<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; Mobility</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/category/mobility/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Tablet Round-up</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tablet/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tablet/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Dell Streak]]></category>
		<category><![CDATA[Iconia A500]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[lg optimus pad]]></category>
		<category><![CDATA[samsung galaxy tab]]></category>
		<category><![CDATA[tablet]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=474</guid>
		<description><![CDATA[ยุคของกระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์มาถึงซะที และดูท่าจะแรงไม่น้อยเมื่อผู้ผลิตแต่ละรายเริ่มทยอยปล่อยหมัดเด็ดของตัวเองออกสู่ตลาด แม้แต่นักการเมืองบ้านเรายังนำเอาแท็บเล็ตมาชูเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อนำไปแจกแก่นักเรียนคนละเครื่องเพื่อใช้แทนตำราเรียน ซึ่งว่ากันตามหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ควรทำ เพียงแต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการโปรแกรมหรือเนื้อหาในรูปแบบอิเลคทรอนิคส์ให้พร้อมเสียก่อน และที่สำคัญการอบรมครูผู้สอนก่อนที่จะเพียงแค่ตั้งงบประมาณจัดซื้อ แล้วสุดท้ายก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากไม้ตีแมงวัน และถึงเวลาตั้งงบจริง ไม่ใช่ไปตั้งราคาใกล้กับไอแพดละ เพราะรัฐบาลอินเดียทำโครงแท็บเลตแจกนักเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยของเขาราคาเพียง 1050 บาทเอง และยังประกาศอีกว่า จะพยายามให้ลงมาเหลือ 800 กว่าบาท &#160; &#160; สำหรับความเคลื่อนไหวทางด้นแท็บเล็ตในบ้านเรานั้น เริ่มจะมีความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ และที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคา(ของแบรนด์อื่นนอกเหนือจาก iPad) ดังจะเห็นได้จากในงาน Mobile Expo 2011 ที่เพิ่งปิดฉากไปหมาด ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆดังนี้ Samsung ยี่ห้อที่น่าจะถือเป็นเบอร์สองด้านแท็บเล็ตที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจาก Galaxy Tab เมื่อปีที่แล้ว ในงานนี้ก็ได้นำเอารุ่นขนาด 5 นิ้วมาเล่นราคายั่วน้ำลายคนอยากได้แท็บด้วยราคา 7,900 บาท ซึ่งตอนแรกที่เห็นก็ถึงกับหวั่นไหนไปด้วยจนคิดจะสั่งจองแล้ว แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ด้านสเปคแล้ว ต้องกลับลำทันที เนื่องจากรุ่นนี้จะตัด GPRS/Edge ออกหมด เหลือเพียงไว-ไฟเท่านั้น ลำพังตัดแค่ 3G ยังไม่เท่าไร เมื่อคำนึกถึงว่า การใช้แท็บก็เพื่อความสะดวกในการต่อเน็ตหรือเช็คเมลในงามที่เดินทางอยู่ในรถ/รถเมล/รถไฟฟ้า แต่เมื่อใช้ได้เฉพาะไว-ไฟ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/06/lg-g-slate-high-res-03-sm.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-475" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="lg-g-slate" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/06/lg-g-slate-high-res-03-sm-300x230.jpg" alt="LG Optimus Pad" width="270" height="207" /></a>ยุคของกระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์มาถึงซะที และดูท่าจะแรงไม่น้อยเมื่อผู้ผลิตแต่ละรายเริ่มทยอยปล่อยหมัดเด็ดของตัวเองออกสู่ตลาด แม้แต่นักการเมืองบ้านเรายังนำเอาแท็บเล็ตมาชูเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อนำไปแจกแก่นักเรียนคนละเครื่องเพื่อใช้แทนตำราเรียน ซึ่งว่ากันตามหลักการแล้วเป็นสิ่งที่ควรทำ เพียงแต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมการโปรแกรมหรือเนื้อหาในรูปแบบอิเลคทรอนิคส์ให้พร้อมเสียก่อน และที่สำคัญการอบรมครูผู้สอนก่อนที่จะเพียงแค่ตั้งงบประมาณจัดซื้อ แล้วสุดท้ายก็ได้ประโยชน์ไม่ต่างจากไม้ตีแมงวัน และถึงเวลาตั้งงบจริง ไม่ใช่ไปตั้งราคาใกล้กับไอแพดละ เพราะรัฐบาลอินเดียทำโครงแท็บเลตแจกนักเรียนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยของเขาราคาเพียง 1050 บาทเอง และยังประกาศอีกว่า จะพยายามให้ลงมาเหลือ 800 กว่าบาท</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><span id="more-474"></span></p>
<p>สำหรับความเคลื่อนไหวทางด้นแท็บเล็ตในบ้านเรานั้น เริ่มจะมีความคึกคักขึ้นเรื่อยๆ และที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคา(ของแบรนด์อื่นนอกเหนือจาก iPad) ดังจะเห็นได้จากในงาน Mobile Expo 2011 ที่เพิ่งปิดฉากไปหมาด ซึ่งจะเห็นความเคลื่อนไหวของแบรนด์ต่างๆดังนี้<br />
Samsung ยี่ห้อที่น่าจะถือเป็นเบอร์สองด้านแท็บเล็ตที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจาก Galaxy Tab เมื่อปีที่แล้ว ในงานนี้ก็ได้นำเอารุ่นขนาด 5 นิ้วมาเล่นราคายั่วน้ำลายคนอยากได้แท็บด้วยราคา 7,900 บาท ซึ่งตอนแรกที่เห็นก็ถึงกับหวั่นไหนไปด้วยจนคิดจะสั่งจองแล้ว แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์ด้านสเปคแล้ว ต้องกลับลำทันที เนื่องจากรุ่นนี้จะตัด GPRS/Edge ออกหมด เหลือเพียงไว-ไฟเท่านั้น ลำพังตัดแค่ 3G ยังไม่เท่าไร เมื่อคำนึกถึงว่า การใช้แท็บก็เพื่อความสะดวกในการต่อเน็ตหรือเช็คเมลในงามที่เดินทางอยู่ในรถ/รถเมล/รถไฟฟ้า แต่เมื่อใช้ได้เฉพาะไว-ไฟ ซึ่งยังไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นในกทม.เลย (ถ้าอยู่สิงคโปร์ว่าอีกอย่าง) เลยดูแล้วคงไม่ได้ประโยชน์อะไร ซึ่งเชื่อว่าทางซัมซุงก็คงรู้ถึงจุดอ่อนตรงนี้ จึงได้วางตำแหน่งสินค้าเป็นอุปกรณ์บันเทิง โดยตั้งชื่อเสียใหม่ว่า Galaxy Player ส่วนแท็บรุ่นอื่น เช่นรุ่น 7 นิ้ว(ตัวเดิม) ในงานก็ลงราคาเหลือเพียงหนึ่งหมื่นสามพันกว่าๆ และในวันสุดท้ายยังแถมโทรศัพท์มือถือซัมซุงอีกเครื่องพร้อมกับของแถมอื่นๆ จึงทำให้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า<br />
Acer หลังจากที่เปิดตัว Iconia A500 ด้วยราคา 17,900 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา งานนี้ขยับลงมาที่ 14,900 แต่&#8230;ยังจัดโปรโมชั่นจำนวน 100 เครื่องในราคาเพียง 9,900 บาท ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะหมดไปตั้งแต่วันแรก เพราะในวันสุดท้ายเห็นมีแต่ราคาปรกติที่ได้รับความสนใจปะปลาย<br />
ViewSonic ผู้ผลิตจากไต้หวันอีกรายที่เปิดตัวแท็บของตัวเองในเดือนมีนาเหมือนกัน ด้วยราคาเริ่มต้น 9,900 บาท แต่มางานนี้หั่นทีเดียวสองพันเหมือนเพียง 7,900 บาท แต่ดูเหมือนกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก จากที่ได้สัมผัสตัวเป็นๆ ตัวเครื่องน้ำหนักค่อนข้างมาก ตัวหนา แถมยัง “ดื้อ” อีกต่างหาก เพราะเวลาจะเลื่อนอะไรไม่ค่อยยอมไปเท่าไร จนพนักงานต้องแก้เขินว่าเพราะแบตฯอ่อนแล้ว (เลยหมดพลัง – อันนี้ผมเติมเอง)<br />
Motorola Xoom อวดโฉมในงานด้วยราคาค่าตัว 19,900 บาท คงต้องรอแฟนพันธุ์แท้ของโมโตฯ เพราะราคานี้คงไปต่อกรกับไอแพดยาก<br />
Dell Streak ยังคงยืนราคาที่หมื่นกว่าบาท แต่มีขนาดเพียง 5 นิ้วที่หาความลงตัวยาก เพราะเล็กเกินสำหรับแท็บ แต่ใหญ่เกินสำหรับโทรศัพท์ คงต้องรอรุ่นใหม่ที่หน้าจอใหญ่กว่านี้&#8230;coming soon<br />
LG Optimus Pad เรียกว่ามาเปิดตัวเพื่อปักธงชิงพื้นที่ไว้ก่อน ส่วนความพร้อมในการวางตลาดจริงๆคงต้องรอไปอีกหลายเดือน แต่ดูสเปคแล้วถือว่าน่าเล่นไม่น้อย โดยยึดเอาจุดเด่นความเป็น 3D ที่พยายามต่อยอดจากทีวี 3D แบบ Cinema 3D ที่เปิดตัวเมื่อเร็วนี้ แท็บรุ่นนี้จึงสามารถบันทึกและเล่นไฟล์ 3D ได้<br />
นี่คือความเคลื่อนไหวของแบรนด์หลักๆในงาน ส่วนไอแพดนั้น นั่งตีขิมดูชาวบ้านเขาห้ำหั่นกัน เพราะลำพังขายในราคาไม่ต้องลดสตางค์แดงเดียวของยังไม่พอขาย อีกอย่างคือ อำนาจในด้านราคาอยู่ที่บริษัทแม่ ไม่ใช่ตัวแทน ดังนั้นแค่ทำหน้าที่ขายอย่างเดียวก็สบายแล้ว ส่วนใครอยากรอให้แอปเปิ้ลลดราคา คงต้องรอให้ออกรุ่นใหม่มาก่อน หรือไม่ก็หันไปซื้อพวก “ไอเป็ด” ของก็อปจากจีนที่ราคาประมาณ 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5 แต่ถ้าไม่เอาเลียนแบบแต่เป็นแท็บ(โนเนม)จากจีน ราคาไม่ถึง 4 พันก็หาซื้อได้</p>
<p>เข้าใจว่าเพื่อนๆหลายคนที่ใช้ไอแพดหรือแท็บเล็ตอยู่ อยากทราบว่าส่วนใหญ่นำไปใช้งานอะไรเป็นหลัก เพราะส่วนตัวแล้วกำลังคิดอยากจะซื้อมาใช้เหมือนกัน แต่ยังหาเหตุผลให้กับตัวเองไม่ได้ว่าจะนำไปทำอะไร เพราะไม่ได้แชต ไม่เล่นเกม ไม่ได้สังคมจัด (social network) และก็ไม่ได้มีโอกาสใช้พรีเซนต์งาน หลักๆเพียงแค่เช็คเมล/เล่นเน็ตบ้าง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tablet/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Tablet PC War has Just Begun</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 10:53:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Asus Eee Pad]]></category>
		<category><![CDATA[Galaxy Pad]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[Samsung]]></category>
		<category><![CDATA[tablet]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2010 หรือปีเสือดุผ่านพ้นไปแล้ว หากว่ากันในวงการมัลติมีเดียแล้ว ปี 2010 น่าจะเป็นปีของแอปเปิล เพราะไปได้ดีทั้งโทรศัพท์มือถือด้วยการปล่อยไอโฟน 4 ตลอดจนไอพ็อตที่มีการปรับปรุงใหม่ทั้งกระบิ และที่ถือเป็นดาวรุ่งและตัวทำเงินน่าจะเป็นไอแพด (iPad) เพราะแทบจะฉายเดี่ยวอยู่ยี่ห้อเดียวมาตลอด กว่าจะมีคู่แข่งโผล่มาก็ตอนท้ายๆของปีแล้ว จนไอแพดสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 10 ล้านเครื่อง แม้ว่าคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy Tab จะออกมาหลังจนตะวันสายโด่งแล้ว แต่ก็ถือว่ามาแรงทีเดียว เพราะพอ(ปี)เสือดุเดินคล้อยหลังไปไม่ทันไร ทางซัมซุงก็ออกมาประกาศความสำเร็จด้านยอดขายของ Galaxy Tab ที่สามารถกวาดยอดขายไปได้แม้ไม่สูงเท่าแอปเปิลก็ตาม แต่ก็ได้ถึงหนึ่งล้านเครื่อง ส่วนที่ผู้คนเฝ้าจับตาคือ BlackBerry PlayBook ของค่าย Research in Motion ที่อยู่ในระดับคู่ชกที่พอฟัดพอเหวี่ยงซึ่งกำหนดจะวางตลาดปีนี้ นี่เพียงแค่เชิดปี่กลองเท่านั้น ในขณะที่คู่ชกอีกจำนวนมากยังไม่ทันขึ้นสู่สังเวียนเลย ทั้งไอแพดและกาแลคซี่แท็ปก็กวาดยอดไปคนละหลักล้านขึ้นแล้ว และ Forrester Research คาดการณ์ว่า ปีกระต่าย 2011 นี้ยอดขายของตลาดทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นเป็น 54.8 ล้านเครื่อง และจะเพิ่มเป็นกว่า 208 ล้านเครื่องในปี 2014 จะเห็นได้ว่าตลาดนี้มันหอมหวนแค่ไหน จึงไม่แปลกหากปีนี้เราจะเห็น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/galaxy_tab_vs_ipad_01.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-451" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="galaxy tab vs ipad" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/galaxy_tab_vs_ipad_01-300x204.jpg" alt="" width="270" height="184" /></a>ปี 2010 หรือปีเสือดุผ่านพ้นไปแล้ว หากว่ากันในวงการมัลติมีเดียแล้ว ปี 2010 น่าจะเป็นปีของแอปเปิล เพราะไปได้ดีทั้งโทรศัพท์มือถือด้วยการปล่อยไอโฟน 4 ตลอดจนไอพ็อตที่มีการปรับปรุงใหม่ทั้งกระบิ และที่ถือเป็นดาวรุ่งและตัวทำเงินน่าจะเป็นไอแพด (iPad) เพราะแทบจะฉายเดี่ยวอยู่ยี่ห้อเดียวมาตลอด กว่าจะมีคู่แข่งโผล่มาก็ตอนท้ายๆของปีแล้ว จนไอแพดสามารถกวาดยอดขายไปได้กว่า 10 ล้านเครื่อง แม้ว่าคู่แข่งอย่าง Samsung Galaxy Tab จะออกมาหลังจนตะวันสายโด่งแล้ว แต่ก็ถือว่ามาแรงทีเดียว เพราะพอ(ปี)เสือดุเดินคล้อยหลังไปไม่ทันไร ทางซัมซุงก็ออกมาประกาศความสำเร็จด้านยอดขายของ Galaxy Tab ที่สามารถกวาดยอดขายไปได้แม้ไม่สูงเท่าแอปเปิลก็ตาม แต่ก็ได้ถึงหนึ่งล้านเครื่อง ส่วนที่ผู้คนเฝ้าจับตาคือ BlackBerry PlayBook ของค่าย Research in Motion ที่อยู่ในระดับคู่ชกที่พอฟัดพอเหวี่ยงซึ่งกำหนดจะวางตลาดปีนี้</p>
