเทคซับซ้อนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ การทำอะไรที่ง่ายๆ แต่ดูดี คุณภาพดี เป็นมิตรกับผู้ใช้ก็สามารถสร้างชื่อเสียงและประสบความสำเร็จได้ ดังเช่น Tom DeVesto &#8211; CEO ของบริษัท Tivoli Audio ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเครื่องเสียงมานมนาน เคยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Advent Corporation, Kloss Video และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Cambridge SoundWorks ด้วยประสบการณ์และภูมิหลังอันโชกโชนในวงการเครื่องเสียงเช่นนี้แล้ว อยู่ๆหันหัวเรือมาก่อตั้งบริษัท Tivoli Audio เพื่อผลิตลำโพงมัลติมีเดียขนาดเล็ก หลายคนอาจคิดไม่ถึงและไม่อยากเชื่อ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในหลักปรัชญาว่า ผลิตภัณฑ์ที่ดีจะต้องเรียบง่าย ออกแบบสวยงาม และใช้งานง่าย จึงทำให้ Tivoli ฉีกแนวจากลำโพงมัลติมีเดียคู่แข่งทั่วไป ดังที่เราได้ผ่านตาผลิตภัณฑ์ของ Tivoli มาหลายรุ่นจากการที่ได้นำมาทดสอบผ่านนิตยสารฉบับนี้แล้ว จะเห็นว่า Tivoli มีความสวยงาม เรียบง่าย สีหวาน และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ ตัววัสดุตัวตู้จะทำด้วยไม้เอ็มดีเอฟ แม้ว่าหน้าตาจะดูไม่ไฮเทค แต่คุณภาพเสียงนั้นไฮเอ็นด์ไม่เบาทีเดียว ลำโพง Tivoli Model 10 ก็เช่นกัน ดูผิวเผินก็คือลำโพงมัลติมีเดียวธรรมดาคู่หนึ่งที่ติดตั้งภาครับวิทยุ AM/FM [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/tivoli_audio_model_10_1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-394" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="tivoli audio model 10" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/tivoli_audio_model_10_1-300x225.jpg" alt="tivoli model 10" width="270" height="203" /></a>บางครั้งคนเราทำอะไรไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ใหญ่โต หรือดูไฮเทคซับซ้อนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ การทำอะไรที่ง่ายๆ แต่ดูดี คุณภาพดี เป็นมิตรกับผู้ใช้ก็สามารถสร้างชื่อเสียงและประสบความสำเร็จได้ ดังเช่น Tom DeVesto &#8211; CEO ของบริษัท Tivoli Audio ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเครื่องเสียงมานมนาน เคยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Advent Corporation, Kloss Video และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Cambridge SoundWorks ด้วยประสบการณ์และภูมิหลังอันโชกโชนในวงการเครื่องเสียงเช่นนี้แล้ว อยู่ๆหันหัวเรือมาก่อตั้งบริษัท Tivoli Audio เพื่อผลิตลำโพงมัลติมีเดียขนาดเล็ก หลายคนอาจคิดไม่ถึงและไม่อยากเชื่อ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในหลักปรัชญาว่า ผลิตภัณฑ์ที่ดีจะต้องเรียบง่าย ออกแบบสวยงาม และใช้งานง่าย จึงทำให้ Tivoli ฉีกแนวจากลำโพงมัลติมีเดียคู่แข่งทั่วไป</p>
<p><span id="more-393"></span><br />
ดังที่เราได้ผ่านตาผลิตภัณฑ์ของ Tivoli มาหลายรุ่นจากการที่ได้นำมาทดสอบผ่านนิตยสารฉบับนี้แล้ว จะเห็นว่า Tivoli มีความสวยงาม เรียบง่าย สีหวาน และเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ ตัววัสดุตัวตู้จะทำด้วยไม้เอ็มดีเอฟ แม้ว่าหน้าตาจะดูไม่ไฮเทค แต่คุณภาพเสียงนั้นไฮเอ็นด์ไม่เบาทีเดียว ลำโพง Tivoli Model 10 ก็เช่นกัน ดูผิวเผินก็คือลำโพงมัลติมีเดียวธรรมดาคู่หนึ่งที่ติดตั้งภาครับวิทยุ AM/FM เข้าไปในลำโพงพร้อมด้วยนาฬิกาปลุก ซึ่งถ้ามองคุณสมบัติแค่นี้ คงหาได้ไม่ยากจากผู้ผลิตลำโพงมัลติมีเดียของจีนที่วางเกลื่อนตลาดด้วยราคาที่แสนถูก แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือคำตอบที่แท้จริงของคุณค่าและคุณภาพของลำโพง Tivoli Model 10 รุ่นนี้ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น Model One ซึ่งประสบความสำเร็จในอดีต เพื่อออกมาฉลองครบรอบ 10 ปีของ Tivoli Audio</p>
