<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; Mobile Phone</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/category/mobile-phone/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Boston Acoustics Duo-i Plus – Great Sound iPod Dock</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:13:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Boston Acoustics]]></category>
		<category><![CDATA[Duo-i Plus]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Docker]]></category>
		<category><![CDATA[iPod Speaker]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้ ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-457" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Boston Acoustics Duo-i Plus" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Boston-Acoustics-Duo-i-Plus-300x209.jpg" alt="Boston Acoustics Duo-i Plus" width="270" height="188" /></a>ลำโพงสำหรับเครื่อง iPod/iPhone ที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมาจากผู้ผลิตสองกลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ผลิตพวกอุปกรณ์มัลติมีเดีย โดยกลุ่มนี้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มแรกๆ เนื่องจากเดิมอยู่ในตลาดไอทีอยู่แล้ว จึงอาจมองเห็นโอกาสก่อนเพื่อน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผลิตเครื่องเสียง ซึ่งเข้าสู่ตลาดนี้ภายหลัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตเครื่องเสียงและภาพชั้นนำ และผลิตภัณฑ์ของทั้งสองกลุ่มดังกล่าวพวกเราส่วนใหญ่ได้สัมผัสมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งต่างก็มีแนวคิดและจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของตนไปกันคนละด้าน ตามความถนัดของแต่ละราย</p>
<p><span id="more-456"></span></p>
<p>สำหรับผู้ผลิตที่มาจากผู้ผลิตลำโพงไฮไฟนั้น ถือว่ามีให้เห็นไม่บ่อยนัก อย่างบอสตัน อะคุสติกส์ (Boston Acoustics) ที่เริ่มต้นจากการผลิตลำโพงระดับคุณภาพตั้งแต่ยุคปี 1970s ระยะหลังก็หันมาเอาดีกับผลิตภัณฑ์ประเภทไลฟ์สไตล์มากขึ้น และที่หนีไม่พ้นคือ iPod Dock ดังเช่นเครื่อง Duo-i Plus ที่กำลังจะกล่าวถึงนี้เป็นต้น และนี่ถือเป็นลำโพง iPod Dock ที่ทำการทดสอบโดยมาจากผู้ผลิตลำโพงเครื่องเสียงชั้นนำ แม้จะไม่อยากตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่า iPod Dock ที่มาจากผู้ผลิตลำโพง เสียงจะต้องดีกว่าผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นก็ตาม แต่ใครปฏิเสธได้ว่า อย่างไรเสียเราก็คงเชื่อว่าหยั่นหว่อหยุ่นย่อมผลิตซีอิ๋วที่รสชาติกลมกล่อมกว่าในขณะที่หากเป็นน้ำปลาก็ต้องมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำปลาอย่างทิพรสเป็นแน่แท้</p>
<p>ส่วนความเชื่อนี้จะเป็นจะเป็นจริงหรือไม่นั้น เราค่อยๆว่ากันต่อดีกว่า แต่เบื้องแรกที่เห็นนั้น ในด้านของการออกแบบนั้น คงต้องยอมรับถึงความประณีต พิถีพิถันของทางผู้ผลิตที่จัดวางตำแหน่งต่างๆของหน้าจอ ปุ่มต่างๆได้อย่างสวยงาม โดยเน้นความสมดุล เรียบง่าย และที่สำคัญคือ มีคุณภาพและใช้งานง่าย อย่างหน้าจอ LCD สีฟ้า ตัวหนังสือขนาดใหญ่สีขาวที่มองดูสะอาด อ่านง่าย และยังสามารถปรับระดับความสว่างได้ถึง 21 ระดับ จึงทำให้มองเห็นได้ง่ายทุกสภาพแสงของห้อง ส่วนการจัดเมนูบนหน้าจอนั้น จะเลือกด้วยปุ่มลูกบิดบนเครื่อง ซึ่งมีเพียงสามปุ่ม หรือจากรีโมทคอนโทรล 17 ปุ่มก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย อย่างการเลือกโหมดการใช้งาน เมื่อใช้ลูกบิดเลื่อนไปรายการที่เลือกแล้ว ทิ้งไว้ไม่กี่วินาทีก็จะเข้าสู่โหมดนั้น หรือว่าใจร้อนหน่อยก็กดปุ่ม Mode ลง 1 ครั้งก็ได้ ในด้านของช่องต่อต่างๆนั้น นอกจากช่องเสียบไอพ็อต/ไอโฟน ที่วางอยู่ตรงกลางด้านบนของเครื่องแล้ว ยังมีช่อง Aux Input 2 ช่อง โดยวางไว้ด้านหน้าและด้านหลังอย่างละหนึ่ง ด้านหน้ายังมีช่องเสียบหูฟังเผื่อในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ด้านหลังยังมีช่องต่อคอมโพสิต สำหรับการชมวิดีโอจากไอพ็อตทางเครื่องรับโทรทัศน์</p>
<p>ตัวถังของ Duo-i Plus ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีความกว้าง12.9 นิ้ว สูง 5.5 นิ้ว และลึก 8 นิ้วทำฟินิชชิ่งเป็นสีดำมัน (glossy black) สวยงาม ดูมีคุณค่า ด้านหน้าติดตั้งลำโพงแบบฟูลเรนจ์ขนาด 3.5 นิ้วสองตัว และต่อท่อเบสเปิดไปทางด้านหลังโดยใช้ประโยชน์จากความลึกของตัวตู้ จุดนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความรู้จริงของผู้ผลิตลำโพงอย่าง Boston Acoustics ที่ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตที่มาจากอุตสาหกรรมอื่นโดยแท้ เพราะใช้ประโยชน์จากปริมาตรของตัวตู้อันจำกัดให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้ได้เสียงที่สมบูรณ์แบบ</p>
<p>เห็นตัวเครื่อง Duo-i Plus ตัวนิดเดียว ไม่น่าเชื่อว่าจะมีพลังมหาศาล และก็ไม่เสียทีที่เป็นเจ้าของโรงงานซีอิ๋ว เอ้อ ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำของโลก เพราะการนำเอาความรู้และประสบการณ์นับทศวรรตที่ผ่านมาถ่ายทอดสู่การผลิตเครื่องไอพ็อตด็อกตัวเล็กได้ดีเยี่ยม เสียงที่มีความสะอาด อบอุ่น และให้รายละเอียดดีเหลือเกิน ดังเช่นเสียงจากผลงานเพลงในแผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 เพลง You Raise Me Up เสียงร้องของ Jheena Lodwick ที่มีถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างอบอุ่น ให้รายละเอียด ความหวานได้ดีมาก เสียงเปียโนที่กังวานเป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน หรือในเพลง Encounter จากผลงานชุด Hi-Fi Legend โดยเสียงร้องของซูม่านที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงในโทนเสียงกลางออกมาได้อย่างอบอุ่น กันเองเหมือนนั่งร้องอยู่ตรงหน้า ซึ่งในจุดนี้ เครื่องไอพ็อตด็อกที่คุณภาพดีๆส่วนใหญ่จะทำได้ดีอยู่แล้วในย่านเสียงกลางถึงแหลม แต่มักจะอ่อนในย่านความถี่ต่ำ</p>
<p>แต่กับเครื่อง Duo-i Plus ตัวเล็กนี้ ในส่วนของเสียงย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนี้ กลับให้คุณได้เหลือเฟืองจนแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า นี่คือเสียงจากลำโพงไอพ็อตด็อกที่มีไดร์ฟเวอร์ฟูลเรนจ์แค่ 3.5 นิ้ว เพราะพลังเบสที่ออกมานอกจากไม่บางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ประสบมาแล้ว กลับให้เบสที่มีพลัง ลงได้ค่อนข้างลึก อย่างเพลง Back to the East ซึ่งเป็นเสียงกลอง นอกจากเสียงที่ตีลงกลางหนังหน้ากลองซึ่งมีความถี่ต่ำจะไม่แผ่วหรือยานยวบแล้ว กลับมีพลังและเรโซเนนท์ที่ให้ความสั่นไหวของระลอกคลื่นออกมาได้ดีเยี่ยม ในขณะที่เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงฮัมของผู้คนที่คลอตามยังสามารถแยกแยะรายละเอียดได้ดี ไม่พร่ามัวหรือปนกันมั่ว ยังไม่มั่นใจนักกับสิ่งที่ได้ยิน ขอกลับไปที่แผ่นงานเครื่องเสียงกรุงไทเปครั้งที่ 30 อีกครั้ง โดยเลือกเพลง Swing Rhythm ซึ่งเป็นเสียงกลองเหมือนกัน แต่คราวนี้เป็นจังหวะเสียงกลองของชนเผ่าพื้นเมืองอัฟริกันที่มีแต่เสียงกลองหลากหลายขนาดและเสียงเคาะล้วนๆ โดยไม่มีเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เสียงกลองเครื่องเคาะต่างๆที่ตีพร้อมกัน เมื่อนั่งฟังห่างจากตัวเครื่องประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เวทีเสียงจะมีความลึกดีขึ้นมา ชิ้นดนตรีต่างมีระยะห่างที่ชัดเจนมีตำแหน่งที่แน่นอน</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องเล่นจิ๋วนี้ให้พลังเหลือเฟือจริงๆ สามารถนำไปใช้ฟังในห้องนั่งเล่นได้อย่างสบายๆ ผมลองปรับวอลุ่มไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงระดับความดัง 50 Duo-i Plus ยังคงสามารถรักษารายละเอียดและบุคลิกเสียงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ในระดับเสียงดังสุดนั้น เสียงสูงอาจฟังแหลมคมไปนิด เมื่อเช็คดูปรากฏว่า เดิมมีการปรับ Bass/Treble ไว้ที่ระดับ 3 ผมจึงลดทั้งหมดลงมาที่ระดับ 0 ซึ่งจะช่วยลดความคมสากไปได้พอสมควร ในส่วนนี้เราสามารถปรับได้ตั้งแต่ระดับ -7 ถึง +7 ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน และสภาพห้องที่นั่งฟังด้วย</p>
