<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; MP3 player</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/category/mp3-player/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Boston Acoustics Duo-i Plus – Great Sound iPod Dock</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Acoustics]]></category>
		<category><![CDATA[Duo-i Plus]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้ ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-457" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Boston Acoustics Duo-i Plus" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus-300x209.jpg" alt="Boston Acoustics Duo-i Plus" width="270" height="188" /></a>ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย</p>
<p><span id="more-456"></span></p>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้</p>
<p>ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD สีฟ้า ตัวหนังสือขนาดใหญ่สีขาวที่มองดูสะอาด อ่านง่าย และยังสามารถปรับระดับความสว่างได้ถึง 21 ระดับ จึงทำให้มองเห็นได้ง่ายทุกสภาพแสงของห้อง ส่วนการจัดเมนูบนหน้าจอนั้น จะเลือกด้วยปุ่มลูกบิดบนเครื่อง ซึ่งมีเพียงสามปุ่ม หรือจากรีโมทคอนโทรล 17 ปุ่มก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย อย่างการเลือกโหมดการใช้งาน เมื่อใช้ลูกบิดเลื่อนไปรายการที่เลือกแล้ว ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีก็จะเข้าสู่โหมดนั้น หรือว่าใจร้อนหน่อยก็กดปุ่ม Mode ลง 1 ครั้งก็ได้ ในด้านของช่องต่อต่างๆนั้น นอกจากช่องเสียบไอพ็อต/ไอโฟน ที่วางอยู่ตรงกลางด้านบนของเครื่องแล้ว ยังมีช่อง Aux Input 2 ช่อง โดยวางไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละหนึ่ง ด้านหน้ายังมีช่องเสียบหูฟังเผื่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้านหลังยังมีช่องต่อคอมโพสิต สำหรับการชมวิดีโอจากไอพ็อตทางเครื่องรับโทรทัศน์</p>
<p>ตัวถังของ Duo-i Plus ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีความกว้าง12.9 นิ้ว สูง 5.5 นิ้ว และลึก 8 นิ้วทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำมัน (glossy black) สวยงาม ดูมีคุณค่า ด้านหน้าติดตั้งลำโพงแบบฟูลเรนจ์ขนาด 3.5 นิ้วสองตัว และต่อท่อเบสเปิดไปทางด้านหลังโดยใช้ประโยชน์จากความลึกของตัวตู้ จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความรู้จริงของผู้ผลิตลำโพงอย่าง Boston Acoustics ที่ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นโดยแท้ เพราะใช้ประโยชน์จากปริมาตรของตัวตู้อันจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>เห็นตัวเครื่อง Duo-i Plus ตัวนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังมหาศาล และก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าของโรงงานซีอิ๋ว เอ้อ ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำของโลก เพราะการนำเอาความรู้และประสบการณ์นับทศวรรตที่ผ่านมาถ่ายทอดสู่การผลิตเครื่องไอพ็อตด็อกตัวเล็กได้ดีเยี่ยม เสียงที่มีความสะอาด อบอุ่น และให้รายละเอียดดีเหลือเกิน ดังเช่นเสียงจากผลงานเพลงในแผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 เพลง You Raise Me Up เสียงร้องของ Jheena Lodwick ที่มีถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างอบอุ่น ให้รายละเอียด ความหวานได้ดีมาก เสียงเปียโนที่กังวานเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน หรือในเพลง Encounter จากผลงานชุด Hi-Fi Legend โดยเสียงร้องของซูม่านที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงในโทนเสียงกลางออกมาได้อย่างอบอุ่น กันเองเหมือนนั่งร้องอยู่ตรงหน้า ซึ่งในจุดนี้ เครื่องไอพ็อตด็อกที่คุณภาพดีๆส่วนใหญ่จะทำได้ดีอยู่แล้วในย่านเสียงกลางถึงแหลม แต่มักจะอ่อนในย่านความถี่ต่ำ</p>
<p>แต่กับเครื่อง Duo-i Plus ตัวเล็กนี้ ในส่วนของเสียงย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนี้ กลับให้คุณได้เหลือเฟืองจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือเสียงจากลำโพงไอพ็อตด็อกที่มีไดร์ฟเวอร์ฟูลเรนจ์แค่ 3.5 นิ้ว เพราะพลังเบสที่ออกมานอกจากไม่บางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ประสบมาแล้ว กลับให้เบสที่มีพลัง ลงได้ค่อนข้างลึก อย่างเพลง Back to the East ซึ่งเป็นเสียงกลอง นอกจากเสียงที่ตีลงกลางหนังหน้ากลองซึ่งมีความถี่ต่ำจะไม่แผ่วหรือยานยวบแล้ว กลับมีพลังและเรโซเนนท์ที่ให้ความสั่นไหวของระลอกคลื่นออกมาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงฮัมของผู้คนที่คลอตามยังสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ไม่พร่ามัวหรือปนกันมั่ว ยังไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ขอกลับไปที่แผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 อีกครั้ง โดยเลือกเพลง Swing Rhythm ซึ่งเป็นเสียงกลองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นจังหวะเสียงกลองของชนเผ่าพื้นเมืองอัฟริกันที่มีแต่เสียงกลองหลากหลายขนาดและเสียงเคาะล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงกลองเครื่องเคาะต่างๆที่ตีพร้อมกัน เมื่อนั่งฟังห่างจากตัวเครื่องประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เวทีเสียงจะมีความลึกดีขึ้นมา ชิ้นดนตรีต่างมีระยะห่างที่ชัดเจนมีตำแหน่งที่แน่นอน</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องเล่นจิ๋วนี้ให้พลังเหลือเฟือจริงๆ สามารถนำไปใช้ฟังในห้องนั่งเล่นได้อย่างสบายๆ ผมลองปรับวอลุ่มไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความดัง 50 Duo-i Plus ยังคงสามารถรักษารายละเอียดและบุคลิกเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระดับเสียงดังสุดนั้น เสียงสูงอาจฟังแหลมคมไปนิด เมื่อเช็คดูปรากฏว่า เดิมมีการปรับ Bass/Treble ไว้ที่ระดับ 3 ผมจึงลดทั้งหมดลงมาที่ระดับ 0 ซึ่งจะช่วยลดความคมสากไปได้พอสมควร ในส่วนนี้เราสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับ -7 ถึง +7 ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และสภาพห้องที่นั่งฟังด้วย</p>
<p>นอกจากถ่ายทอดเสียงเพลงได้ดีเยี่ยมแล้ว การถ่ายทอดเสียงจากภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่ากัน ลองเปิดชมภาพยนตร์จากไอพ็อตโดยไม่ขอต่อออกทางทีวี เสียงพูดมีความสะอาด ชัดเจน ส่วนด้านซาวด์เอฟเฟคนั้น ให้พลังเร้าใจได้ดีไม่แพ้เครื่องเอวีแอมป์สำหรับห้องขนาดเล็กเลย จะต่างกันก็เพียงมันสามารถถ่ายทอดเสียงได้เพียงสองแชนแนลเท่านั้น ส่วนทางด้านการให้รายละเอียดทั้งทางเสียงซ้าย-ขวา กลางได้ดีเกินคาด ดังเช่นฉากต่อสู้และการยิ่งธนูในภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee And The Mystery Of The Phantom Flame สามารถพิสูจน์พลังประสิทธิภาพของ Duo-i Plus ได้ดีเยี่ยม</p>
<p>ภาครับวิทยุทั้งเอเอ็มที่ใช้เสาอากาศที่บิลด์อินในตัวกับเอฟเอ็มนั้น มีความไวในการรับคลื่นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจมีปัญหาบ้างกับคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำอย่างวิทยุจุฬาฯ เราสามารถตั้งสถานีวิทยุเอฟเอ็มล่วงหน้าได้ 10 สถานีจากปุ่มด้านหน้า 5 ปุ่ม และวิทยุนี้ยังสามารถใช้เป็นเสียงปลุก (Alarm) ได้ ซึ่งมีให้เราตั้ง Alarm 2 ปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับใช้เสียงปลุกปรกติของตัวเครื่อง อีกปุ่มให้เราเลือกปลุกจากเสียงเพลงในไอพ็อต/ไอโฟน ในกรณีที่วางไว้บนแท่น แต่ถ้าไม่ได้วางก็จะปลุกจากเสียงวิทยุแทน และในส่วนนี้ ทาง Boston Acoustics คงเข้าใจถึงคนที่เวลาง่วงนอนแล้วจะมานั่งงมหาปุ่มเพื่อให้ฟังค์ชั่นเวลาปลุกทำงานก็ดูจะกระไรอยู่ จึงเพิ่มฟังค์ชั่น 360° Snooze bar คือแค่เอามือไปแตะขอบตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมก็จะเปิดฟังค์ชั่นปลุกให้ทำงานทันที</p>
<p>ตัวรีโมทที่มีปุ่มฟังค์ชั่น 17 ปุ่มนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้ครบถ้วน ด้านหลังของตัวรีโมทจะติดแถบแม่เหล็กไว้ เพื่อให้เรานำไปแปะไว้ในที่ที่เป็นโลหะเพื่อหยิบฉวยง่าย หรือจะวางไว้บนตัวเครื่องข้างๆแท่นเสียบไอพ็อตซึ่งได้ออกแบบพื้นที่ให้วางได้พอเหมาะพอดี เนื่องจากด้านหลังติดแถบแม่เหล็กไว้ จึงต้องระวังอยากนำไปวางบนสื่อบันทึกแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์ เพราะจะทำให้ข้อมูลสูญหายได้</p>
<p>สำหรับใครที่สรรหาลำโพงสำหรับไอพ็อต/ไอโฟนเพื่อไว้ใช้บนโต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือจะให้แม่บ้านใช้ในห้องครัวแล้ว Boston Acoustics Duo-i Plus คือไอพ็อตด็อกที่นอกจากออแบบได้สวยงาม ใช้งานง่ายแบบตรงไปตรงมาแล้ว ในด้านคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ Boston Acoustics อาศัยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากการผลิตลำโพงมาใส่ไว้ใน Duo-i Plus จนมีคุณภาพเสียงที่ดีอย่างเหลือเชื่อและยากที่จะหาคู่เปรียบได้ในระดับราคานี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ทั้งสองเมือเลย</p>
<p>ขอสังเกต คงมีนิดเดียวสำหรับกรณีที่นำเอาไอโฟนมาใช้ เพราะไม่มีการชิลด์ป้องกันคลื่นโทรศัพท์</p>
<p><strong>Specifications:</strong><br />
<em>General</em><br />
* Product type: Clock radio<br />
* Dimension: Depth 8 in, Height 5.5 in, Width 12.9 in<br />
* Carrying case None -<br />
Audio Features<br />
* Digital storage: None<br />
* Sound output mode:  Stereo<br />
* Timer: Wake , Sleep, Snooze<br />
* Built-in clock Alarm, Digital clock<br />
* Alarm:  2<br />
<em>Built-in Display</em><br />
* Audio system built-in display LCD<br />
<em>Speaker System</em><br />
* Speakers: 2 x Right/left channel speaker Built-in<br />
* Driver: Full-range driver 3.5 in<br />
<em>Radio</em><br />
* Tuner type Digital Radio tuner<br />
* Station preset:  15 (FM 10, AM 5)<br />
* Tuner bands AM/FM<br />
Connectivity<br />
* Connector type 1 x Headphones Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
Audio line-in Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
1 x IPod docking</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Sonic Vision Co., Ltd.<br />
<strong>Price: </strong>9,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pioneer XW-NAV1-K DVD Speaker System for iPod</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:46:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer DVD]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=409</guid>
		<description><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-410" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer_xw_nav1_k" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k-300x256.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K" width="270" height="230" /></a>Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ</p>
<p>ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม<br />
<span id="more-409"></span><br />
Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย นั่นหมายความว่า เราสามารถเล่นภาพยนตร์แบบไฮเดฟได้โดยตรงกับเครื่องนี้เลย ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบเสียง Dolby Digital ด้วย สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆวางอยู่ด้านบนตัวเครื่อง รวมทั้งช่องใส่แผ่นดีวีดีแบบสล็อตอิน (หรือบางคนเรียกแบบดูด) ที่วางอยู่ด้านบนตรงกลาง ดังนั้นเวลาใส่แผ่นจึงต้องวางในลักษณะแนวตั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะไพโอเนียร์ชำนาญในด้านการผลิตเครื่องเล่นดีวีดีแบบสล็อตอินอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจคุ้นเคยกับการใส่แผ่นแบบแนวนอนเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาผมใส่แผ่นแบบแนวตั้งทีไร ทำให้ผมต้องคิดถึงเครื่องปิ้งขนมปังทุกที&#8230;</p>
<p>ตัวรีโมทคอนโทรลสีดำที่มาพร้อมเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือเหมือนรีโมทสำหรับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป และมีปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานครบทุกฟังก์ชั่น และการวางเลเอาต์ของปุ่มต่างๆนั้น สำหรับใครที่เคยใช้เครื่องเล่นดีวีดีของไพโอเนียร์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะทั้งขนาด ลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่รายละเอียดการทำงานของแต่ละปุ่มอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่อง</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สำหรับไอพ็อตที่สามารถรองรับได้นั้น ตั้งแต่ iPod nana 1 จนถึง iPod touch 2G และไอโฟน 3GS สำหรับรุ่นที่สูงกว่านี้คงต้องสอบถามให้แน่ชัดอีกทีครับ แต่ที่แน่ๆคือ ก่อนที่จำนำรุ่นใดมาใช้นั้น โดยเฉพาะรุ่นเก่า ขอให้อัปเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อน เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อวางไอพ็อตบนแท่นด็อกกิ้งแล้ว ให้กดเลือกอุปกรณ์ที่ต่อเล่นกับ Pioneer XW-NAV1-K แต่ถ้าหากตัวเครื่องอยู่ในสแตนบายโหมด เมื่อเสียบไอพ็อตปั๊บ ก็จะเล่นเลย หลังจากนั้น การควบคุมต่างๆสามารถกระทำผ่านตัวรีโมทได้เลย แต่ปุ่มต่างๆบนรีโมทนั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับไอพ็อตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีหลายๆปุ่มเป็นฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นดีวีดีโดยเฉพาะ ส่วนการเชื่อมต่อกับทีวีเพื่อชมภาพและวิดีโอจากไอพ็อตนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่านสาย HDMI ได้ คงต้องใช้สายวิดีโอเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-422" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer-xw-nav1-k-connectique" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique-300x159.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K DVD player" width="270" height="143" /></a>บุคลิกด้านเสียงที่ค่อนข้างเด่นชัดของเจ้าตัว XW-NAV1-K นี้ เสียงที่มีความสะอาด ให้รายละเอียดดีมาก เสียงเคาะ เสียงดีด เสียงตี ล้วนสามารถถ่ายทอดออกมากได้อยู่ถูกต้อง อย่างการกระหน่ำกลองในเพลง Ain’t No Cure for Love ของ Jennifer Warnes ที่ออกมาได้หนักหน่วงมีพลังดีมาก ในขณะที่เสียงร้องของเธอยังคงมีความใส ไม่ถูกเสียง (ย่านความถี่ต่ำ) ของเสียงกลองดึงให้พล่ามัวแต่อย่างใด ส่วนเพลง Song of Bernadette ซึ่งเป็นเพลงช้าๆที่คลอด้วยเสียงเปียโนนั้น ให้อารมณ์ดีมาก กับการร้องที่ชัดทุกอักขระ ทั้งเสียง S เสียง F ในขณะที่เสียงเปียโนนั้น เสียงค้อนที่เคาะลงบนสายแต่ละทีนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังที่คั้นอารมณ์คนฟังได้ดีเหลือเกิน เช่นกันคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ไอพ็อต/ไอโฟนนั้น หากเป็นไปได้ ขอแนะนำเล่นเพลงในฟอร์แมตของแอปเปิลโดยตรงจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า</p>
<p>ทีนี้ลองเล่นไฟล์เสียงจากแผ่นซีดีโดยตรงบ้างPioneer XW-NAV1-K สามารถรองรับได้ทั้งแผ่น CD-R/CD-RW และ Audio-CD อย่างไม่มีปัญหาครับ สำหรับไฟล์เสียงที่รองรับนอกจากฟอร์แมตสามัญประจำบ้านอย่าง MP3 แล้ว ก็มี WMA ส่วนไฟล์ประเภท Lossless และไฟล์ที่มีการเข้ารหัสป้องกันหมดสิทธิ์นำมาเล่นครับ การเล่นแผ่น Audio-CD นั้น ความสามารถในการ “รีด” เอารายละเอียด ความสมจริงของเสียงได้ดีตามบุคลิกของตัว XW-NAV1-K อย่างในเพลง Kitchen Racket Performer ของ The Cottars จากซีดีในชุด HD Mastering Audiophile Test ยังคงสามารถถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนามได้อย่างสมจริง ซึ่งเพลงนี้ผมฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่จนคุ้นหูมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ยินจาก Pioneer XW-NAV1-K ก็ยังคงได้รับอรรถรสที่ใกล้เคียงกับการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ส่วนใครอยากจะบันทึกเพลงที่ชื่นชอบในแผ่นนั้น ก็สามารถเลือกแทรคที่ต้องการแล้วบันทึกลงในแฟลชไดร์ฟได้อย่างง่ายดาย โดยด้านขวามือของช่องใส่แผ่นซีดีจะมีช่องเสียบยูเอสบีให้เรานำแฟลชไดร์ฟมาเสียบใช้งาน โดยสามารถใช้เล่นเพลง วิดีโอ หรือรูปภาพที่เก็บอยู่ในไดร์ฟนี้ได้โดยตรง หรือจะใช้เป็นสื่อในการบันทึกไฟล์ที่ได้จากการแปลงไฟล์ออดิโอมาไว้ในนี้ก็ได้ ฟังก์ชั่นการบันทึกเพลงนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับไอพ็อตได้ ไม่ว่าจะบันทึกลงไอพ็อต หรือว่าบันทึกเพลงจากไอพ็อตลงยูเอสบีไดร์ฟ ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
<p>สำหรับการเล่นเพลงในฟอร์แมต MP3 นั้น หากใครรู้สึกขาดอะไรไปบ้างตามธรรมชาติของไฟล์ฟอร์แมตนี้ ซึ่งมักจะออกมากในลักษณะที่แห้งๆ ขาดรายละเอียดอันเนื่องจากการบีบอัดโดยการตัดทอนบิตที่ซ้ำกันออก ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ด้วยการใช้ปุ่ม Sound เพื่อเพิ่มหรือลดเสียงในแต่ละย่านตามความชอบของแต่ละคน</p>
<p>สิ่งที่อยากจะทดสอบเป็นการสดท้ายคือ การเล่นแผ่นดีวีดี เนื่องจากลำโพงไอพ็อตที่ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมานั้น หาได้ไม่มากนัก โดยการต่อสัญญาณเข้าทีวีนั้น ผมได้ใช้สาย HDMI ที่ให้มาพร้อมกับเครื่องต่อเข้ากับทีวีพลาสมา ตัวเครื่องดีวีดีนี้นอกจากใช้เล่นกับแผ่นดีวีดีมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเล่นแผ่นดีวีดีในบันทึกไฟล์ในฟอร์แมตอื่นๆ เช่น DivX, MP3, WMA และ JPEG เป็นต้น การตั้งค่าต่างๆ เช่นภาพ เสียง สายสัญญาณและอื่นๆ จะคล้ายกับของเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป สำหรับค่าความละเอียดปัจจุบันนั้น ตัวเครื่องจะตั้งไว้ที่ 720p เพราะสามารถใช้ได้กับสายสัญญาณทั้ง RCA และ HDMI ตลอดจนเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปด้วย  แต่ภาพบนจออาจดูหยาบไปสักนิด เนื่องจากผมได้ต่อกับสาย HDMI จึงปรับไปที่ 1080p ก็ทำให้ความละเอียดของภาพดูเนียนและสบายตาขึ้นเยอะ โดยรวมแล้ว ภาพจากแผ่นดีวีดีมีความละเอียดที่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ภาพมีความสะอาด สีสันเหมือนธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดการไล่เชดสีนั้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตัวลำโพงออกแบบเป็นสองแชนแนล ดังนั้น เวลาชมภาพยนตร์จึงต้องอาศัย Virtual Surround ช่วยเพิ่มอรรถรสซึ่งก็สามารถช่วยให้เติมช่องว่างไปได้ระดับหนึ่ง</p>
<p>หากนำแผ่นหรือแฟลชไดร์ฟที่บรรจุวิดีโอในฟอร์แมต DivX มาเล่นนั้น คำบรรยายหรือซับไตเติลส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์แยกต่างหาก ก่อนอื่นต้องตั้งค่าภาษาของซับไตเติลของเครื่องให้ถูกต้องก่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่มีพื้นฐานจากอักษรโรมัน) และฟอร์แมตของไฟล์ซับไตเติลที่สนับสนุนคือ .srt, .sub, .ssa และ .smi ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม ก็คงเป็นที่ถูกใจบรรดานักโหลดบิททั้งหลาย</p>
<p>Pioneer XW-NAV1-K นี้ ให้ฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งการฟังเพลง ดูหนัง ดูรูปภาพ รวมทั้งสนับสนุนสื่อทั้งไอพ็อต/ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพี3 แผ่น CD/DVD, USB drive รับวิทยุ ฯลฯ และให้คุณภาพเสียงในระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการฟังเพลงประเภท easy listening แจ๊ส แบบฟังสบายๆบนโต๊ะทำงาน หรือห้องนอน</p>
<p><strong>Main Features</strong><br />
<strong>•    Plays</strong><br />
• iPod<br />
• iPhone<br />
• DVD / CD<br />
• MP3, DivX, WMA and JPEG files from USB, CD and DVD<br />
• FM Radio<br />
•    Speakers 2 full-range speakers<br />
•    Passive Radiators (+) Yes<br />
•    Terminals • 1 x iPod/iPhone<br />
• 1 x CD/DVD<br />
• 1 x USB<br />
• 1 x Aux In (mini jack)<br />
• 2 x RCA Audio Out<br />
• 1 x Composite Video out<br />
• 1 x HDMI out (AV cord included)<br />
•    CD to USB Ripping Yes<br />
•    Display LEM display + clock with wake-up and sleep function<br />
•    Remote Control Unit Full-size remote included<br />
•    Dimensions (W x H x D) 370 x 170 x 210 mm<br />
•    Weight 3,5 kg<br />
•    Power Requirements AC 220/240V, 50/60Hz<br />
<strong>Speakers</strong><br />
•    Speaker Type 2-Channel Full Range + Passive Radiator<br />
<strong>Amplifier</strong><br />
•    Power RMS Front 10W + 10W (8Ω)<br />
<strong>Radio</strong><br />
•    Presets 9<br />
<strong>Audio</strong><br />
•    Bass/Treble Control Yes<br />
•    Dynamic Range Control Yes<br />
•    Dolby Digital Yes<br />
•    Virtual Surround Yes</p>
<p>Distributor: Pioneer Electronics (Thailand) Co., Ltd. Tel: 0-2612-2383</p>
<p>Price: 9,990 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Apple Challenge</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 04:49:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[Steve Jobs]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=368</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-369" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="superjobs" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs-271x300.jpg" alt="" width="271" height="300" /></a>ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล</p>
<p><span id="more-368"></span></p>
<p>พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง Steve Job เกิดความลำพองไม่น้อยที่มีสาวกผู้ภักดีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อวางกรอบให้ผู้บริโภคและผู้ให้บริการสื่อต่างๆ ปฏิบัติตาม ซึ่งแน่นอนว่า อะไรที่ถูกลากไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ย่อมกระทบถึงอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์ในอเมริการออกมาโวยวายกับแอปเปิลที่รับสมัครสมาชิก ผู้ใช้ iPad ให้สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆแบบออนไลน์ได้ แม้ว่างานจะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะค่าสมาชิกที่ได้ก็จัดสรรแบ่งกันระหว่างแอปเปิลกับเจ้าของสื่อ และทำให้สื่อมีเรตติ้งสูงขึ้นด้วย จึงไม่น่าจะต้องออกมาโวยวาย แต่ที่ต้องโวยนั้น ทาง Wall Street Journal ให้เหตุผลว่า เนื่องจากทางแอปเปิลเป็นผู้ดูแลควบคุมฐานข้อมูลของสมาชิกเสียเองทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ผลประโยชน์ระยะยาวจึงตกอยู่กับแอปเปิลฝ่ายเดียว และไม่ทราบว่าแอปเปิลจะงอนขึ้นมาเมื่อไรพร้อมสลัดทิ้งพันธมิตรเดิมเมื่อไรก็ ได้ ในขณะที่สัดส่วนผลประโยชน์ที่จัดสรรนั้นก็ยังคุยกันไม่ลงตัวด้วย งานนี้เป็นไปได้ว่า หากตกลงกันไม่ได้ กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์อาจขอบายกับแอปเปิล เพราะผู้บริหารของ Chicaco Tribune กล่าวว่า การเพิ่มยอดผู้อ่านไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงให้เนื้อหามีความน่าสนใจเท่านั้น</p>