<p><span id="more-450"></span><br />
นี่เพียงแค่เชิดปี่กลองเท่านั้น ในขณะที่คู่ชกอีกจำนวนมากยังไม่ทันขึ้นสู่สังเวียนเลย ทั้งไอแพดและกาแลคซี่แท็ปก็กวาดยอดไปคนละหลักล้านขึ้นแล้ว และ Forrester Research คาดการณ์ว่า ปีกระต่าย 2011 นี้ยอดขายของตลาดทั้งระบบจะเพิ่มขึ้นเป็น 54.8 ล้านเครื่อง และจะเพิ่มเป็นกว่า 208 ล้านเครื่องในปี 2014 จะเห็นได้ว่าตลาดนี้มันหอมหวนแค่ไหน จึงไม่แปลกหากปีนี้เราจะเห็น Tablet จากแต่ละค่ายทั้งแบรนด์เนมและโนเนมทะลักเข้าตลาด และตลาดที่จะรับผลกระทบเต็มๆน่าจะเป็นคอมพิวเตอร์</p>
<div id="attachment_452" class="wp-caption alignleft" style="width: 253px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Eee-pad-EP121.jpg"><img class="size-medium wp-image-452  " title="Eee pad EP121" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Eee-pad-EP121-300x199.jpg" alt="" width="243" height="161" /></a><p class="wp-caption-text">ASUS Eee Pad ที่ใช้ CPU Intel</p></div>
<p>เน็ตบุ้คซึ่งเริ่มจะแผ่วตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และดูเหมือนซีพียูอะตอมแบบสองแกนตัวใหม่ก็เรียกคะแนนนิยมกลับมาได้น้อยมาก เราจึงเห็นหลายค่ายเริ่มหันมาเล่นทางด้านรูปลักษณ์ภายนอกแทน ด้วยการออกแบบตัวเครื่องด้วยสีลูกกวาดหวานแหววแทน และคาดกันว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ราคาของเน็ตบุ้คจะถูกเบียดให้ลงมาเล่นในตลาดล่างแทน เพื่อเปิดทางให้กับ Tablet ซึ่งจะอยู่คั่นกลางระหว่างเน็ตบุ้คกับโน้ตบุ้คแทน และเราก็ได้เห็นบางยี่ห้อเริ่มขยับราคาลงมาเล่นที่ต่ำกว่า 8000 บาทตั้งแต่ปลายปี 2010 แล้ว</p>
<p>สำหรับคู่แข่งยี่ห้อไหนจะมาช้ามาสายก็ไม่แปลกใจเท่ากับการมาสายของอินเทล ผู้ผลิตซีพียูที่แทบจะผูกขาดตลาดคอมพิวเตอร์พีซีจนมีระยะหนึ่งใครๆก็เรียกคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดว์สว่าเครื่องวินเทล (Wintel หรือ Windows+Intel) แต่กับ Tablet นั้น เราแทบจะไม่เห็นอินเทล (รวมทั้งวินโดว์สด้วย) เลยในปีที่ผ่านมา แต่เรากลับเห็นผู้ผลิตหน้าใหม่ที่อยู่ในวงการการ์ดแสดงผลอย่าง nVidia แต่ข่าวล่าสุดมาพร้อมปีกระต่ายแจ้งว่า อินเทลเริ่มขยับตัวเข้าสู่ตลาด Tablet แล้วอย่างแน่นอน โดยจะปล่อยตัวซีพียูอะตอมที่มีชื่อรหัสว่า Oak Trail ซึ่งมีซีดียูแบบสองแกนที่ฝังระบบปรฏิบัติการไว้ในชิปเลยเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานและทรัพยากรต่างๆ กล่าวคือจะทำให้ใช้พลังงานลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สามารถเล่นวิดีโอแบบฟูลเอชดีได้ และคาดว่าจะได้เห็นตัวเป็นๆในเมืองไทยปลายไตรมาสนี้หรือต้นไตรมาสหน้าค่อนข้างแน่นอน</p>
<div id="attachment_453" class="wp-caption alignleft" style="width: 253px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/35TabletIndia.jpg"><img class="size-medium wp-image-453  " title="35TabletIndia" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/35TabletIndia-300x278.jpg" alt="" width="243" height="225" /></a><p class="wp-caption-text">Tablet ราคา 1050 บาทของอินเดีย</p></div>
<p>แต่แท็ปเล็ตไหนก็ไม่สามารถสร้างความฮือฮาเท่ากับแท็ปเล็ตในโครงการเพื่อการศึกษาของรัฐบาลอินเดีย โดยรัฐมนตรีกระทรวงเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นาย Kapil Sibal ได้ออกมาเปิดเผยและโชว์เครื่องแท็ปเล็ตต้นแบบว่า รัฐบาลอินเดียจะผลิตเครื่องแท็ปเล็ตจำนวน 100,000 เครื่องในราคาไม่เกิน 35 เหรียญหรือประมาณ 1050 บาทในเดือนมกราคม 2011 นี้ และจะพยายาม “ดัน” ราคาให้ลงมาที่ 25 เหรียญและในที่สุดไม่เกิน 10 เหรียญให้ได้ (ประมาณ 300 บาทไทย!)  รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ขณะนี้บริษัท HCL Technologies ได้รับภารกิจในการผลิตแท็ปเล็ตเพื่อชาติตัวนี้แล้ว แต่ข่าวไม่ยืนยันว่า ชื่อยี่ห้อจะใช้ว่า SAKSHAT (ศักดิ์ศรีของชาติ?) เราคงต้องติดตามดูเรื่องนี้ซึ่งน่าศึกษาและเป็นแบบอย่างสำหรับวงการศึกษาบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะให้ยืมหนังสือเรียนอย่างปัจจุบัน สู้ให้ยืมหรือผ่อนแท็ปเล็ตไว้ใช้เรียนตลอดระดับชั้น (ประถมและมัธยมชั้นละ 6 ปี) ก็คงเหลือค่าผ่อนปีละไม่กี่สตางค์ซึ่งยังถูกกว่าค่าหนังสือเรียนเสียอีก กลัวแต่ว่าจะไปกระทบถึงกระเป๋าใครหรือเปล่าเท่านั้นเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tablet-pc-war-has-just-begun/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pioneer XW-NAV1-K DVD Speaker System for iPod</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:46:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer DVD]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=409</guid>
		<description><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-410" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer_xw_nav1_k" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k-300x256.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K" width="270" height="230" /></a>Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ</p>
<p>ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม<br />
<span id="more-409"></span><br />
Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย นั่นหมายความว่า เราสามารถเล่นภาพยนตร์แบบไฮเดฟได้โดยตรงกับเครื่องนี้เลย ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบเสียง Dolby Digital ด้วย สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆวางอยู่ด้านบนตัวเครื่อง รวมทั้งช่องใส่แผ่นดีวีดีแบบสล็อตอิน (หรือบางคนเรียกแบบดูด) ที่วางอยู่ด้านบนตรงกลาง ดังนั้นเวลาใส่แผ่นจึงต้องวางในลักษณะแนวตั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะไพโอเนียร์ชำนาญในด้านการผลิตเครื่องเล่นดีวีดีแบบสล็อตอินอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจคุ้นเคยกับการใส่แผ่นแบบแนวนอนเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาผมใส่แผ่นแบบแนวตั้งทีไร ทำให้ผมต้องคิดถึงเครื่องปิ้งขนมปังทุกที&#8230;</p>
<p>ตัวรีโมทคอนโทรลสีดำที่มาพร้อมเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือเหมือนรีโมทสำหรับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป และมีปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานครบทุกฟังก์ชั่น และการวางเลเอาต์ของปุ่มต่างๆนั้น สำหรับใครที่เคยใช้เครื่องเล่นดีวีดีของไพโอเนียร์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะทั้งขนาด ลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่รายละเอียดการทำงานของแต่ละปุ่มอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่อง</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สำหรับไอพ็อตที่สามารถรองรับได้นั้น ตั้งแต่ iPod nana 1 จนถึง iPod touch 2G และไอโฟน 3GS สำหรับรุ่นที่สูงกว่านี้คงต้องสอบถามให้แน่ชัดอีกทีครับ แต่ที่แน่ๆคือ ก่อนที่จำนำรุ่นใดมาใช้นั้น โดยเฉพาะรุ่นเก่า ขอให้อัปเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อน เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อวางไอพ็อตบนแท่นด็อกกิ้งแล้ว ให้กดเลือกอุปกรณ์ที่ต่อเล่นกับ Pioneer XW-NAV1-K แต่ถ้าหากตัวเครื่องอยู่ในสแตนบายโหมด เมื่อเสียบไอพ็อตปั๊บ ก็จะเล่นเลย หลังจากนั้น การควบคุมต่างๆสามารถกระทำผ่านตัวรีโมทได้เลย แต่ปุ่มต่างๆบนรีโมทนั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับไอพ็อตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีหลายๆปุ่มเป็นฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นดีวีดีโดยเฉพาะ ส่วนการเชื่อมต่อกับทีวีเพื่อชมภาพและวิดีโอจากไอพ็อตนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่านสาย HDMI ได้ คงต้องใช้สายวิดีโอเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-422" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer-xw-nav1-k-connectique" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique-300x159.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K DVD player" width="270" height="143" /></a>บุคลิกด้านเสียงที่ค่อนข้างเด่นชัดของเจ้าตัว XW-NAV1-K นี้ เสียงที่มีความสะอาด ให้รายละเอียดดีมาก เสียงเคาะ เสียงดีด เสียงตี ล้วนสามารถถ่ายทอดออกมากได้อยู่ถูกต้อง อย่างการกระหน่ำกลองในเพลง Ain’t No Cure for Love ของ Jennifer Warnes ที่ออกมาได้หนักหน่วงมีพลังดีมาก ในขณะที่เสียงร้องของเธอยังคงมีความใส ไม่ถูกเสียง (ย่านความถี่ต่ำ) ของเสียงกลองดึงให้พล่ามัวแต่อย่างใด ส่วนเพลง Song of Bernadette ซึ่งเป็นเพลงช้าๆที่คลอด้วยเสียงเปียโนนั้น ให้อารมณ์ดีมาก กับการร้องที่ชัดทุกอักขระ ทั้งเสียง S เสียง F ในขณะที่เสียงเปียโนนั้น เสียงค้อนที่เคาะลงบนสายแต่ละทีนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังที่คั้นอารมณ์คนฟังได้ดีเหลือเกิน เช่นกันคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ไอพ็อต/ไอโฟนนั้น หากเป็นไปได้ ขอแนะนำเล่นเพลงในฟอร์แมตของแอปเปิลโดยตรงจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า</p>
<p>ทีนี้ลองเล่นไฟล์เสียงจากแผ่นซีดีโดยตรงบ้างPioneer XW-NAV1-K สามารถรองรับได้ทั้งแผ่น CD-R/CD-RW และ Audio-CD อย่างไม่มีปัญหาครับ สำหรับไฟล์เสียงที่รองรับนอกจากฟอร์แมตสามัญประจำบ้านอย่าง MP3 แล้ว ก็มี WMA ส่วนไฟล์ประเภท Lossless และไฟล์ที่มีการเข้ารหัสป้องกันหมดสิทธิ์นำมาเล่นครับ การเล่นแผ่น Audio-CD นั้น ความสามารถในการ “รีด” เอารายละเอียด ความสมจริงของเสียงได้ดีตามบุคลิกของตัว XW-NAV1-K อย่างในเพลง Kitchen Racket Performer ของ The Cottars จากซีดีในชุด HD Mastering Audiophile Test ยังคงสามารถถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนามได้อย่างสมจริง ซึ่งเพลงนี้ผมฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่จนคุ้นหูมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ยินจาก Pioneer XW-NAV1-K ก็ยังคงได้รับอรรถรสที่ใกล้เคียงกับการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ส่วนใครอยากจะบันทึกเพลงที่ชื่นชอบในแผ่นนั้น ก็สามารถเลือกแทรคที่ต้องการแล้วบันทึกลงในแฟลชไดร์ฟได้อย่างง่ายดาย โดยด้านขวามือของช่องใส่แผ่นซีดีจะมีช่องเสียบยูเอสบีให้เรานำแฟลชไดร์ฟมาเสียบใช้งาน โดยสามารถใช้เล่นเพลง วิดีโอ หรือรูปภาพที่เก็บอยู่ในไดร์ฟนี้ได้โดยตรง หรือจะใช้เป็นสื่อในการบันทึกไฟล์ที่ได้จากการแปลงไฟล์ออดิโอมาไว้ในนี้ก็ได้ ฟังก์ชั่นการบันทึกเพลงนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับไอพ็อตได้ ไม่ว่าจะบันทึกลงไอพ็อต หรือว่าบันทึกเพลงจากไอพ็อตลงยูเอสบีไดร์ฟ ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