<p>นอกจากถ่ายทอดเสียงเพลงได้ดีเยี่ยมแล้ว การถ่ายทอดเสียงจากภาพยนตร์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่ากัน ลองเปิดชมภาพยนตร์จากไอพ็อตโดยไม่ขอต่อออกทางทีวี เสียงพูดมีความสะอาด ชัดเจน ส่วนด้านซาวด์เอฟเฟคนั้น ให้พลังเร้าใจได้ดีไม่แพ้เครื่องเอวีแอมป์สำหรับห้องขนาดเล็กเลย จะต่างกันก็เพียงมันสามารถถ่ายทอดเสียงได้เพียงสองแชนแนลเท่านั้น ส่วนทางด้านการให้รายละเอียดทั้งทางเสียงซ้าย-ขวา กลางได้ดีเกินคาด ดังเช่นฉากต่อสู้และการยิ่งธนูในภาพยนตร์เรื่อง Detective Dee And The Mystery Of The Phantom Flame สามารถพิสูจน์พลังประสิทธิภาพของ Duo-i Plus ได้ดีเยี่ยม</p>
<p>ภาครับวิทยุทั้งเอเอ็มที่ใช้เสาอากาศที่บิลด์อินในตัวกับเอฟเอ็มนั้น มีความไวในการรับคลื่นอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อาจมีปัญหาบ้างกับคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำอย่างวิทยุจุฬาฯ เราสามารถตั้งสถานีวิทยุเอฟเอ็มล่วงหน้าได้ 10 สถานีจากปุ่มด้านหน้า 5 ปุ่ม และวิทยุนี้ยังสามารถใช้เป็นเสียงปลุก (Alarm) ได้ ซึ่งมีให้เราตั้ง Alarm 2 ปุ่ม ปุ่มหนึ่งสำหรับใช้เสียงปลุกปรกติของตัวเครื่อง อีกปุ่มให้เราเลือกปลุกจากเสียงเพลงในไอพ็อต/ไอโฟน ในกรณีที่วางไว้บนแท่น แต่ถ้าไม่ได้วางก็จะปลุกจากเสียงวิทยุแทน และในส่วนนี้ ทาง Boston Acoustics คงเข้าใจถึงคนที่เวลาง่วงนอนแล้วจะมานั่งงมหาปุ่มเพื่อให้ฟังค์ชั่นเวลาปลุกทำงานก็ดูจะกระไรอยู่ จึงเพิ่มฟังค์ชั่น 360° Snooze bar คือแค่เอามือไปแตะขอบตัวเครื่องที่เป็นอะลูมิเนียมก็จะเปิดฟังค์ชั่นปลุกให้ทำงานทันที</p>
<p>ตัวรีโมทที่มีปุ่มฟังค์ชั่น 17 ปุ่มนั้น สามารถควบคุมการทำงานได้ครบถ้วน ด้านหลังของตัวรีโมทจะติดแถบแม่เหล็กไว้ เพื่อให้เรานำไปแปะไว้ในที่ที่เป็นโลหะเพื่อหยิบฉวยง่าย หรือจะวางไว้บนตัวเครื่องข้างๆแท่นเสียบไอพ็อตซึ่งได้ออกแบบพื้นที่ให้วางได้พอเหมาะพอดี เนื่องจากด้านหลังติดแถบแม่เหล็กไว้ จึงต้องระวังอยากนำไปวางบนสื่อบันทึกแม่เหล็กอย่างฮาร์ดดิสก์ เพราะจะทำให้ข้อมูลสูญหายได้</p>
<p>สำหรับใครที่สรรหาลำโพงสำหรับไอพ็อต/ไอโฟนเพื่อไว้ใช้บนโต๊ะทำงาน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือจะให้แม่บ้านใช้ในห้องครัวแล้ว Boston Acoustics Duo-i Plus คือไอพ็อตด็อกที่นอกจากออแบบได้สวยงาม ใช้งานง่ายแบบตรงไปตรงมาแล้ว ในด้านคุณภาพเสียงคือสิ่งที่ Boston Acoustics อาศัยประสบการณ์อันเชี่ยวชาญจากการผลิตลำโพงมาใส่ไว้ใน Duo-i Plus จนมีคุณภาพเสียงที่ดีอย่างเหลือเชื่อและยากที่จะหาคู่เปรียบได้ในระดับราคานี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยกหัวนิ้วโป้งให้ทั้งสองเมือเลย</p>
<p>ขอสังเกต คงมีนิดเดียวสำหรับกรณีที่นำเอาไอโฟนมาใช้ เพราะไม่มีการชิลด์ป้องกันคลื่นโทรศัพท์</p>
<p><strong>Specifications:</strong><br />
<em>General</em><br />
* Product type: Clock radio<br />
* Dimension: Depth 8 in, Height 5.5 in, Width 12.9 in<br />
* Carrying case None -<br />
Audio Features<br />
* Digital storage: None<br />
* Sound output mode:  Stereo<br />
* Timer: Wake , Sleep, Snooze<br />
* Built-in clock Alarm, Digital clock<br />
* Alarm:  2<br />
<em>Built-in Display</em><br />
* Audio system built-in display LCD<br />
<em>Speaker System</em><br />
* Speakers: 2 x Right/left channel speaker Built-in<br />
* Driver: Full-range driver 3.5 in<br />
<em>Radio</em><br />
* Tuner type Digital Radio tuner<br />
* Station preset:  15 (FM 10, AM 5)<br />
* Tuner bands AM/FM<br />
Connectivity<br />
* Connector type 1 x Headphones Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
Audio line-in Mini-phone stereo 3.5 mm,<br />
1 x IPod docking</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Sonic Vision Co., Ltd.<br />
<strong>Price: </strong>9,900 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/boston-acoustics-duo-i-plus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>The Apple Challenge</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 04:49:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Apple]]></category>
		<category><![CDATA[iPad]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[Steve Jobs]]></category>
		<category><![CDATA[Tablet PC]]></category>
		<category><![CDATA[แอปเปิล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=368</guid>
		<description><![CDATA[ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-369" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="superjobs" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/superjobs-271x300.jpg" alt="" width="271" height="300" /></a>ตอนนี้ต้องถือว่ากระดานชนวน iPad ของแอปเปิลนั้นกำลังติดลมบนที่ยากจะมีใครมาสอยร่วงได้ คงมีวิธีเดียวคือ ต้องเร่งเข็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะกระดานชนวนออกมาขอแย่งเค้กก้อนนี้ให้เร็วที่ สุดและและได้มากที่สุด เพราะมีการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ในวงการว่า ภายในปี 2012 หรือประมาณสองปีข้างหน้า เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทกระดานชนวนหรือ Tablet จะเข้ามาแทนที่โน้ตบุ้ค หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะมียอดขายสูงกว่าโน้ตบุ้คอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในงาน IFA 2010 ที่จัดขึ้นในเยอรมันเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ผลิตจำนวนมากจึงเข็นเอากระดานชนวนต้นแบบของต้นออกมาประชันโฉมกันอย่าง คึกคัก รายที่ถือเป็นเสือปืนไวคงหนีไม่พ้นซัมซุงจากเกาหลีที่ไม่ใช่เพียงโชว์ เครื่องต้นแบบ แต่เป็นการเปิดตัวและพร้อมวางจำหน่ายเลยในรุ่น Galaxy Tablet ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ ก็อาทิ เช่น ASUS, MSI, ViewSonic, Toshiba, Dell หรือแม้แต่ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อสารอย่าง Cisco ยังต้องเกาะขบวนรถไฟสายนี้ด้วยการออกกระดานชนวนรุ่น Cius ของตัวเองออกมา โดยมีหน้าจอ 7 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ Android โดยเน้นจุดเด่นคือ ใช้การ Docking กับกล้องที่อยู่ด้านหน้าเพื่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยเห็นหน้ากันเหมือน กับการประชุมทางไกล</p>
<p><span id="more-368"></span></p>
<p>พร้อมๆกับการเติบโตของตระกูลไอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น iPod, iPhone และ iPad ด้านหนึ่งคงทำให้ผู้บริหารอย่าง Steve Job เกิดความลำพองไม่น้อยที่มีสาวกผู้ภักดีเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อวางกรอบให้ผู้บริโภคและผู้ให้บริการสื่อต่างๆ ปฏิบัติตาม ซึ่งแน่นอนว่า อะไรที่ถูกลากไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ย่อมกระทบถึงอีกด้านหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์ในอเมริการออกมาโวยวายกับแอปเปิลที่รับสมัครสมาชิก ผู้ใช้ iPad ให้สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆแบบออนไลน์ได้ แม้ว่างานจะได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะค่าสมาชิกที่ได้ก็จัดสรรแบ่งกันระหว่างแอปเปิลกับเจ้าของสื่อ และทำให้สื่อมีเรตติ้งสูงขึ้นด้วย จึงไม่น่าจะต้องออกมาโวยวาย แต่ที่ต้องโวยนั้น ทาง Wall Street Journal ให้เหตุผลว่า เนื่องจากทางแอปเปิลเป็นผู้ดูแลควบคุมฐานข้อมูลของสมาชิกเสียเองทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ผลประโยชน์ระยะยาวจึงตกอยู่กับแอปเปิลฝ่ายเดียว และไม่ทราบว่าแอปเปิลจะงอนขึ้นมาเมื่อไรพร้อมสลัดทิ้งพันธมิตรเดิมเมื่อไรก็ ได้ ในขณะที่สัดส่วนผลประโยชน์ที่จัดสรรนั้นก็ยังคุยกันไม่ลงตัวด้วย งานนี้เป็นไปได้ว่า หากตกลงกันไม่ได้ กลุ่มผู้ทำหนังสือพิมพ์อาจขอบายกับแอปเปิล เพราะผู้บริหารของ Chicaco Tribune กล่าวว่า การเพิ่มยอดผู้อ่านไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงให้เนื้อหามีความน่าสนใจเท่านั้น</p>
<p>นี่เป็นเพียงกรณีล่าสุด ก่อนหน้านั้นแอปเปิลเองก็เคยมีกรณีพิพาทกับ Google ด้วยการสกัดไม่ให้โฆษณาของ Google (Google Ads) ไปปรากฏบน iPhone, iPad โดยพยายามผลักดันโฆษณา iAd ชองตัวเองแทน รวมทั้งกรณีที่กีดกัน Amazon ในธุรกิจการดาวน์โหลดเพลงออนไลน์จนส่งผลให้ AppStore ของตนมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 70% ในขณะที่ Amazon แม้จะอยู่ในอันดับสอง แต่ก็มีส่วนแบ่งเพียง 12% เท่านั้น หลังจากที่เกิดเรื่องราวทำตัวเป็นนักเลงโตเที่ยวไประรานชาวบ้านไปทั่ว ตอนนี้ Federal Trade Commission หรือสมาพันธ์คุ้มครองการแข่งขันทางการค้าของอเมริกากำลังเข้าตรวจสอบดูว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของแอปเปิลเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/apple-challenge/">Thai Chinese Blog</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/the-apple-challenge/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Intel รุกคืบสู่ตลาดมือถือ</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Sep 2010 09:38:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[Atom]]></category>