<p>นี่เป็นเพียงกรณีล่าสุด ก่อนหน้านั้นแอปเปิลเองก็เคยมีกรณีพิพาทกับ Google ด้วยการสกัดไม่ให้โฆษณาของ Google (Google Ads) ไปปรากฏบน iPhone, iPad โดยพยายามผลักดันโฆษณา iAd ชองตัวเองแทน รวมทั้งกรณีที่กีดกัน Amazon ในธุรกิจการดาวน์โหลดเพลงออนไลน์จนส่งผลให้ AppStore ของตนมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70% ในขณะที่ Amazon แม้จะอยู่ในอันดับสอง แต่ก็มีส่วนแบ่งเพียง 12% เท่านั้น หลังจากที่เกิดเรื่องราวทำตัวเป็นนักเลงโตเที่ยวไประรานชาวบ้านไปทั่ว ตอนนี้ Federal Trade Commission หรือสมาพันธ์คุ้มครองการแข่งขันทางการค้าของอเมริกากำลังเข้าตรวจสอบดูว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของแอปเปิลเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/apple-challenge/">Thai Chinese Blog</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cowon J3 – Reddot Design Award Premium Portable Media Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/cowon-j3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/cowon-j3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Jul 2010 04:36:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AMOLED]]></category>
		<category><![CDATA[Cown-J3]]></category>
		<category><![CDATA[COWON]]></category>
		<category><![CDATA[Reddot Design Award]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องเล่น MP3]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=284</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับแบรนด์ Cowon จากเกาหลีนี้ เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาหรือหลายคนอาจคุ้นหู (เพราะพกพาติดหูประจำ) กันดีอยู่แล้ว ส่วนตัวแล้ว ก็ได้ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ของ Cowon ก็มากมายหลายรุ่น และแต่รุ่นที่ทดสอบนั้น ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของค่ายนี้ที่ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่พยายามรักษาคือ คุณภาพในระดับสูงและรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม และใช้งานง่าย Cowon J3 ก็เช่นกัน ต้องเรียกว่าสะดุดตาตั้งแต่แว๊บแรกที่เห็นบรรจุภัณฑ์แล้ว (ถ้าไม่นับรวมกล่องสีน้ำตาลภายนอก) ต้องถือว่าออกแบบได้ทั้งสวยงามและมีคุณค่าน่าใช้ยิ่ง เมื่อแกะกล่องนำตัวเครื่องออกมาแล้ว ยิ่งต้องทึ่งในความสวยงาม ซึ่งยังคงสไตล์ความเรียบง่ายเหมือนเดิม หลังจากที่ได้ค้นหาข้อมูลแล้ว เลยหายสงสัยและดีใจที่สายตาตัวเองมองไม่ผิด เพราะ Cowon J3 รุ่นนี้ ได้รับรางวัลการออกแบบจากเรดดอท หรือ Reddon Design Award 2010 (Reddot เป็นองค์กรที่ก่อตั้งในประเทศเยอรมันตั้งแต่ปี 1955 เพื่อมอบรางวัลเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนำสมัย ซึ่งจะมอบให้เป็นประจำทุกปี) ตัวเครื่องสีดำหน้าจอแบบทัชสกรีนขนาด 3.3 นิ้วสำหรับรุ่น J3 นี้ ได้เปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนๆ โดยใช้หน้าจอแบบ AMOLED หรือ  Active-matrix Organic Light-emitting Diode ซึ่งมีความคมชัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/07/cowon_j3.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-285" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="cowon j3" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/07/cowon_j3-300x214.jpg" alt="Cowon J3 Reddot Design Award Media Player" width="270" height="193" /></a>สำหรับแบรนด์ Cowon จากเกาหลีนี้ เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาหรือหลายคนอาจคุ้นหู (เพราะพกพาติดหูประจำ) กันดีอยู่แล้ว ส่วนตัวแล้ว ก็ได้ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ของ Cowon ก็มากมายหลายรุ่น และแต่รุ่นที่ทดสอบนั้น ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของค่ายนี้ที่ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ สิ่งที่พยายามรักษาคือ คุณภาพในระดับสูงและรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม และใช้งานง่าย</p>
<p>Cowon J3 ก็เช่นกัน ต้องเรียกว่าสะดุดตาตั้งแต่แว๊บแรกที่เห็นบรรจุภัณฑ์แล้ว (ถ้าไม่นับรวมกล่องสีน้ำตาลภายนอก) ต้องถือว่าออกแบบได้ทั้งสวยงามและมีคุณค่าน่าใช้ยิ่ง เมื่อแกะกล่องนำตัวเครื่องออกมาแล้ว ยิ่งต้องทึ่งในความสวยงาม ซึ่งยังคงสไตล์ความเรียบง่ายเหมือนเดิม หลังจากที่ได้ค้นหาข้อมูลแล้ว เลยหายสงสัยและดีใจที่สายตาตัวเองมองไม่ผิด เพราะ Cowon J3 รุ่นนี้ ได้รับรางวัลการออกแบบจากเรดดอท หรือ Reddon Design Award 2010 (Reddot เป็นองค์กรที่ก่อตั้งในประเทศเยอรมันตั้งแต่ปี 1955 เพื่อมอบรางวัลเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและนำสมัย ซึ่งจะมอบให้เป็นประจำทุกปี)</p>
<p><span id="more-284"></span></p>
<p>ตัวเครื่องสีดำหน้าจอแบบทัชสกรีนขนาด 3.3 นิ้วสำหรับรุ่น J3 นี้ ได้เปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนๆ โดยใช้หน้าจอแบบ AMOLED หรือ  Active-matrix Organic Light-emitting Diode ซึ่งมีความคมชัด สีสันอิ่มสดสวยงาม และที่สำคัญมีความสว่างกว่าจอทั่วไป โดยมีความละเอียดของหน้าจอ 480 x 272 พิกเซล หน่วยความจำที่บิลต์อยู่ในเครื่องมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 4GB, 8GB, 16GB. และ 32GB. โดยรุ่นที่ได้รับมาทดสอบนั้นเป็นรุ่นที่มีหน่วยความจำต่ำสุด ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหา เพราะตัวเครื่องมีสล็อตสำหรับใส่เมโมรี่การ์ดแบบไมโครเอสดีได้ โดยส่วนตัวแล้วจะชอบลักษณะนี้มากกว่า เพราะไม่ต้องจ่ายแพงกับเมโมรี่สูงๆ ที่บิลต์อินมากับเครื่องและยังต้องถูกจำกัดตายตัวด้วย ดังนั้น ถ้าฉลาดซื้อหน่อยก็เลือกรุ่นหน่วยความจำต่ำสุด ราคาต่ำสุด แล้วมาเสียบเมโมรี่การ์ดเพิ่มเอาเอง ซึ่งราคาร่วงลงทุกวัน (เฉลี่ยกิกะไบต์ละประมาณ 60 กว่าบาท)</p>
<p>นอกจากการนำเทคโนโลยีจอแบบ AMOLED มาใช่ในรุ่นนี้แล้ว สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา (ซึ่งอาจเหมือนกับรุ่นท็อปของ Cowon บางรุ่น) คือ การให้ปุ่มปรับวอลุ่ม ปุ่มเล่น/หยุด ปุ่มเดินหน้า/ถอยหลัง แทนที่จะควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ แต่ปุ่มทั้งหมดก็ได้รับการออกแบบและจัดวางอย่างเรียบร้อยสวยงามสมกับการได้รับรางวัลชนะเลิศ Reddot Design Award สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะติดตั้งมาด้วยคือ ลำโพงจิ๋วในตัว ซึ่งจุดมุ่งหมายคงไม่ได้ต้องการให้ฟังจากลำโพงนี้หรอก คงมีไว้ให้เพื่อเลือกเพลงหรือเลือกสถานีวิทยุ โดยฟังเป็นตัวอย่างมากกว่า เพราะด้วยขนาดที่เล็กและพลังเสียงที่อ่อนเกินกว่าจะใช้ฟังตามปรกติ</p>
<p>ในส่วนของทัชสกรีนนั้น ตัวโปรแกรมได้รับการออกแบบมาสวยงามยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ มีความเรียบง่าย เข้าใจง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้มากๆ สิ่งที่ปรับปรุงอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาษาไทยในเครื่องแสดงผลได้ถูกต้องตามอักขระทุกตัว ไม่เป็นภาษาขอมเหมือนรุ่นก่อนๆอีกต่อไป การแสดงไอคอนบนหน้าจอสามารถพลิกวางตั้ง วางนอนด้านซ้ายหรือขวาได้ (ตีลังกาไม่ได้) ที่สำคัญคือ ไอคอนแต่ละปุ่มนั้น มีความไว้ดีมาก เมื่อพลิกเครื่องเขย่าเครื่อง ไอคอนก็จะขยับตาม เวลาเลือกไอคอนก็จะตอบสนองได้แม่นยำและรวดเร็วทันใจดีมาก ไม่จำเป็นต้องกดย้ำหรือเคาะ เวลาดูรูปภาพ การใช้นิ้วขยายหรือย่อขนาดภาพ ก็เป็นไปตามการควบคุมของนิ้วเราทุกประการ ไม่มีดื้อแพ่งไม่ยอมไปหรือวิ่งเกินกว่าที่ต้องการ จะบอกว่าเหมือนภาพติดกาวไว้กับปลายนิ้วเราก็คงไม่ผิด</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>ก่อนอื่น ผมลองจากตัวอย่างเพลงและคลิปวิดีโอตัวอย่างที่มาพร้อมเครื่อง โดยจะเป็นเพลงในฟอร์แมต MP3 สิ่งที่สัมผัสได้ตั้งแต่ตัวโน้ตตัวแรกนั้น ได้ฉายแววความเป็น Media Player ระดับพรีเมี่ยนของ Cowon J3 ตัวนี้ได้อย่างชัดเจน มีความเป็นไฮ-ไฟชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเอ็มพี3 ทั่วไป หลังจากที่ได้ฟังคร่าวๆในเบื้องต้นแล้ว สิ่งที่ผมอยากทดสอบคือ การเล่นไฟล์เพลงประเภทบีบอัดแบบไร้การสูญเสีย โดยผมได้นำเอาผลงานเพลงของถงลี่ ในอัลบั้มชุด “หมินเกอหง 3” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆชุดที่มีระบบการบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยม และผลิตออกมาในแบบไวนิลซีดี โดยผมได้แปลงเป็นฟอร์แมต APE 828 kbps 44 kHz. แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า เสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังสองข้างนั้น มีความเป็นดนตรี (Musical) ที่ดีมาก ความโปร่งและความสะอาดของเสียงช่วยเสริมให้เสียงหวานๆของถงลี่มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ความต่อเนื่องของย่านความถี่จากต่ำถึงสูงมีความลื่นไหลไม่ทำให้รู้สึกสะดูด เสียงเบสนั้นมีความเป็นตัวตนมีพลังดีมากสำหรับเครื่องเล่นขนาดจิ๋วเช่นนี้ ยิ่งเมื่อทดสอบกับเพลงที่เน้นเสียงกลองแล้ว ความสั่นไหวของผิวกลอง และไม้กระทบขอบกลองล้วนถ่ายทอดออกมาได้เป็นธรรมชาติได้ดีมาก</p>
<p>ขอทดสอบต่อด้วยแผ่น Legendary Sound แผ่นสำหรับทดสอบลำโพง LS3/5A ระดับตำนานของ BBC โดยแปลงเป็นฟอร์แมต APE เหมือนเดิม เสียงเครื่องสายอย่างเปียโน ไวโอลินสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างอบอุ่น มีความเป็นอะนาล็อกดีมาก ส่วนเสียงเพลงคันทรี่กับกีต้าร์โปร่งซึ่งเป็นโทนเสียงต่ำก็ไม่ทำให้เสียงช่วงต่ำๆนั้นพร่ามัว แม้จะมิบังอาจที่ไปเทียบชั้นกับ Monitor Speaker ระดับตำนาน แต่ก็ต้องยอมรับว่า Cowon J3 ถ่ายทอดได้ออกมาเกินตัวไปมากครับ</p>
<p>ด้านวิดีโอนั้นด้วยขนาดของจอสามารถรองรับแบบ Wide-screen แบบ 16:9 ได้อย่างดี และก็ไม่จำเป็นต้องแปลงไฟล์ให้มีขนาดเล็กลงอย่างบางยี่ห้อ เพียงแค่นำเอาไฟล์ MPEG 4 ขนาดไม่ว่าจะเป็น 720p หรือ 1080p (ถ้าเมโมรี่การ์ดบรรจุได้) มาใช้ได้โดยตรงเลย ผมนำไฟล์แบบ avi สิ่งที่ทำให้ผมต้องประหลาดใจอีกครั้งก็คือ หูฟังสองข้างนั้น สามารถให้บรรยากาศของเสียงรอบทิศทางได้ดีเกินคาด เสียงแชนแนลซ้ายขวาและเซ็นเตอร์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดา แต่การที่ทำให้เสียงเซอร์ราวด์อีกสองแชนแนลจนโอบล้อมไปด้านหลังผมนี่สิ ทำได้ดีจนอาจหลงคืนว่า กำลังนั่งชมภาพยนตร์จากชุดโฮมเธียเตอร์ในห้องดูหนัง ถ้าหากไม่ใช่เพราะจอขนาดจิ๋วทำให้ต้องเตือนสติตัวเองว่าในกำลังฟังจาก Cowon J3 ต่างหาก (สามารถต่อสายจากช่อง AV out ไปแสดงผลบนจอทีวีได้) นอกจากความยอดเยี่ยมด้านเสียงแล้ว ในด้านภาพก็มีความคมชัดสีสันอิ่มเอิบสวยงามพร้อมความสว่างที่ดีมากด้วยเทคโนโลยีของจอ AMOLED</p>
<p>ภาครับวิทยุเอฟเอ็มที่มียูเซอร์อินเทอร์เฟสที่ใช้งาน แม่นยำในการค้นหาคลื่นดีมาก ไม่ว่าคุณจะถนัดใช้ปุ่มหมุน (knob ในไอคอน) หรือจะใช้สไลด์ซ้ายขวาก็ได้ แต่น่าเสียดายที่ภาครับจะด้อยไปสักนิด เพราะสถานีที่รับได้จะมีคลื่นแทรกเสมอ แม้จะอยู่ในที่โล่งแจ้งก็ตาม ส่วนใครที่ไม่อยากมีสายหูฟังพะรุงพะรังก็สามารถเปลี่ยนมาใช้หูฟังสเตริโอแบบบลูทูธก็ได้ โดยเปิดใช้ฟังก์ชั่นนี้ในตัวเครื่อง สำหรับปัญหาเรื่องหูฟังที่แถมมา ซึ่งผมเคยติงเสมอกับรุ่นก่อนๆนั้น หูฟังที่แถมมาพร้อม J3 นี้ นอกจากไม่มีอะไรจะท้วงติงแล้ว ยังต้องยอมรับว่ามีคุณภาพและเสียงดีทีเดียว ส่วนการออกแบบขนาดที่กระชับพอดีกับรูหู และยังปิดเสียงรอบข้างได้ดีทีเดียว</p>