<p>สำหรับการเล่นเพลงในฟอร์แมต MP3 นั้น หากใครรู้สึกขาดอะไรไปบ้างตามธรรมชาติของไฟล์ฟอร์แมตนี้ ซึ่งมักจะออกมากในลักษณะที่แห้งๆ ขาดรายละเอียดอันเนื่องจากการบีบอัดโดยการตัดทอนบิตที่ซ้ำกันออก ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ด้วยการใช้ปุ่ม Sound เพื่อเพิ่มหรือลดเสียงในแต่ละย่านตามความชอบของแต่ละคน</p>
<p>สิ่งที่อยากจะทดสอบเป็นการสดท้ายคือ การเล่นแผ่นดีวีดี เนื่องจากลำโพงไอพ็อตที่ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมานั้น หาได้ไม่มากนัก โดยการต่อสัญญาณเข้าทีวีนั้น ผมได้ใช้สาย HDMI ที่ให้มาพร้อมกับเครื่องต่อเข้ากับทีวีพลาสมา ตัวเครื่องดีวีดีนี้นอกจากใช้เล่นกับแผ่นดีวีดีมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเล่นแผ่นดีวีดีในบันทึกไฟล์ในฟอร์แมตอื่นๆ เช่น DivX, MP3, WMA และ JPEG เป็นต้น การตั้งค่าต่างๆ เช่นภาพ เสียง สายสัญญาณและอื่นๆ จะคล้ายกับของเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป สำหรับค่าความละเอียดปัจจุบันนั้น ตัวเครื่องจะตั้งไว้ที่ 720p เพราะสามารถใช้ได้กับสายสัญญาณทั้ง RCA และ HDMI ตลอดจนเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปด้วย  แต่ภาพบนจออาจดูหยาบไปสักนิด เนื่องจากผมได้ต่อกับสาย HDMI จึงปรับไปที่ 1080p ก็ทำให้ความละเอียดของภาพดูเนียนและสบายตาขึ้นเยอะ โดยรวมแล้ว ภาพจากแผ่นดีวีดีมีความละเอียดที่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ภาพมีความสะอาด สีสันเหมือนธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดการไล่เชดสีนั้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตัวลำโพงออกแบบเป็นสองแชนแนล ดังนั้น เวลาชมภาพยนตร์จึงต้องอาศัย Virtual Surround ช่วยเพิ่มอรรถรสซึ่งก็สามารถช่วยให้เติมช่องว่างไปได้ระดับหนึ่ง</p>
<p>หากนำแผ่นหรือแฟลชไดร์ฟที่บรรจุวิดีโอในฟอร์แมต DivX มาเล่นนั้น คำบรรยายหรือซับไตเติลส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์แยกต่างหาก ก่อนอื่นต้องตั้งค่าภาษาของซับไตเติลของเครื่องให้ถูกต้องก่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่มีพื้นฐานจากอักษรโรมัน) และฟอร์แมตของไฟล์ซับไตเติลที่สนับสนุนคือ .srt, .sub, .ssa และ .smi ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม ก็คงเป็นที่ถูกใจบรรดานักโหลดบิททั้งหลาย</p>
<p>Pioneer XW-NAV1-K นี้ ให้ฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งการฟังเพลง ดูหนัง ดูรูปภาพ รวมทั้งสนับสนุนสื่อทั้งไอพ็อต/ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพี3 แผ่น CD/DVD, USB drive รับวิทยุ ฯลฯ และให้คุณภาพเสียงในระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการฟังเพลงประเภท easy listening แจ๊ส แบบฟังสบายๆบนโต๊ะทำงาน หรือห้องนอน</p>
<p><strong>Main Features</strong><br />
<strong>•    Plays</strong><br />
• iPod<br />
• iPhone<br />
• DVD / CD<br />
• MP3, DivX, WMA and JPEG files from USB, CD and DVD<br />
• FM Radio<br />
•    Speakers 2 full-range speakers<br />
•    Passive Radiators (+) Yes<br />
•    Terminals • 1 x iPod/iPhone<br />
• 1 x CD/DVD<br />
• 1 x USB<br />
• 1 x Aux In (mini jack)<br />
• 2 x RCA Audio Out<br />
• 1 x Composite Video out<br />
• 1 x HDMI out (AV cord included)<br />
•    CD to USB Ripping Yes<br />
•    Display LEM display + clock with wake-up and sleep function<br />
•    Remote Control Unit Full-size remote included<br />
•    Dimensions (W x H x D) 370 x 170 x 210 mm<br />
•    Weight 3,5 kg<br />
•    Power Requirements AC 220/240V, 50/60Hz<br />
<strong>Speakers</strong><br />
•    Speaker Type 2-Channel Full Range + Passive Radiator<br />
<strong>Amplifier</strong><br />
•    Power RMS Front 10W + 10W (8Ω)<br />
<strong>Radio</strong><br />
•    Presets 9<br />
<strong>Audio</strong><br />
•    Bass/Treble Control Yes<br />
•    Dynamic Range Control Yes<br />
•    Dolby Digital Yes<br />
•    Virtual Surround Yes</p>
<p>Distributor: Pioneer Electronics (Thailand) Co., Ltd. Tel: 0-2612-2383</p>
<p>Price: 9,990 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ASUS NX90 Series Notebook with Bang &amp; Olufsen Speaker – โน้ตบุ้คที่ฉีกกรอบด้วยสุดยอดระบบเสียง</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:21:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[ASUS NX90]]></category>
		<category><![CDATA[Bang & Olufsen]]></category>
		<category><![CDATA[David Lewis]]></category>
		<category><![CDATA[notebook]]></category>
		<category><![CDATA[อัสซุส]]></category>
		<category><![CDATA[โน้ตบุ้ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=404</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยเทคโนโลยียุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาการสองฟากฝั่งต้องขยับเข้ามาใกล้ชิดจนเกือบจะประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ดังเช่นในฟากฝั่งของเครื่องเสียงนั้น ในอดีตนั้นแทบจะแยกออกจากโลกของไอทีจนเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีการเข้ารหัสเพลงมาใช้ บทบาทของโลกดิจิตอลเริ่มคืบคลานขยับเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการภาพและเสียง ในขณะเดียวกัน ในฟากฝั่งไอทีนั้น เนื่องด้วยการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีการคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่อาจเข้าไปทดแทนวิทยาการระบบภาพและเสียงแบบดั้งเดิมก็ตาม แต่มันก็เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกส่วนจนยากจะแยกออกจากกันได้ ในฟากฝั่งของผู้ผลิตก็เช่นกัน การจับมือร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากผู้ผลิตที่อยู่คนละวงการเริ่มปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น ดังที่เราได้เห็นจากความร่วมมือระหว่างอัสซุสเทค ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไอทีชั้นนำของโลกจากไต้หวันจับมือกับ Bang &#38; Olufsen หรือ B &#38; O ผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำระดับไฮเอนต์ของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่นอกจากมีคุณภาพเสียง และคุณภาพการผลิตระดับสุดยอดแล้ว ยังเน้นรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม หรูมีระดับและใช้งานง่าย และถือเป็นแบรนด์ระดับชาติที่ชาวเดนมาร์คภาคภูมิใจยิ่ง ความร่วมมือระหว่างอัสซุสกับบีแอนด์โอครั้งนี้ โดยอัสซุสได้นำเอาเทคโนโลยีระบบเสียงของบี แอนด์ โอ มาติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ NX90 Series (แยกเป็น NX90JN และ NX90JQ สองรุ่นโดยมีความแตกต่างกันในด้านสเปคบางส่วน) เนื่องจากเป็นโน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ ดังนั้นทางอัสซุสจึงทำการออกแบบใหม่หมด ตั้งแต่เปลือกนอก โดยตัวเคสและบริเวณที่วางฝ่ามือได้นำเอาอลูมิเนียมปัดเงาแวววับ จนตอนแรกที่เห็นยังนึกว่าเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลส ส่วนทัชแพดได้วางไว้ด้านข้างของคีย์บอร์ดทั้งสองข้าง โดยอัสซุสให้เหตุผลว่าคนเรามีมือสองข้าง จึงควรใช้มือทั้งสองควบคุมได้แทนที่จะเป็นมือข้างเดียวเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป และลักษณะการวางทัชแพดเช่นนี้ จึงมีลักษณะคล้ายกับตัวควบคุมของดีเจ และที่แตกต่างจากเมาส์แพดทั่วไปคือ เราสามารถใช้จำนวนนิ้วในการควบคุมการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ใช้หนึ่งนิ้วคือการเลือก สองนิ้วสำหรับการเลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/ASUS-NX90.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-405" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="ASUS-NX90" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/ASUS-NX90-300x211.jpg" alt="ASUS NX90 Notebook with Bang &amp; Olufsen Speaker " width="270" height="190" /></a>ด้วยเทคโนโลยียุคดิจิตอลในปัจจุบัน ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาการสองฟากฝั่งต้องขยับเข้ามาใกล้ชิดจนเกือบจะประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ดังเช่นในฟากฝั่งของเครื่องเสียงนั้น ในอดีตนั้นแทบจะแยกออกจากโลกของไอทีจนเมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีการเข้ารหัสเพลงมาใช้ บทบาทของโลกดิจิตอลเริ่มคืบคลานขยับเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการภาพและเสียง ในขณะเดียวกัน ในฟากฝั่งไอทีนั้น เนื่องด้วยการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่มีการคืบหน้าอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่อาจเข้าไปทดแทนวิทยาการระบบภาพและเสียงแบบดั้งเดิมก็ตาม แต่มันก็เข้าไปมีบทบาทแทบจะทุกส่วนจนยากจะแยกออกจากกันได้</p>
<p><span id="more-404"></span><br />
ในฟากฝั่งของผู้ผลิตก็เช่นกัน การจับมือร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากผู้ผลิตที่อยู่คนละวงการเริ่มปรากฏให้เห็นถี่ขึ้น ดังที่เราได้เห็นจากความร่วมมือระหว่างอัสซุสเทค ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไอทีชั้นนำของโลกจากไต้หวันจับมือกับ Bang &amp; Olufsen หรือ B &amp; O ผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำระดับไฮเอนต์ของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่นอกจากมีคุณภาพเสียง และคุณภาพการผลิตระดับสุดยอดแล้ว ยังเน้นรูปลักษณ์การออกแบบที่สวยงาม หรูมีระดับและใช้งานง่าย และถือเป็นแบรนด์ระดับชาติที่ชาวเดนมาร์คภาคภูมิใจยิ่ง ความร่วมมือระหว่างอัสซุสกับบีแอนด์โอครั้งนี้ โดยอัสซุสได้นำเอาเทคโนโลยีระบบเสียงของบี แอนด์ โอ มาติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ NX90 Series (แยกเป็น NX90JN และ NX90JQ สองรุ่นโดยมีความแตกต่างกันในด้านสเปคบางส่วน) เนื่องจากเป็นโน้ตบุ้ครุ่นพิเศษ ดังนั้นทางอัสซุสจึงทำการออกแบบใหม่หมด ตั้งแต่เปลือกนอก โดยตัวเคสและบริเวณที่วางฝ่ามือได้นำเอาอลูมิเนียมปัดเงาแวววับ จนตอนแรกที่เห็นยังนึกว่าเป็นแผ่นเหล็กสแตนเลส ส่วนทัชแพดได้วางไว้ด้านข้างของคีย์บอร์ดทั้งสองข้าง โดยอัสซุสให้เหตุผลว่าคนเรามีมือสองข้าง จึงควรใช้มือทั้งสองควบคุมได้แทนที่จะเป็นมือข้างเดียวเหมือนกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป และลักษณะการวางทัชแพดเช่นนี้ จึงมีลักษณะคล้ายกับตัวควบคุมของดีเจ และที่แตกต่างจากเมาส์แพดทั่วไปคือ เราสามารถใช้จำนวนนิ้วในการควบคุมการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น ใช้หนึ่งนิ้วคือการเลือก สองนิ้วสำหรับการเลื่อนขึ้นลง ซ้ายขวา หรือย่อ-ขยายภาพ (เหมือนกับวิธีของไอโฟน) และสามนิ้วแทนการคลิกปุ่มขวา</p>
<div id="attachment_406" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/Asus-NX90-and-Lewis.jpg"><img class="size-medium wp-image-406 " title="Asus-NX90-and-Lewis" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/Asus-NX90-and-Lewis-300x144.jpg" alt="Asus-NX90 and David Lewis " width="270" height="130" /></a><p class="wp-caption-text">David Lewis </p></div>