		<category><![CDATA[Google TV]]></category>
		<category><![CDATA[Infineon]]></category>
		<category><![CDATA[Intel]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[ดิจิตอลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เราแทบจะแยกไม่ออกแล้วระหว่างเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ภาพและเสียง เราจึงเห็นผู้เล่น (ผู้ผลิต) ในวงการที่เป็นคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่รายเก่า ส่วนรายเก่านั้นก็ต้องดิ้นหาทางเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นลูกหลังกลืนหายไปในกระแสดิจิตอลนี้ และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่มีข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คือ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคอมพิวเตอร์ ข่าวไล่ตั้งแต่การประนียอมความกับ AMD ในเรื่องการกีดกันและผูกขาด ถัดมาไม่นานเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง ก็มีข่าวเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส McAfee ด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการถึง 7,200 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดถึง 60% ในเดือนเดียวกันต่อเนื่องถึงกันยายน อินเทลก็ประกาศของซื้อกิจกรรมแผนกชิปเครือข่ายไร้สายของบริษัท อินฟีนีออน (Infineon) ของเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ iPhone ให้แก่แอปเปิล อ่านถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วมันมีผลอะไรกับวงการมัลติมีเดีย หากเรานำจิกซอร์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อก็จะเห็นแผนก้าวเดินของอินเทลได้ชัดเจน ผมเคยนำข่าวเกี่ยวกับอินเทลพยายามผลักดันซีพียู Atom ที่ใช้กับเน็ตบุ้คให้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่สุดท้ายเราก็เพิ่งเห็น LG เพียงรายเดียวที่แนะนำเครื่องต้นแบบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงว่าแผนของอินเทลในตลาดโทรศัพท์มือถือล้มเหลว เนื่องจากตัวซีพียู Atom ยังไม่สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ดีพอที่จะใช้กับโทรศัพท์ ดังนั้น แทนที่จะค่อยๆพัฒนา สู้เดินทางลัดดีกว่า นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการของ Infineon อย่างน้อยก็สามารถเริ่มต้นจากฐานโทรศัพท์ iPhone [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_353" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Intel.jpg"><img class="size-medium wp-image-353 " title="Intel President and CEO Paul S. Otellini departs stage after keynote address at Oracle OpenWorld" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Intel-300x193.jpg" alt="" width="270" height="174" /></a><p class="wp-caption-text">*ภาพจาก International Business Time</p></div>
<p>ดิจิตอลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เราแทบจะแยกไม่ออกแล้วระหว่างเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ภาพและเสียง เราจึงเห็นผู้เล่น (ผู้ผลิต) ในวงการที่เป็นคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่รายเก่า ส่วนรายเก่านั้นก็ต้องดิ้นหาทางเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นลูกหลังกลืนหายไปในกระแสดิจิตอลนี้ และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่มีข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คือ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคอมพิวเตอร์ ข่าวไล่ตั้งแต่การประนียอมความกับ AMD ในเรื่องการกีดกันและผูกขาด ถัดมาไม่นานเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง ก็มีข่าวเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส McAfee ด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการถึง 7,200 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดถึง 60% ในเดือนเดียวกันต่อเนื่องถึงกันยายน อินเทลก็ประกาศของซื้อกิจกรรมแผนกชิปเครือข่ายไร้สายของบริษัท อินฟีนีออน (Infineon) ของเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ iPhone ให้แก่แอปเปิล</p>
<p><span id="more-352"></span></p>
<p>อ่านถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วมันมีผลอะไรกับวงการมัลติมีเดีย หากเรานำจิกซอร์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อก็จะเห็นแผนก้าวเดินของอินเทลได้ชัดเจน ผมเคยนำข่าวเกี่ยวกับอินเทลพยายามผลักดันซีพียู Atom ที่ใช้กับเน็ตบุ้คให้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่สุดท้ายเราก็เพิ่งเห็น LG เพียงรายเดียวที่แนะนำเครื่องต้นแบบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงว่าแผนของอินเทลในตลาดโทรศัพท์มือถือล้มเหลว เนื่องจากตัวซีพียู Atom ยังไม่สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ดีพอที่จะใช้กับโทรศัพท์ ดังนั้น แทนที่จะค่อยๆพัฒนา สู้เดินทางลัดดีกว่า นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการของ Infineon อย่างน้อยก็สามารถเริ่มต้นจากฐานโทรศัพท์ iPhone ก่อน แล้วค่อนสั่งสมประสบการณ์ขยายตลาดสู่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นเหมือนกับซีพียูบนคอมพิวเตอร์ ส่วน McAfee นั้น จุดนี้น่าจะเป็นการเล็งการณ์ไกลของอินเทล เนื่องจากปัจจุบันไวรัสไม่เพียงระบาดบนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เริ่มแพร่เข้าสู่โทรศัพท์มือถือกันแล้ว การได้ McAfee มาครองจึงเป็นการเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งในอนาคตอาจนำไปฝังรวมอยู่ในชิปโทรศัพท์เลย สำหรับซีพียู Atom นั้น ในขั้นนี้คงต้องนำไปใช้กับอุปกรณ์ด้านภาพไปก่อน เช่น Google TV Box ดังที่ได้ประกาศความร่วมมือไปแล้วระหว่าง Intel, Google, Sony และ Logitech</p>
<p>สำหรับซีพียู Atom รุ่นที่ใช้ฝัง (Embedded) อยู่ในอุปกรณ์นั้น เริ่มต้นตัวแรก Atom CE4100 เมื่อกันยายน ปีที่แล้ว ซึ่งก็คือตัวที่ใช้สำหรับ Google TV ซึ่งมีความเร็ว 1.2 GHz. โดยจะมีความสามารถในการถอดรหัสวิดีโอที่ความละเอียด 1080p สองสตรีมพร้อมกัน และจะทำการเร่งความเร็ว (Accelerate) วิดีโอ MPEG-4 แบบฮาร์ดแวร์ ลดเสียงรบกวน ทำการอัพสเกล/ดาวน์สเกล (up/down scaling) ได้ สำหรับตัวใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Sodaville จะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ นั่นคือ สนับสนุนระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 แชนแนล และกราฟฟิก 3D ขณะนี้ได้ร่วมมือกับบริษัท TransGaming ที่ให้บริการเกมออนไลน์ที่เรียกกว่า GameTree.TV จะเห็นว่า อินเทลได้รุกคืบเข้ามาถึงห้องนอนเราทุกทีแล้ว</p>
<p>พูดถึงเจ้า Google TV ซึ่งผมได้เคยพูดถึงบ้างแล้วในก่อนหน้านั้น ตอนนี้ก็ถึงเวลาลืมตาดูโลกเสียที งานนี้อาจารย์กูของเราคงโกยได้อีกไม่น้อยถ้าหากประสบความสำเร็จ เพราะตัวปฏิบัติการก็ใช้ Android ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาเอง และเป็นโปรแกรม Open Source ด้วย ดังนั้น พันธมิตรต่างๆ สามารถพัฒนาต่อยอดได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ส่วนการท่องเน็ตก็ใช้บราวเซอร์ Chrome ของตัวเอง ดังนั้น เมื่อใช้ Google TV เครื่องรับทีวีของเราก็จะสามารถท่องเน็ตได้อย่างแท้จริง แทนที่จะถูกจำกัดให้ใช้ตายตัวไม่กี่เว็บเหมือนในปัจจุบัน และลองคิดข้ามช็อตไปข้างหน้าดูว่า จะมีสถานีโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกกี่ช่อง ขนาดปัจจุบันนี้ใช้ดาวเทียมซึ่งต้องลงทุนสูงกว่า ยังมีสถานีเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และถึงเวลานั้น Google จะรับทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกเท่าไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HTC launches Desire &#8211; the Nexus One twins</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 10:52:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Android]]></category>