<p>โดยภาพรวมแล้ว Cowon J3 ยังคงทำได้ดีทั้งด้านการออกแบบที่สวยงาม แข็งแรง และคุณภาพเสียง ภาพ และการใช้งานที่ดีเยี่ยมเหมือนเดิม หากสิ่งที่คุณต้องการคือสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น นี่แหละคำตำตอบสุดท้าย แต่อาจมีข้อสังเกตนิด นอกจากเรื่องภาครับวิทยุเอฟเอ็มแล้ว ส่วนตัวเห็นว่า น่าจะมี Wi-Fi ติดตั้งเข้ามาด้วย เพราะสมัยนี้อะไรๆมันก็ขาดจากโลกอินเทอร์เน็ตไม่ได้ และที่สำคัญจะทำให้ไม่ต้องลังเลใจว่า จะนำเงินไปซื้อ Cowon J3 มาเล่นดี หรือว่าจะเอาเงินไปซื้อผลไม้มากินดี</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p><strong>General</strong><br />
Size 56.0 x 106.5 x 9.9mm<br />
Color Chic Black/ Sleek White<br />
Weight 76g</p>
<p><strong>Video </strong><br />
Display 3.3&#8243; 16:9 Wide AMOLED, 480 x 272 (16million colors)</p>
<p><strong>Audio</strong><br />
Channel Stereo<br />
Frequency Range 20Hz ~ 20KHz<br />
Max Output 16 Ohm earphones : 29mW + 29mW<br />
S/N Ratio 95dB</p>
<p><strong>FM Radio</strong><br />
Frequency Range 87.5~108 MHz (KR,US,EU), 76~108 MHz (JP)</p>
<p><strong>AV OUT</strong><br />
Video Composite<br />
Video Format NTSC / PAL<br />
Audio Stereo</p>
<p><strong>Power</strong><br />
Built-in Battery Built-in Rechargeable Lithium Polymer Battery<br />
Battery Charging Charge from Mobile Charger(4.2V, 750mA) 3 Hours, By USB port 3.5 Hours</p>
<p><strong>Capacity</strong><br />
Flash Memory 8GB, FAT32 file system<br />
External Memory Standard microSD Card Slot</p>
<p><strong>Input Method</strong><br />
Touch Interface Capacitive Touch Screen</p>
<p><strong>Display UI</strong><br />
Flash UI</p>
<p><strong>USB Interface</strong><br />
USB Device USB 2.0 High Speed</p>
<p><strong>Button </strong><br />
6 Buttons POWER/HOLD, FF, REW, VOL+, VOL-, PLAY/PAUSE</p>
<p><strong>Recording </strong><br />
Microphone/ Line-in / FM Radio</p>
<p><strong>Movie Player</strong><br />
File Format AVI, WMV, ASF<br />
Video Codec Xvid SP/ASP, WMV 7/8/9, DivX 3/4/5<br />
Video Resolution 480&#215;272, 30 fps recommended<br />
Audio Codec MPEG1 Layer 1/2/3, WMA<br />
Subtitle SMI<br />
Playback time Max 11 hours</p>
<p><strong>Music Player</strong><br />
File Format MP3/2, WMA, FLAC, OGG, APE, WAV<br />
Audio Codec<br />
MP3 : MPEG 1/2/2.5 Layer 3, ~320kbps, ~48kHz, mono/stereo<br />
WMA : ~320kbps, ~48kHz, mono/stereo<br />
OGG : ~Q10, ~44.1kHz, mono/stereo<br />
FLAC : Compression Level 0 ~ 8, ~44.1kHz, mono/stereo<br />
WAV : ~48kHz, 16bit, mono/stereo<br />
APE : Fast, Normal, High, 16bit, v3.97 ~<br />
ID3 Tag ID3 V1, ID3 V2.2/V2.3/V2.4,Vorbis Comment<br />
Lyrics LDB 1.0, 2.0<br />
39 Presets (35 Presets + 4 User Presets)<br />
BBE+: BBE, Mach3Bass, 3D Surround, MP Enhance<br />
Special Effect: Stereo Enhance, Reverb<br />
EQ: 5 Band Equalizer (EQ Filter)<br />
Playback time Max 64 hours</p>
<p><strong>Photo Viewer</strong><br />
File Format JPG<br />
Resolution No limit. (Progressive format: LT 1M pixel)</p>
<p><strong>Document Viewer</strong><br />
Text Viewer TXT</p>
<p><strong>Bluetooth </strong><br />
Bluetooth 2.0 Stereo Headset (A2DP, AVRCP Profile)</p>
<p><strong>External Connector</strong><br />
Supports 20pin USB Connector</p>
<p><strong>Etc</strong><br />
G-Sensor Supports auto pivot by G-sensor<br />
Built-in Speaker</p>
<p><strong>Distributor: Modern System (Thailand) Co., Ltd.<br />
</strong></p>
<p><strong>Price: n/a<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/cowon-j3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HRT Music Streamer &#8211; Hear Your Digital Files Musically</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2010 07:17:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[datastream]]></category>
		<category><![CDATA[HRT]]></category>
		<category><![CDATA[HRT Music Streamer]]></category>
		<category><![CDATA[PCM1744]]></category>
		<category><![CDATA[PCM2706]]></category>
		<category><![CDATA[USB DAC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-260" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="HRT Music Streamer" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1-300x220.jpg" alt="" width="270" height="198" /></a>การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ</p>
<p>ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน</p>
<p><span id="more-259"></span></p>
<div id="attachment_261" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb.jpg"><img class="size-medium wp-image-261 " title="HRT Music Streamer pcb" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">HRT Music Streamer PCB board - front (upper), back (lower)</p></div>
<p>สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด</p>
<p>HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย USB อีกข้างหนึ่งเป็นหัว RCA ชุบทองสำหรับต่อสายอะนาล็อก เปิดดูภายในกล่องก็แทบจะไม่มีเอกสารอะไร นอกจากการ์ดแข็งขนาดไปรษณียบัตรที่มีคำอธิบายเพียงด้านเดียว ยังคิดในใจอยู่ว่า แม้แต่ปากกายี่ห้อชั้นนำยังมีคู่มือที่หนาถึงหลายสิบหน้า แต่นี่สินค้าไฮเทคกลับไม่มีอะไรเลย ค้นหาในเว็บไซต์ก็ได้ข้อมูลอันเดียวกับที่พิมพ์มาบนการ์ดนั่นเอง</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<div id="attachment_262" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706.jpg"><img class="size-medium wp-image-262 " title="HRT Music Streamer pcm2706 chipset" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM2706 chipset for datastream transceiver</p></div>
<p>เมื่อหาข้อมูลอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ก็มีทางเดียวคือติดตั้งเพื่อทดสอบจริงเลย เลยจัดแจงหาสาย USB (ไม่ได้ให้มาด้วย) ต่อ Music Streamer เข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค Acer ที่มีหน่วยประมวลผลระดับ Pentium Dual Core ซึ่งมีประสิทธิภาพระดับพื้นๆเท่านั้น การติดตั้งก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเหมือนอย่างที่ไม่มีอะไรในคู่มือ เพราะเพียงแค่ต่อสาย วิสโดว์สก็ตรวจเช็คเจอและก็จัดการติดตั้งให้เสร็จสรรพ โดยไม่ร้องหาแผ่นไดร์ฟเวอร์ใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็นำเอาสายอะนาล็อกยี่ห้อ Black Rhodium รุ่น Prelude มาต่อเข้ากับเครื่องปรีแอมปรีไฟเออร์ เสียงในเครื่องโน้ตบุ้คที่ปรกติเคยดังออกทางลำโพงในตัวก็ดังออกทางเครื่องเสียงบ้านผมแทน เพราะเหตุนี้นี่เองที่คู่มือจึงไม่มีความจำเป็น</p>
<p>ในด้านของการทำงานนั้น ตัวกล่องจะบรรจุด้วยแผงวงจรเล็กๆเพียงชิ้นเดียว ในฝั่งของช่องต่อ USB จะใช้ชิปเบอร์ PCM2706 เป็นตัวรับส่งข้อมูล(datastream transceiver) จากนั้นก็นำเอาข้อมูลนั้นไปแปลงจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อก (D/A Conversion) ด้วยชิปเบอร์ PCM1744 ของ Texas Instrument ทั้งคู่ ด้วยชิป DAC เบอร์ PCM1744 ทำให้ไฟล์ที่ออกมามีแซมปลิ้งเรท (Sampling Rate) สูงสุด 96 kHz. ที่ Resolution 24 bits เนื่องจากกินไฟเพียง 4.5-5 โวลท์ทั้งภาคดิจิตอลและอะนาล็อก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายไฟเลี้ยงต่างหาก ใช้ไฟจากพ็อต USB ก็เป็นการเพียงพอ</p>
<p>เริ่มต้นการทดสอบด้วยการเล่นเพลงในฟอร์แมตสามัญประจำบ้าน คือ MP3 โดยผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ Windows Media Player เพราะจะกินพลังของซีพียูมาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีนัก แต่ผมจะใช้ VLC media player และ Splayer โดยจะใช้ตัวหลังเป็นหลัก เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก และกินพลังของซีพียูและหน่วยความจำน้อยมาก ที่สำคัญคือซัพพอร์ตไฟล์เกือบทุกฟอร์แมตที่มีอยู่ในปัจจุบัน และหากเล่นไฟล์วิดีโอ ยังสนับสนุน GPU (หน่วยประมวลผลกราฟฟิกของการ์ดแสดงผล) ด้วย การเล่นไฟล์เพลงประเภท MP3 แม้ว่าจะสังเกตได้ถึงเสียงที่มีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับการฟังโดยไม่ได้ใช้ Music Streamer แต่ยังคงรู้สึกว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เพราะเวทีเสียงที่ยังขุ่นมัว เหมือนดนตรีแต่ละชิ้นกองๆอยู่หน้าเวที แม้ว่าจะมีความลึกมากขึ้นก็ตาม หลังจากที่ลองเปลี่ยนหลายๆอัลปั้มแล้ว ก็ได้ผลไม่แตกต่างกันนัก</p>
<div id="attachment_263" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744.jpg"><img class="size-medium wp-image-263 " title="HRT Music Streamer PCB chipset pcm1744" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM1744 chipset for D/A Conversion</p></div>
<p>Music Streamer เริ่มสำแดงพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในก็ต่อเมื่อผมเปลี่ยนมาเล่นเพลงของ David Arkenstone ในชุด Echoes Of Egypt ซึ่งเป็นฟอร์แมต FLAC (Free Lossless Audio Codec) เพราะเสียงที่ผ่านเข้ามารูหูผมนั้นมีมิติ มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดีมาก เช่นเสียงกระดิ่งของกองคาราวานอูฐที่แทบจะฟังออกถึงระยะห่างของอูฐแต่ละตัว เสียงพายุทะเลทรายที่พัดกระหน่ำเหมือนสาดใส่ผ่านหน้าเรา เสียงเครื่องดนตรีทั้งเครื่องเป่า เครื่องสาย เครื่องเคาะในบรรยากาศของอียิปต์ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มได้ไม่น้อย  จากการนั่งฟังเพลง The Secret Chamber ที่มีความยาว 14.43 นาที แทบจะตรึงผมให้หยุดนิ่งทุกอย่าง แม้จะมีความยาวเพลงสิบกว่านาทีก็ตาม ด้วยคุณภาพเสียงที่ได้นั้น กลับรู้สึกว่ามันสั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>ผ่านจากเพลงแนวนิวเอจที่สอบผ่านอย่างงดงามแล้ว ทีนี้มาลองเพลงในแนวแจ๊สทั้งแบบบรรเลงและเสียงร้องกันบ้าง โดยนำเอาผลงานชุด Smooth Jazz Essentials ที่มาในอีกฟอร์แมตหนึ่ง คือ AAC หรือ Apple Lossless Audio Codec นี่เป็นอีกฟอร์แมตที่ทำให้เราต้องทึ่งกับประสิทธิภาพของตัว Music Streamer ยิ่งดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้นยิ่งทำให้เรามองเห็นเวทีเสียงที่ชัดเจน ตำแหน่งของดนตรีแต่ละชิ้น ความสดใสมีชีวิตชีวาของเมโลดี้ ซึ่งหาได้ยากจากการฟังจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเพลงพกพาทั่วไป ยิ่งมาฟังเสียงร้อง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman เวอร์ชั่นสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะ (ฟอร์แมต AAC เหมือนกัน) ยิ่งจะเห็นถึงฤทธิ์เดชของ Music Stream ได้ชัดเจน เสียงร้องที่ใสๆมีพลังการจีบปากการขึ้นลูกคอเหมือนร้องขับกล่อมอยู่ตรงหน้าห้องประมาณนั้น</p>
<p>จากการที่ได้ทดสอบฟังเพลงจากหลายๆฟอร์มแมตแล้ว ในภาพรวมแล้ว การใช้ Music Stream สามารถช่วยให้เสียงเพลงที่เราเคยรู้สึกแห้งๆ ห้วนๆ กลับมีความสดใสมีชีวิตชีวา และที่สำคัญ มีความเป็นดนตรี (musical) มากยิ่งขึ้น แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนฟังจากแผ่นออดิไฟล์ชั้นเยี่ยมก็ตาม แต่มันก็ห่างกันไม่กี่คืบศอกแล้ว แต่หากให้ดีคือ ให้ฟังเพลงที่เป็นแบบ Lossless ซึ่งจะมีการสูญเสียงของคุณภาพน้อยมาก ที่กล้าฟันธงเช่นนี้ เพราะจากการฟังเปรียบเทียบเพลง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman ระหว่างฟอร์แมต MP3 กับ AAC แล้ว จะชัดเจนมาก ต้องยอมรับว่า Music Stream ตัวเล็กพริกขี้หนูนี้ คุณภาพเหลือจะบรรยาย นี่ขนาดเป็นแค่รุ่นพื้นฐานยังได้ขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้ผมอยากทดสอบรุ่น Plus และรุ่น Pro ที่สูงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพมันจะขนาดไหน แต่มีข้อสังเกตนิดเดียวตรงทีไม่ยอมให้สาย USB มาด้วย ความจริงค่าสายก็ไม่กี่สิบบาทหรอก แต่มันสร้างความหงุดหงิดมากกว่า</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">Specifications:</span></strong><br />