<p>ด้วยตัวตู้ไม้ขนาด 198มม. X 118มม. X 118มม. ภายในติดตั้งไดร์ฟเวอร์ขนาด 3 นิ้วแบบฟูลเรนจ์ พร้อมท่อเบสยิงออกด้านหลัง ด้านหน้าลำโพงตัวหลักติดตั้งหน้าจอดิสเพลย์แบบ backlit LCD ขนาด 7 ซม. X 4 ซม. อันเป็นหน้าจอพื้นสีฟ้าตัวหนังสือสีขวาบอกสถานะการทำงานของแต่ละขั้นตอน ด้านบนเป็นปุ่มคอนโทรลและพาวเวอร์ออน/ออฟทุกอย่างในปุ่มเดียว จึงแลด้วยเรียบง่าย แต่สวยงาม</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สายลำโพงสำหรับลำโพงแซทเทลไลท์นั้น ทางโรงงานจะติดมาพร้อมกับตัวลำโพงเลย ด้วยสายที่มีขนาดใหญ่ปานกลางพอๆกับสายลำโพงที่ใช้กับเครื่องเสียงบ้าน ปลายสายติดหัว RCA เพื่อนำไปเสียบเข้ากับด้านหลังของลำโพงตัวหลัก ความยาวสายให้มาเพียงพอที่จะขยับวางตำแหน่งลำโพงทั้งสองข้างได้อย่างอิสระ เพราะมีความยาวถึง 19 ฟุต ความจริงแล้วเราสามารถฟังจากลำโพงเพียงตัวเดียวเดี่ยวๆก็ได้ในโหมดโมโน ในภาครับวิทยุสามารถรับคลื่นในย่านตั้งแต่ 87.5 – 108MHz. สำหรัรบเอฟเอ็ม และ 522 – 1629kHz. สำหรับเอเอ็ม โดยจะต้องลงท้ายที่คลื่นจุด 5 จึงไม่อาจรับคลื่นวิทยุท้องถิ่นที่ลงท้ายตัว จุด 25, 75 ได้ เพราะการปรับหาคลื่นจะขยับทีละ .10</p>
<p>ภาครับวิทยุมีความไวดีมาก ด้วยเสาอากาศที่ติดตั้งมาด้านหลังลำโพงตัวหลังที่มีขนาดใหญ่ เมื่อจับคลื่นได้แล้ว แทบจะไม่เจอคลื่นแทรกให้อารมณ์เสียและคลื่นไม่หนีหายเป็นช่วงๆ แม้จะอยู่บริเวณมุมห้องก็ตาม การควบคุมสามารถทำผ่านปุ่มควบคุมบนลำโพงหรือหว่าจากรีโมทคอนโทรลก็ได้ สถานีต่างๆสามารถที่จะกำหนดตั้งเป็นสถานีประจำ (preset) ได้ 5 สถานี (FM และ AM อย่างละ 5 สถานี) เสียงเพลงจากวิทยุมีความสะอาดค่อนข้างดี โดยเฉพาะย่านกลางแหลม การแยกเสียงสเตริโอซ้ายขวาได้ดีมาก มีความแน่นอนไม่สับสน ส่วนย่านความถี่ต่ำนั้น อาจแข็งและเก็บตัวเร็วไปนิด แต่ก็ถือว่าใช้ได้ หากใครต้องการเน้นเสียงย่านความถี่ต่ำนั้น อาจซื้อซับวุฟเฟอร์มาต่อเข้าช่อง Sub out ด้านหลังลำโพง ซึ่งอาจเป็นของ Tivoli หรือยี่ห้อใดก็ได้</p>
<p>Tivoli Model 10 แม้จะออกแบบเป็นวิทยุและนาฬากาตั้งโต๊ะก็ตาม แต่เราก็สามารถนำเอาเครื่องเล่นเพลงแบบพกพามาต่อได้ โดยนำเอาเครื่องเล่น MP3 หรือเล่นเพลงจากคอมพิวเตอร์ของเรา โดยต่อสายจากอุปกรณ์เข้าช่อง Aux In ผมลองเล่นเพลงฟอร์แมต APE ในผลงานชุด Far Heaven ซึ่งมีการบันทึกเสียงระดับ audiophile แม้จะเป็นเพลงสมัยใหม่ประเภทซอฟต์ร็อก ป๊อป ในย่านกลางแหลมนั้น Tivoli Model 10 สามารถถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก โดยมีมิติเวทีเสียง เช่น ตำแหน่งกลอง กีต้าร์ นักร้อง ฯลฯ ลงตัวชัดเจน แต่ผลงานชุดนี้ แนวดนตรีอาจหนักหน่วยไปสักหน่อย เลยขอเปลี่ยนเป็นชุด The Sound of Women ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานเพลงของนักร้องหญิงในสไตล์หวานๆ ฟังสบายในฟอร์แมต  APE เช่นกัน แค่ดนตรี Intro ขึ้นมาไม่กี่วินาที รู้สึกว่าใช่เลย บุคคลมันต้องแบบนี้ เสียงกลองที่เคาะโป้งๆ ระหว่างซ้ายกับขวาให้บรรยากาศที่ดีมาก ส่วนเสียงนักร้องสาวก็มีความใส สะอาด หวาน ฟังแล้วชวนเคลิบเคลิ้มดีเหลือเกิน</p>
<p>มาลองในด้านของเพลงบรรเลงบ้าง ผลงานชุด Silk Road เสียงเคาะระฆังทองเหลืองให้ความกังวาลได้ค่อนข้างดี มีระลอกคลื่นที่แผ่ออกมาสัมผัสได้ดี ส่วนเพลงประเภทเครื่องสายอย่างเปียโนจากฝีมือของหลางหล่าง ให้ความไหวพลิ้ว และสัมผัสได้ถึงการพรมปลายนิ้วระหว่างบนแป้นคีย์เสียงต่ำและเสียงสูงได้ดีมาก ส่วนการบรรเลงด้วยไวโอลินนั้น การแยกแยะระหว่างไวโอลินหลักกับหมู่ไวโอลินที่แบคอัพสามารถให้ระยะได้ดี ด้วยความใสโปร่งของเสียงลำโพงทำให้แต่ละตัวโน้ตที่ผ่านการสีบนแต่ละสายนั้นให้ความเป็นธรรมชาติได้ดีทีเดียว</p>
<p>สำหรับใครที่เล่นเครื่องเสียงชุดใหญ่แล้ว ลองอะไรที่มีความความเรียบง่าย อย่าง Tivoli Model 10 ที่ให้ความลงตัวในด้านความสวยงามและคุณภาพเสียงได้ดีมาก โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางค่อนไปทางแหลม ถือว่าถ่ายทอดออกมาได้เกินตัวทีเดียว น่าจะเป็นเพื่อนคู่หูที่ดีสำหรับบนโต๊ะทำงานหรือห้องนอน</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p>Model:                                  Tivoli Audio Model 10</p>
<p>Type:                                     FM/AM table clock radio</p>
<p>Drivers:                                3” full range</p>