		<category><![CDATA[Desire]]></category>
		<category><![CDATA[Google Phone]]></category>
		<category><![CDATA[HTC]]></category>
		<category><![CDATA[Nexus One]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=251</guid>
		<description><![CDATA[HTC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้ โดยกำหนดจะวางจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือรุ่น Desire อันถือเป็นคู่แฝดของ Nexus One ที่ผลิตให้แก่ Google เนื่องจากการรับจ้างผลิตให้กับ Google ของ HTC นั้น ทางผู้ผลิตได้สงวนสิทธิ์ในด้านการออกแบบของตัวเครื่องทั้งหมดเป็นของตนเอง ดังนั้น ส่วนประกอบตัวเครื่อง Desire ทั้งหมดก็คืออันเดียวกับของ Nexus One แต่ข่าวรายงานว่า ทาง HTC ได้ดำเนินการแก้ไขเล็กน้อยตามสไตล์ที่ตนเองต้นการ หลังจากที่เปิดตัว Nexus One ได้ไม่นาน ลูกค้าจำนวนมากอยากให้ HTC เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีอินเทอร์เฟสที่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเองคล้ายกับ Android ของ Nexus One แต่เนื่องจาก Nexus One เป็นแบรนด์ของกูเกิล จึงกำหนดอินเทอร์เฟสตามแบบฉบับของกูเกิลโดยเฉพาะ แม้ว่าในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของ Desire กับ Nexus One จะเหมือนกันก็ตาม แต่ในด้านของอินเทอร์เฟสกลับแตกต่างกัน โดย Desire จะใช้อินเทอร์เฟสของ Sense [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/xin_12202071709258283240516.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-252" title="HTC Desire Android Phone" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/02/xin_12202071709258283240516-300x244.jpg" alt="" width="270" height="220" /></a>HTC ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ศกนี้ โดยกำหนดจะวางจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์มือถือรุ่น Desire อันถือเป็นคู่แฝดของ Nexus One ที่ผลิตให้แก่ Google เนื่องจากการรับจ้างผลิตให้กับ Google ของ HTC นั้น ทางผู้ผลิตได้สงวนสิทธิ์ในด้านการออกแบบของตัวเครื่องทั้งหมดเป็นของตนเอง ดังนั้น ส่วนประกอบตัวเครื่อง Desire ทั้งหมดก็คืออันเดียวกับของ Nexus One แต่ข่าวรายงานว่า ทาง HTC ได้ดำเนินการแก้ไขเล็กน้อยตามสไตล์ที่ตนเองต้นการ</p>
<p>หลังจากที่เปิดตัว Nexus One ได้ไม่นาน ลูกค้าจำนวนมากอยากให้ HTC เปิดตัวโทรศัพท์รุ่นอื่นที่มีอินเทอร์เฟสที่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเองคล้ายกับ Android ของ Nexus One แต่เนื่องจาก Nexus One เป็นแบรนด์ของกูเกิล จึงกำหนดอินเทอร์เฟสตามแบบฉบับของกูเกิลโดยเฉพาะ</p>
<p><span id="more-251"></span></p>
<p>แม้ว่าในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของ Desire กับ Nexus One จะเหมือนกันก็ตาม แต่ในด้านของอินเทอร์เฟสกลับแตกต่างกัน โดย Desire จะใช้อินเทอร์เฟสของ Sense จึงมีคุณสมบัติการใช้งานของ Sense ทุกประการ<br />
สิ่งที่ Desire เหมือนกับ Nexus One คือ การใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 และใช้หน่วยประมวลผลความเร็ว 1 GHz. นอกจากนั้น โทรศัพท์รุ่นนี้ยังมีหน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED ขนาด 3.7 นิ้ว และกล้องถ่ายรูปความละเอียด 5 ล้านพิกเซล แต่จุดที่แตกต่างคือ Desire ใช้ระบบการควบคุมด้วย Optical Trackpad ส่วนของ Nexus One ใช้เป็นแบบ Trackball ธรรมดา</p>
<p>ทาง HTC กำหนดวางจำหน่าย Desire ในเดือนเมษายน ศกนี้ในตลาดยุโรปและเอเชีย ส่วนตลาดอเมริกายังไม่เป็นที่เปิดเผย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/htc-desire/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Google&#8217;s NexusOne &#8211; Tip for Overcoming the Market Leader</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 11 Jan 2010 10:51:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Google Phone]]></category>
		<category><![CDATA[iPone]]></category>
		<category><![CDATA[Nexus One]]></category>
		<category><![CDATA[Smartphone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=229</guid>
		<description><![CDATA[เริ่มต้นปีเสือ Google ก็ไม่รอช้าโดดขี่หลังสือทันทีด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Google Phone ที่ปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้าเป็นปีแล้ว โดยหลังจากเทศกาลฉลองปีใหม่ปั๊บ กูเกิลก็ร่อนหนังสือเชิญถึงสื่อต่างๆให้มาร่วมงานเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 ในวันที่ 5 มกราคมนี้ ซึ่งสื่อที่ได้รับการ์ดเชิญนี้ต่างคาดการณ์กันว่า Google คงต้องเปิดตัวโทรศัพท์  Google Phone อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาด โทรศัพท์ที่เปิดตัวนี้มีชื่อว่า Nexus One ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ในขณะที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้จะเป็นเวอร์ 1.5 ยกเว้นของโมโตโรลารุ่น XT800 ที่ใช่เวอร์ 2.0 ซึ่งถือว่าใหม่มากแล้ว ในส่วนของสเปคเครื่องนั้น ตัวประมวลผลใช้ Qualcomm 1 GHz Snapdragon ซึ่งเร็วกว่าของ iPhone ที่มีความเร็วเพียง 600 MHz. หน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED 3.7 นิ้ว กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สามารถใช้คำสั่งด้วยเสียง เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/01/NexusOne-Phone.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-228" title="Google NexusOne" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/01/NexusOne-Phone-300x246.jpg" alt="" width="270" height="221" /></a>เริ่มต้นปีเสือ Google ก็ไม่รอช้าโดดขี่หลังสือทันทีด้วยการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ Google Phone ที่ปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้าเป็นปีแล้ว โดยหลังจากเทศกาลฉลองปีใหม่ปั๊บ กูเกิลก็ร่อนหนังสือเชิญถึงสื่อต่างๆให้มาร่วมงานเปิดตัวระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่น 2.1 ในวันที่ 5 มกราคมนี้ ซึ่งสื่อที่ได้รับการ์ดเชิญนี้ต่างคาดการณ์กันว่า Google คงต้องเปิดตัวโทรศัพท์  Google Phone อย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่คาด โทรศัพท์ที่เปิดตัวนี้มีชื่อว่า Nexus One ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ในขณะที่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้จะเป็นเวอร์ 1.5 ยกเว้นของโมโตโรลารุ่น XT800 ที่ใช่เวอร์ 2.0 ซึ่งถือว่าใหม่มากแล้ว</p>
<p><span id="more-229"></span></p>
<p>ในส่วนของสเปคเครื่องนั้น ตัวประมวลผลใช้ Qualcomm 1 GHz Snapdragon ซึ่งเร็วกว่าของ iPhone ที่มีความเร็วเพียง 600 MHz. หน้าจอสัมผัสแบบ AMOLED 3.7 นิ้ว กล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สามารถใช้คำสั่งด้วยเสียง เช่น “พาฉันไปนิวยอร์ค” ตัวเครื่องก็จะโหลดแผนที่ Google Map ของกรุงนิวยอร์ค ในด้านลูกเล่นต่างๆนั้น โดยรวมแล้วอาจเหนือกว่า iPhone ในหลายๆด้าน แต่เหล่าแฟนานุแฟนต่างร้องเสียงหลงด้วยความผิดหวังนิดๆ เพราะมันไม่เร้าใจพอ ในขณะที่ทางไมโครซอฟต์เอง นาย Robbie Bach ออกมาสำทับว่า โทรศัพท์ Nexus One ของกูเกิลคงยากที่จะประสบความสำเร็จ มีแต่จะทำให้ความร่วมมือระหว่างกูเกิลกับไมโครซอฟต์ต้องห่างออกไปมากยิ่งขึ้น แหม&#8230; คงไม่แปลกที่นาย Bach จะออกมาพูดเช่นนี้ เพราะ Anroid ของกูเกิลนั้น หากแจ้งเกิดได้สำเร็จก็เท่ากับไปเหยียบตาปลาเข้าอย่างจัง</p>