Electrical: Full Scale output 2.25 Volts RMS<br />
Frequency Response: (20 Hz/20 kHz) -.3 dB / -1.8 dB<br />
Noise Floor: (DC to 30 kHz) 174 uV RMS<br />
Noise Floor: (A-weighted) 110 uV RMS<br />
S/N Ratio: (DC to 30 kHz) 82 dB<br />
S/N Ratio: (A-weighted) 86 dB<br />
THD+N: (1 kHz FS) 0.06%<br />
USB to Audio output isolation: &gt; 20M Ohm<br />
Interface Data Rate: 48kS/s<br />
Bit Depth: 16 bit<br />
USB type: 1.1<br />
Power Requirements (USB buss): 250 mA<br />
Dimensions: (L x W x H) 4.1&#8243; x 2.1&#8243; x 1.2&#8243;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Leona GPS522 GPS Navigator</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 07:05:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[GPS]]></category>
		<category><![CDATA[GPS Navigator]]></category>
		<category><![CDATA[Leona GPS522]]></category>
		<category><![CDATA[SiRF Technology]]></category>
		<category><![CDATA[SpeedNavi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่ จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-248" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Leona GPS522 GPS Navigator" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522-300x198.jpg" alt="" width="270" height="178" /></a>การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว</p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่</p>
<p><span id="more-247"></span></p>
<p>จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด</p>
<p>Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ</p>
<p>หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท SiRF Technology ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตหน่วยประมวลผลสำหรับการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมโดยเฉพาะ โดยหน่วยประมวลผลรุ่นนี้จะมากพร้อม FPU (Floating Point Unit) หรือส่วนที่ใช้สำหรับการคำนวณโดยเฉพาะ พร้อมกับหน่วยความจำแคช (cache) ภายในระดับหนึ่ง 16 KB. และระดับสองอีก 16 KB. หน่วยความจำแบบ DDR 200 และส่งข้อมูลผ่านระบบบัส 64 bit นั่นหมายความว่า ความเร็วในการประมวลผลและรับส่งข้อมูลจึงมีความเร็วและประสิทธิภาพที่ดี</p>
<p>ในด้านของระบบปฏิบัติการนั้น ตัวเครื่อง Leona GPS522 ได้ใช้ของ Microsoft Windows CE version 6.0 ส่วนตัวแผนที่ที่ติดตั้งอยู่ใน SD Card เป็นของ SpeedNavi เวอร์ชั่น Speednavi SQ Union ของบริษัท  M&amp;Soft ประเทศเกาหลี จุดนี้อาจเป็นประเด็นสำคัญปัจจัยหนึ่งของการนำทางที่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องดูกันว่ามันมีความสำคัญอย่างไรจากผลการทดสอบ</p>
<p>The Wave Test<br />
อย่างที่เรียนในตอนแรกว่า ผมนำเครื่องไปทดสอบโดยไม่อ่านรายละเอียดใดๆมาก่อน เมื่อได้ตัวเครื่องมาแล้ว ก็จัดแจงตั้งจุดหมายปลายทางแล้วเอาขึ้นรถทันที สิ่งที่ผมต้องทึ่งกับเครื่องนำทาง Leona GPS522 นั้น นอกจากตัวเครื่องที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ สว่าง (แม้จะอยู่ท่ามกลางแดดจ้าก็ตาม) และระบบสัมผัสที่ใช้ง่ายแล้ว สิ่งที่ผมต้องทึ่งยิ่งกว่าก็คือ ความถูกต้องแม่นยำ และความเร็วในการประมวลผลและบอกตำแหน่ง เมื่อประกอบกับตัวแผนที่ SpeedNavi ที่มีข้อมูลที่ละเอียดดีมาก และมีความครบถ้วนของสถานที่ ถนน ตรอก ซอยต่างๆ เช่น อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม แม้แต่โครงการคอนโดมิเนียมที่ยังอยู่ระหว่างเปิดโครงการ ยังไม่ได้ลงเสาเลยก็รวมไว้อยู่ในแผนที อย่างซอยในบ้านผม มีซอยของเอกชนที่มีบ้านตั้งโดดเดี่ยวอยู่เพียงหลังเดียว และตั้งชื่อซอยของตัวเองเมื่อไม่นานนี้ ก็มีรวมอยู่ในแผนที่นี้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ในการเดินทางนั้น ตัวระบบจะคอยแนะนำเส้นทางต่างๆ ซึ่งหลายเส้นทางก็ไม่เคยวิ่งมาก่อน เช่นทางลัดผ่านหมู่บ้าน เวลาใกล้ถึงทางแยก ทางเลี้ยว จะบอกพิกัดระยะทางเป็นหลักสิบเมตร ไม่ใช่หลักร้อยเมตร ในขณะที่ตรงทางแยก ทางกลับรถ เมื่อถึงตำแหน่งที่กำหนด ภาพแผนที่หน้าจอจะแยกออกเป็นสองจอ ด้านหนึ่งเป็นภาพแผนที่เส้นทางสองมิติ อีกด้านหนึ่งจะเป็นภาพกราฟฟิกสามมิติ เช่นทางลอดอุโมงค์ ก็จะเป็นภาพของปากอุโมงค์</p>
<p>อีกกรณีหนึ่งคือ ทางที่เป็นทางแยก ทางร่วม เครื่องนำทางจะบอกพิกัดได้อย่างถูกต้องแม่นยำดีมาก อย่างกรณีทางแยกที่เป็นสะพานลอย นอกจากจะบอกล่วงหน้าให้วิ่งเลนไหนแล้ว เรายังเห็นภาพที่เป็นทางขนาน ทางกลับรถใต้สะพานลอย ไม่ใช่ว่า รถวิ่งขึ้นไปบนสะพานแล้ว เพิ่งจะแจ้งว่า ให้วิ่งเลนขวาขึ้นสะพาน ส่วนถนนที่มีสะพานข้ามคลองย่อยๆ (ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำไป) ก็ปรากฏในแผนที่ และจะบอกตำแหน่งของรถเราว่า ขณะนี้อยู่ตรงคอสะพานทางขึ้น อยู่กลางสะพานได้ถูกต้องชัดเจน</p>
<p>ส่วนสถานที่ข้างทางต่างๆ โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเฉพาะสถานที่สำคัญๆเป็นหลัก เช่น ธนาคาร เซเว่นฯ ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น แต่ด้วย Leona GPS522 ที่มาพร้อมแผนที่ SpeedNavi เครื่องนี้ คุณจะเห็นสถานที่ที่จนคุณก็ไม่คิดว่าจะเห็น เช่นร้านข้าวขาหมู ร้านข้าวมันไก่ ตลาดนัดต้นไม้ ร้านนาย ก. เป็นต้น</p>
<p>แม้ว่าบ้านเราจะใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่ตัวเครื่อง Leona GPS522 ก็ให้เราเลือกภาษาต่างๆได้ การเลือกภาษาสำหรับเมนูนั้น ถือเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน แต่เครื่องนี้ยังให้เราเลือกแผนที่ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษได้อีกด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เวลาผมพิมพ์ชื่อสถานที่ผมจะถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า เครื่องนี้จึงทำให้สะดวกดีมาก ส่วนเสียงพูดแนะนำทางนั้น สามารถเลือกได้ทั้งภาษาไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น จีนกลาง จีนกวางตุ้ง มาเลย์ เป็นต้น</p>
<p>การใช้งานด้านอื่นๆ เช่น การเล่นเพลง ดูวิดีโอ อ่านอีบุ๊ค และอื่นๆนั้น ผมขอข้ามๆไปในส่วนนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเด็นสำคัญรอง จึงขอรบกวนอ่านจากสเปค แต่โดยรวมแล้ว เครื่องนำทาง Leona GPS522 เครื่องนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางประจำรถที่มีความเที่ยงตรง ถูกต้องและรวดเร็วดีมาก ที่น่าจะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ซื่อสัตย์ของคุณ</p>
<p><strong>Leona GPS522 Specifications:</strong><br />
- CPU : SiRF Atlas IV 500MHz, dual core<br />
- OS : Microsoft Win CE 6.0 core version<br />
- 5&#8243; high resolution TFT touch screen, 800*400 pixels<br />
- Photo Viewer : Support JPEG<br />
- Video : Support MP4 / AVI / WMA<br />
- Audio : Support MP3 / WMA / WMA<br />
- Ebook : Support TXT<br />
- Bluetooth function<br />
- FM transmitter function<br />
- Battery 900mAh rechargeable Li-ion Battery<br />
- AV-in (Support wireless camera)</p>
<p><strong>Distributor</strong>: บริษัท โกรว์ ริช เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด<br />
<strong>Price</strong>: 15,900 บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ONKYO CBX-300 &#8211; A Multi-Format, iPod Integrated, Space-Efficient Audio Solution</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Feb 2010 09:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[CD player]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[Onkyo]]></category>
		<category><![CDATA[ONKYO CBX-300]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=220</guid>
		<description><![CDATA[เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-221" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="CBX-300B" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/CBX-300B_front-300x215.jpg" alt="CBX-300B" width="270" height="194" />เครื่องเสียงขนาดเล็กที่ซัพพอร์ตฟอร์ตแมทหลากหลาย โดยเฉพาะที่สำหรับเล่นจากเครื่องไอพ็อตและแผ่นซีดี ซึ่งเป็นฟอร์แมทสามัญประจำบ้านในยุคปัจจุบัน พร้อมด้วยรูปแบบที่ดูสวยงามทันสมัยและเสียงดีด้วย ดูเหมือนจะเป็นโจทย์ที่ยากไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่จะได้อย่างขาดอย่าง หรือขาดหลายอย่าง ไม่ลงตัวเสียที</p>
<p>ONKYO CBX-300 น่าจะเป็นเครื่องเสียงขนาดเล็กที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด ด้วยตัวบอดี้เครื่องที่เห็นครั้งแรก ต้องบอกว่าใช่เลย ตัวเครื่องสีดำมัน ตัดเรียบในด้านหน้า และโค้งมนในส่วนของด้านหลัง หากเปรียบแล้วก็จะเหมือนกับเวทีการแสดง ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่ใช่ออกแบบลักษณะนี้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว หากแต่คำนึงถึงด้านไดนามิก ตลอดจนเวทีเสียงด้วย โดยด้านหน้าส่วนล่างจะเป็นลำโพง โดยมีท่อลมสำหรับ Aero Acoustic Drive ของเสียงเบสติดอยู่ขอบซ้ายขวาสองข้าง ซึ่งทางออนเกียวเรียกระบบนี้ว่า Aero Acoustic Drive bass-reflex port ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเสียงเบสดียิ่งขึ้น ลำโพงที่ติดตั้งมานี้เป็นลำโพงขนาด 8 ซม. ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการออกแบบของออนเกียวเอง ที่เรียกว่า Onkyo Micro Fibre (OMF) ไดอะแกรม ซึ่งจะทำให้มีการตอบสนองที่เร็วและถูกต้อง</p>
<p><span id="more-220"></span></p>
<p>ตรงกลางของลำโพงจะเป็นช่องสำหรับใส่แผ่นซีดี โดยออกแบบเป็นลักษณะปากดูด (Slot-in) แทนที่จะเป็นถาดลิ้นชักเข้าออกอย่างที่พวกเราใช้กัน ซึ่งแลดูอาจรู้สึกไม่ค่อยคุ้นนักสำหรับพวกเราที่เล่นเครื่องเสียงบ้านเป็นหลัก เหตุผลที่ใช่เครื่องเล่นซีดีแบบมัลติมีเดียลักษณะนี้ก็คงเพื่อประหยัดพื้นที่ และลดการทำงานของระบบกลไกลง สำหรับแผ่นที่สามารถนำมาใช้ได้นั้น นอกจากแผ่นออดิโอซีดีแล้ว ยังสามารถอ่านแผ่น CD-R และ CD-RW ด้วย ดังนั้น หายห่วงสำหรับนักฟังยุคดิจิตอล อีกอย่างฟอร์แมทเพลงที่เล่นได้ก็ได้ทั้งซีดีออดิโอ MP3 และ WMA ส่วนการบันทึกไฟล์นั้น อาจต้องใส่ใจสักนี้ เพราะว่าส่วนของไฟล์แบบ MP3 นั้น จะสนับสนุนแซมปลิ้งเรตระหว่าง 8 kHz. – 48 kHz. และบิตเรตระหว่าง 8 kbps. กับ 320 kbps. ซึ่งเพียงพอสำหรับระดับคุณภาพเสียงที่ดี ส่วนถ้าหากจะทำตัวฝืนโลกโดยบันทึกบิตเรตให้แตกต่างจากนี้ได้ไหม ก็ไม่มีปัญหาครับ เพียงแต่คุณอาจต้องแลกกับการแสดงเวลาการเล่นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าไม่ซีเรียสนัก ก็ถึงว่าโอเคเลยละ</p>
<p>ด้านบนตัวเครื่องนอกจากที่วางไอพ็อต (iPod Docking) โดยทางออนเกียวได้แถมตัวอะแดปเตอร์มาให้สองตัวเพื่อใช้กับไอพ็อตในรุ่นต่างๆ นอกนั้นจะเป็นปุ่มควบคุมต่างๆที่วางตำแหน่งเป็นแนวเส้นโค้ง ดูสวยงาม แต่เรียบง่าย ส่วนด้านหลังเครื่องจะเป็นช่องต่อต่างๆ เช่น สายไฟเอซี เสาอากาศวิทยุเอเอ็ม/เอฟเอ็ม ช่องหูฟัง และช่องอินพุทสำหรับอุปกรณ์ภายนอก เช่น เครื่องเล่น DVD, CD,  MD ทีวี หรือเครื่องเล่นเทป เป็นต้น</p>