<p>จอภาพที่ติดตั้งมาถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่สำหรับโน้ตบุ้ค คือมีขนาด 18.4 นิ้ว เป็นจอแบบ glare LED ความละเอียดระดับ Full-HD โดยทั่วไปแล้วลำโพงของโน้ตบุ้คทั่วไปมักจะฝังอยู่บนตัวเครื่อง เนื่องจากมีขนาดเล็กและกำลังวัตต์ต่ำ ส่วน NX90 นี่ได้ฉีกกฎเกณฑ์ทั่วไปด้วยการติดตั้งลำโพงตรงขอบจอทั้งสองข้างด้วยลำโพงของ Bang &amp; Olufsen ICEPower 11 วัตต์ ที่มีความกว้าง 3.2 ซม.ตลอดแนวขอบจอ จึงทำให้มีพื้นที่ใหญ่กว่าลำโพงทั่วไปถึง 60% ข้างในติดตั้งลำโพงทรงกลมขนาด chamber size 54 cc ซึ่งใหญ่กว่าลำโพงโน้ตบุ้คทั่วไปที่มีขนาดเพียง 14 cc ถึง 400% ด้วยเหตุนี้เสียงที่ได้จึงมีกำลังขับที่สูงกว่า ให้รายละเอียดที่ดีกว่า เนื่องด้วยมีช่วงความถี่ที่กว้างกว่า (150Hz – 15kHz) และด้วยปริมาตรของพื้นที่ลำโพงที่มากกว่า จึงสามารถให้เสียงเบสที่ลงได้ลึกกว่าและมีมิติที่ดีกว่า ซึ่งคงไม่น่าแปลกใจเนื่องจากลำโพงนี้ได้รับการออกแบบโดย David Lewis นักออกแบบอิสระในโคเปนเฮเกน และเป็น chief designer ของ Bang &amp; Olufsen ผลงานของเขาหลายชิ้นได้ถูกรวบรวมและแสดงไว้เป็นการถาวรในพิพิธภัณฑ์แห่งโมเดิร์นอาร์ตในกรุงนิวยอร์ก ในปี 1995 เขายังได้รับการมอบตำแหน่งเป็น Royal Designer for Industry ในกรุงลอนดอน และได้รับเกียรติเป็น the Knight of Dannebrog ในปี 2002 โดยปรัชญาในการออกแบบของ Davis Lewis คือ นำเอาเทคโนโลยีมาทำให้ง่าย (simplify) โดยเขาชื่อว่า ยิ่งทำให้สิ่งต่างๆลดความซับซ้อนลง ผู้คนจะยิ่งให้ความสนใจสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้น แนวคิดนี้จึงได้นำมาสู่การออกแบบ NX90 ของอัสซุสนี้ด้วย</p>
<p>สำหรับในด้านของอุปกรณ์ต่างๆที่มาพร้อมกับโน้ตบุ้คตัวนี้นั้น ต้องเรียกว่าค่อนข้างครบเครื่องตั้งแต่ซีพียูที่ใช้อินเทล Core i5/i7 (แล้วแต่รุ่น) หน่วยความจำ DDR3 4GB. กราฟฟิกของ nVidia Geforce GT 335M 1G DDR3 VRAM สำหรับส่วนอื่นๆที่น่าสนใจคือตัวออปติคัลไดร์ฟใช้เป็น Blu-ray Combo แบบ slot-in (Combo คือ เล่นบลูเรย์ได้ แต่เขียนได้เฉพาะดีวีดี) ในด้านของช่องต่อนั้น ได้ติดตั้งช่อง USB 3.0 มา 2 ช่อง USB 2.0 1 ช่อง HDMI 1 ช่อง ช่องรับอินฟราเรด ช่องเสียบเสาอากาศทีวีที่ใช้ด้ทั้งแบบอะนาล็อกและ DVB-T 1 ช่อง นั่นหมายถึงว่า เราสามารถรับชมทีวีด้วยเสาปรกติ หรือเซ็ตท็อปบ็อกซ์ของเคเบิลทีวีหรือจานดาวเทียม</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>แน่นอนว่า เมื่ออัสซุสหันมาจับมือกับ Bang &amp; Olufsen ผู้ผลิตเครื่องเสียงระดับโลกแล้ว ถ้าไม่เน้นการทดสอบด้านเสียง ก็คงป่วยการที่จะมากล่าวถึงโน้ตบุ้คระดับราคาเฉียดแสน ในเบื้องต้นนั้น ทางอัสซุสได้ติดตั้งตัววินโดว์ส 7 64บิต พร้อมกับมีเดียเพลเยอร์ต่างๆเรียบร้อยอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่เพียงนำเอาแผ่นโปรแกรมมาทดสอบ โดยเริ่มต้นจากแผ่นยอดนิยมของนักฟังหูทองทั้งหลายคือ “แจ๊สในโรงตึ๊ง” หรือ Jazz at the Pawnshop สัมผัสแรกคือ ความใสสะอาดของเสียง ที่เรียกได้ว่า หาไม่ได้จากลำโพงโน้ตบุ้คทั่วไป เสียงกุ๊งกิ๊งของเครื่องเคาะมีความกังวานดีมาก ประกอบในด้านของช่วงความถี่ที่ลำโพง B &amp; O นี้ที่สามารถให้ถ่ายทอดได้กว้างกว้าง เมื่อบวกกับชิปถอดรหัสของ Realtek High Definition ยิ่งทำให้รายละเอียดเสียงระยิบระยับสามารถถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างครบครัน โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางและสูง</p>
<p>เมื่อเปลี่ยนมาเล่นกับแผ่น Bestseller Classic No. 1 เสียงเปียโนในเพลง Alla Turca ของ Mozart นั้นให้ความสดใสกังวานของตัวโน้ตได้ดีมาก จนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือเสียงที่ได้ยินจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ยิ่งมาฟังในเพลง Dreaming ของ Robert Schumann เสียงไวโอลินนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน มันเป็นความรู้สึกที่สบายเหลือเกิน นี่ถ้าหากใครให้ผมฟังเสียงโดยไม่เห็นเครื่อง ผมอาจคิดว่า นี่น่าจะเล่นจากเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์เรือนแสนแน่ๆ จากเพลงบรรเลงด้วยไวโอลินหมู่มาสู่เดี่ยวไวโอลินในเพลง Ave Maria ที่ใช้กีต้าร์โปร่งเล่นคลอ ยิ่งจะสำแดงความสามารถในการถ่ายทอดเสียงที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากๆ การให้ระยะห่างของตัวโน้ตทำให้เสียงที่ได้ยินมีมิติและตำแหน่งที่ชัดเจน</p>
<p>หลังจากที่ฟังเพลงจนเต็มอิ่มแล้ว เลยหันมาทดสอบด้านภาพบ้าง โดยขอเริ่มจากการเริ่มแผ่นจากตัวเครื่องเอง ผมนำเอาแผ่นบลูเรย์ของ Celine Dion ในชุด A New Day – Live in Las Vegas ด้วยประสิทธิภาพของ Core i7 บวกกับพลังของ Geforce GT 335M การเล่นวิดีโอระดับความละเอียด 1080p จึงกลายเป็นเรื่องชิวๆ โดยภาพบนหน้าจอ 18.4 นิ้วนั้นมีความสะอาด สีสันสดเป็นธรรมชาติ ส่วนบรรยากาสเสียงรอบๆเวทีคอนเสิร์ตนั้นแม้จะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นระบบเซอร์ราวด์ได้ แต่ระบบสองแชนแนลหน้าเวทีให้บรรยากาศที่สมจริงดีมาก โดยเฉพาะเสียงของผู้ชมนั้น การปรบมือ การหวีดร้อง ให้ความรู้สึกถึงการอยู่ภายในคอนเสิร์ตฮอลล์ได้ดีมาก แม้ว่าขนาดหน้าจอ 18.4 นิ้วถือว่าใหญ่มากแล้วสำหรับโน้คบุ้ค แต่สำหรับคนชอบชมภาพยนตร์แล้วยังไม่สะใจพอ ผมจึงต่อสาย HDMI ต่อสัญญาณให้ไปถ่ายทอดออกทางจอพลาสม่า 50 นิ้ว โดยตั้งค่าความละเอียดที่ 1080p คราวนี้ขอลองกับภาพยนตร์ Avatar โดยเล่นจากเครื่องเล่นบลูเรย์ในตัวเครื่อง NX90 คราวนี้ต้องเรียกว่าสมใจอยากครับ เพราะภาพมีความละเอียดวยมงามดีมาก ดอกไม้ดอกหญ้าที่เรืองแสงยามค่ำคืนในฉากให้ความสวยงามของสีและแสงได้ดีเยี่ยม จากที่แต่เดิมตั้งใจจะทดสอบเพียง 2-3 ฉากเลยต้องนั่งชมจนจบเรื่อง</p>
<p>ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบที่ค่อนข้างฉีกกรอบจากคอมพิวเตอร์โน้คบุ้คทั่วไป ทั้งด้านรูปแบบและวัสดุที่ใช้ ยิ่งประกอบกับลำโพงระดับหูทองฟังกันอย่าง Bang &amp; Olufsen แล้ว ASUS NX90 จึงไม่ใช่โน้คบุ้คสำหรับคนที่พิจารณาแต่เพียงราคาอย่างเดียวเป็นหลัก หากแต่เหมาะสำหรับคนที่มีหัวใจที่มีความละเมียดด้วยศิลปะ เสียงดนตรี มีรสนิยม ที่พร้อมที่จะยืนอยู่แถวหน้าอย่างสง่า คอมพิวเตอร์ที่นอกจากจะอยู่เคียงข้างกายแล้ว ยังเป็นศิลปะชิ้นงามบนโต๊ะทำงานหรือห้องรับแขกได้อย่างภาคภูมิใจ เสียงจากลำโพง Bang &amp; Olufsen ที่มีความสะอาด ใส โปร่ง เหมาะที่จะฟังเพลงบรรเลง Vocal Jazz ได้ดีเยี่ยม ส่วนเสียงเบสที่อาจบางไปบ้าง ก็สามารถชดเชยด้วยการปรับแต่งซอฟต์แวร์ ส่วนด้านการออกแบบแล้ว หากเสนอแนะได้ ผมอยากให้ออกแบบคีย์บอร์ดเสียใหม่ให้เป็นแผ่นสีดำเรียบทั้งแผ่น โดยใช้เป็นระบบสัมผัส ส่วนตัวหนังสือบนแป้นให้ใช้เป็นระบบเรืองแสงเวลาเปิดเครื่อง โดยให้สามารถปรับระดับความสว่างและปิดแสงได้ เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาในยามชมภาพยนตร์</p>
<p>ข้อสังเกต กระจกปิดหน้าจอนั้น มีเงาสะท้อนมากเกินไปจนมองเห็นหน้าตัวเองอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong>Specifications</strong></p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td>Processor &amp; Cache Memory</td>
<td>Intel® Core™ i7 Processor 820QM/720QM : 1.73   GHz – 1.6 GHz, with Turbo Boost up to 3.06/2.8 GHz;</td>
</tr>
<tr>
<td>Operating System</td>
<td>Windows® 7 Ultimate</td>
</tr>
<tr>
<td>Chipset</td>
<td>Intel® HM55 Express Chipset</td>
</tr>
<tr>
<td>Main Memory</td>
<td>DDR3 1333/1066 MHz SDRAM, 3 x SODIMM socket for   expansion up to 12GB SDRAM</td>
</tr>
<tr>
<td>Display</td>
<td>18.4″ 16:9 Full HD (1920×1080) LED backlit</td>
</tr>
<tr>
<td>Video Graphics &amp; Memory</td>
<td>NVIDIA® GeForce® GT335M, with 1GB DDR3 VRAM</td>
</tr>
<tr>
<td>Hard Drive</td>
<td>2.5″ 9.5mm SATA<br />
640GB,5400rpm<br />
500GB,5400rpm;7200rpm<br />
320GB,5400rpm;7200rpm<br />
Dual HDD support</td>
</tr>
<tr>
<td>Optical Drive</td>
<td>Blu-Ray DVD Combo</td>
</tr>
<tr>
<td>Card Reader</td>
<td>5 in 1 card reader SD,MMC,MS,MS-Pro,XD</td>
</tr>
<tr>
<td>Video Camera</td>
<td>2.0 Mega Pixel web camera</td>
</tr>
<tr>
<td>Fax/Modem/LAN/WLAN</td>
<td>Integrated 802.11 b/g/n or 802.11b/g<br />
Built-in Bluetooth™ V2.1+EDR (optional)<br />
10/100/1000 Base T</td>
</tr>
<tr>
<td>Interface</td>
<td>1 x Microphone-in jack<br />
1 x Headphone-out jack<br />
1 x VGA port/Mini D-sub 15-pin for external monitor<br />
2 x USB 3.0 ports<br />
2 x USB 2.0 ports(1 for E-SATA combo port)<br />
1 x RJ45 LAN Jack for LAN insert<br />
1 x HDMI<br />
1 x S/PDIF</td>
</tr>
<tr>
<td>Audio</td>
<td>Built-in speaker and microphone<br />
SonicMaster</td>
</tr>
<tr>
<td>Battery Pack &amp; Life</td>
<td>6 cells: 5600 mAh 63 Whrs</td>
</tr>
<tr>
<td>AC Adapter</td>
<td>Output: 19 V DC, 6.3 A, 120W<br />
Input: 100-240V V AC, 50/60 Hz universal</td>
</tr>
<tr>
<td>Dimension &amp; Weight</td>
<td>53.0 x 28.0 x 3.00~3.60 cm (W x D x H)<br />
4.40 kg (with 6 cell battery)</td>
</tr>
<tr>
<td>Security</td>
<td>BIOS Booting / HDD User Password Protection<br />
LoJack</td>
</tr>
<tr>
<td>Warranty &amp; e-support</td>
<td>2-year limited global hardware warranty<br />
*different by country<br />
1-year battery pack warranty<br />
On-line problem resolution through web interface (BIOS, Driver update)<br />
OS (Microsoft Windows 7) install/uninstall consultation<br />
Bundled software install/uninstall consultation<br />
ASUS software supporting</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร 0-2679-8367-71</p>
<p>Price: 99,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/asus-nx90/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google Secrect Project &#8211; Stree View</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/google-secrect-project/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/google-secrect-project/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Nov 2010 11:13:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[New Launch]]></category>
		<category><![CDATA[Audi TT]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[iRobot]]></category>
		<category><![CDATA[Sebastian Thrun]]></category>
		<category><![CDATA[Street View]]></category>