<p>ส่วนกูเกิลจะประสบความสำเร็จในการทำตลาดได้จริงหรือไม่นั้น ฟังเสียงสะท้อนกลับมาจากแต่ละฝ่ายแล้ว ต้องยอมรับว่าเหนื่อย ขอให้ยึดส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 1 เปอร์เซ็นต์ก็เรียกว่าสุดยอดแล้ว แต่ผมขอทำตัวเป็นซินแสช่วยกูเกิลแก้เคล็ดให้ดังนี้ การแจ้งเกิดโทรศัพท์มือถือในแต่ละประเทศมีปัจจัยไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นมือถือสัญชาติเกาหลี ก็ต้องตั้งชื่อที่เป็นมงคล โดยชื่อมงคลของเกาหลี (โดยเฉพาะโทรศัพท์) จะต้องมีคำว่า “ดวงดาว” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น “สามดาว (Samsung)” “สุวรรณดาราแห่งโชคลาภ (LG หรือ Lucky Gold-star เดิม)” ส่วนชื่อมงคลของญี่ปุ่นจะต้องเป็นชื่อสั้นๆ ไม่มีความหมายในคำแปล อย่างเช่น Sony ส่วนชื่อประเภท ดะ ชิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชื่อมาจากวงตระกูลเหมาะใช้กับสินค้าอุตสาหกรรมหนักเท่านั้น ส่วนในฟากฝั่งอเมริกานั้น ชื่อมงคลของโทรศัพท์จะต้องเป็นผลไม้ เช่น “Apple” “BlackBerry” ดังนั้นหาก Google Phone จะประสบความสำเร็จจึงควรเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อผลไม้ด้วย โดยซินแสของฟันธงคอนเฟิร์มให้เปลี่ยนชื่อเป็น Durian Phone หรือ “โทรศัพท์ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ทั้งปวงนั่นเอง&#8230;..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/nexus-one/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pierre Cardin GPS 5116 Portable GPS Navigation</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2009 04:09:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cables]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[GPS 5116]]></category>
		<category><![CDATA[Pierre Cardin]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[ปีแอร์ การ์แดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=192</guid>
		<description><![CDATA[การได้รับเครื่องจีพีเอส (เครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม) เครื่องนี้มาทดสอบ ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจตรงที่ว่ามันเป็นแบรนด์ดังอย่าง Pierre Cardin ที่ประหลาดใจเพราะยี่ห้อแดนน้ำหอมนี้ปรกติมักจะขายผลิตภัณฑ์ทางด้าน “อารมณ์ (Emotional)” การมาจับสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา เจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่น Mr. Pierre Cardin ได้ถือกำเนิดเนื้อผ้าภายในชื่อยี่ห้อชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จจากเสื้อผ้าแล้ว ก็ได้ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง นาฬิกา เครื่องประดับจิวเวลรี่ จนถึงเครื่องเขียน ซึ่งถือไม่ว่าไม่แปลก เพราะอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวของกับ “อารมณ์” คือ ความสวยความงามที่ผู้ซื้อมักจะตัดสินใจการซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอยหรือราคา ดังนั้น การได้เห็นเครื่องจีพีเอสภายในยี่ห้อ Pierre Cardin จึงค่อนข้างประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาค่ายนี้ยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจากค่ายนี้เลย และสำหรับเว็บไซต์ทางการของ Pierre Cardin เอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (หรือจะแยกเว็บไซต์ต่างหากก็ไม่ทราบ) แต่ในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจีพีเอสของ Pierre Cardin อยู่ให้เห็นพอสมควรหลายรุ่นด้วยกัน การบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมนั้น มีการนำมาใช้ในบ้านเรามาระยะพอสมควรแล้ว โดยหลักการทำงานนั้น จะขอกล่าวคร่าวๆพอสังเขปได้ว่า อุปกรณ์จีพีเอสนั้นจะทำการรับสัญญาณดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกเราทั้งหมด 24 ดวง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-193" title="Pierre Cardin GPS 5116" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/09/gps5116.jpg" alt="Pierre Cardin GPS 5116" width="300" height="241" />การได้รับเครื่องจีพีเอส (เครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม) เครื่องนี้มาทดสอบ ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจตรงที่ว่ามันเป็นแบรนด์ดังอย่าง Pierre Cardin ที่ประหลาดใจเพราะยี่ห้อแดนน้ำหอมนี้ปรกติมักจะขายผลิตภัณฑ์ทางด้าน “อารมณ์ (Emotional)” การมาจับสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงค่อนข้างเหนือความคาดหมาย</p>
<p>นับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา เจ้าพ่อแห่งวงการแฟชั่น Mr. Pierre Cardin ได้ถือกำเนิดเนื้อผ้าภายในชื่อยี่ห้อชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลังจากประสบความสำเร็จจากเสื้อผ้าแล้ว ก็ได้ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมด้านอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องหนัง นาฬิกา เครื่องประดับจิวเวลรี่ จนถึงเครื่องเขียน ซึ่งถือไม่ว่าไม่แปลก เพราะอุตสาหกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวของกับ “อารมณ์” คือ ความสวยความงามที่ผู้ซื้อมักจะตัดสินใจการซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าประโยชน์ใช้สอยหรือราคา ดังนั้น การได้เห็นเครื่องจีพีเอสภายในยี่ห้อ Pierre Cardin จึงค่อนข้างประหลาดใจ เพราะที่ผ่านมาค่ายนี้ยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจากค่ายนี้เลย และสำหรับเว็บไซต์ทางการของ Pierre Cardin เอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าว (หรือจะแยกเว็บไซต์ต่างหากก็ไม่ทราบ) แต่ในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องจีพีเอสของ Pierre Cardin อยู่ให้เห็นพอสมควรหลายรุ่นด้วยกัน</p>
<p><span id="more-192"></span></p>
<p>การบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียมนั้น มีการนำมาใช้ในบ้านเรามาระยะพอสมควรแล้ว โดยหลักการทำงานนั้น จะขอกล่าวคร่าวๆพอสังเขปได้ว่า อุปกรณ์จีพีเอสนั้นจะทำการรับสัญญาณดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกเราทั้งหมด 24 ดวง ซึ่งโคจรรอบโลก 2 ครั้งต่อวัน เมื่อตัวเครื่องจีพีเอสได้รับสัญญาณที่ส่งมาจากดาวเทียม ก็จะทำการคำนวณตำแหน่งตลอดจนระยะทาง ซึ่งจะถูกต้องแม่นยำแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า ตัวเครื่องสามารถรับสัญญาณจากดาวเทียมในขณะนั้นได้จากกี่ดวง กล่าวคือ ยิ่งมากดวง ความถูกต้องในการคำนวณตำแหน่งยิ่งสูง แต่อย่างน้อยควรจะได้รับสัญญาณจากดาวเทียม 3 – 4 ดวง ถ้าน้อยกว่านี้คงจะเกิดความคลาดเคลื่อนสูง ในขณะเดียวกัน ตัวเครื่องรับสัญญาณเองก็ต้องมีประสิทธิภาพในการคำนวณที่ดีพอ มีความคลาดเคลื่อนน้อยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการรับสัญญาณก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ สภาพภูมิประเทศ เช่นอยู่ในอาคาร ในอุโมงค์ หรือแม้กระทั่งฟิล์มกรองแสงของรถเราเอง ในกรณีที่เนื้อฟิล์มมีเนื้อโลหะผสมอยู่</p>
<p>ตัวเครื่อง Pierre Cardin GPS5116 มาในรูปแบบตัวเครื่องสีดำสนิทพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 4.3 นิ้ว มองดูผิวเผินอาจนึกว่าเป็นเครื่องเล่นเอ็มพี 4 เพราะด้านข้างยังมีช่องเสียบแผ่นเมมโมรี่แบบ Micro SD ความจุสูงสุด 8 GB. ในกล่องบรรจุมานั้น ไม่ได้แถมเมมโมรี่การ์ดมาให้หรอก นอกจากโปรแกรมแผนที่ PowerMap X2 ที่บรรจุมาใน Micro SD สำหรับรายละเอียดของตัวเครื่องนั้น ตัวเครื่องติดตั้งตัวมันสมองหรือ CPU Centrality Atlas III ความเร็ว 372 MHz. ภายในติดตั้งหน่วยความจำ 64 MB. และที่จุข้อมูลแบบ NAND Flash อีก 64 MB. โดยได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows CE 5.0</p>
<p>ด้วยสเปคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มันบอกอะไรเราได้บ้าง นั่นคือ เครื่องจีพีเอสเครื่องนี้สามารถรับสัญญาณเบสแบนด์ของดาวเทียมได้ 20 แชนแนล มีความถูกต้องทางด้านตำแหน่ง คือคลาดเคลื่อนน้อยกว่า 10 เมตร อัตราความเร็วคลาดเคลื่อน 0.1 เมตรต่อวินาที และเวลาคลาดเคลื่อน 0.01 วินาที โดยเงื่อนไขทั้งหมดจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาณดาวเทียมที่รับได้เต็มที่ โดยตัวเครื่องจะมีเสาอากาศบิลต์อินในตัว (ไม่มีเสาหรืออะไรโผล่ให้เห็นเหมือนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้) แต่ถ้าหากต้องการให้รับสัญญาณได้ดีขึ้นก็สามารถหาซื้อเสาติดตั้งภายนอกมาใช้ได้</p>
<p><strong>The Wave Test</strong></p>
<p>หลังจากที่เซ็ตตัวเครื่องในส่วนหลักๆ ซึ่งก็คือ วันที่ ภาษาที่ใช้ ความสว่างหน้าจอ และระดับความดังเสียงแล้ว ซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยไอคอนเมนูเพียง 4 ตัว สามตัวสำหรับการใช้งาน คือ การนำทาง (Navigation) การตั้งระบบ (Settings) แอพพลิเกชั่น (Application) ซึ่งก็คือการเลือกบลูธูท การตั้งคลื่นส่งวิทยุเอฟเอ็มเพื่อให้เสียงจากตัวจีพีเอสส่งออกทางเครื่องเสียงเราแทน เช่นกรณีใช้ฟังเพลง หรือดูหนังในรถก็จะได้อรรถรสอย่างเต็มที่เมื่อเทียบกับลำโพงจิ๋วของตัวเครื่อง เครื่องคิดเลขและเกม เป็นต้น ส่วนไอคอนสุดท้ายคือ มัลติมีเดีย คือการเลือกเล่นเพลง วิดีโอ ดูรูปภาพ และอ่านอี-บุ๊ก จากนั้นก็นำเอา SD Card ที่บรรจุโปรแกรมแผนที่ PowerMap X2 ใส่เข้าไป แล้วก็เลือกเมนู Navigation การโหลดเข้าโปรแกรมอาจใช้เวลาประมาณ 30 วินาทีเพื่อให้ตัวเครื่องค้นหาสัญญาณจีพีเอส ซึ่งจุดนี้อาจใช้เวลาน้อยกว่านี้หากอยู่ในที่โล่ง หลังจากค้นหาสัญญาณเจอแล้ว ก็จะมีเมนูอีก 3 ไอคอนให้เราเลือกอีก คือ ค้นหา เลือกเส้นทาง และติดตั้งระบบ ซึ่งการติดตั้งระบบตรงนี้จะคนละส่วนกับการ Settings ตอนแรกซึ่งเป็นของตัวเครื่อง แต่ตรงนี้เป็นของตัวโปรแกรมแผนที่เอง</p>