<p>The Wave Test</p>
<p>เครื่อง ONKYO CBX-300 นี้มาในชิ้นเดียวทั้งหมด จึงแทบจะไม่ต้องติดตั้งหรือต่อสายใดๆ นอกจากเสียบสายไฟเอซี เสาอากาศ และเปลี่ยนอะแอปเตอร์ไอพ็อตด็อกกิ้ง (ในกรณีที่ไม่ตรงกับรุ่นที่ใช้) เมื่อเสียบสายไฟเอซีแล้ว ถ้าหากไฟแอลอีดีสีแดงของเพาเวอร์สว่างขึ้นก็แสดงว่าตัวเครื่องพร้อมใช้งานได้แล้ว เมื่อกดปุ่น “On” บนตัวเครื่องหรือรีโมทคอนโทรล แผงหน้าปัดจะแสดงตัวหนังสือสีฟ้าแบบ Backlit Dot-Matrix จึงทำให้อ่านง่ายดูชัดเจนสบายตา เมื่อวางไอพ็อตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเลือกอินพุท หรือปุ่ม “iPod” บนรีโมท ก็สามารถเข้าสู่โหมดการเล่นได้แล้ว แต่สำหรับคนที่จัดเก็บเพลงเป็นโฟลเดอร์หรืออัลบั้มก็สามารถอัลบั้มแยกย่อยต่อไป ฟอร์แมทเพลงที่เล่นกับไอพ็อตนั้น นอกจาก MP3 และ WMA สองแบบที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังสามารถเล่นฟอร์แมท AAC หรือ Advance Audio Coding อันเป็นเทคโนโลยีการบีบอัดของแอปเปิลเอง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าหากเลือกได้ ขอแนะนำให้ใช้ฟอร์แมทนี้เล่น จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับฟอร์แมทอื่นอีกสองแบบที่กล่าวมา</p>
<p>ในด้านคุณภาพเสียงจากการฟังเพลงคลาสสิกนั้น เสียงไวโอลินและเสียงเปียโนจะให้ความสดใส กังวานที่ดีมาก ความฉับไวไหลลื่นของตัวโน้ตมีความต่อเนื่อง นุ่มนวล ไม่มีอาการของเสียงโด่งบาดหู ส่วนในย่านความถี่ต่ำดูจะด้อยไปนิด เนื่องจากอัลบั้มที่เล่นนั้นเป็นวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ดูจะเป็นการทรมานสังขานเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นการจัดคู่มวยชกข้ามรุ่น ผมเลยเปลี่ยนเพลงเป็นการบรรเลงไวโอลินโดยไวโอลินนิสชาวญี่ปุ่น Takako Nishizaki ผลออกมาน่าจะชัดเจนเลยว่า แนวเพลงแบบหนักไปทางกลางแหลมน่าจะเหมาะกับบุคลิกของเครื่องนี้ เพราะดูมันจะให้เสียงที่ออดอ้อน อ้อยสร้อย ชวนให้เคลิ้มเหลือเกิน เพราะนอกจากความสดใสของมันแล้ว ยังมีความหวานและไหวพลิ้วที่ดีมาก นอกจากเสียงไวโอลินแล้ว เสียงเปียโนที่หนักหน่วงในบางจังหวะ และพลิ้วไหวในบางอารมณ์ ล้วงแต่ถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินตัว</p>
<p>การฟังเพลงแนวบรรเลงถือว่าสอบผ่านได้เกรดที่ค่อนข้างดี เลยขอเปลี่ยนโจทย์ข้อสอบเป็นเพลงร้องบ้าง แน่นอนว่า ขอเป็นแนวเพลงฟังสบายๆอย่างขอเติ้งลี่จวิน โดยผมเลือกเอาอัลบั้ม Teresa Deng 35 Years Special Edition เสียงของเติ้งลี่จวินที่ได้ยินจาก ONKYO CBX-300 นี้ ยังคงทำให้เสน่ห์และเสียงเพลงที่แฝงรอยยิ้มหวานของเติ้งลี่จวินสร้างความประทับใจได้เหมือนเดิม แม้ว่าเวทีเสียงจะไม่กว้างลึกเหมือนเครื่องใหญ่ แต่ก็ให้เราสามารถจับต้องในช่องว่างระหว่างตัวโน้ตได้ดี การนั่งฟังในระยะห่างประมาณ 1.5 เมตรดูเหมือนจะได้เวทีเสียงที่ได้มิติดีกว่าในระยะอื่น</p>
<p>การเล่นเพลงจากแผ่นซีดีนั้น ช่องใส่แผ่นดูดเข้าหรือดีดออกทำได้อย่างนุ่มนวล ส่วนการอ่านแผ่นจะใช้เวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเพลงที่บันทึกในแผ่น โดยเฉพาะฟอร์แมท MP3 และ WMA ไม่ว่าคุณจะใส่แผ่นในฟอร์แมทใดเข้าไป หรือจะผสมหลายฟอร์แมทในแผ่นเดียวกันก็ตาม ตัวเครื่องจะดีเทกและแจ้งบนจอให้เราทราบ ในโหมดการเล่นเพลงสามารถเลือกได้จะให้เล่นต่อเนื่องทั้งแผ่น เล่นซ้ำบางเพลง ซ้ำทั้งแผ่น ซ้ำเฉพาะโฟลเดอร์ ซ้ำตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ หรือเล่นแบบสุ่ม</p>
<p>ในภาครับวิทยุ เมื่อต่อเสาอากาศที่ให้มาแล้ว ตัวเครื่องมีความไวในการสแกนหาคลื่นได้ดีมาก และที่สำคัญมีความแม่นยำของตำแหน่งคลื่นดีแม้จะอยู่ในตำแหน่งที่สัญญาณไม่ดีนัก เราสามารถตั้งสถานีล่วงหน้าได้ 30 สถานี จะเป็นการสแกนหาสถานีอัตโนมัติหรือหาเองก็ตาม ส่วนเมื่อตั้งสถานีล่วงหน้าไปแล้ว หากกลัวว่าจะจำไม่ได้ว่าคลื่นไหนเป็นสถานีอะไร เราก็สามารถตั้งเป็นชื่อได้ด้วยอักษรภาษาอังกฤษไม่เกินแปดตัว เช่น SEED, FATRADIO, CHULA เป็นต้น ก็จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้น</p>
<p>เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ น่าจะเหมาะกับนำไปใช้ในห้องนอน หรือบนโต๊ะทำงาน ดังนั้น จึงมีการเตรียมฟังก์ชั่นต่างๆเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการใช้งาน เช่น การปรับแสง (Dimmer) ของตัวหนังสือบนหน้าจอ การตั้ง Timer เพื่อกำหนดระยะเวลาในการปิดเครื่อง ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมได้ 4 ช่วงด้วยกัน เมื่อประกอบกับการออกแบบที่กะทัดรัดสวยงาน แต่มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นอออิโอโซลูชั่นที่เหมาะกับยุคสมัยและน่าใช้อย่างยิ่ง</p>
<p>ข้อสังเกต ช่องต่อหูฟังอยู่ด้านหลังเครื่อง จึงอาจไม่สะดวกต่อการใช้งานนัก และสำหรับแฟนไอพ็อตรุ่นเก่า คือ เจนเนอเรชั่นที่ 1 ถึง 3 จะนำมาใช้กับ ONKYO CBX-300 นี้ไม่ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/onkyo-cbx-300/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Apple iPad Leads the Tablet War</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2010 12:25:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[New Launch]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[Dell Streak]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[Lenovo IdeaPad]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-233" title="Apple iPad" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127-300x174.jpg" alt="" width="270" height="157" /></a>ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย</p>
<p><span id="more-232"></span></p>
<div id="attachment_234" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak.jpg"><img class="size-medium wp-image-234" title="Dell Streak" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak-300x226.jpg" alt="Dell Streak Tablet PC" width="270" height="203" /></a><p class="wp-caption-text">Dell Streak Tablet PC</p></div>
<p>มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง 7 ขีด สำหรับรุ่นที่มาพร้อมไวไฟและ 3G ส่วนรุ่นที่ไม่มี 3G ก็เบากว่าเล็กน้อย เมื่อมี iPad ตัวนี้อยู่ในมือแล้ว แทบจะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเกือบทุกอย่างอยู่ในเครื่องเดียวกัน ดูจะยกเว้นแต่เพียง iPhone เท่านั้น อ้อ&#8230;สำหรับหน่วยประมวลผลนั้นใช้ Apple A4 มีความเร็ว 1 GHz. ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับแอปเปิลโดยเฉพาะ (custom design) ส่วนค่ายอื่นๆที่จะออกมาที่มาพร้อมซีพียูของค่ายอินเทล (หรือผู้ผลิตค่ายอื่นแต่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน) นั้น ก็คงต้องติดตามดูว่า กระออกมาคราวนี้สามารถสร้างกระแสตลาดให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง โซนีได้เปิดตัว DASH, HP เปิดตัว Slate, Dell ส่ง Streak ส่วน Lenovo ส่ง IdealPad Tablets เข้าประกวด ชอบใครรักใครก็เลือกกันได้ตามสบายครับ</p>
<div id="attachment_235" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1.jpg"><img class="size-medium wp-image-235" title="Lenovo Ideapad U1" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1-300x267.jpg" alt="Lenovo Ideapad Tablet PC" width="270" height="240" /></a><p class="wp-caption-text">Lenovo Ideapad</p></div>
<p>Tablet PC ของผู้ผลิตแบรนด์เนมยังไม่ออกมาต่อกรกับ iPad เพราะกว่าจะพร้อมก็คงอีกหลายเดือน แต่ที่น่าสนใจคือ แหล่งผลิตสินค้าลอกเลียนแบบที่หัวเฉียงเป่ย เมืองเซินเจิ้นนั้น เขาได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่ iPad ตัวจริงจะวางตลาดหนึ่งเดือนมาแล้ว และพวกนี้ได้ข้อมูลสเปคและหน้าตาของ  iPad มาก่อนแล้ว ด้วยการคาดการณ์ว่า ราคาจำหน่ายของ iPad คงไม่ถูกนัก จึงเป็นแรงจูงใจที่ผลิตเลียนแบบออกมา แต่ผู้ค้ารายหนึ่งให้ความเห็นว่า การลอกเลียนแบบ iPad นั้นแตกต่างจาก iPhone เพราะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สูงว่า และเครื่อง iPad ลอกเลียนแบบที่วางขายในปัจจุบันนี้ ก็เป็นเพียงการลอกเลียนแบบหน้าตาภายนอกเท่านั้น ส่วนไส้ในก็คือเน็ตบุ้คธรรมดานี่เอง ด้วยราคาขายเครื่องละประมาณ 2000 หยวนหรือหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งขายได้ไม่ดีนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS AIR3 – iPod Speaker with Internet Radio</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 03:09:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS AIR3]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ASUS AIR3 ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-216" title="asus-air3_hires-1-550x444" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/11/asus-air3_hires-1-550x444-300x242.jpg" alt="asus-air3_hires-1-550x444" width="300" height="242" /><strong>ASUS AIR3</strong> ถือเป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่งที่อัสซุสตั้งใจที่จะออกมาจับตลาดระดับไฮเอ็นด์ ด้วยการออกแบบที่พิถีพิถัน ประณีต สวยงาม นอกจากฟีเจอร์ที่ค่อนข้างนำสมัย นอกเหนือจากการนำมาใช้เป็นลำโพงสำหรับ iPod แล้ว สิ่งสำคัญคือ อุปกรณ์ที่นำมาใช้ยังได้รับการรับรอง (Certified) จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือในความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆด้วย</p>
<p>ด้วยการออกแบบตัวบอดี้ที่โค้งมน ด้านบนอันเป็นแผงควบคุมและที่วางไอพ็อต ทำเป็นผิวดำมันแบบผิวเปียโน (Piano Black) โดยมีปุ่มจ็อกเกอร์ (Jogger) ตรงกลาง เวลาเปิดเครื่อง จะมีไฟสีฟ้าล้อมรอบจ็อกเกอร์ และตามปุ่มต่างๆ เมื่อตัดกับผิวสีดำมัน จึงแลดูสวยงามยิ่ง แสงไฟสีฟ้านี้จะดับไปหลังจากเปิดเครื่อง หรือปรับปุ่มต่างๆไม่กี่วินาที เพื่อไม่ให้รำคาญสายตา คงเหลือหน้าจอแอลอีดี สีฟ้าด้านหน้าเท่านั้น ปุ่มบนแผงควบคุมนั้นมีให้เลือก AIR (ASUS Internet Radio) หรือการรับวิทยุจากอินเทอร์เน็ต iPod ซึ่งหมายรวมถึงทั้งไอพ็อตรุ่นต่าง ๆ รวมทั้งไอโฟน (ยกเว้น  iPod shuffle) และ AUX คือการต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่นเอ็มพี3 เครื่องเล่นเทป หรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น<br />
<span id="more-215"></span><br />
ลำโพงที่ติดตั้งมานั้น ประกอบด้วยทวีตเตอร์ขนาด 1 นิ้ว แบบ Silk Dome ที่วางอยู่ด้านบนสองข้าง กำลังขับ 3 วัตต์ที่ 5 โอม และวูฟเฟอร์ขนาด 3.5 นิ้ว กำลังขับ 35 วัตต์ที่ 4 โอมที่วางอยู่ด้านล่างทั้งสองข้าง ซึ่งลำโพงที่ติดตั้งมานี้ได้รับการรับรอง (Certified) HDSS® (High Definition Sound Standard) พร้อมด้วยโมดูล ETL™ (Embedded Transmission Line) ที่จะช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเสียงอันเกิดจากการสั่นไหว ทำให้เสียงที่ได้มีความใส สะอาด เป็นธรรมชาติ ลำโพงทั้งหมดนี้ ปิดทับด้วยหน้ากากพลาสติกโค้งที่เจาะช่องตรงลำโพง และปุด้วยผ้าปิดลำโพง จึงแลดูสวยงาม มีคุณค่า และเสริมความสะดวกด้วยรีโมทคอนโทรลขนาดเหมาะมือที่มีปุ่มทำงานครบถ้วน และด้านหลังตัวรีโมทใช้ยางกันลื่น จึงจับกระชับใช้งานสะดวก</p>