		<category><![CDATA[Toyato Prius]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=398</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง iRobot ก็จะรู้สึกทึ่งและชื่นชอบรถยนต์ในยุค 2035 ที่ทุกอย่างทำงานโดยอัตโนมัติ โดยในภาพยนตร์ดังกล่าว พระเอกของเราใช้รถ Audi ที่ไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัยหรือการบังคับรถด้วยตัวเอง สมัยก่อนเราอาจบอกว่า เรื่องราวในภาพยนตร์คือเรื่องมายา แต่ว่าเรื่องนี้ไม่นาจะห่างไกลความเป็นจริง เพราะถ้าหากใครที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาบนถนนระหว่างซานฟรานซิสโกกับลอสแองเจลลิส ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจเห็นรถยนต์โตโยต้ารุ่น Prius 6 ค้นกับ Audi TT 1 ค้น ที่หลังคาติดตั้งอุปกรณ์ที่ดูคล้ายกับปล่องอะไรสักอย่าง แต่อาจไม่ได้สังเกตว่า คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยนั้นไม่ได้ทำการขับรถเลย เพราะแท้จริงแล้ว นี่เป็นโครงการลับ (นี่ขนาดลับนะ ยังกลายเป็นข่าวได้) ของ Google ที่กำลังทดสอบซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยโครงการนี้ ทาง Google ได้ใช้รถทดสอบทั้งหมด 7 คันที่วิ่งในระยะทาง 1600 กม.โดยไม่ต้องใช้คนบังคับแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังทดสอบในระยะ 225,000 กม.โดยมีมนุษย์เข้าไปจัดการบ้างในบางครั้ง ส่วนการที่ต้องมีคนนั่งอยู่ประจำที่นั่งคนขับนั้น เป็นการเผื่อในกรณีที่ระบบทำงานผิดพลาด โครงการนี้ทาง Google เรียกว่าบริการแผนที่ Street View ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างวิศวกรของ Google กับ  Sebastian [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/google-prius.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-399" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="google prius" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/google-prius-300x199.jpg" alt="Toyata Prius" width="270" height="179" /></a>ถ้าใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง iRobot ก็จะรู้สึกทึ่งและชื่นชอบรถยนต์ในยุค 2035 ที่ทุกอย่างทำงานโดยอัตโนมัติ โดยในภาพยนตร์ดังกล่าว พระเอกของเราใช้รถ Audi ที่ไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัยหรือการบังคับรถด้วยตัวเอง สมัยก่อนเราอาจบอกว่า เรื่องราวในภาพยนตร์คือเรื่องมายา แต่ว่าเรื่องนี้ไม่นาจะห่างไกลความเป็นจริง เพราะถ้าหากใครที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาบนถนนระหว่างซานฟรานซิสโกกับลอสแองเจลลิส ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจเห็นรถยนต์โตโยต้ารุ่น Prius 6 ค้นกับ Audi TT 1 ค้น ที่หลังคาติดตั้งอุปกรณ์ที่ดูคล้ายกับปล่องอะไรสักอย่าง</p>
<p><span id="more-398"></span></p>
<p>แต่อาจไม่ได้สังเกตว่า คนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยนั้นไม่ได้ทำการขับรถเลย เพราะแท้จริงแล้ว นี่เป็นโครงการลับ (นี่ขนาดลับนะ ยังกลายเป็นข่าวได้) ของ Google ที่กำลังทดสอบซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้กับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยโครงการนี้ ทาง Google ได้ใช้รถทดสอบทั้งหมด 7 คันที่วิ่งในระยะทาง 1600 กม.โดยไม่ต้องใช้คนบังคับแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังทดสอบในระยะ 225,000 กม.โดยมีมนุษย์เข้าไปจัดการบ้างในบางครั้ง ส่วนการที่ต้องมีคนนั่งอยู่ประจำที่นั่งคนขับนั้น เป็นการเผื่อในกรณีที่ระบบทำงานผิดพลาด โครงการนี้ทาง Google เรียกว่าบริการแผนที่ Street View ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างวิศวกรของ Google กับ  Sebastian Thrun ผู้</p>
<div id="attachment_400" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/irobot3.jpg"><img class="size-medium wp-image-400 " title="Audi irobot3" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/11/irobot3-300x176.jpg" alt="" width="270" height="158" /></a><p class="wp-caption-text">รถออดี้ในภาพยนตร์ iRobot</p></div>
<p>อำนวยการของห้องทดลองปัญญาประดิษฐ์สแตนฟอร์ด โดยระบบจะกะระยะห่างระหว่างวัตถุด้วยกัน ดังนั้น เมื่อวิ่งบนท้องถนนก็จะทำให้ใช้พื้นที่ถนนน้อยลง ขณะเดียวกันด้วยการจ่ายพลังงานที่สม่ำเสมอจึงทำให้ใช้พลังงานน้อยลงและในอนาคตสามารถที่จะออกแบบรถให้มีน้ำหนักเบาเพื่อให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แต่&#8230;เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาบนท้องถนนคงจะปวดหัวน่าดู เพราะกฎหมายจะเอาผิดกับใครดี ระหว่างตัวรถ คนอยู่หลังพวงมาลัยหรือว่าบริษัทผู้ออกแบบ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/google-secrect-project/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Apple Challenge</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 04:49:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[Steve Jobs]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=368</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-369" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="superjobs" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs-271x300.jpg" alt="" width="271" height="300" /></a>ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล</p>
<p><span id="more-368"></span></p>
<p>พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง Steve Job เกิดความลำพองไม่น้อยที่มีสาวกผู้ภักดีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อวางกรอบให้ผู้บริโภคและผู้ให้บริการสื่อต่างๆ ปฏิบัติตาม ซึ่งแน่นอนว่า อะไรที่ถูกลากไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ย่อมกระทบถึงอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์ในอเมริการออกมาโวยวายกับแอปเปิลที่รับสมัครสมาชิก ผู้ใช้ iPad ให้สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆแบบออนไลน์ได้ แม้ว่างานจะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะค่าสมาชิกที่ได้ก็จัดสรรแบ่งกันระหว่างแอปเปิลกับเจ้าของสื่อ และทำให้สื่อมีเรตติ้งสูงขึ้นด้วย จึงไม่น่าจะต้องออกมาโวยวาย แต่ที่ต้องโวยนั้น ทาง Wall Street Journal ให้เหตุผลว่า เนื่องจากทางแอปเปิลเป็นผู้ดูแลควบคุมฐานข้อมูลของสมาชิกเสียเองทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ผลประโยชน์ระยะยาวจึงตกอยู่กับแอปเปิลฝ่ายเดียว และไม่ทราบว่าแอปเปิลจะงอนขึ้นมาเมื่อไรพร้อมสลัดทิ้งพันธมิตรเดิมเมื่อไรก็ ได้ ในขณะที่สัดส่วนผลประโยชน์ที่จัดสรรนั้นก็ยังคุยกันไม่ลงตัวด้วย งานนี้เป็นไปได้ว่า หากตกลงกันไม่ได้ กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์อาจขอบายกับแอปเปิล เพราะผู้บริหารของ Chicaco Tribune กล่าวว่า การเพิ่มยอดผู้อ่านไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงให้เนื้อหามีความน่าสนใจเท่านั้น</p>
<p>นี่เป็นเพียงกรณีล่าสุด ก่อนหน้านั้นแอปเปิลเองก็เคยมีกรณีพิพาทกับ Google ด้วยการสกัดไม่ให้โฆษณาของ Google (Google Ads) ไปปรากฏบน iPhone, iPad โดยพยายามผลักดันโฆษณา iAd ชองตัวเองแทน รวมทั้งกรณีที่กีดกัน Amazon ในธุรกิจการดาวน์โหลดเพลงออนไลน์จนส่งผลให้ AppStore ของตนมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70% ในขณะที่ Amazon แม้จะอยู่ในอันดับสอง แต่ก็มีส่วนแบ่งเพียง 12% เท่านั้น หลังจากที่เกิดเรื่องราวทำตัวเป็นนักเลงโตเที่ยวไประรานชาวบ้านไปทั่ว ตอนนี้ Federal Trade Commission หรือสมาพันธ์คุ้มครองการแข่งขันทางการค้าของอเมริกากำลังเข้าตรวจสอบดูว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของแอปเปิลเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/apple-challenge/">Thai Chinese Blog</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Hercules DJ Console RMX – Turn Yourself a Pro DJ</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/hercules-dj-console-rmx/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/hercules-dj-console-rmx/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 04:06:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[DJ Console RMX]]></category>
		<category><![CDATA[Hercules]]></category>
		<category><![CDATA[Virtual DJ]]></category>
		<category><![CDATA[ดีเจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=310</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกดิจิตอลนั้น ดูเหมือนว่าการที่จะให้ตัวเองเป็นอะไรมันง่ายดังพลิกฝ่ามือ แม้แต่คนที่อยู่บ้านฝังเพลงเฉยๆ คิดสนุกอยากเป็นดีเจขึ้นมาก็ง่ายนิดเดียว ด้วยปัจจุบันนี้มีทั้งซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่จะเสกให้คุณเป็นดีเจได้ทันที แต่ทว่า ถ้าหากอุปกรณ์ตัวช่วยเหล่านั้นมันดูไม่โปร แทนที่คุณจะได้รับคำชม กลับจะกลายเป็นตัวตลกไปเลย เพราะหากจะเป็นดีเจทั้งนี้ ก็ขอให้เป็นเหมือนมือโปร (แม้ความจริงจะสมัครเล่นก็ตาม)  ไม่ใช่เอาของก๋องแก๋งเหมือนของเด็กเล่นมาใช้ และอุปกรณ์ที่จะเสริมให้คุณบรรลุฝันได้ก็คือ Hercules DJ Console RMX ที่กำลังทดสอบและนำมากล่าวถึงนี้ ตัว DJ Console ที่ว่านี้ สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่า หน้าตาโง้วเฮ้งดูดีสมกับมืออาชีพจริงๆ ตัวเครื่องบุผิวด้วยอลูมิเนียมปัดผิว ตัดกับขอบข้างของตัวเครื่องสีดำด้านพร้อมกับตัวหนังสือขาว Hercules จึงดูขรึม งามสง่า บนแผงหน้าปัดจุดที่สะดุดตาเนื่องจากใหญ่กว่าเพื่อนก็คือ ปุ่ม Jog Wheel สีดำทั้งสองข้าง ซึ่งทำมาจากพลาสติก แต่เคลือบผิวด้วยยางหมือนกับซีลิโคน ตัว Jog Wheel จะทำหน้าที่เลื่อนแทรคเดินหน้าถอยหลัง หรือจะใช้ทำหน้าที่ Scratch ของเหล่าดีเจที่ชอบสแกรทช์แผ่น ที่พิเศษสำหรับความเมามันของดีเจก็คือ ตัว Jog สามารถปรับระดับความหนืดได้ด้วยการปรับสกรูที่อยู่ข้างใต้ของมัน การที่แยกเป็นสอง Jog เพราะตัวเครื่องแบ่งออกเป็นสองเดค (Deck) หรือถ้าเป็นสมัยก่อนก็คือเทิร์นสองตัว โดยทั้งสองเดคนี้ต่างก็มีปุ่มคอนโทรลของตัวเองแยกอิสระกัน เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/hercules-dj-console-rmx.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-311" title="็็Hercules DJ Console RMX" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/hercules-dj-console-rmx-300x166.jpg" alt="็็Hercules DJ Console RMX" width="270" height="149" /></a>ในโลกดิจิตอลนั้น ดูเหมือนว่าการที่จะให้ตัวเองเป็นอะไรมันง่ายดังพลิกฝ่ามือ แม้แต่คนที่อยู่บ้านฝังเพลงเฉยๆ คิดสนุกอยากเป็นดีเจขึ้นมาก็ง่ายนิดเดียว ด้วยปัจจุบันนี้มีทั้งซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่จะเสกให้คุณเป็นดีเจได้ทันที แต่ทว่า ถ้าหากอุปกรณ์ตัวช่วยเหล่านั้นมันดูไม่โปร แทนที่คุณจะได้รับคำชม กลับจะกลายเป็นตัวตลกไปเลย เพราะหากจะเป็นดีเจทั้งนี้ ก็ขอให้เป็นเหมือนมือโปร (แม้ความจริงจะสมัครเล่นก็ตาม)  ไม่ใช่เอาของก๋องแก๋งเหมือนของเด็กเล่นมาใช้ และอุปกรณ์ที่จะเสริมให้คุณบรรลุฝันได้ก็คือ Hercules DJ Console RMX ที่กำลังทดสอบและนำมากล่าวถึงนี้</p>
<p><span id="more-310"></span></p>