<p>ผมเริ่มต้นจากการเลือกเส้นทางหลักๆในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ห่างไกลจากตัวบ้าน การทำงานทุกอย่างดีเยี่ยม การบอกทางแยก ทางกลับรถ สะพานลอย ตลอดจนระยะทางค่อนข้างใกล้เคียง ระบบนำทางด้วยเสียงจะคอยบอกเราเป็นระยะๆ แต่ถ้าเป็นทางตรงยาวๆที่ไม่มีทางแยก เครื่องจะเงียบ การวิ่งบนถนนหลักจึงถือว่าสอบผ่านไม่มีปัญหา คราวนี้ขอลองของบ้าง โดยการขับออกนอกเส้นทางที่กำหนด ระบบจะไม่บอกเราว่าออกนอกเส้นทางเหมือนกับที่เคยเห็นในต่างประเทศ แต่จะคอยบอกเส้นทางสู่จุดหมายที่เราตั้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งก็ถูกต้องตรงตามที่กำหนด แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเข้าซอยนอกเส้นทางที่กำหนด ทีนี้ระบบเริ่มส่ออาการ ทั้งนี้ขอให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องแต่อย่างใด หากแต่เป็นปัญหาที่ตัวโปรแกรมแผนที่ เนื่องจากไม่ได้กำหนดจุดพิกัดไว้ในแผนที เข้าใจว่า สำหรับซอกซอยที่ไม่ใช่ทางสัญจรหลักคงจะกำหนดจุดพิกัดไว้กว้างๆเท่านั้น</p>
<p>หลังจากทดสอบเส้นทางในกรุงเทพฯแล้ว ก็ขอทดสอบบนเส้นทางต่างจังหวัดบ้าง โดยเลือกเอาจังหวัดใกล้ๆคือนครปฐมนี่เอง การเลือกเส้นทางสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกเอาทางด่วนเป็นหลัก หรือเลือกเอาระยะทางที่สั้นที่สุด หรือหลีกเลี่ยงทางด่วน ถ้าคุณเลือกไปแล้วไม่วิ่งตาม ระบบก็จะเงียบจนกว่าจะเข้าสู่เส้นทางที่กำหนด ผมเลือกวิ่งทางด่วนเข้าสู่วงแหวน และเลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่จากการสังเกตในบางช่วงของเส้นทางอาจได้รับสัญญาณดาวเทียมไม่ดี (เมฆมาก ครึ้มฝน) การบอกระยะทางคลาดเคลื่อนไปพอสมควร ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของระบบดาวเทียม แต่โดยรวมแล้วถือว่า เป็นเพื่อนร่วมทางที่ค่อนข้างน่าใช้ โดยเฉพาะในส่วนของการบอกที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น</p>
<p>ในส่วนของการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์มือถือนั้น Pierre Cardin GPS5116 สามารถที่จะทำงานเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย โดยเฉพาะเวลาขับรถ โดยให้เราซิงค์ (Synchronize) โปรแกรมต่างๆระหว่างตัวเครื่องจีพีเอสกับโทรศัพท์มือถือผ่านทางบลูธูท ไม่ว่าจะเป็นโฟนบุ๊ก บันทึกการโทร เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เวลาขับรถเราสามารถใช้ตัวเครื่องจีพีเอสในการโทรออก หรือรับสายได้อย่างสะดวก เวลาโทรออกนั้น ตัวเครื่องจะมีแป้นตัวเลขให้เรากด (หรือจะใช้ปากกาสไตลัสที่ติดอยู่บนเครื่องก็ได้) บนหน้าจอแบบทัชสกีนขนาดใหญ่ หรือเลือกจากสมุดโทรศัพท์ตามที่เราได้ถ่ายโอนมา ในระหว่างที่สนทนานั้น เรายังสามารถเพิ่มเสียง ลดเสียง หรือปิดเสียง (mute) ได้โดยตรงจากหน้าจอ</p>
<p>สำหรับในด้านของการใช้งานมัลติมีเดียนั้น ก่อนอื่นต้องบันทึกข้อมูล (ไฟล์เสียง หรือไฟล์วิดีโอ) ที่จะเล่นลงในเมมโมรี่การ์ดก่อน นั่นหมายความว่า เราต้องถอด SD Card ของตัวแผนทีออกก่อน ดังนั้นเราจึงสามารถทำงานได้ทีละอย่าง เพราะเราไม่สามารถถ่ายข้อมูลเข้าไปหน่วยความจำในเครื่องได้ ส่วนนี้เป็นที่เข้าใจได้ เพราะตัวเครื่อง Pierre Cardin GPS5116 คือเครื่องบอกพิกัดตำแหน่งดาวเทียม ไม่ใช่ออกแบบมาเพื่อดูหนังฟังเพลง แต่ที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ให้มาก็เพื่อในยามที่เราขับรถเหนื่อยล้าแล้ว ยามที่พักผ่อน (ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้จีพีเอสแล้ว) ก็ผ่อนคลายด้วยการดูหนังฟังเพลงบ้าง สำหรับฟอร์แมตเพลงที่ใช้ได้คือ MP3, WMA และ WAV ที่ความถี่สูงสุด 44 kHz. ส่วนฟอร์แมตของวิดีโอที่ใช้ได้คือ MPEG-1, MPEG-4, AVI, WMV, ASF, 3GP และ Divx ส่วนไฟล์ภาพถ่ายนั้นใช้ได้สามฟอร์แมตคือ JPEG, BMP และ PNG การดูหนังฟังเพลงนั้น จะเอาแบบเป็นส่วนตัวก็ใช้หูฟังที่ให้มากับชุดของมัน หรือจะส่งเป็นคลื่นเอฟเอ็มเข้าเครื่องเสียงก็ได้ การบันทึกไฟล์นั้น เราสามารถจัดแยกเป็นแต่ละโฟล์เดอร์ได้เลย เพียงแต่เราเลือกฟังก์ชั่นการทำงานแบบไหน ตัวระบบปฏิบัติการก็จะค้นหาฟอร์แมตที่ถูกต้องให้เราได้โดยไม่มีปัญหา</p>
<p>อย่างที่บอก เครื่องนี้ไม่ได้ออกแบบมาใช้ดูหนังฟังเพลงแบบพกพา ดังนั้น จึงไม่แนะนำใช้เป็นเครื่องมัลติมีเดียพกพา เพราะแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ระยะหนึ่ง ซึ่งไม่ยาวนานนัก แต่ในชุดที่ให้มาจะมีฐานยึดเครื่องในรถ มีสายไฟที่ต่อจากที่จุดบุหรี่ และปลั๊กไฟบ้าน ซึ่งถือว่ามีความพร้อมสรรพสำหรับการเดินทาง</p>
<p>ด้วยการออกแบบที่สวยงามตามแบบฉบับของ Pierre Cardin และโครงสร้างแข็งแรง ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วนสำหรับนักเดินทางบนถนน จากการทดสอบโดยรวมแล้ว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นเพื่อนร่วมเดินทางประจำรถ แม้ว่าเราอาจรู้เส้นทางดีอยู่แล้ว แต่ตัวเครื่องก็สามารถช่วยเราให้เดินทางประหยัดเวลาและค่าน้ำมันได้อีกโดยการเลือกเส้นทางที่ระยะทางสั้นที่สุด สำหรับการเลือกใช้ Pierre Cardin GPS5116 นี้ คุณไม่ได้เลือกเพราะ “อารมณ์” อย่างเดียวแน่นอน หากแต่คุณเลือกด้วยเหตุผลเพราะคุณค่าของมัน</p>
<p><strong>Specification: </strong><br />
CPU                                              Centrality Atlas III<br />
Frequency                                372 MHz.<br />
RAM                                            64 MB<br />
NAND Flash                              64 MB<br />
OS                                                  Windows CE 5.0<br />
Sensitive                                     -156 dBm<br />
Channel                                       20</p>
<p>Accuracy    Position:              &lt;10 meters; Velocity: 0.1m/s;<br />
Time: 0.01s to GPS time</p>
<p>TIFF (Open Sky)    Reacquisition:</p>
<p>0.1 sec, average</p>
<p>Hot Start: 8 sec, average<br />
Warm Start: 29 sec. average<br />
Cold Start: 38 sec. average<br />
Antenna                                    Embedded with optional external antenna<br />
Music                                         MP3, WMA (up to 44 kHz.), WAV<br />
Movie                                        MPEG-1, MPEG-4, AVI, WMV, ASF, 3GP, Divx<br />
Photo                                         JPEG, BMP, PNG<br />
Bluetooth                                 2.4 GHz., Support Phone book, Message, File transfer<br />
FM Transmitter                     87.6 &#8211; 107.9 MHz, 100 kHz step, SNR&gt;68 dB<br />
Screen                                       4.3&#8243; QVGA 480*272 pixels, 65,536 possible colors;<br />
Digital TFT LEC with 4-wire resistive touch panel<br />
Speaker                                     3.5 mm. integrated speaker and stereo headphone jack<br />
SD Card Slot                           Support up to 8 GB.<br />
USB                                            USB 2.0<br />
Max Consumption               360 mA @ 5V (active, mute), 4 mA @ 5V (sleep)<br />
Power                                       5V @ 1.2A (via AC adapter) or 3.7V (via 1000 mAH  lithium polymer batter)</p>
<p>Distributor:                          Grow Rich Enterprise Co., Ltd.</p>
<p>Price:                                       16,900.-baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pierre-cardin-gps5116/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Leona Dphone G315 Multimedia Phone</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/leona-g315/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/leona-g315/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2009 04:04:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Dphone G315]]></category>