<p>สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของ ASUS AIR3 คือ ความสามารถในการรับวิทยุอินเทอต์เน็ตซึ่งมีเป็นหมื่นสถานีทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยตัวเครื่องสามารถติดแลน (LAN) ได้ทั้งแบบมีสายโดยมี 10/100 Mbits Ethernet และแลนไร้สาย 802.11b/gความเร็ว 54 Mbits พร้อมเสารับสัญญาณมาให้ต่อเข้าที่ด้านหลังเครื่อง นอกจากรับวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งข่าวสาร และบันเทิงแล้ว ยังสามารถรายงานอากาศเมืองสำคัญต่างๆ และใช้เป็นเครือข่ายต่อกับพีซี เพื่อดึงเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์มาเปิดที่ ASUS AIR3 ได้อีกด้วย</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>จากการสังเกต ประสิทธิภาพของลำโพงจะเริ่มสำแดงความสามารถทั้งด้านดนตรีจนเข้าสู่ระดับเทียบชั้นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ได้เบิร์นอินไปประมาณสิบชั่วโมงไปแล้ว ความแข็งเกร็งของเสียงจะเริ่มหายไป ความสะอาดของเสียงนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการเล่นเพลงคลาสสิกไวโอลินคอนแชโตจะได้ความสะอาด ใสพลิ้วของเส้นสายที่ดีมาก ในขณะที่เสียงเชลโลก็ให้เสียงต่ำที่มีความหนักแน่น มีพลัง ความใส และสะอาดของเสียงดนตรีจะพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อทดสอบด้วยบทเพลงของ Bach ที่เดี่ยวไวโอลินโดย Kyung-Wha Chung นักไวลินสาวชาวเกาหลีระดับแนวหน้า ปลายนิ้วที่กดลงบนสายแต่ละเส้น การสีข้ามแต่ละช่องเสียงให้ความรู้สึกที่ต่อเนื่อง ไม่ขัด ไม่คลุมเครือ ให้ความรู้สึกถึงทรวดทรงของแต่ละตัวโน้ตดีมาก หลังจากที่ลองฟังเสียงไวโอลินเพียวๆแล้ว คราวนี้ลองเปลี่ยนมาเป็นแบบบิ๊กแบนด์บ้าง ต้องยอมรับว่า  ASUS AIR3 ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว การแยกชิ้นดนตรียังมีช่องว่างให้เห็นได้ชัดเจน ไม่ใช่กลบกันจนมั่ว ส่วนด้านเสียงกลอง ยังออกมาได้ค่อนข้างหนักแน่นแฝงด้วยความนุ่มนวล ในด้านของพลังเบสนั้น ASUS AIR3 ได้เพิ่มปุ่มฟังก์ชั่น BASS เมื่อเรากดปุ่มนี้ ก็จะเพิ่มความลึกของเสียงเบสได้อีกระดับหนึ่ง ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควร</p>
<p>สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องทดสอบคือ การเล่นเพลงแบบ Vocal ครับ ผมลองเล่นเพลงจากอัลบั้ม Red Hot Audiophile 2009 ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสีย (Lossless Compression) เสียงร้องในแนวแจ๊สฟังแล้วรู้สึกสบายหูเหลือเกิน ทั้งเสียงดนตรี และเสียงร้องที่เรียกว่า แทบจะลงตัวจนหาที่ติไม่ได้จนบางครั้งลืมไปว่า กำลังฟังจากลำโพงกล่องเดียวของ ASUS AIR3 ถ้าไม่ติดตรงเวทีเสียงที่แคบไปหน่อยแล้ว ยังเผลอคิดว่า ฟังจากเครื่องเสียงชั้นนำเสียอีก จากที่สังเกต ถ้าหากนั่งฟังขยับออกห่างจากตัวลำโพงสัก 1.5 – 2 เมตร จะได้มิติของเวทีเสียงที่ดีขึ้นมาก ส่วนหน้ากากลำโพงนั้น ถ้าหากใครไม่เกี่ยงว่าแลดูไม่สวยงาม ขอแนะนำว่า เวลาฟังเพลงนั้น ให้ถอดออก จะทำให้ลดความขุ่นมัวไปได้ไม่น้อย ผลลัพธ์แห่งคุณภาพเสียงเช่นนั้น น่าจะเป็นผลพวงของการฝังตัวเพาเวอร์แอมป์ TPA3120D2 แบบคลาส-ดี (Class – D Power Amplifier) ของ TI (Texas Instrument) ไว้ในลำโพง ASUS AIR3 ที่ติดตั้งมา</p>
<p>สำหรับการเล่นวิดีโอหรือภาพจากไอพ็อตนั้น เราสามารถต่อสายให้ไปแสดงผลบนจอทีวีขนาดใหญ่ได้ โดย ASUS AIR3 ได้เตรียมช่องต่อให้ไว้แล้วด้านหลังเครื่อง ให้เลือกได้ทั้งช่อง Video Out และ S-Video ก็จะทำให้เราได้รับความบันเทิงที่เต็มตา เต็มอิ่มยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเสียงที่ให้ออกมาทาง ASUS AIR3 แล้ว</p>
<p>ในด้านของการรับวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น ก่อนอื่นต้องเซ็ตระบบแลนให้เรียบร้อย ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีความรู้พิเศษอะไรก็สามารถเซ็ตเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที หลังจากที่เซ็ตเรียบร้อย เราก็สามารถเลือกฟังก์ชั่น AIR เพื่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต โดยกดเลือกตามเมนูทีละขั้น ในเมนูจะให้เลือกภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น อเมริกา ยุโรป อัฟริกา เอเชีย เป็นต้น จากนั้น ก็แยกย่อยเป็นประเทศอีก ซึ่งประเทศไทยเองก็มีสถานีวิทยุอินเทอร์เน็ตหลายสถานี หลังจากเลือกสถานีแล้ว ก็ต้องรอการสตรีมมิ่งให้เต็มบัฟเฟอร์ การกำหนดบัฟเฟอร์ของตัวเครื่องนั้น สามารถเลือกตั้งได้สามระดับ คือ 2 วินาที 4 วินาที และสูงสุด 8 วินาที ขอแนะนำให้ตั้งที่สูงสุด เพราะจากการทดสอบนั้น ถ้าเป็นสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งที่บีบอัดในระดับที่ 32 บิต หรือ 64 บิต จะไม่มีปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง สามารถรับฟังได้อย่างราบรื่น แต่คุณภาพเสียงก็จะด้อยไปมากเหมือนรับฟังจากวิทยุทรานซิสเตอร์ สำหรับสถานีที่ส่งสตรีมมิ่งแบบ 128 บิต จะเจอปัญหาต้องสะดุดเป็นระยะๆ เนื่องจากบัฟเฟอร์เล็กเกินไป ต้องคอยรอให้เติมเต็มก่อนถึงเล่นต่อไปได้  แลนไร้สายที่บิลต์อินมานั้น หากเรานำเครื่อง ASUS AIR3 นี้ไปเล่นในจุดที่มี Wi-Fi Hot Spot ก็จะสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ตได้ทันที</p>
<p>ASUS AIR3 ตัวนี้ คงสร้างความชื่นชอบแก่เหล่าสาวกไอพ็อตได้ไม่น้อย ด้วยการออกแบบที่สวยงามสมฐานะ และที่สำคัญที่สุดคือ การคัดอุปกรณ์ระดับคุณภาพที่ทำให้เราได้รับคุณภาพเสียงที่เทียบชั้นได้เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์อย่างไม่เคอะเขิน แม้ว่าอัสซุสจะเข้าสู่สมรภูมิด้านนี้หลังคนอื่นก็ตาม แต่จากสเปคและคุณภาพที่อัสซุสมอบให้นั้น คงจะเป็นตัวบ่งบอกถึงความตั้งใจได้ชัดเจนว่า การเข้าสู่สมรภูมินี้ของอัสซุสก็เพื่อที่จะหวังยึดครองส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่ประเภท “ขอเอาด้วยคน” อย่างแน่นอน นอกจากจะขอยึดครองส่วนแบ่งทางการทางตลาดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อัสซุสต้องการที่จะเข้าไปยึดครองหัวใจของเหล่าสาวกไอพ็อตทั้งหลาย ซึ่งก็เชื่อว่าไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินความจริงอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Connectivity</td>
<td>Wireless LAN 802.11b/g<br />
Wired 10/100M Ethernet</td>
</tr>
<tr>
<td>Data Rates</td>
<td>54 Mbits (WLAN)<br />
10 Mbits (Ethernet)</td>
</tr>
<tr>
<td>Wireless LAN Security</td>
<td>64/128-bit WEP,WPA,WPA2</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio Format Decoder</td>
<td>MP3/WMA<br />
16 Kbps~ 320 Kbps</td>
</tr>
<tr>
<td>SNR</td>
<td>&gt;90dB Earphone</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>128X64 FSTN Graphics Display<br />
Blue color with whit</td>
</tr>
<tr>
<td>I/O Port</td>
<td>Headphone Jack(Φ3.5mm)<br />
Line In(Φ3.5mm)<br />
Line Out (RCA Jack)<br />
Ethernet (RJ45)<br />
DC Power Jack</td>
</tr>
<tr>
<td>Speaker</td>
<td>5 Watt/ 4 Ohm</td>
</tr>
<tr>
<td>Language Support</td>
<td>French,English,German,Spanish,Japanese,Korean,Traditional   Chinese,Simplified Chinese</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Power Adaptor</td>
<td>Input- 100-240V(50-60 Hz)<br />
Output- DC 6V/2A</td>
</tr>
<tr>
<td>Remote Control</td>
<td>26 keys</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension</td>
<td>250x128x190 mm(LxWxH)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-air3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pierre Cardin GPS 5116 Portable GPS Navigation</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2009 04:09:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cables]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[GPS 5116]]></category>
		<category><![CDATA[Pierre Cardin]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[ปีแอร์ การ์แดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=192</guid>
		<description><![CDATA[การได้รับเครื่องจีพีเอส (เครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม) เครื่องนี้มาทดสอบ ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจตรงที่ว่ามันเป็นแบรนด์ดังอย่าง Pierre Cardin ที่ประหลาดใจเพราะยี่ห้อแดนน้ำหอมนี้ปรกติมักจะขายผลิตภัณฑ์ทางด้าน “อารมณ์ (Emotional)” การมาจับสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา เจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่น Mr. Pierre Cardin ได้ถือกำเนิดเนื้อผ้าภายในชื่อยี่ห้อชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จจากเสื้อผ้าแล้ว ก็ได้ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง นาฬิกา เครื่องประดับจิวเวลรี่ จนถึงเครื่องเขียน ซึ่งถือไม่ว่าไม่แปลก เพราะอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวของกับ “อารมณ์” คือ ความสวยความงามที่ผู้ซื้อมักจะตัดสินใจการซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอยหรือราคา ดังนั้น การได้เห็นเครื่องจีพีเอสภายในยี่ห้อ Pierre Cardin จึงค่อนข้างประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาค่ายนี้ยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจากค่ายนี้เลย และสำหรับเว็บไซต์ทางการของ Pierre Cardin เอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (หรือจะแยกเว็บไซต์ต่างหากก็ไม่ทราบ) แต่ในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจีพีเอสของ Pierre Cardin อยู่ให้เห็นพอสมควรหลายรุ่นด้วยกัน การบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมนั้น มีการนำมาใช้ในบ้านเรามาระยะพอสมควรแล้ว โดยหลักการทำงานนั้น จะขอกล่าวคร่าวๆพอสังเขปได้ว่า อุปกรณ์จีพีเอสนั้นจะทำการรับสัญญาณดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกเราทั้งหมด 24 ดวง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-193" title="Pierre Cardin GPS 5116" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/09/gps5116.jpg" alt="Pierre Cardin GPS 5116" width="300" height="241" />การได้รับเครื่องจีพีเอส (เครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม) เครื่องนี้มาทดสอบ ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจตรงที่ว่ามันเป็นแบรนด์ดังอย่าง Pierre Cardin ที่ประหลาดใจเพราะยี่ห้อแดนน้ำหอมนี้ปรกติมักจะขายผลิตภัณฑ์ทางด้าน “อารมณ์ (Emotional)” การมาจับสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย</p>
<p>นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา เจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่น Mr. Pierre Cardin ได้ถือกำเนิดเนื้อผ้าภายในชื่อยี่ห้อชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จจากเสื้อผ้าแล้ว ก็ได้ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง นาฬิกา เครื่องประดับจิวเวลรี่ จนถึงเครื่องเขียน ซึ่งถือไม่ว่าไม่แปลก เพราะอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวของกับ “อารมณ์” คือ ความสวยความงามที่ผู้ซื้อมักจะตัดสินใจการซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอยหรือราคา ดังนั้น การได้เห็นเครื่องจีพีเอสภายในยี่ห้อ Pierre Cardin จึงค่อนข้างประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาค่ายนี้ยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจากค่ายนี้เลย และสำหรับเว็บไซต์ทางการของ Pierre Cardin เอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (หรือจะแยกเว็บไซต์ต่างหากก็ไม่ทราบ) แต่ในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจีพีเอสของ Pierre Cardin อยู่ให้เห็นพอสมควรหลายรุ่นด้วยกัน</p>
<p><span id="more-192"></span></p>