<p>ตัว DJ Console ที่ว่านี้ สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่า หน้าตาโง้วเฮ้งดูดีสมกับมืออาชีพจริงๆ ตัวเครื่องบุผิวด้วยอลูมิเนียมปัดผิว ตัดกับขอบข้างของตัวเครื่องสีดำด้านพร้อมกับตัวหนังสือขาว Hercules จึงดูขรึม งามสง่า บนแผงหน้าปัดจุดที่สะดุดตาเนื่องจากใหญ่กว่าเพื่อนก็คือ ปุ่ม Jog Wheel สีดำทั้งสองข้าง ซึ่งทำมาจากพลาสติก แต่เคลือบผิวด้วยยางหมือนกับซีลิโคน ตัว Jog Wheel จะทำหน้าที่เลื่อนแทรคเดินหน้าถอยหลัง หรือจะใช้ทำหน้าที่ Scratch ของเหล่าดีเจที่ชอบสแกรทช์แผ่น ที่พิเศษสำหรับความเมามันของดีเจก็คือ ตัว Jog สามารถปรับระดับความหนืดได้ด้วยการปรับสกรูที่อยู่ข้างใต้ของมัน การที่แยกเป็นสอง Jog เพราะตัวเครื่องแบ่งออกเป็นสองเดค (Deck) หรือถ้าเป็นสมัยก่อนก็คือเทิร์นสองตัว โดยทั้งสองเดคนี้ต่างก็มีปุ่มคอนโทรลของตัวเองแยกอิสระกัน เช่น ปุ่มเลื่อนสไลด์ปรับโวลุ่มซึ่งจะมีปุ่มสไลด์โวลุ่มตรงกลางสำหรับเป็นมาสเตอร์โวลุ่มเพื่อควบคุมระดับเสียงทั้งสองเดค ปุ่มสไลด์เฟดเดอร์ ลูกบิดปรับอีคิว (สูง กลาง ต่ำ) การปรับ Gain และปุ่มเอฟเฟคอื่นๆอีกหกปุ่ม โดยปุ่มกดจะเป็นฝาครอบพลาสติกใส ภายในจะฝังด้วยไฟ LED สีฟ้าเมื่อกดใช้งาน (แต่ไม่มีในปุ่มเอฟเฟคหกปุ่ม)</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/djconsolermx4.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-314" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="djconsolermx4" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/djconsolermx4-300x210.jpg" alt="" width="270" height="189" /></a>ในด้านของช่องต่ออินพุท/เอาต์พุททั้งหลายจะวางอยู่ด้านหลังเครื่องเกือบทั้งหมด คงมีช่องต่อไมค์และเฮดโฟนที่วางอยู่บนแผงหน้าปัดขอบมุมบนสุดสองข้าง 1 ชุด (ไมค์กับหูฟัง) พร้อมกับปุ่มปรับโวลลุ่มของไมค์ที่ติดอยู่ข้างๆ และตรงขอบตัวเครื่องด้านหน้าอีก 1 ชุด แต่ทั้งสองชุดไม่ได้ทำงานแยกอิสระกัน ต้องเลือกใช้ชุดใดชุดหนึ่ง ส่วนด้านหลังเครื่องจะเป็นช่องต่ออินพุท/เอาต์พุท อย่างละสี่จุด โดยแยกเป็นหัวต่อแบบ RCA สองชุดสำหรับต่อเครื่องเสียงบ้างสองชุด และช่องต่อแบบ Pro Gear ¼ นิ้วอีกสองชุดสำหรับต่อกับเครื่องเสียง PA (อย่าเพิ่งสับสนว่าทั้งหมดต่อได้อุปกรณ์สี่อย่างนะครับ ความจริงคือสองแหล่ง – source เพียงแต่แยกหัวต่อเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งาน) อุปกรณ์ที่สามรถนำมาต่อช่องอินพุทเพื่อเป็นแหล่งโปรแกรมภายนอกก็อย่างเช่น เครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่น MP3 หรือ Turntable เป็นต้น และต้องไม่ลืมที่จะเลื่อนสวิทช์ระหว่าง Line/Phono ให้ตรงตามประเภทอุปกรณ์ด้วย และสุดท้ายคือ ช่องต่อสาย USB เพื่อต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นแมคฯหรือพีซี ซึ่งสเปคที่ต้องการก็ไม่สูงนัก อย่างพีซีก็ตั้งแต่เพนเทียม 3 ความเร็ว 1GHz. ถ้าเป็นแมคก็ 1.5 GHz. ขึ้นไป</p>
<p>การติดตั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก แต่ก่อนอื่นให้นำแผ่นซีดีติดตั้งไดร์ฟเวอร์ก่อนที่จะเสียบสาย USB เข้ากับคอมฯ รอจนกว่าตัวโปรแกรมร้องขอแล้วค่อยเสียบ จากนั้นก็คลิกอีกไม่กี่คลิกก็ติดตั้งไดร์ฟเวอร์เสร็จ โดยระบบเสียงของคอมพิวเตอร์เราจะถูกเปลี่ยนไปใช้ระบบเสียงของ Hercules ที่มากับตัวเครื่องแทน สิ่งที่ต้องระวังอีกจุดคือ การต่อสาย USB นั้น ควรต่อโดยตรงระหว่างตัวคอนโซลกับคอมพิวเตอร์ อย่าต่อผ่าน USB Hub แต่ถ้าหากจำเป็นจริงๆ เพราะช่องต่อไม่พอ ก็ขอให้ใช้ USB Hub ที่มีไฟเลี้ยงจากภายนอกด้วย เข้าใจว่าการต่อผ่านฮับอาจทำให้กำลังไฟที่ส่งเข้าไปเลี้ยงในตัวคอนโซลไม่เพียงพอ เนื่องจากตัวเครื่องค่อนข้างใหญ่ และปุ่มทำงานเยอะ เพราะตัวคอนโซลจะไม่มีสายไฟต่อแต่อย่างใด หลังจากติดตั้งไดร์ฟเวอร์เสร็จก็ถึงเวลาที่จะติดตังตัวโปรแกรม ซึ่งทาง Hercules ได้แถมตัว Virtual DJ version 5 DJC Edition ซึ่งโออีเอ็มจาก Atomix เพื่อใช้กับเครื่องนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อติดตั้งเสร็จก็สามารถใช้งานได้เลย ก็ไม่ต้องกำหนดคอนฟิกอะไรเพิ่มเติมอีก</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<div id="attachment_312" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/VirtualDJ.jpg"><img class="size-medium wp-image-312 " title="Virtual DJ" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/08/VirtualDJ-300x179.jpg" alt="Virtual DJ " width="270" height="161" /></a><p class="wp-caption-text">หน้าตาของ Virtual DJ 6.0 Pro</p></div>
<p>เมื่อติดตั้งทุกอย่างพร้อม โดยอุปกรณ์ที่ผมใช้ในการทดสอบคือ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก Pentium Duo Core ความเร็ว 1.8 GHz. หน่วยความจำ 2 GB. โดยต่อเอาต์พุทผ่านสายอะนาล็อกเข้าปรีแอมป์ เพื่อผ่านไปยังเพาว์เวอร์แอมป์อีกที โดยทั้งหมดเป็นเครื่องหลอดสูญญากาศ เมื่อโหลดโปรแกรมดีเจเสมือน (Virtual DJ) แล้ว ตัวคอนโซลจะเริ่มมีไฟสีฟ้าขึ้นในบางปุ่ม สิ่งที่เราต้องทำในอันดับต่อไปคือ การเพิ่มเพลงเข้าไปในรายการที่จะเปิด อย่างที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า แหล่งโปรแกรมสามารถเป็นได้ทั้งภายในคือ เพลงที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ของเรา หรือจากภายนอก โดยเบื้องต้นผมลองใช้แผ่นซีดีที่ใส่เข้าไปในดีวีดีรอมของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในระหว่างที่เรากำลังเล่นเพลงจาก Deck A เราก็เตรียมเพลงสำหรับ Deck B ถ้าต้องการให้เสียงเพลงต่อเนื่องโดยไม่สะดุด ก็ต้องใช้หูฟังเพลงจนถึงจุดที่จะต่อ เราก็กดปุ่ม Cue เพื่อให้เพลงเริ่มจากจุดนี้ทันทีเมื่อกดปุ่มเพลย์ ในระหว่างสองเดคนั้น เราอาจเปิดเพลงพร้อมกันทั้งสองก็ได้ โดยเลื่อน Cross Fader ซ้ายขวาเพื่อให้เสียงจากเดคที่ต้องออกออก หรือถ้าเลื่อนอยู่ตรงกลาง ก็เท่ากับว่า เสียงทั้งสองเดคจะออกมาในระดับความดังเท่ากันออกมาพร้อมกัน</p>
<p>ในระหว่างที่เปิดเพลงมันๆอยู่นั้น ถ้าอยากจะพูดแทรก ก็สามารถใช้ไมค์พูดแทรกได้ตามต้องการ แต่ว่าการพูดแทรกโดยที่เสียงเพลงไม่เฟดหายนั้น จะต้องพูดเพื่อกระจายออกลำโพงอย่างเดียว ไม่ใช่ทำการบันทึกเสียงซึ่งการพูดแทรกจะทำให้เสียงเพลงหายไปในขณะที่พูด จึงเป็นประเด็นเล็กน้อยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะคนที่ต้องการมิกซ์เสียงใหม่ ส่วนในด้ายเอฟเฟคนั้น อยุ่ที่ความสุนทรียะในอารมณ์ของแต่ละคน แต่จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ในกรณีที่มีการปรับแต่งเสียงแหลม/กลาง/ทุ้มไว้ ถ้าต้องการปรับคืนสู่ปรกติ การหมุนลูกปิดยังไงก็ไม่เที่ยงเท่ากับการกดปุ่ม Kill ซึ่งจะกลับเข้าสู่ระดับปรกติโดยไม่ต้องห่วงว่าหมุนมากหรือน้อยไป</p>
<p>จากการทดสอบทั้งเล่นจากแผ่นซีดีและเอ็มพี3 ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือว่าทำงานได้ราบรื่นอย่างไม่มีปัญหา ส่วนที่อยากจะติงก็มีอยู่อย่างเดียวคือ ตัวโปรแกรมที่แถมมาหน้าตาถือว่าค่อนข้างอัปลักษณ์ ตอนแรกยังคิดว่าเป็นโปรแกรมเวอร์ชั่นสำหรับวินโดว์ส 3.1 หรือใช้กับ DOS ในสมัยก่อนเสียอีก เพราะ Graphic User Interface หยาบมากไม่สมกับคำว่าโปรเลย ดังนั้น มีอยู่ทางเดียวครับ หาเวอร์ชั่นใหม่ คือ Virtual DJ. 6.0 Pro ซึ่งในเบื้องต้นให้ทดลองใช้ได้ยี่สิบวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเปิดโปรแกรมเวอร์ชั่นใหม่นี้ขึ้นมาจะเตือนให้อัปเดทไดร์ฟเวอร์ของตัวคอนโซลด้วย เนื่องจากไดร์ฟเวอร์เสียงใช้กับเวอร์ชั่นใหม่ไม่ได้ ถ้าเครื่องคอมฯต่อเน็ตอยู่กับอัปเดทได้เลยโดยอัตโนมัติ แต่เนื่องจากคอมที่ใช้ทดสอบไม่ได้ต่อเน็ต จึงต้องดาวน์โหลดต่างหาก แล้วดันไปเอาเวอร์ชั่นที่ใช้กับแมคฯมา เว็บไซต์เจ้ากรรมไม่รู้หวงอะไรนักหนา แจ้งว่าเกินลิมิตการดาวน์โหลด ต้องให้รอเกือบครึ่งชั่วโมงถึงยอมให้ดาวน์โหลดใหม่ โปรแกรมเวอร์ชั่นนี้หน้าปัดคอนโซลจะเป็นสีดำซึ่งต่างจากเวอร์ชั่นที่แถมมาเป็นสีเงินอลูมิเนียมเหมือนตัวเครื่อง แต่ GUI ดูดีสมกับค่ำว่าโปรอย่างแท้จริง การวางตำแหน่งของฟังก์ชั่นต่างๆ สมงาม และมีฟังก์ชั่นใช้งานเพิ่มเติมจากเติมอีกหลายรายการ ช่องลายชื่อเพลงจะมีภาพอัลบั้มให้เห็นด้วย (เพลงมีลิขสิทธิ์ถูกต้อง) สำหรับปัญหาที่ถามกันในเว็บว่า เจอปัญหาเรื่องแฮงค์หรือหลุดนั้น สำหรับเวอร์ชั่นทดลองนี้ไม่เจอปัญหาแต่ประการใด ปัญหาที่เจอผมเข้าใจว่า น่าจะเกิดจากตัวโปรแกรมที่ผ่านการ Crack หรือนำรหัสปลอมที่เกิดจากการเจนมาลงทะเบียนมากกว่า สำหรับทางเลือกอื่นนั้น ผมได้ลองนำเอา Deckadance ของ Image Line มาลอง แต่ต้องปรับคอนฟิกแต่ละจุดซึ่งยุ่งยากพอสมควร และตัว Jog Wheel จะไม่สามารถทำหน้าที่ Scratch ได้ เนื่องจากตัว Deckadance จะสนับสนุนเครื่อง Serato Scratch Live และเครื่อง Scratch อีกหลายยี่ห้อโดยตรง</p>
<p>หลังจากที่ได้ทดสอบมาพอสมควร (จนทางต้นสังกัดต้องโทรมาทวงต้นฉบับ) แล้ว ได้ข้อสรุปว่า Hercules DJ Console RMX ตัวนี้ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับดีเจที่นำไปเล่นที่ไหนแล้วไม่อายใคร เพียงแค่มีคอนโซลตัวนี้และโน้ตบุ๊กหนึ่งเครื่อง ก็สามารถที่จะสนุกได้ไม่จำกัดสถานที่แล้ว ไม่ว่าจะงานปาร์ตี้ครอบครัว งานเพื่อนฝูง หรือจะนำไปรับจ๊อบก็คงนำไปเล่นอวดได้ไม่อายใคร หากจะมีทีตำหนิบ้าง ก็ตรงซอฟต์แวร์นี่แหละ ถ้าหากทางผู้ผลิตสามารถอัปเกรดเวอร์ชั่นได้ก็จะดีมาก สำหรับจุดที่สื่อต่างประเทศมักจะติงกันคือเรื่องน้ำหนักนั้น ผมกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียอีก เพราะดูแข็งแรงมันคง ไม่ใช่เบาหยองโยก scratch ไม่กี่ทีแล้วหล่นจากโต๊ะไปเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/hercules-dj-console-rmx/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HRT Music Streamer &#8211; Hear Your Digital Files Musically</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2010 07:17:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[datastream]]></category>
		<category><![CDATA[HRT]]></category>
		<category><![CDATA[HRT Music Streamer]]></category>
		<category><![CDATA[PCM1744]]></category>
		<category><![CDATA[PCM2706]]></category>
		<category><![CDATA[USB DAC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-260" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="HRT Music Streamer" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/1109hrt1-300x220.jpg" alt="" width="270" height="198" /></a>การแพร่หลายของไฟล์ดิจิตอลและการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้คุณภาพของไฟล์ยังคงไว้เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด ทำให้เราเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าอันใกล้ หลายคนเริ่มมีคำถามว่า สื่อในรูปแบบซีดีเพลงจะถึงกาลอวสานหรือไม่ และไฟล์ในรูปแบบดิจิตอลจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้จริงหรือ</p>
<p>ผมเชื่อว่า พวกเราส่วนใหญ่มีคำตอบกับคำถามดังกล่าวข้างต้น เพียงแต่มันเป็นเรื่องของช้าหรือเร็วเท่านั้น แต่แน่นอนว่า ซีดีเพลงก็ยังคงมีอยู่ แต่อาจลดพื้นที่ของตัวเองลงจนต้องหาที่ยืนในมุมใดมุมหนึ่งในวงการเพลงเท่านั้น เหมือนดังเช่นที่แผ่นไวนิล บรรพบุรุษของซีดีเองที่ยังคงมีที่วางขาอยู่ เพียงแต่อาจต้องทำตัวเป็นสมบัติของชนกลุ่มน้อยในวงการไฮไฟเท่านั้นเอง การกล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจหรือความเชื่อของใคร เพราะหากเราพินิจวิเคราะห์วงการผู้ผลิตเครื่องเสียงแล้ว แนวโน้มเช่นว่านี้กำลังเกิดขึ้น และคงจะเกิดต่อเนื่องในอัตราเร่งมากขึ้น ในเบื้องต้นนั้น ขึ้นอยู่กับใครกล้าที่จะเป็นผู้นำ ยอมทิ้งฐานการผลิตเครื่องเล่นซีดีที่มีอยู่เดิมก่อน และเราก็ได้เห็นผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นนำฝั่งยุโรปบางรายได้ประกาศอย่างแน่วแน่ในการเลิกสายการผลิตเครื่องเล่นซีดี แล้วหันไปผลิตเครื่องเล่นไฟล์ดิจิตอลที่เรียกว่า Digital Streamer (DS) แทน</p>
<p><span id="more-259"></span></p>