		<category><![CDATA[Leona]]></category>
		<category><![CDATA[Multimedia phone]]></category>
		<category><![CDATA[Touch Screen]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=187</guid>
		<description><![CDATA[โทรศัพท์มือถือทุกวันนี้ คงไม่ใช่มีบทบาทเพียงแค่การโทรออก รับสาย และส่งข้อความสั้นบ้าง แต่มันยังต้องสามารถใช้งานด้านการดูหนัง ฟังเพลง การถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ บันทึกเสียง และที่สำคัญที่สุด การออกแบบต้องสวยเฉียบ Leona Dphone รุ่น G315 น่าจะเป็นคำตอบสำหรับวัยแสวงหาในสไตล์ของตัวเอง ด้วยการออกแบบที่สวยงามลงตัวทุกสัดส่วน ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็ก 103.9 x 53.8 x 12.3 มม. บางเฉียบ แต่มี่ขนาดหน้าจอขนาดใหญ่ 2.6 นิ้วแบบสัมผัส (ทัชสกรีน) ตามสมัยนิยมที่กำลังฮ็อตฮิต ตัวเครื่องสีดำมันทำจากพลาสติก ตัดขอบด้วยสีเงินโครเมียม จึงทำให้ผู้เป็นเจ้าของเครื่องสามารถพกพาได้สะดวก ไม่ว่าจะใส่ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋าสตางค์ และที่สำคัญ เมื่อนำออกมาใช้งานแล้วไม่อายใคร ด้วยรูปทรงที่ทันสมัย เนื่องด้วยเป็นโทรศัพท์แบบหน้าจอสัมผัส บนหน้าปัดตัวเครื่องจึงเรียบงาน มีเพียงปุ่มกลมที่อยู่ด้านล่างของหน้าจอเพียงปุ่มเดียวที่ใช้ควบคุมการทำงานทั้งหมด ตัวเครื่องจะปิดตายทั้งหมด ฝาหลังจะเปิดไม่ได้ ดังนั้น การใส่ซิมจึงไม่ต้องเปิดฝา หรือถอดชิ้นส่วนใดๆให้ยุ่งยาก การใส่ซิมนั้น ตัวเครื่องสามารถรองรับสองซิม และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน ซึ่งคงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องมีเบอร์อย่างน้อยสองเบอร์ โดยเบอร์หนึ่งเป็นเบอร์หลักหรือยืนพื้นที่ประกาศต่อชาวโลกว่า นี่คือเบอร์ของฉันนะ ส่วนอีกเบอร์อาจเปลี่ยนไปตามโปรโมชั่น เอาเป็นว่าใครให้ราคาถูก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-188" title="Leona Dphone G315" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/09/leonathaicom_200904091002431.jpg" alt="Leona Dphone G315" width="270" height="270" />โทรศัพท์มือถือทุกวันนี้ คงไม่ใช่มีบทบาทเพียงแค่การโทรออก รับสาย และส่งข้อความสั้นบ้าง แต่มันยังต้องสามารถใช้งานด้านการดูหนัง ฟังเพลง การถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ บันทึกเสียง และที่สำคัญที่สุด การออกแบบต้องสวยเฉียบ</p>
<p>Leona Dphone รุ่น G315 น่าจะเป็นคำตอบสำหรับวัยแสวงหาในสไตล์ของตัวเอง ด้วยการออกแบบที่สวยงามลงตัวทุกสัดส่วน ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็ก 103.9 x 53.8 x 12.3 มม. บางเฉียบ แต่มี่ขนาดหน้าจอขนาดใหญ่ 2.6 นิ้วแบบสัมผัส (ทัชสกรีน) ตามสมัยนิยมที่กำลังฮ็อตฮิต ตัวเครื่องสีดำมันทำจากพลาสติก ตัดขอบด้วยสีเงินโครเมียม จึงทำให้ผู้เป็นเจ้าของเครื่องสามารถพกพาได้สะดวก ไม่ว่าจะใส่ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋าสตางค์ และที่สำคัญ เมื่อนำออกมาใช้งานแล้วไม่อายใคร ด้วยรูปทรงที่ทันสมัย</p>
<p><span id="more-187"></span><br />
เนื่องด้วยเป็นโทรศัพท์แบบหน้าจอสัมผัส บนหน้าปัดตัวเครื่องจึงเรียบงาน มีเพียงปุ่มกลมที่อยู่ด้านล่างของหน้าจอเพียงปุ่มเดียวที่ใช้ควบคุมการทำงานทั้งหมด ตัวเครื่องจะปิดตายทั้งหมด ฝาหลังจะเปิดไม่ได้ ดังนั้น การใส่ซิมจึงไม่ต้องเปิดฝา หรือถอดชิ้นส่วนใดๆให้ยุ่งยาก การใส่ซิมนั้น ตัวเครื่องสามารถรองรับสองซิม และสามารถใช้งานได้พร้อมกัน ซึ่งคงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องมีเบอร์อย่างน้อยสองเบอร์ โดยเบอร์หนึ่งเป็นเบอร์หลักหรือยืนพื้นที่ประกาศต่อชาวโลกว่า นี่คือเบอร์ของฉันนะ ส่วนอีกเบอร์อาจเปลี่ยนไปตามโปรโมชั่น เอาเป็นว่าใครให้ราคาถูก หรือโปรโมชั่นน่าสนใจ ตรงตามความต้องการใช้งาน ก็เปลี่ยนไปเรื่อย เพราะตัวเครื่องสามารถรองรับได้ทั้งระบบ GSM 900 และ 1800 MHz. อยู่แล้ว ส่วนการใส่ซิมนั้น ก็ง่ายๆ เพียงแค่เขี่ยฝาครอบยางออก ด้านบนของตัวเครื่องคือช่องใส่ซิมหลัก หรือซิม1 ซึ่งอยู่ตำแหน่งตรงข้างขนาบข้างด้วยช่องเสียบหูฟังด้านซ้าย และปุ่มรีเซ็ตด้านขวา</p>
<p>ส่วนซิมที่2 จะเสียบตรงช่องใส่ซิมด้านซ้ายมือของตัวเครื่อง โดยทั้งสองช่อง จะมีพิมพ์รูปซิปไว้บริเวณหลังเครื่อง จึงสบายใจได้ว่า จะไม่เสียบถูกเสียบผิดกลับด้าน ส่วนด้านขวามือของตัวเครื่องจะเป็นช่องเสียงสายยูเอสบี เพื่อใช้ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ในการโหลดข้อมูลต่างๆ และยังใช้เป็นสายชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะชาร์จจากไฟบ้านผ่านอะแดปเตอร์ที่ให้มา หรือจากเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น ยังสามารถตั้งให้ตัวเครื่องโทรศัพท์ทำหน้าที่เป็นเว็บแคมได้ด้วย โดยเมื่อเสียบสายยูเอสบีเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แล้ว หน้าจอจะมีเมนูให้เราเลือกว่า เราจะให้มันทำหน้าที่อะไรในระหว่างสามตัวเลือกคือ เป็นที่เก็บข้อมูล (Mass Storage) ซึ่งก็จะทำหน้าที่เป็นเสมือนฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่ง เพื่อให้เราสามารถนำข้อมูลเข้าหรือออกจากเครื่อง ตัวเลือกที่สองคือ ให้มันทำหน้าที่เป็นเว็บแคม ก็คงจะถูกใจสำหรับวัยแชตในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะซึ่งไม่มีแว็บแคมมาให้เหมือนกับโน้ตบุ๊ค และตัวเลือกสุดท้ายสุดท้ายคือ การชาร์จไฟนั้นเอง</p>
<p><strong>The Wave Test<br />
</strong><br />
ตัวเครื่องโทรศัพท์ที่มาจากทางบริษัท จะบรรจุไฟในแบตเตอรี่มา 50% อยู่แล้ว โดยทางบริษัทแนะนำให้ใช้ส่วนนี้ให้หมดก่อน แล้วจึงทำการชาร์จให้เต็มเพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เมื่อเปิดเครื่องแล้ว สิ่งที่ต้องทำคงหนีไม่พ้นการตั้งค่าเบื้องต้นของเครื่องโทรศัพท์ เช่น การตั้งวันเดือนปีของเครื่อง การเลือกชื่อเมือง (กรุงเทพฯ) การตั้งค่าของระบบทั้งสองซิม ส่วนใครใช้แค่ซิมเดียวก็กำหนดให้ใช้ซิมเดียว จะเป็นซิม1 หรือซิม 2 ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรานำซิมใส่ไว้ในช่องไหน และในเมนูการเลือกใช้ซิมยังมีเมนูสุดท้ายคือ “Flight Mode” ซึ่งเป็นโหมดสำหรับคนที่เดินทางบนเครื่องบิน แต่ยังต้องการเปิดเครื่องโทรศัพท์ใช้งานในฟังก์ชั่นอื่นๆ นอกจากโทรศัพท์ เพราะเมื่อเลือกโหมดนี้แล้ว ฟังก์ชั่นของโทรศัพท์จะถูกปิด เพื่อไม่ให้คลื่นไปรบกวนการสื่อสารของเครื่องบิน แต่หน้าที่อื่นๆของตัวเครื่องโทรศัพท์ทั้งหมดยังใช้งานได้ตามปรกติ</p>
<p>ส่วนการตั้งค่าอื่นๆ คงไม่ขอลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากการจัดทำเมนูด้วยไอคอน 14 ตัว โดยแยกเป็นสองหน้าจอ โดยใช้นิ้วเลื่อนเปลี่ยนหน้าจอ หรือจะตั้งระบบเขย่าก็ได้ โดยสามารถกำหนดได้ว่า การเขย่าครั้งหนึ่งจะให้เปลี่ยนภาพ เปลี่ยนเพลง เป็นต้น และแต่ละไอคอนจะมีชุดเมนูย่อยของมันให้เลือก ซึ่งเข้าใจง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้อยู่แล้ว ส่วนภาษาในเมนูจะเลือกเป็นภาษาไทย หรือภาษาอื่นๆก็ตามแต่ถนัดซึ่งมีให้เลือกถึง 10 ภาษา</p>
<p>ในด้านของการใช้งานโทรศัพท์นั้น เสียงเรียกเข้าจะเป็นโพลิโฟนิค 64 เสียง ส่วนการสนทนานั้น คุณภาพเสียงชัดเจนดี สัญญาณคลื่นดี หมดกังวลได้กับปัญหาที่โทรศัพท์เฮ้าส์แบรนด์หลายยี่ห้อมักจะมีปัญหาในจุดนี้ การหมุนโทรศัพท์ด้วยอินเทอร์เฟสปุ่มตัวเลขขนาดใหญ่ และเบอร์ที่เห็นชัดเจน ไม่มีปัญหาสำหรับทุกวัย ถ้าต้องการสะดวกยิ่งขึ้น เราสามารถบันทึกรายชื่อพร้อมเบอร์โทรได้สูงสุดถึง 1500 เบอร์ โดยบันทึกที่ซิมการ์ด 250 ชื่อต่อซิม และในเครื่องอีก 1000 ชื่อ</p>
<p>ในด้านของมัลติมีเดียนั้น ขอทดสองการฟังเพลงก่อน การฟังเพลงเอ็มพี 3 นั้น หน้าจอจะมีรูปมีเดียเพลเยอร์ขั้นมาเป็นแผงควบคุม หรือจะเลือกเมนูสิสต์รายชื่อเพลง เพราะดูเพลงทั้งหมดก็ได้ เราสามารถฟังได้จากลำโพงที่อยู่ด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งให้เสียงค่อนข้างชัดเจนและใสกังวานในย่านเสียงกลางแหลม หรือจะเลือกฟังจากหูฟังก็ได้ โดยทางบริษัทจะมีหูฟังให้มาพร้อมกับตัวเครื่องอยู่แล้ว โดยหูฟังนี้ นอกจากจะใช้ฟังเพลงแล้ว ยังสามารถใช้เป็นสมอลล์ทอล์กได้ด้วย โดยเครื่องโทรศัพท์จะตัดสัญญาณเพลงมีโทรศัพท์เข้า</p>
<p>การเล่นวิดีโอนั้น จะสนับสนุนไฟล์ประเภท MP4 เพียงฟอร์แมตเดียว การเล่นวิดีโอนั้น ภาพมีความสว่าง สีสันสวยงามอยู่ในระดับดี เราสามารถชมวิดีโอได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน เพียงแต่ในระหว่างที่กำลังเล่นวิดีโออยู่นั้น การสลับแนวอาจทำให้ภาพสะดุดเล็กน้อย ส่วนในการรับฟังวิทยุเอฟแอ็มนั้น ก่อนอื่นต้องนำหูฟังมาต่อเข้าเครื่องก่อน เพราะจะต้องอาศัยหูฟังเป็นเสาอากาศรับคลื่น และก็ต้องขอชมว่า สัญญาณการรับคลื่นจัดว่าดีมาก เราสามารถปรับหาคลื่นด้วยตัวเราเองหรือให้ค้นหาอัตโนมัติก็ได้ แต่น่าเสียดายที่สามารถตั้งสถานีล่วงหน้าได้</p>