<p>Receiving bands:              FM: 87.5-108MHz.</p>
<p>AM: 522-1629kHz (520-1710kHz, 10k step)</p>
<p>(Receiving ranges vary by region)</p>
<p>FM De-Emphasis:             50uSec or 75uSec (depending upon region)</p>
<p>Demensions:                     198mm H x 118mm W x 118mm D (4.5”W x 8”H x 4.5”D)</p>
<p>Weight:                                1.578 kg</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tivoli-model-10/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Microlab H11 Hi-fi Speaker – Art for The Ear</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/microlab-h11/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/microlab-h11/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Nov 2010 10:22:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Microlab]]></category>
		<category><![CDATA[Microlab H11]]></category>
		<category><![CDATA[MP3]]></category>
		<category><![CDATA[Multimedia speaker]]></category>
		<category><![CDATA[มัลติมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[ลำโพง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=390</guid>
		<description><![CDATA[ผมเคยพยายามหาลำโพงแบบสองแชนแนลคุณภาพเสียงดีๆไว้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผม เนื่องจากอาชีพการงานของผมนั้น เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้จะมีเครื่องเสียงบ้านชุดใหญ่แล้วก็ตาม แต่นั่นก็เฉพาะสำหรับเวลาว่างจากงานแล้วเท่านั้น ต้องยอมรับว่า ลำโพงที่สามารถตอบสนองความต้องการของผมนั้นหายากเต็มทน เพราะที่มีวางขายมักจะเป็นลำโพงตัวจิ๋วที่พอให้มีเสียง เหตุที่ต้องเจาะจงเป็นสองแชนแนล ทั้งๆที่ลำโพง 2.1 แชนแนลในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย ก็เพราะว่า ผมไม่ต้องการเสียงเบสที่พยายามสร้างขึ้นมาจนเกินจริง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการรับประทานอาหารที่รับเอาสารเคมีปรุงแต่งสี รสชาติและกลิ่นเข้าไปด้วย แต่ผมต้องการรสชาติอาหารดั้งเดิมแท้ๆ Microlab H11 ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสำหรับผมจากเบื้องต้นที่เห็น แต่ก็ไม่มั่นใจนักเนื่องจากไม่อาจฟันธงได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่จากสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้านั้นดูจะแตกต่างจากลำโพงมัลติมีเดียทั่วไปค่อนข้างเด่นชัด ด้วยขนาดตัวตู้ลำโพงที่พอๆกับลำโพงวางหิ้ง (Bookshelf) ที่มีความกว้าง 145 มม. สูง 254 มม. และลึก 230 มม. แบบเบสรีเฟลซ (Bass Reflex) ที่วางท่อลมยิงออกด้านหลัง ตัวตู้ทำจากไม้เอ็มดีเอฟหุ้มด้วยหนังแทนที่จะใช้ลงสีเหมือนทั่วไป ส่วนภายในตู้ติดตั้งทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้วกำลังขับ 10 วัตต์ที่ 6 โอห์ม และเบสไตร์ฟเวอร์ขนาด 4 นิ้วกำลังขับ 30 วัตต์ที่ 4 โอห์ม ด้านหลังลำโพงประกอบด้วย RCA สำหรับต่อสายอินพุทจากแหล่งมีเดีย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/microlab-h11.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-391" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="microlab h11" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/microlab-h11-300x300.jpg" alt="Microlab H11 2 channels speaker" width="270" height="270" /></a>ผมเคยพยายามหาลำโพงแบบสองแชนแนลคุณภาพเสียงดีๆไว้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผม เนื่องจากอาชีพการงานของผมนั้น เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้จะมีเครื่องเสียงบ้านชุดใหญ่แล้วก็ตาม แต่นั่นก็เฉพาะสำหรับเวลาว่างจากงานแล้วเท่านั้น ต้องยอมรับว่า ลำโพงที่สามารถตอบสนองความต้องการของผมนั้นหายากเต็มทน เพราะที่มีวางขายมักจะเป็นลำโพงตัวจิ๋วที่พอให้มีเสียง เหตุที่ต้องเจาะจงเป็นสองแชนแนล ทั้งๆที่ลำโพง 2.1 แชนแนลในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมาย ก็เพราะว่า ผมไม่ต้องการเสียงเบสที่พยายามสร้างขึ้นมาจนเกินจริง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการรับประทานอาหารที่รับเอาสารเคมีปรุงแต่งสี รสชาติและกลิ่นเข้าไปด้วย แต่ผมต้องการรสชาติอาหารดั้งเดิมแท้ๆ</p>