<p>การบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมนั้น มีการนำมาใช้ในบ้านเรามาระยะพอสมควรแล้ว โดยหลักการทำงานนั้น จะขอกล่าวคร่าวๆพอสังเขปได้ว่า อุปกรณ์จีพีเอสนั้นจะทำการรับสัญญาณดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกเราทั้งหมด 24 ดวง ซึ่งโคจรรอบโลก 2 ครั้งต่อวัน เมื่อตัวเครื่องจีพีเอสได้รับสัญญาณที่ส่งมาจากดาวเทียม ก็จะทำการคำนวณตำแหน่งตลอดจนระยะทาง ซึ่งจะถูกต้องแม่นยำแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า ตัวเครื่องสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมในขณะนั้นได้จากกี่ดวง กล่าวคือ ยิ่งมากดวง ความถูกต้องในการคำนวณตำแหน่งยิ่งสูง แต่อย่างน้อยควรจะได้รับสัญญาณจากดาวเทียม 3 – 4 ดวง ถ้าน้อยกว่านี้คงจะเกิดความคลาดเคลื่อนสูง ในขณะเดียวกัน ตัวเครื่องรับสัญญาณเองก็ต้องมีประสิทธิภาพในการคำนวณที่ดีพอ มีความคลาดเคลื่อนน้อยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการรับสัญญาณก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ สภาพภูมิประเทศ เช่นอยู่ในอาคาร ในอุโมงค์ หรือแม้กระทั่งฟิล์มกรองแสงของรถเราเอง ในกรณีที่เนื้อฟิล์มมีเนื้อโลหะผสมอยู่</p>
<p>ตัวเครื่อง Pierre Cardin GPS5116 มาในรูปแบบตัวเครื่องสีดำสนิทพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 4.3 นิ้ว มองดูผิวเผินอาจนึกว่าเป็นเครื่องเล่นเอ็มพี 4 เพราะด้านข้างยังมีช่องเสียบแผ่นเมมโมรี่แบบ Micro SD ความจุสูงสุด 8 GB. ในกล่องบรรจุมานั้น ไม่ได้แถมเมมโมรี่การ์ดมาให้หรอก นอกจากโปรแกรมแผนที่ PowerMap X2 ที่บรรจุมาใน Micro SD สำหรับรายละเอียดของตัวเครื่องนั้น ตัวเครื่องติดตั้งตัวมันสมองหรือ CPU Centrality Atlas III ความเร็ว 372 MHz. ภายในติดตั้งหน่วยความจำ 64 MB. และที่จุข้อมูลแบบ NAND Flash อีก 64 MB. โดยได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows CE 5.0</p>
<p>ด้วยสเปคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มันบอกอะไรเราได้บ้าง นั่นคือ เครื่องจีพีเอสเครื่องนี้สามารถรับสัญญาณเบสแบนด์ของดาวเทียมได้ 20 แชนแนล มีความถูกต้องทางด้านตำแหน่ง คือคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 10 เมตร อัตราความเร็วคลาดเคลื่อน 0.1 เมตรต่อวินาที และเวลาคลาดเคลื่อน 0.01 วินาที โดยเงื่อนไขทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาณดาวเทียมที่รับได้เต็มที่ โดยตัวเครื่องจะมีเสาอากาศบิลต์อินในตัว (ไม่มีเสาหรืออะไรโผล่ให้เห็นเหมือนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้) แต่ถ้าหากต้องการให้รับสัญญาณได้ดีขึ้นก็สามารถหาซื้อเสาติดตั้งภายนอกมาใช้ได้</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>หลังจากที่เซ็ตตัวเครื่องในส่วนหลักๆ ซึ่งก็คือ วันที่ ภาษาที่ใช้ ความสว่างหน้าจอ และระดับความดังเสียงแล้ว ซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยไอคอนเมนูเพียง 4 ตัว สามตัวสำหรับการใช้งาน คือ การนำทาง (Navigation) การตั้งระบบ (Settings) แอพพลิเกชั่น (Application) ซึ่งก็คือการเลือกบลูธูท การตั้งคลื่นส่งวิทยุเอฟเอ็มเพื่อให้เสียงจากตัวจีพีเอสส่งออกทางเครื่องเสียงเราแทน เช่นกรณีใช้ฟังเพลง หรือดูหนังในรถก็จะได้อรรถรสอย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับลำโพงจิ๋วของตัวเครื่อง เครื่องคิดเลขและเกม เป็นต้น ส่วนไอคอนสุดท้ายคือ มัลติมีเดีย คือการเลือกเล่นเพลง วิดีโอ ดูรูปภาพ และอ่านอี-บุ๊ก จากนั้นก็นำเอา SD Card ที่บรรจุโปรแกรมแผนที่ PowerMap X2 ใส่เข้าไป แล้วก็เลือกเมนู Navigation การโหลดเข้าโปรแกรมอาจใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีเพื่อให้ตัวเครื่องค้นหาสัญญาณจีพีเอส ซึ่งจุดนี้อาจใช้เวลาน้อยกว่านี้หากอยู่ในที่โล่ง หลังจากค้นหาสัญญาณเจอแล้ว ก็จะมีเมนูอีก 3 ไอคอนให้เราเลือกอีก คือ ค้นหา เลือกเส้นทาง และติดตั้งระบบ ซึ่งการติดตั้งระบบตรงนี้จะคนละส่วนกับการ Settings ตอนแรกซึ่งเป็นของตัวเครื่อง แต่ตรงนี้เป็นของตัวโปรแกรมแผนที่เอง</p>
<p>ผมเริ่มต้นจากการเลือกเส้นทางหลักๆในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ห่างไกลจากตัวบ้าน การทำงานทุกอย่างดีเยี่ยม การบอกทางแยก ทางกลับรถ สะพานลอย ตลอดจนระยะทางค่อนข้างใกล้เคียง ระบบนำทางด้วยเสียงจะคอยบอกเราเป็นระยะๆ แต่ถ้าเป็นทางตรงยาวๆที่ไม่มีทางแยก เครื่องจะเงียบ การวิ่งบนถนนหลักจึงถือว่าสอบผ่านไม่มีปัญหา คราวนี้ขอลองของบ้าง โดยการขับออกนอกเส้นทางที่กำหนด ระบบจะไม่บอกเราว่าออกนอกเส้นทางเหมือนกับที่เคยเห็นในต่างประเทศ แต่จะคอยบอกเส้นทางสู่จุดหมายที่เราตั้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งก็ถูกต้องตรงตามที่กำหนด แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเข้าซอยนอกเส้นทางที่กำหนด ทีนี้ระบบเริ่มส่ออาการ ทั้งนี้ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องแต่อย่างใด หากแต่เป็นปัญหาที่ตัวโปรแกรมแผนที่ เนื่องจากไม่ได้กำหนดจุดพิกัดไว้ในแผนที เข้าใจว่า สำหรับซอกซอยที่ไม่ใช่ทางสัญจรหลักคงจะกำหนดจุดพิกัดไว้กว้างๆเท่านั้น</p>
<p>หลังจากทดสอบเส้นทางในกรุงเทพฯแล้ว ก็ขอทดสอบบนเส้นทางต่างจังหวัดบ้าง โดยเลือกเอาจังหวัดใกล้ๆคือนครปฐมนี่เอง การเลือกเส้นทางสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกเอาทางด่วนเป็นหลัก หรือเลือกเอาระยะทางที่สั้นที่สุด หรือหลีกเลี่ยงทางด่วน ถ้าคุณเลือกไปแล้วไม่วิ่งตาม ระบบก็จะเงียบจนกว่าจะเข้าสู่เส้นทางที่กำหนด ผมเลือกวิ่งทางด่วนเข้าสู่วงแหวน และเลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่จากการสังเกตในบางช่วงของเส้นทางอาจได้รับสัญญาณดาวเทียมไม่ดี (เมฆมาก ครึ้มฝน) การบอกระยะทางคลาดเคลื่อนไปพอสมควร ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของระบบดาวเทียม แต่โดยรวมแล้วถือว่า เป็นเพื่อนร่วมทางที่ค่อนข้างน่าใช้ โดยเฉพาะในส่วนของการบอกที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น</p>
<p>ในส่วนของการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือนั้น Pierre Cardin GPS5116 สามารถที่จะทำงานเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย โดยเฉพาะเวลาขับรถ โดยให้เราซิงค์ (Synchronize) โปรแกรมต่างๆระหว่างตัวเครื่องจีพีเอสกับโทรศัพท์มือถือผ่านทางบลูธูท ไม่ว่าจะเป็นโฟนบุ๊ก บันทึกการโทร เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เวลาขับรถเราสามารถใช้ตัวเครื่องจีพีเอสในการโทรออก หรือรับสายได้อย่างสะดวก เวลาโทรออกนั้น ตัวเครื่องจะมีแป้นตัวเลขให้เรากด (หรือจะใช้ปากกาสไตลัสที่ติดอยู่บนเครื่องก็ได้) บนหน้าจอแบบทัชสกีนขนาดใหญ่ หรือเลือกจากสมุดโทรศัพท์ตามที่เราได้ถ่ายโอนมา ในระหว่างที่สนทนานั้น เรายังสามารถเพิ่มเสียง ลดเสียง หรือปิดเสียง (mute) ได้โดยตรงจากหน้าจอ</p>
<p>สำหรับในด้านของการใช้งานมัลติมีเดียนั้น ก่อนอื่นต้องบันทึกข้อมูล (ไฟล์เสียง หรือไฟล์วิดีโอ) ที่จะเล่นลงในเมมโมรี่การ์ดก่อน นั่นหมายความว่า เราต้องถอด SD Card ของตัวแผนทีออกก่อน ดังนั้นเราจึงสามารถทำงานได้ทีละอย่าง เพราะเราไม่สามารถถ่ายข้อมูลเข้าไปหน่วยความจำในเครื่องได้ ส่วนนี้เป็นที่เข้าใจได้ เพราะตัวเครื่อง Pierre Cardin GPS5116 คือเครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม ไม่ใช่ออกแบบมาเพื่อดูหนังฟังเพลง แต่ที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ให้มาก็เพื่อในยามที่เราขับรถเหนื่อยล้าแล้ว ยามที่พักผ่อน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้จีพีเอสแล้ว) ก็ผ่อนคลายด้วยการดูหนังฟังเพลงบ้าง สำหรับฟอร์แมตเพลงที่ใช้ได้คือ MP3, WMA และ WAV ที่ความถี่สูงสุด 44 kHz. ส่วนฟอร์แมตของวิดีโอที่ใช้ได้คือ MPEG-1, MPEG-4, AVI, WMV, ASF, 3GP และ Divx ส่วนไฟล์ภาพถ่ายนั้นใช้ได้สามฟอร์แมตคือ JPEG, BMP และ PNG การดูหนังฟังเพลงนั้น จะเอาแบบเป็นส่วนตัวก็ใช้หูฟังที่ให้มากับชุดของมัน หรือจะส่งเป็นคลื่นเอฟเอ็มเข้าเครื่องเสียงก็ได้ การบันทึกไฟล์นั้น เราสามารถจัดแยกเป็นแต่ละโฟล์เดอร์ได้เลย เพียงแต่เราเลือกฟังก์ชั่นการทำงานแบบไหน ตัวระบบปฏิบัติการก็จะค้นหาฟอร์แมตที่ถูกต้องให้เราได้โดยไม่มีปัญหา</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องนี้ไม่ได้ออกแบบมาใช้ดูหนังฟังเพลงแบบพกพา ดังนั้น จึงไม่แนะนำใช้เป็นเครื่องมัลติมีเดียพกพา เพราะแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ระยะหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวนานนัก แต่ในชุดที่ให้มาจะมีฐานยึดเครื่องในรถ มีสายไฟที่ต่อจากที่จุดบุหรี่ และปลั๊กไฟบ้าน ซึ่งถือว่ามีความพร้อมสรรพสำหรับการเดินทาง</p>
<p>ด้วยการออกแบบที่สวยงามตามแบบฉบับของ Pierre Cardin และโครงสร้างแข็งแรง ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วนสำหรับนักเดินทางบนถนน จากการทดสอบโดยรวมแล้ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นเพื่อนร่วมเดินทางประจำรถ แม้ว่าเราอาจรู้เส้นทางดีอยู่แล้ว แต่ตัวเครื่องก็สามารถช่วยเราให้เดินทางประหยัดเวลาและค่าน้ำมันได้อีกโดยการเลือกเส้นทางที่ระยะทางสั้นที่สุด สำหรับการเลือกใช้ Pierre Cardin GPS5116 นี้ คุณไม่ได้เลือกเพราะ “อารมณ์” อย่างเดียวแน่นอน หากแต่คุณเลือกด้วยเหตุผลเพราะคุณค่าของมัน</p>
<p><strong>Specification: </strong><br />
CPU                                              Centrality Atlas III<br />
Frequency                                372 MHz.<br />
RAM                                            64 MB<br />
NAND Flash                              64 MB<br />
OS                                                  Windows CE 5.0<br />
Sensitive                                     -156 dBm<br />
Channel                                       20</p>
<p>Accuracy    Position:              &lt;10 meters; Velocity: 0.1m/s;<br />
Time: 0.01s to GPS time</p>
<p>TIFF (Open Sky)    Reacquisition:</p>
<p>0.1 sec, average</p>
<p>Hot Start: 8 sec, average<br />
Warm Start: 29 sec. average<br />
Cold Start: 38 sec. average<br />
Antenna                                    Embedded with optional external antenna<br />
Music                                         MP3, WMA (up to 44 kHz.), WAV<br />
Movie                                        MPEG-1, MPEG-4, AVI, WMV, ASF, 3GP, Divx<br />
Photo                                         JPEG, BMP, PNG<br />
Bluetooth                                 2.4 GHz., Support Phone book, Message, File transfer<br />
FM Transmitter                     87.6 &#8211; 107.9 MHz, 100 kHz step, SNR&gt;68 dB<br />
Screen                                       4.3&#8243; QVGA 480*272 pixels, 65,536 possible colors;<br />
Digital TFT LEC with 4-wire resistive touch panel<br />
Speaker                                     3.5 mm. integrated speaker and stereo headphone jack<br />
SD Card Slot                           Support up to 8 GB.<br />
USB                                            USB 2.0<br />
Max Consumption               360 mA @ 5V (active, mute), 4 mA @ 5V (sleep)<br />
Power                                       5V @ 1.2A (via AC adapter) or 3.7V (via 1000 mAH  lithium polymer batter)</p>
<p>Distributor:                          Grow Rich Enterprise Co., Ltd.</p>
<p>Price:                                       16,900.-baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