<div id="attachment_261" class="wp-caption alignleft" style="width: 310px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb.jpg"><img class="size-medium wp-image-261 " title="HRT Music Streamer pcb" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcb-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">HRT Music Streamer PCB board - front (upper), back (lower)</p></div>
<p>สำหรับพวกเราที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่ไม่ได้ก้าวตามเทคโนโลยีขนาดวัดก้าวเดิน ก็คงยังไม่ต้องรีบร้อนทิ้งเครื่องเล่นซีดีแล้วหันไปซื้อหา Digital Streamer (DS) แทน แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเราทุกคนต่างก็มีไฟล์ประเภทดิจิตอลไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งอยู่ไม่น้อย หลายคนอาจมีทางเลือกที่เล่นกับไอพ็อตแล้วต่อเชื่อมกับเครื่องเสียงบ้าน แต่หลายคนที่ไม่มีก็พยายามคิดหาทางออกเพื่อให้เล่นไฟล์เพลงเหล่านั้นให้ได้อรรถรสเหมือนหรือใกล้เคียงกับเล่นกับแผ่นออดิโอไฟล์แผ่นโปรดที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องเสียงชุดโปรด</p>
<p>HRT Music Streamer ที่ออกแบบและผลิตโดย High Resolution Technologies ในเมืองนางฟ้า Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะเป็นทางออกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ โดยตัวMusic Streamer มาในรูปของกล่องสีแดงเล็กขนาดเพียงสามนิ้วมือ รูปลักษณ์ภายนอกแทบจะไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องต่อสายทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งสำหรับต่อสาย USB อีกข้างหนึ่งเป็นหัว RCA ชุบทองสำหรับต่อสายอะนาล็อก เปิดดูภายในกล่องก็แทบจะไม่มีเอกสารอะไร นอกจากการ์ดแข็งขนาดไปรษณียบัตรที่มีคำอธิบายเพียงด้านเดียว ยังคิดในใจอยู่ว่า แม้แต่ปากกายี่ห้อชั้นนำยังมีคู่มือที่หนาถึงหลายสิบหน้า แต่นี่สินค้าไฮเทคกลับไม่มีอะไรเลย ค้นหาในเว็บไซต์ก็ได้ข้อมูลอันเดียวกับที่พิมพ์มาบนการ์ดนั่นเอง</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<div id="attachment_262" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706.jpg"><img class="size-medium wp-image-262 " title="HRT Music Streamer pcm2706 chipset" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm2706-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM2706 chipset for datastream transceiver</p></div>
<p>เมื่อหาข้อมูลอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ ก็มีทางเดียวคือติดตั้งเพื่อทดสอบจริงเลย เลยจัดแจงหาสาย USB (ไม่ได้ให้มาด้วย) ต่อ Music Streamer เข้ากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค Acer ที่มีหน่วยประมวลผลระดับ Pentium Dual Core ซึ่งมีประสิทธิภาพระดับพื้นๆเท่านั้น การติดตั้งก็ไม่มีอะไรยุ่งยากเลยเหมือนอย่างที่ไม่มีอะไรในคู่มือ เพราะเพียงแค่ต่อสาย วิสโดว์สก็ตรวจเช็คเจอและก็จัดการติดตั้งให้เสร็จสรรพ โดยไม่ร้องหาแผ่นไดร์ฟเวอร์ใดๆทั้งสิ้น จากนั้นก็นำเอาสายอะนาล็อกยี่ห้อ Black Rhodium รุ่น Prelude มาต่อเข้ากับเครื่องปรีแอมปรีไฟเออร์ เสียงในเครื่องโน้ตบุ้คที่ปรกติเคยดังออกทางลำโพงในตัวก็ดังออกทางเครื่องเสียงบ้านผมแทน เพราะเหตุนี้นี่เองที่คู่มือจึงไม่มีความจำเป็น</p>
<p>ในด้านของการทำงานนั้น ตัวกล่องจะบรรจุด้วยแผงวงจรเล็กๆเพียงชิ้นเดียว ในฝั่งของช่องต่อ USB จะใช้ชิปเบอร์ PCM2706 เป็นตัวรับส่งข้อมูล(datastream transceiver) จากนั้นก็นำเอาข้อมูลนั้นไปแปลงจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อก (D/A Conversion) ด้วยชิปเบอร์ PCM1744 ของ Texas Instrument ทั้งคู่ ด้วยชิป DAC เบอร์ PCM1744 ทำให้ไฟล์ที่ออกมามีแซมปลิ้งเรท (Sampling Rate) สูงสุด 96 kHz. ที่ Resolution 24 bits เนื่องจากกินไฟเพียง 4.5-5 โวลท์ทั้งภาคดิจิตอลและอะนาล็อก จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายไฟเลี้ยงต่างหาก ใช้ไฟจากพ็อต USB ก็เป็นการเพียงพอ</p>
<p>เริ่มต้นการทดสอบด้วยการเล่นเพลงในฟอร์แมตสามัญประจำบ้าน คือ MP3 โดยผมจะหลีกเลี่ยงการใช้ Windows Media Player เพราะจะกินพลังของซีพียูมาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีนัก แต่ผมจะใช้ VLC media player และ Splayer โดยจะใช้ตัวหลังเป็นหลัก เนื่องจากมีขนาดไฟล์ที่เล็ก และกินพลังของซีพียูและหน่วยความจำน้อยมาก ที่สำคัญคือซัพพอร์ตไฟล์เกือบทุกฟอร์แมตที่มีอยู่ในปัจจุบัน และหากเล่นไฟล์วิดีโอ ยังสนับสนุน GPU (หน่วยประมวลผลกราฟฟิกของการ์ดแสดงผล) ด้วย การเล่นไฟล์เพลงประเภท MP3 แม้ว่าจะสังเกตได้ถึงเสียงที่มีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อเทียบกับการฟังโดยไม่ได้ใช้ Music Streamer แต่ยังคงรู้สึกว่ายังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เพราะเวทีเสียงที่ยังขุ่นมัว เหมือนดนตรีแต่ละชิ้นกองๆอยู่หน้าเวที แม้ว่าจะมีความลึกมากขึ้นก็ตาม หลังจากที่ลองเปลี่ยนหลายๆอัลปั้มแล้ว ก็ได้ผลไม่แตกต่างกันนัก</p>
<div id="attachment_263" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744.jpg"><img class="size-medium wp-image-263 " title="HRT Music Streamer PCB chipset pcm1744" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/pcm1744-300x300.jpg" alt="" width="270" height="270" /></a><p class="wp-caption-text">PCM1744 chipset for D/A Conversion</p></div>
<p>Music Streamer เริ่มสำแดงพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในก็ต่อเมื่อผมเปลี่ยนมาเล่นเพลงของ David Arkenstone ในชุด Echoes Of Egypt ซึ่งเป็นฟอร์แมต FLAC (Free Lossless Audio Codec) เพราะเสียงที่ผ่านเข้ามารูหูผมนั้นมีมิติ มีบรรยากาศแวดล้อมที่ดีมาก เช่นเสียงกระดิ่งของกองคาราวานอูฐที่แทบจะฟังออกถึงระยะห่างของอูฐแต่ละตัว เสียงพายุทะเลทรายที่พัดกระหน่ำเหมือนสาดใส่ผ่านหน้าเรา เสียงเครื่องดนตรีทั้งเครื่องเป่า เครื่องสาย เครื่องเคาะในบรรยากาศของอียิปต์ที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มได้ไม่น้อย  จากการนั่งฟังเพลง The Secret Chamber ที่มีความยาว 14.43 นาที แทบจะตรึงผมให้หยุดนิ่งทุกอย่าง แม้จะมีความยาวเพลงสิบกว่านาทีก็ตาม ด้วยคุณภาพเสียงที่ได้นั้น กลับรู้สึกว่ามันสั้นเกินไปเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>ผ่านจากเพลงแนวนิวเอจที่สอบผ่านอย่างงดงามแล้ว ทีนี้มาลองเพลงในแนวแจ๊สทั้งแบบบรรเลงและเสียงร้องกันบ้าง โดยนำเอาผลงานชุด Smooth Jazz Essentials ที่มาในอีกฟอร์แมตหนึ่ง คือ AAC หรือ Apple Lossless Audio Codec นี่เป็นอีกฟอร์แมตที่ทำให้เราต้องทึ่งกับประสิทธิภาพของตัว Music Streamer ยิ่งดนตรีแจ๊สที่มีเครื่องดนตรีไม่มากชิ้นยิ่งทำให้เรามองเห็นเวทีเสียงที่ชัดเจน ตำแหน่งของดนตรีแต่ละชิ้น ความสดใสมีชีวิตชีวาของเมโลดี้ ซึ่งหาได้ยากจากการฟังจากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นเพลงพกพาทั่วไป ยิ่งมาฟังเสียงร้อง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman เวอร์ชั่นสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะ (ฟอร์แมต AAC เหมือนกัน) ยิ่งจะเห็นถึงฤทธิ์เดชของ Music Stream ได้ชัดเจน เสียงร้องที่ใสๆมีพลังการจีบปากการขึ้นลูกคอเหมือนร้องขับกล่อมอยู่ตรงหน้าห้องประมาณนั้น</p>
<p>จากการที่ได้ทดสอบฟังเพลงจากหลายๆฟอร์มแมตแล้ว ในภาพรวมแล้ว การใช้ Music Stream สามารถช่วยให้เสียงเพลงที่เราเคยรู้สึกแห้งๆ ห้วนๆ กลับมีความสดใสมีชีวิตชีวา และที่สำคัญ มีความเป็นดนตรี (musical) มากยิ่งขึ้น แม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเหมือนฟังจากแผ่นออดิไฟล์ชั้นเยี่ยมก็ตาม แต่มันก็ห่างกันไม่กี่คืบศอกแล้ว แต่หากให้ดีคือ ให้ฟังเพลงที่เป็นแบบ Lossless ซึ่งจะมีการสูญเสียงของคุณภาพน้อยมาก ที่กล้าฟันธงเช่นนี้ เพราะจากการฟังเปรียบเทียบเพลง Time to say goodbye ของ Sarah Brightman ระหว่างฟอร์แมต MP3 กับ AAC แล้ว จะชัดเจนมาก ต้องยอมรับว่า Music Stream ตัวเล็กพริกขี้หนูนี้ คุณภาพเหลือจะบรรยาย นี่ขนาดเป็นแค่รุ่นพื้นฐานยังได้ขนาดนี้ เลยยิ่งทำให้ผมอยากทดสอบรุ่น Plus และรุ่น Pro ที่สูงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพมันจะขนาดไหน แต่มีข้อสังเกตนิดเดียวตรงทีไม่ยอมให้สาย USB มาด้วย ความจริงค่าสายก็ไม่กี่สิบบาทหรอก แต่มันสร้างความหงุดหงิดมากกว่า</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">Specifications:</span></strong><br />
Electrical: Full Scale output 2.25 Volts RMS<br />
Frequency Response: (20 Hz/20 kHz) -.3 dB / -1.8 dB<br />
Noise Floor: (DC to 30 kHz) 174 uV RMS<br />
Noise Floor: (A-weighted) 110 uV RMS<br />
S/N Ratio: (DC to 30 kHz) 82 dB<br />
S/N Ratio: (A-weighted) 86 dB<br />
THD+N: (1 kHz FS) 0.06%<br />
USB to Audio output isolation: &gt; 20M Ohm<br />
Interface Data Rate: 48kS/s<br />
Bit Depth: 16 bit<br />
USB type: 1.1<br />
Power Requirements (USB buss): 250 mA<br />
Dimensions: (L x W x H) 4.1&#8243; x 2.1&#8243; x 1.2&#8243;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/hrt-music-streamer/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Leona GPS522 GPS Navigator</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 07:05:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[GPS]]></category>
		<category><![CDATA[GPS Navigator]]></category>
		<category><![CDATA[Leona GPS522]]></category>
		<category><![CDATA[SiRF Technology]]></category>
		<category><![CDATA[SpeedNavi]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=247</guid>
		<description><![CDATA[การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่ จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-248" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Leona GPS522 GPS Navigator" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/gps522-300x198.jpg" alt="" width="270" height="178" /></a>การนำเอาเครื่องนำด้วยการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม หรือ GPS Navigator นั้น นับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมลอจิกสติก เพราะจะช่วยให้การควบคุมและลดต้นทุนทั้งเงินทองและเวลาได้มากไม่น้อย ในขณะที่ส่วนของผู้บริโภคส่วนบุคคลนั้น ก็นำมาเพื่อเอื้อความสะดวกในการเดินทางได้มากทีเดียว</p>
<p>แม้ว่าในปัจจุบันเครื่อง GPS สำหรับติดรถยนต์จะได้รับการยอมรับ และใช้กันแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ด้านของการอุปทาน การนำเข้าเครื่องดังกล่าวก็มีจำนวนมากขึ้น ทั้งทางด้านปริมาณและความหลากหลายของเครื่อง ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องระดับราคาไม่กี่พันบาทจนถึงระดับหลักหมื่นบาท โดยปัจจัยหลักของความแตกต่างด้านต้นทุน ด้านหนึ่งมาจากวัสดุที่ใช้ในการผลิต ซึ่งในประเด็นนี้คงไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนัก คือชิ้นส่วนแต่ละชิ้นมีสิทธิ์ที่</p>
<p><span id="more-247"></span></p>