<p><span id="more-390"></span><br />
Microlab H11 ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสำหรับผมจากเบื้องต้นที่เห็น แต่ก็ไม่มั่นใจนักเนื่องจากไม่อาจฟันธงได้จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่จากสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้านั้นดูจะแตกต่างจากลำโพงมัลติมีเดียทั่วไปค่อนข้างเด่นชัด ด้วยขนาดตัวตู้ลำโพงที่พอๆกับลำโพงวางหิ้ง (Bookshelf) ที่มีความกว้าง 145 มม. สูง 254 มม. และลึก 230 มม. แบบเบสรีเฟลซ (Bass Reflex) ที่วางท่อลมยิงออกด้านหลัง ตัวตู้ทำจากไม้เอ็มดีเอฟหุ้มด้วยหนังแทนที่จะใช้ลงสีเหมือนทั่วไป ส่วนภายในตู้ติดตั้งทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้วกำลังขับ 10 วัตต์ที่ 6 โอห์ม และเบสไตร์ฟเวอร์ขนาด 4 นิ้วกำลังขับ 30 วัตต์ที่ 4 โอห์ม</p>
<p>ด้านหลังลำโพงประกอบด้วย RCA สำหรับต่อสายอินพุทจากแหล่งมีเดีย จุดที่น่าสนใจคือช่องต่อสายลำโพงจะให้เป็นไบต์ดิ้งโพสท์มาเหมือนลำโพงเครื่องเสียงบ้านแทนที่จะเป็นแบบคลิปหนีบเหมือนลำโพงมัลดิมีเดียทั่วไป และสายลำโพงที่ให้มาก็เป็นแบบสายลำโพงบ้านที่มีขนาดปานกลาง อันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของไมโครแลปที่ต้องการที่จะให้ลำโพงของตัวเองเป็นลำโพงไฮไฟที่เน้นคุณภาพเสียง ตัวตู้ลำโพงจะไม่มีปุ่มควบคุมอะไรให้ดูรกและเกะกะ ไม่มีปุ่มปรับเสียงแหลมเสียงทุ้ม ส่วนการควบคุมระดับเสียงจะใช้รีโมทแบบมีสายต่อเข้าช่อง Auxiliary Input เวลาปรับหมุนทีจะให้ความรู้สึกของการปรับจากปุ่ม knob ของเครื่องเสียงมากกว่า สามารถปรับหมุนได้อย่างราบรื่น</p>
<p>ตรงด้านข้างของตัวรีโมทจะมีช่องอินพุทสำหรับการต่อเครื่องเล่น MP3 หรืออุปกรณ์อื่นๆ เมื่อเสียบจากจุดนี้ ตัวเครื่องจะบายพาสมาแหล่งโปรแกรมนี้ แทนที่จะมาจากคอมพิวเตอร์ที่เราต่อไว้ จึงถือเป็นการออกแบบที่ทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังมีช่องสำหรับเสียบหูฟัง ซึ่งก็เช่นกัน เมื่อเสียบหูฟังแล้ว เสียงจะถูกตัดเข้าหูฟังแทนลำโพง จึงเหมาะกับในยามที่ต้องการความเป็นส่วนตัว<br />
<strong>Test Report</strong></p>
<p>ผมเริ่มต้นการทดสอบด้วยสภาพแวดล้อมการใช้งานจริงตามปรกติของตัวเอง โดยเพียงเปลี่ยนจากชุดลำโพงที่ใช้งานประจำมาเป็น Microlab H11 แทน ลำโพงทั้งสองก็วางบนโต๊ะทำงานแทนที่ชุดเดิมโดยมีระยะห่างประมาณ 1.20 เมตร โดยวางโทอินเล็กน้อย จากที่ได้ทดลองแบบวางหันตรงเปรียบเทียบดูแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า การโทอินเล็กน้อยจะให้โฟกัสของเสียงได้ดีกว่า ผมเริ่มจากเพลงร้องฟังสบายๆที่คุ้นหูของเติ้งลี่จวิน ชุดครบรอบ 30 ปี เสียงที่ยิงออกจากลำโพงทั้งสองข้างนั้นมีความเป็นธรรมชาติดีมาก เสียงที่สะอาด สงบ แฟลตไร้ซึ่งสิ่งปรุงแต่งเสียงเจือปน เสียงของเติ้งลี่จวินมีความใส หวานดีมาก แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่กว้าง แต่ได้ตำแหน่งโฟกัสค่อนข้างชัดเจน และเวทีเสียงจะถอยหลังเลยของโต๊ะไปข้างหลังอีกประมาณครึ่งเมตร รายละเอียดจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อฟังจากแผ่น The Perfect Sound ที่ทำขึ้นมาสำหรับงานเครื่องเสียง Hong Kong AV Show 2009 ในบทเพลง Shenandoah รายละเอียดเสียงที่เล็ดออกจากฟัน การบังคับเสียงด้วยลิ้นในบางจังหวะให้ความรู้สึกเหมือนฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำราคาสูง</p>
<p>ทีนี้ขอโดดข้ามไปฟังเพลงคลาสสิกดูบ้าง โดยเริ่มจากบทเพลง Concerto in La Min Op. 3 No.9 อันเป็นไวโอลินคอนเชร์โตที่มีความกระฉับกระเฉง สนุกสนาน Microlab H11 สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสดใส กังวาน ไหวพลิ้วได้ราบรื่นดีมาก เช่นเดียวกับเพลงบรรเลงเปียโนของ Tsuyoshi Yamamoto Trio ในเพลง Smoke Gets in Your Eyes ซึ่งเป็นแนวแจ๊ส ก็ให้ความกังวาลของแต่ละตัวโน้ตที่เคาะลงบนแป้นได้อย่างดี ยิ่งเมื่อประกอบกับเสียงกลองและดับเบิลเบสที่คอยบรรเลงคลอไปตลอดเพลง ทำให้ฟังแล้วเพลินดีจนจบเพลงไม่รู้ตัว</p>
<p>หลังจากที่ได้ฟังเพลงที่เน้นเสียงกลางแหลมไปพอประมาณ ขอลองเพลงประเภทที่ถือว่าโหดสำหรับลำโพงระดับนี้ คือเพลงที่เป็นประเภทบิ๊กแบนด์และมีเสียงเบสหนักๆอย่างเพลง Pomp &amp; Circumstance March No.1 อันเป็นเพลงมาร์ชที่ประกอบด้วยเครื่องเป่า และกลองเป็นหลัก ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียวครับ เพราะยังคงแยกแยะตำแหน่งชิ้นดนตรีได้ค่อนข้างดี เสียงเบสแม้จะไม่สามารถลงลึกได้มากนัก แต่ก็ยังคงให้พลัง ไม่ยาน ไม่คราง แต่เก็บตัวไวไปนิด แต่ก็ต้องถือว่าทำได้ดีมากแล้วสำหรับลำโพงระดับนี้</p>
<p>ขอปิดท้ายการทดสอบด้วยเสียงร้องสุภาพบุรุษบ้าง เพราะรู้สึกจะหาฟังยากเหลือเกิน ขอใช้แผ่น Remember the Sound ที่รวบรวมเอาเพลงเก่าๆรุ่นคุณปู่คุณทวด เริ่มจากเสียงคุณปู่ Louis Armstrong ในเพลง We’ll be Together Again สามารถเรียกชีวิตชีวาของ Louis ออกมากได้อย่างเหลือเชื่อ เสียงที่มีพลัง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนักแน่นแต่นุ่มนวล ส่วน Johnny Hartman ที่มาในเพลง You are Too Beautiful นั้น เสียงดับเบิลเบสและเปียโนยังคงให้บรรยากาศที่โรแมนติกได้ดีมาก สาวๆคนไหนได้ฟังแล้วไม่เคลิ้มก็คงใจแข็งไปหน่อยแล้ว แม้แต่ผู้ชายอย่างผมฟังแล้วยังรู้สึกหลงไหลในเสียงที่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศของเวทีเสียงได้ดีมาก ฟังแล้วยิ่งเสริเสน่ห์เสียงร้องของ Johnny Hartman มากยิ่งขึ้น</p>
<p>จากการทดสอบลำโพง Microlab H11 นี้แล้ว คิดว่าตัวเองน่าจะได้คำตอบสำหรับลำโพงสองแชนแนลที่อยากได้แล้ว ดังนั้น ถ้าใครที่ต้องการหาลำโพงประเภทสองแชนแนลไว้ฟังกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นเอ็มพี 3 ฯลฯทั้งในที่ทำงาน ห้องนอน โดยเน้นเสียงดนตรีที่แฟลต (Flat) ไม่มีการปรุงแต่งเสียง ให้ความเป็นดนตรีที่เป็นธรรมชาติ Microlab H11 ถือเป็นตัวเลือกที่ลงตัวมาก และจะเป็นการดียิ่งขึ้น ถ้าหานั่งฟังห่างจากลำโพงประมาณ 1.2 – 1.5 เมตร เพราะจะได้โฟกัสที่ดีกว่ามาก สำหรับแนวเพลงที่เข้ากันได้กับลำโพงรุ่นนี้ดีคือ แนวบรรเลงแบบ Easy Listening เสียงร้องแนวแจ๊ส และเพลงช้า เพราะจุดเด่นอยู่ที่กลางแหลมซึ่งสามารถทำได้ดีมากด้วยเสียงที่สะอาด โปร่ง ส่วนตัวรีโมทคอนโทรลนั้น ให้ความแม่นยำได้ดี ในระหว่างเล่นนั้น เราสามารถปรับวอลุ่มไล่ขึ้นลงได้โดยไม่ทำให้เสียงสะดุดเลย</p>
<p>ข้อสังเกต ความรู้สึกส่วนตัวแล้ว แผ่นโลหะสีเงินที่ติดอยู่ด้านล่างของลำโพง ดูจะรู้สึกขัดๆ (แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเสียง) ถ้าหากเปลี่ยนเป็นสีดำให้กลมกลืนกันเหมือนกับเครื่องเสียงบ้าน ก็จะทำให้แลดูยิ่งมีคุณค่า และให้ความรู้สึกไฮเอ็นด์ยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>T</strong><strong>echnical Specifications: </strong></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td width="10%" valign="top"><strong>Amplifier:</strong></td>
<td valign="top">Output power: 56 Watt RMS<br />
Power distribution: 28 Watt x 2<br />
Harmonic distortion: &lt; 0.3% 1 W 1 kHz<br />
Frequency response: 45 Hz &#8211; 20 kHz<br />
Signal/Noise ratio: &gt; 75 dB<br />
Separation: &gt; 60 dB<br />
Input sensitivity: 370 mV<br />
Nominal impedance: Tweeter &#8211; 6 ohm, Woofer &#8211; 4 ohm</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" valign="top"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Speakers:</strong></td>
<td valign="top">Tweeter driver type: 1&#8243;<br />
Tweeter rated power: 10 Watt 6 ohm<br />
Bass driver type: 4&#8243;<br />
Bass rated power: 30 Watt 4 ohm</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" valign="top"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Interfaces:</strong></td>
<td valign="top">Output: Terminal binding posts, 3.5 mm   earphones jack on wired remote control<br />
Input: 2RCA<br />