<p>จะใช้ยี่ห้อและรุ่นเดียวกันได้ แต่ในด้านของการคัดเกรดวัสดุกับความสามารถในการอกกแบบวงจรก็จะเป็นปัจจัยชี้วัดความแตกต่างด้านประสิทธิภาพและต้นทุน อีกปัจจัยหนึ่งคือ ในส่วนของตัวซอฟต์แวร์ ทั้งระบบปฏิบัติการ (OS) และตัวแผนที่นั่นเอง ตัวแผนที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในด้านของความเร็วในการประมวลผล ตลอดจนความถูกต้องแม่นยำในการบอกพิกัด สิ่งเหล่านี้มองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด</p>
<p>Leona GPS522 GPS Navigator เครื่องที่กำลังทดสอบนี้ ก่อนที่ผมจะทำการทดสอบนั้น ผมจะไม่ดูรายละเอียดมาก่อน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ไปอ่านคำวิจารณ์หรือบททดสอบของชาวบ้านเขา เพราะอาจทำให้เราเกิดความลำเอียงได้ เมื่อได้ผลการทดสอบแล้ว จึงย้อนกลับมาดูที่รายละเอียดต่างๆ ทั้งในส่วนของสเปคและซอฟร์แวร์ต่างๆ</p>
<p>หัวใจหรือหน่วยประมวลผล (CPU) ของ Leona GPS522 เป็นรุ่น SiRFatlasIV ARM11 500 MHz. จากบริษัท SiRF Technology ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตหน่วยประมวลผลสำหรับการบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมโดยเฉพาะ โดยหน่วยประมวลผลรุ่นนี้จะมากพร้อม FPU (Floating Point Unit) หรือส่วนที่ใช้สำหรับการคำนวณโดยเฉพาะ พร้อมกับหน่วยความจำแคช (cache) ภายในระดับหนึ่ง 16 KB. และระดับสองอีก 16 KB. หน่วยความจำแบบ DDR 200 และส่งข้อมูลผ่านระบบบัส 64 bit นั่นหมายความว่า ความเร็วในการประมวลผลและรับส่งข้อมูลจึงมีความเร็วและประสิทธิภาพที่ดี</p>
<p>ในด้านของระบบปฏิบัติการนั้น ตัวเครื่อง Leona GPS522 ได้ใช้ของ Microsoft Windows CE version 6.0 ส่วนตัวแผนที่ที่ติดตั้งอยู่ใน SD Card เป็นของ SpeedNavi เวอร์ชั่น Speednavi SQ Union ของบริษัท  M&amp;Soft ประเทศเกาหลี จุดนี้อาจเป็นประเด็นสำคัญปัจจัยหนึ่งของการนำทางที่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องดูกันว่ามันมีความสำคัญอย่างไรจากผลการทดสอบ</p>
<p>The Wave Test<br />
อย่างที่เรียนในตอนแรกว่า ผมนำเครื่องไปทดสอบโดยไม่อ่านรายละเอียดใดๆมาก่อน เมื่อได้ตัวเครื่องมาแล้ว ก็จัดแจงตั้งจุดหมายปลายทางแล้วเอาขึ้นรถทันที สิ่งที่ผมต้องทึ่งกับเครื่องนำทาง Leona GPS522 นั้น นอกจากตัวเครื่องที่มีขนาดหน้าจอใหญ่ สว่าง (แม้จะอยู่ท่ามกลางแดดจ้าก็ตาม) และระบบสัมผัสที่ใช้ง่ายแล้ว สิ่งที่ผมต้องทึ่งยิ่งกว่าก็คือ ความถูกต้องแม่นยำ และความเร็วในการประมวลผลและบอกตำแหน่ง เมื่อประกอบกับตัวแผนที่ SpeedNavi ที่มีข้อมูลที่ละเอียดดีมาก และมีความครบถ้วนของสถานที่ ถนน ตรอก ซอยต่างๆ เช่น อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม แม้แต่โครงการคอนโดมิเนียมที่ยังอยู่ระหว่างเปิดโครงการ ยังไม่ได้ลงเสาเลยก็รวมไว้อยู่ในแผนที อย่างซอยในบ้านผม มีซอยของเอกชนที่มีบ้านตั้งโดดเดี่ยวอยู่เพียงหลังเดียว และตั้งชื่อซอยของตัวเองเมื่อไม่นานนี้ ก็มีรวมอยู่ในแผนที่นี้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ในการเดินทางนั้น ตัวระบบจะคอยแนะนำเส้นทางต่างๆ ซึ่งหลายเส้นทางก็ไม่เคยวิ่งมาก่อน เช่นทางลัดผ่านหมู่บ้าน เวลาใกล้ถึงทางแยก ทางเลี้ยว จะบอกพิกัดระยะทางเป็นหลักสิบเมตร ไม่ใช่หลักร้อยเมตร ในขณะที่ตรงทางแยก ทางกลับรถ เมื่อถึงตำแหน่งที่กำหนด ภาพแผนที่หน้าจอจะแยกออกเป็นสองจอ ด้านหนึ่งเป็นภาพแผนที่เส้นทางสองมิติ อีกด้านหนึ่งจะเป็นภาพกราฟฟิกสามมิติ เช่นทางลอดอุโมงค์ ก็จะเป็นภาพของปากอุโมงค์</p>
<p>อีกกรณีหนึ่งคือ ทางที่เป็นทางแยก ทางร่วม เครื่องนำทางจะบอกพิกัดได้อย่างถูกต้องแม่นยำดีมาก อย่างกรณีทางแยกที่เป็นสะพานลอย นอกจากจะบอกล่วงหน้าให้วิ่งเลนไหนแล้ว เรายังเห็นภาพที่เป็นทางขนาน ทางกลับรถใต้สะพานลอย ไม่ใช่ว่า รถวิ่งขึ้นไปบนสะพานแล้ว เพิ่งจะแจ้งว่า ให้วิ่งเลนขวาขึ้นสะพาน ส่วนถนนที่มีสะพานข้ามคลองย่อยๆ (ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำไป) ก็ปรากฏในแผนที่ และจะบอกตำแหน่งของรถเราว่า ขณะนี้อยู่ตรงคอสะพานทางขึ้น อยู่กลางสะพานได้ถูกต้องชัดเจน</p>
<p>ส่วนสถานที่ข้างทางต่างๆ โดยทั่วไปเรามักจะเห็นเฉพาะสถานที่สำคัญๆเป็นหลัก เช่น ธนาคาร เซเว่นฯ ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น แต่ด้วย Leona GPS522 ที่มาพร้อมแผนที่ SpeedNavi เครื่องนี้ คุณจะเห็นสถานที่ที่จนคุณก็ไม่คิดว่าจะเห็น เช่นร้านข้าวขาหมู ร้านข้าวมันไก่ ตลาดนัดต้นไม้ ร้านนาย ก. เป็นต้น</p>
<p>แม้ว่าบ้านเราจะใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่ตัวเครื่อง Leona GPS522 ก็ให้เราเลือกภาษาต่างๆได้ การเลือกภาษาสำหรับเมนูนั้น ถือเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐาน แต่เครื่องนี้ยังให้เราเลือกแผนที่ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษได้อีกด้วย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เวลาผมพิมพ์ชื่อสถานที่ผมจะถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า เครื่องนี้จึงทำให้สะดวกดีมาก ส่วนเสียงพูดแนะนำทางนั้น สามารถเลือกได้ทั้งภาษาไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น จีนกลาง จีนกวางตุ้ง มาเลย์ เป็นต้น</p>
<p>การใช้งานด้านอื่นๆ เช่น การเล่นเพลง ดูวิดีโอ อ่านอีบุ๊ค และอื่นๆนั้น ผมขอข้ามๆไปในส่วนนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประเด็นสำคัญรอง จึงขอรบกวนอ่านจากสเปค แต่โดยรวมแล้ว เครื่องนำทาง Leona GPS522 เครื่องนี้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางประจำรถที่มีความเที่ยงตรง ถูกต้องและรวดเร็วดีมาก ที่น่าจะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ซื่อสัตย์ของคุณ</p>
<p><strong>Leona GPS522 Specifications:</strong><br />
- CPU : SiRF Atlas IV 500MHz, dual core<br />
- OS : Microsoft Win CE 6.0 core version<br />
- 5&#8243; high resolution TFT touch screen, 800*400 pixels<br />
- Photo Viewer : Support JPEG<br />
- Video : Support MP4 / AVI / WMA<br />
- Audio : Support MP3 / WMA / WMA<br />
- Ebook : Support TXT<br />
- Bluetooth function<br />
- FM transmitter function<br />
- Battery 900mAh rechargeable Li-ion Battery<br />
- AV-in (Support wireless camera)</p>
<p><strong>Distributor</strong>: บริษัท โกรว์ ริช เอ็นเทอร์ไพรซ์ จำกัด<br />
<strong>Price</strong>: 15,900 บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/leona-gps522-gps-navigator/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Apple iPad Leads the Tablet War</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Feb 2010 12:25:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[New Launch]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[Dell Streak]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[Lenovo IdeaPad]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-233" title="Apple iPad" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/hardware-01-20100127-300x174.jpg" alt="" width="270" height="157" /></a>ในโลกของเทคโนโลยีนั้น การมุ่งขายเทคโนโลยีมากกว่าอรรถประโยชน์การใช้งานย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จได้ ดังเช่นเครื่องโทรศัพท์ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ส่วนหนึ่งก็คือการออกแบบให้ใช้งานที่ง่ายเป็นมิตรกับผู้ใช้ และใช้ประโยชน์ได้จริง ส่วนกับ “กระดานชนวนอิเลคทรอนิกส์” หรือ iPad หรือในชื่อ Tablet PC สำหรับผู้ผลิตค่ายอื่นๆ ที่เคยเข็นออกมาและพยายามสร้างดีมานด์ให้เกิดขึ้นมาเป็นสิบปีแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องพับเก็บเพราะไม่ได้แตกต่างจากกระดานชนวนสมัยรัชกาลที่ 5 ของเราแต่ประกันใด เพราะถ้าเพียงนำมาใช้งานแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป มันก็เกินความจำเป็น แถมยังไม่คุ้มกับราคาและมีข้อจำกัดมากมาย</p>
<p><span id="more-232"></span></p>
<div id="attachment_234" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak.jpg"><img class="size-medium wp-image-234" title="Dell Streak" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Dell_Streak-300x226.jpg" alt="Dell Streak Tablet PC" width="270" height="203" /></a><p class="wp-caption-text">Dell Streak Tablet PC</p></div>
<p>มาวันนี้ หลังจากที่อินเทลได้เข็นเอาหน่วยประมวลผล Atom และตระกูลกินไฟต่ำเป็นพิเศษอย่าง ULV (Ultra Low Voltage) ที่ทำให้การออกแบบตัวเครื่องทำได้เล็ก บาง กะทัดรัด และกินไฟต่ำ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้ชีวิตแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การดูหนัง ฟังเพลง อ่านข้อมูลข่าวสารบนเน็ต ภาวะช่วงนี้จึงถือว่าเป็นก้าวจังหวะที่สุกงอมพอดี ดังนั้น แอปเปิลจึงไม่รอช้า (ความจริงก็รอมาเป็นสิบปีแล้ว) จึงได้เข็นเอา iPad ออกวางตลาดตั้งแต่พญาเสือเพิ่งจะมุดออกจากถ้ำด้วยการออกแบบในสไตล์ที่สวยงาน บางเฉียบเพียงครึ่งนิ้ว ขนาดเล็กกว่า A4 เล็กน้อย (9.56 x 7.47 นิ้ว) และน้ำหนักเพียง 7 ขีด สำหรับรุ่นที่มาพร้อมไวไฟและ 3G ส่วนรุ่นที่ไม่มี 3G ก็เบากว่าเล็กน้อย เมื่อมี iPad ตัวนี้อยู่ในมือแล้ว แทบจะเป็นการรวมเอาผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลเกือบทุกอย่างอยู่ในเครื่องเดียวกัน ดูจะยกเว้นแต่เพียง iPhone เท่านั้น อ้อ&#8230;สำหรับหน่วยประมวลผลนั้นใช้ Apple A4 มีความเร็ว 1 GHz. ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับแอปเปิลโดยเฉพาะ (custom design) ส่วนค่ายอื่นๆที่จะออกมาที่มาพร้อมซีพียูของค่ายอินเทล (หรือผู้ผลิตค่ายอื่นแต่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน) นั้น ก็คงต้องติดตามดูว่า กระออกมาคราวนี้สามารถสร้างกระแสตลาดให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง โซนีได้เปิดตัว DASH, HP เปิดตัว Slate, Dell ส่ง Streak ส่วน Lenovo ส่ง IdealPad Tablets เข้าประกวด ชอบใครรักใครก็เลือกกันได้ตามสบายครับ</p>
<div id="attachment_235" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1.jpg"><img class="size-medium wp-image-235" title="Lenovo Ideapad U1" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/Lenovo_Ideapad_U1-300x267.jpg" alt="Lenovo Ideapad Tablet PC" width="270" height="240" /></a><p class="wp-caption-text">Lenovo Ideapad</p></div>
<p>Tablet PC ของผู้ผลิตแบรนด์เนมยังไม่ออกมาต่อกรกับ iPad เพราะกว่าจะพร้อมก็คงอีกหลายเดือน แต่ที่น่าสนใจคือ แหล่งผลิตสินค้าลอกเลียนแบบที่หัวเฉียงเป่ย เมืองเซินเจิ้นนั้น เขาได้เตรียมการล่วงหน้าก่อนที่ iPad ตัวจริงจะวางตลาดหนึ่งเดือนมาแล้ว และพวกนี้ได้ข้อมูลสเปคและหน้าตาของ  iPad มาก่อนแล้ว ด้วยการคาดการณ์ว่า ราคาจำหน่ายของ iPad คงไม่ถูกนัก จึงเป็นแรงจูงใจที่ผลิตเลียนแบบออกมา แต่ผู้ค้ารายหนึ่งให้ความเห็นว่า การลอกเลียนแบบ iPad นั้นแตกต่างจาก iPhone เพราะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สูงว่า และเครื่อง iPad ลอกเลียนแบบที่วางขายในปัจจุบันนี้ ก็เป็นเพียงการลอกเลียนแบบหน้าตาภายนอกเท่านั้น ส่วนไส้ในก็คือเน็ตบุ้คธรรมดานี่เอง ด้วยราคาขายเครื่องละประมาณ 2000 หยวนหรือหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งขายได้ไม่ดีนัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/apple-ipad-leads-the-tablet-war/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