Auxilliary input: 3.5 mm stereo jack</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" valign="top"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Power:</strong></td>
<td valign="top">Power supply: AC 220 V &#8211; 240 V ~ 50 Hz, 370 mA</td>
</tr>
<tr>
<td colspan="2" valign="top"></td>
</tr>
<tr>
<td valign="top"><strong>Package Contents:</strong></td>
<td valign="top">H11 stereo speakers x 2<br />
3.5 mm stereo &#8211; 2RCA cable<br />
Interconnect speaker cable<br />
Wired remote control<br />
User manual</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Dimensions:   Product dimension: 145 x 254 x 230 mm<br />
Product net weight: 8.2 kg<br />
Giftbox dimension: 364 x 275 x 327 mm<br />
Giftbox gross weight: 8.8 kg<br />
Export carton dimension: 566 x 376 x 345 mm<br />
Export carton gross weight: 18.6 kg</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Exmory Co., Ltd. Tel. 0-2992-6153-4</p>
<p><strong>Price:</strong> 3,290 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/microlab-h11/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 05:55:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[47LE8500]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Full LED]]></category>
		<category><![CDATA[LG Infinia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-386" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="LG 47LE8500" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg" alt="LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV" width="185" height="273" /></a>ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D</p>
<p>ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ การนำเอาหลอด LED (light-emitting diodes) มาติดด้านหลัง แทนที่จะใช้เพียงหลอดฟลูออเรสเซนต์ (CCLF) เหมือนทีวี LCD ธรรมดา ผลที่ได้จึงทำให้มีความสว่างมากขึ้น สีสันสมจริงขึ้น และที่สำคัญสีดำมีความดำเข้มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลให้ความคมชัดของภาพโดยรวมดีขึ้น แต่เนื่องจากความเป็น LCD ก็ยังคงเป็น LCD แม้ว่า LED จะช่วยเสริมหรือลบจุดอ่อนต่างๆของ LCD ที่เคยมีเมื่อเทียบกับพลาสมา แต่จุดอ่อนที่ยังคงอยู่คือ ความคมชัดของภาพยังคงต้องนั่งดูในจุด “Sweet Spot” ถึงได้ภาพทีดีที่สุด และการนำหลอด LED มาใช้นั้น มักจะก่อนให้เกิด “แสงฟุ้ง” หรือ “Blooming Effect” โดยเฉพาะในจุดที่สว่างตัดกับแบคกราวด์มืด เพียงแต่เอฟเฟคนี้จะมากหรือน้อยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการผลิต</p>
<p><span id="more-385"></span><br />
ทีวี LED ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Edge-lit LED หรือติดตั้งหลอด LED เฉพาะที่ขอบจอทั้งสี่ด้าน แล้วส่องแสงเข้าไปตรงกลางจอ ซึ่งแน่นอนว่า วิธีนี้จะสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มากและที่สำคัญเหมาะกับทีวีที่ต้องการความบางเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประเภทที่ติดหลอด LED เต็มแผงหลัง หรือ Full-array นั้น จะต้องใช้หลอดจำนวนมาก เช่นจอที่ซัพพอร์ต Full-HD ที่มีความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซลก็ต้องติดหลอด LED ถึง 2.1 ดวง ดังนั้น ความสว่างและความเข้มของสีจึงมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งจอ และคุณภาพอาจสามารถเทียบได้กับจอพลาสม่าชั้นดีได้อย่างสบายๆ</p>
<p>LG 47LE8500 จึงเลือกที่จะติดตั้งหลอด LED แบบเต็มแผงหลัง แม้ว่าการติดเช่นนี้จะทำให้ตัวเครื่องไม่สามารถลดความบางลงจนถึงขนาดบางเฉียบบาดตาก็ตาม แต่ก็มีความหนาเพียง 1.4 นิ้วเท่านั้น และหน้าจอขนาด 47 นิ้วที่ปิดด้วยแผ่นกระจก Optical Poly Carbonate Resin ชิ้นเดียวทั้งแผ่นแบบไร้ขอบ จึงทำให้ดูสวยงามและสง่า ไม่ว่าจะมองดูจากมุมไหนก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้ LG 47LE8500 หนักเอาเรื่องเหมือนกัน แม้จะดูหุ่นอรชรแช่มช้อนก็ตาม</p>
<p>LG 47LE8500  ไม่เพียงแต่มากด้วยความสวยงามของภายนอกเท่านั้น สิ่งที่แสดงออกจากภายในตั้งแต่ก้าวแรกของการเปิดสวิตช์ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้ว ด้วยโลโกแบบกราฟฟิกเคลื่อนไหวที่ดูเนียนละเอียด ในขณะที่สวิตช์เปิด/ปิดบนขอบจอจะเป็นแบบสัมผัสเพียงแตะเบาๆก็ทำงานแล้ว การรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้นอาจไม่ได้สำแดงความสามารถที่เด่นชัดให้ได้เห็นนัก นอกจากความสว่างและความสดใสของสีใสที่พอจะสัมผัสได้ แต่สิ่งที่ต้องประหลาดใจสำหรับการชมภาพจาก LCD ดังที่ได้สาธยายข้างต้นก็คือ ต้องนั่งถูกตำแหน่ง แต่สำหรับ LG 47LE8500 ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนนักไม่ว่าคุณจะนั่งเฉียง สูงหรือต่ำกว่าจอก็ตาม ต้องยกนิ้วให้กับ LG ว่า ในจุดนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ</p>
<p>ส่วนการสำแดงศักยภาพในด้านความคมชัดและสีสันนั้น ในเบื้องต้นผมลงโหลดภาพถ่ายความละเอียดสูง อย่างภาพดอกไม้ที่ถ่ายย้อนแสง สีสันของกลีบดอกจะมีความสด สีสันที่เหมือนจริงสดสว่าง ท่อน้ำเลี้ยงบนกลีบดอกแถบจะมองเห็นการไหลของน้ำหวาน ส่วนในแง่ของฉากภาพยนตร์นั้น ในภาพยนตร์เรื่อง The Golden Compass ฉากในห้องโถงใหญ่ที่มีแต่แสงที่ส่องเขามาทางหน้าต่าง (Ambient Light) อย่างเดียว  ทำให้มองเห็นการไล่เฉดสีที่ดูแล้วมีความลึก มีมิติที่ดีมาก ในขณะที่ลำแสงที่สาดเข้ามานั้น ยังสามารถแยกแยะระดับความสว่างและรายละเอียดต่างๆทั้งในที่สว่าง จนถึงแสงสลัวโดยสามารถแยกแยะออกมาได้ดีมาก หรืออย่างในภาพยนตร์เรื่อง iRobot ที่บางฉากกล้องซูมใบหน้าของ Will Smith ที่มีหนวดเครากระหร็อมกระแหรมนั้น มันคมชัดจนเห็นรูขุมขน และรู้สึกถึงความคมของหนวดเครา โดยโหมดภาพที่ใช้จะเลือกโหมดมาตรฐานหรือสดใสเป็นหลัก ส่วนโหมดภาพยนตร์ดูจะมืดไปหน่อย สำหรับฉากเคลื่อนไหวเร็วๆนั้น เพื่อลดรอยหยักของขอบภาพ เราสามารถเลือกใช้ฟังก์ชั่น TruMotion ซึ่งเลือกได้สองระดับคือ Low กับ High และ Custom หรือเลือกปรับเอง ฟังก์ชั่นนี้จะช่วยให้การชมฉากแอคชั่นได้สมูธขึ้น</p>
<p>สำหรับความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว การชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง Ice Age III, Up, หรือ Kungfu Panda ดูจะได้อรรถรสเต็มๆในโหมด Full HD ด้วยความสว่างที่สม่ำเสมอทั่วจอและสีสันที่สดอิ่มเป็นธรรมชาติและดูใสโปร่ง ขนของตัวละครและดูนุ่มน่าสัมผัสดีจัง ส่วนการชมคอนเสิร์ตนั้น ผมทดสอบด้วยแผ่นคอนเสิร์ตของ Celline Dion ซึ่งมีการจัดแสงสีบนเวทีเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ Celline ค่อนข้างดีอยู่แล้ว การเปิดชมจาก LG 47LE8500 ยิ่งทำให้ Celline ดุเด่นยิ่งขึ้นจนเหมือนจะหลุดจอออกมา และสิ่งที่สังเกตคือ แผ่นกระจกที่ปิดหน้าจอที่นำมาใช้นั้น ก่อให้เกิดเงาสะท้อนน้อยมาก จึงช่วยลดความลำคาญแก่สายตาได้มาก</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ด้วยธรรมชาติของทีวีจอบางก็คงต้องยอมรับความบางของเสียงไปด้วย แต่ LG ก็ได้ให้ฟังก์ชั่น Infinite Sound เพื่อให้เราปรับระดับเสียงแหลมและเสียงเบสได้เอง ซึ่งก็พอทำให้เสียงมีทรวดทรงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยังไม่เป็นที่พอใจ สามารถที่จะต่อสายจาก Digital Output เพื่อส่งไปอินพุทยังเครื่องเสียงอย่างเอวีรีซีฟเวอร์ของเราได้ ส่วนนี้สำหรับคนที่ดูเคเบิลในบางช่องน่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ และถ้าต้องดูรายการทีวีในยามวิกาล เกรงจะไปรบกวนชาวบ้านเขาก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นให้เสียงออกทาง headphone ได้</p>
<p>ช่องต่อยูเอสบีนั้น LG 47LE8500 ไม่ได้จำกัดเพียงอุปกรณ์เล็กๆอย่างแฟลชไดร์ฟเพียงอย่างเดียว ผมนำเอา External Harddisk เสียบเข้าไป สามารถมองเห็นข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่ว่าไฟล์นั้นจะเซฟเป็นภาษาอะไรเท่าที่ทีวีสนับสนุนอ่านได้หมดอย่างถูกต้องครับ และที่น่าทึ่งคือ เราสามารถใช้โปรแกรม Media Player ของทีวีเล่นไฟล์ภาพยนตร์ ไฟล์เสียงและภาพได้เลย โดยเฉพาะด้านภาพายนตร์นั้น เท่าที่ลองก็จะมีไฟล์ตระกูล avi, mov และที่ไม่น่าเชื่อคือตระกูล mkv ก็สามารถเล่นได้เลยตามความละเอียดของภาพได้เลย ส่วนใครต้องการที่จะส่งหรือรับการสตรีมมิ่งแบบไร้สาย (Wireless Streaming) ก็เพียงซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจาก LG ก็สามารถใช้งานได้เลย</p>
<p>สุดท้าย ขอทดสอบฟังก์ชั่น Network โดยผมลากสายแลนต่อเข้าที่พอร์ตแลนด้านหลัง เนื่องจากเราต์เตอร์ของผมไม่ได้กำหนด IP ตายตัว จึงให้เครื่องทีวีเสิร์ตช์หา IP เองโดยอัตโนมัติ เพียงไม่กี่วินาทีก็เชื่อมต่อเรียบร้อย เราก็สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้แล้วโดยใช้ฟังก์ชั่น NestCast ในเมนูของทีวีจะมีเว็บไซต์ที่กำหนดให้ใช้งานได้คือ YouTube ถ้าเจอคลิปแบบ HD ก็จะดีมาก เพราะดูจะไม่แตกต่างจากคุณภาพของดีวีดีเลย เว็บ Picasa ซึ่งเป็นเว็บอัลบั้มภาพถ่ายที่คล้ายกับ flickr และอีกเว็บคือเว็บพยากรณ์อากาศ โดยเราสามารถกำหนดเมืองที่ต้องการดูได้ด้วยคีย์บอร์ดจำลอง สำหรับเมนูเว็บไซต์นั้น แต่ละโซนหรือแต่ละประเทศจะเซ็ตมาให้ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยก็ได้เพียงสามเว็บดังที่กล่าวมา จนกว่าทาง LG จะอัปเดททีหลัง ซึ่งเราก็สามารถอัปเดทผ่านเน็ตนี้ได้เลย โดยจะเลือกให้อัปเดทเป็นระยะๆ หรือกำหนดเองก็ได้ ถ้าใครที่ต่อสายแลนไว้เป็นประจำ ขอแนะนำให้เลือกแบบแรก สำหรับการสื่อสารไร้สายอีกแบบคือ Blue Tooth เพื่อซิงค์กับอุปกรณืที่มีบลูทูธอย่างโทรศัพท์มือถือ โดยค่าเริ่มต้นจากโรงงานจะตั้งไว้เป็น BlackBerry มาให้ และที่ไม่ลืมสำหรับครอบครัวคือ เกมสำหรับเด็กๆครับ ก็มีมาพร้อมกับทีวีเครื่องนี้</p>
<p>จุดเด่น: ความเข้มของสีดำเข้มลึกดีมาก สามารถไล่เฉดสีได้ละเอียด มีความชัดลึกและรายละเอียดของภาพสุดยอด สีสันถูกต้องตามธรรมชาติ สด สว่าง และสะอาด การชมจากด้านข้างยังคงให้คุณภาพของภาพได้ดีมาก การควบคุมการฟุ้งกระจายของแสง (Blooming Effect ) ทำได้ดีจนเกือบจะสมบูรณ์ และสุดท้ายคือการออกแบบที่สวยงามน่าใช้ ตลอดจนตัวรีโมทที่ครบทั้งฟังก์ชั่นและเป็นออกแบบตามหลัก Ergonomic ได้ดี</p>
<p>จุดด้อย: ไม่รองรับไว-ไฟ เว็บไซต์ที่ให้มาน้อยเกินไป น่าจะประสานงานร่วมมือกับเว็บไซต์หรือสำนักข่าวในประเทศก็คงจะได้ประโยชน์มากกว่านี้</p>
<p><strong>Specifications: </strong><strong> </strong></p>
<p>Display Type                                                                         LED-backlit</p>
<p>Screen Size                                                                            47&#8243;</p>
<p>Screen Size Diagonal                                                         47.0&#8243;</p>
<p>Full HD 1080                                                                        Yes</p>
<p>Native Display Resolution                                              1920 x 1080</p>
<p>ED-Resolution                                                                      1080p</p>
<p>Local Dimming                                                                     Yes</p>
<p>Dynamic Contrast Ratio                                                   9,000,000:1</p>
<p>Refresh Rate                                                                          240 Hz</p>
<p>Intelligent Sensor                                                               Yes</p>
<p>ENERGY STAR® Qualified                                              Yes</p>
<p>Response Time                                                                     1 ms</p>
<p>No. of HDMI Ports                                                              4</p>
<p>NetCast™ Entertainment Access (Broadband)      Yes</p>
<p>Wireless 1080p Ready*                                                   Yes (Wireless Kit Sold Separately)</p>
<p>Seamless Design                                                                  Yes</p>
<p>Pictures, Music and Video via USB 2.0                     Yes</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