<div id="attachment_189" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-189 " title="img0018a" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/09/img0018a-300x225.jpg" alt="ตัวอย่างภาพถ่าย" width="270" height="203" /><p class="wp-caption-text">ตัวอย่างภาพถ่าย</p></div>
<p>กล้องที่ติดมานั้น มีความละเอียดสูงสุด 1.3 ล้านพิกเซลตามมาตรฐานโทรศัพท์เฮ้าส์แบรนด์ทั่วไป โดยเลนซ์ถ่ายภาพอยู่ด้านหลังเหนือลำโพง จากการทดสอบถ่ายภาพนั้น ภาพที่ได้มีความละเอียด ความสว่าง และที่สำคัญความถูกต้องของสีสันโดยรวมแล้วจัดว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี และในโหมดนี้ ยังมีเอฟเฟคให้เราเลือกเล่นได้อีก เช่น การถ่ายถ่ายเป็นแบบขาวดำ ซีเปีย เป็นต้น ส่วนความละเอียดของภาพสามารถเลือกได้ 3 ระดับ เลือกถ่ายต่อเนื่อง (Continuous shots) ได้ตั้งแต่ 1-5 ภาพจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพเคลื่อนไหว และยังสามารถเลือกโหมดการถ่ายภาพในกลางวันหรือกลางคืน หรือกล่าวโดยสรุปคือ ในฟังก์ชั่นถ่ายภาพนั้น มีความสมบูรณ์ครบถ้วนไม่แพ้กล้องดิจิตอลแบบคอมแพคทั่วไป นอกจากภาพนิ่งแล้ว เรายังสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอได้อีกด้วย มีข้อสังเกตตรงมุมภาพด้านล่างจะมืด โดยเฉพาะเมื่อปรับความละเอียดสูงสุดจะเห็นชัด</p>
<p>นอกจากฟังก์ชั่นมัลติมีเดียดังที่กล่าวมาแล้ว ความสามารถของตัวเครื่องยังครอบคลุมถึงฟังก์ชั่นการใช้งานสำคัญด้านอื่นๆ เช่น การจัดการงานส่วนตัว อาทิ ปฏิทิน ตารางงานนัดหมาย สิ่งที่ต้องทำ นาฬิกาปลุก การจับเวลา การแปลงหน่วยต่างๆ การแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา การจัดการกับเอกสาร อีบุ๊ค (E-book) และที่ขาดไม่ได้สำหรับโทรศัพท์มือถือคือ เกมคลายเหงา</p>
<p>ส่วนในด้านของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายนั้น สามารถต่อผ่าน WAP และ GPRS แต่ก่อนอื่นต้องสมัครกับค่ายโทรศัพท์มือโทรที่ใช้อยู่ เพื่อขอเปิดใช้บริการก่อน ส่วนหูฟังนั้น หากไม่อยากให้มีสายพะรุงพะรัง ก็สามารถใช้บลูทูธแทนก็ได้</p>
<p>ด้วยราคาในระดับประมาณครึ่งหมื่นบาท กับเครื่องโทรศัพท์ที่มีคุณสมบัติค่อนข้างครบถ้วน และที่สำคัญเป็นโทรศัพท์มัลติมีเดียโฟนแบบทัชสกรีนที่มีการออกแบบสวยงามทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และที่สำคัญมีบริษัทที่ให้การดูแลด้นบริการหลังการขายฟรีอีกหนึ่งปี ก็ต้องถือว่ามีความคุ้มค่าเหมาะกับยุคสมัย</p>
<p><strong>ข้อมูลทางเทคนิค</strong><br />
ขนาดเครื่อง                          103.9 x 53.8 x 12.3 มม.<br />
น้ำหนักประมาณ                   90 กรัม (รวมแบตเตอรี่)<br />
แรงดันไฟแบตเตอรี่             3.7V<br />
ความจุแบตเตอรี่                  Li-ion 1380 mAh.<br />
เวลาเปิดเครื่องรอรับสาย    ประมาณ 50 -150 ชั่วโมง<br />
เวลาโทรต่อเนื่อง                 ประมาณ 3 – 5 ชั่วโมง<br />
ความละเอียดกล้อง            1.3 ล้านพิกเซล<br />
หน่วยความจำ                      1 GB.</p>
<p><strong>ตัวแทนจำหน่าย </strong> บริษัท โกรว์ ริช เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด<br />
<strong>ราคาโดยประมาณ </strong> 4,990 บาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/leona-g315/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Ophone หาญกล้าต่อกรกับ iPhone</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/iphone-ophone/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/iphone-ophone/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Sep 2009 04:43:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[3G]]></category>
		<category><![CDATA[Dell]]></category>
		<category><![CDATA[HTC]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[Lenovo]]></category>
		<category><![CDATA[Ophone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=184</guid>
		<description><![CDATA[ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด iPhone เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจึงตัดสินใจเลือกเอาผู้ให้บริการเบอร์สาม แทนที่จะเป็นเบอร์หนึ่งเหมือนกับหลายๆประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศจีนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อตัวเต็งเบอร์หนึ่งอย่างไชน่า โมบายซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลก คือมีถึง 457 ล้านคน  (มากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศถึง 7 เท่า) งานนี้ไอโฟนตัดสินใจหันไปจูบปากกับไชน่า ยูนิคอม ผู้ให้บริการเบอร์สองของจีน แต่งานนี้ไม่แน่ใจว่าจะต้องเหนื่อยเหมือนกับผู้ให้บริการบางประเทศหรือเปล่า ยิ่งปัญหาในด้านกฎหมายที่ปัจจุบันทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ใช้ไว-ไฟ ดังนั้นไอโฟนเวอร์ชั่นที่ใช้ในจีนจึงต้องตัดฟังก์ชั่นไวไฟออก ทำให้ความน่าสนใจของไอโฟนลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน เบอร์หนึ่งอย่างไชน่า โมบายที่ถูกปฏิเสธจากไอโฟนก็ได้ประสานมือกับผู้ผลิตมือถือร่วมกันกำหนดแพลตฟอร์มใหม่สำหรับโทรศัพท์มือถือภายในชื่อแพลตฟอร์มว่า โอโฟน (OPhone) ซึ่งออกมารองรับกับเครือข่ายของไชน่า โมบายโดยเฉพาะ นั่นคือเครือข่าย 3G TD-SCDMA ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมืองกลางปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ แพลตฟอร์มใหม่นี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของกูเกิลได้อย่างดี นี่จึงเท่ากับว่า ไชน่า โมบายกำลังโดดเดี่ยวไอโฟนเพื่อไม่ให้เหลือที่วางขาในประเทศจีน งานนี้น่าติดตามครับ ใครจะใหญ่มาจากไหนไม่สำคัญ แต่อยากไปแหย่ให้มังกรดื่นก็แล้วกัน เพราะเมื่อไรที่มังกรขยับแล้ว มันจะทำให้โลกทั้งใบขยับตาม จะจริงหรือไม่กาลเวลาเท่านั้นที่บอกได้ครับ ขณะนี้ ผู้ผลิตมือถือที่ผลิตเครื่องสนับสนุนแพลตฟอร์มโอโฟนนี้ก็มี Lenovo, HiSense （海信）, LG, Philip, Dell, HTC , Samsung เป็นต้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_183" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><img class="size-medium wp-image-183 " title="Lenovo OPhone" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/09/lenovo-o1-ophone-300x216.jpg" alt="Lenovo OPhone" width="270" height="194" /><p class="wp-caption-text">Lenovo OPhone</p></div>
<p>ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใด iPhone เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจึงตัดสินใจเลือกเอาผู้ให้บริการเบอร์สาม แทนที่จะเป็นเบอร์หนึ่งเหมือนกับหลายๆประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศจีนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อตัวเต็งเบอร์หนึ่งอย่างไชน่า โมบายซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดในโลก คือมีถึง 457 ล้านคน  (มากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศถึง 7 เท่า) งานนี้ไอโฟนตัดสินใจหันไปจูบปากกับไชน่า ยูนิคอม ผู้ให้บริการเบอร์สองของจีน แต่งานนี้ไม่แน่ใจว่าจะต้องเหนื่อยเหมือนกับผู้ให้บริการบางประเทศหรือเปล่า ยิ่งปัญหาในด้านกฎหมายที่ปัจจุบันทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ใช้ไว-ไฟ ดังนั้นไอโฟนเวอร์ชั่นที่ใช้ในจีนจึงต้องตัดฟังก์ชั่นไวไฟออก ทำให้ความน่าสนใจของไอโฟนลดน้อยลง ในขณะเดียวกัน เบอร์หนึ่งอย่างไชน่า โมบายที่ถูกปฏิเสธจากไอโฟนก็ได้ประสานมือกับผู้ผลิตมือถือร่วมกันกำหนดแพลตฟอร์มใหม่สำหรับโทรศัพท์มือถือภายในชื่อแพลตฟอร์มว่า โอโฟน (OPhone) ซึ่งออกมารองรับกับเครือข่ายของไชน่า โมบายโดยเฉพาะ</p>
<p><span id="more-184"></span></p>
<p>นั่นคือเครือข่าย 3G TD-SCDMA ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมืองกลางปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ แพลตฟอร์มใหม่นี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของกูเกิลได้อย่างดี นี่จึงเท่ากับว่า ไชน่า โมบายกำลังโดดเดี่ยวไอโฟนเพื่อไม่ให้เหลือที่วางขาในประเทศจีน งานนี้น่าติดตามครับ ใครจะใหญ่มาจากไหนไม่สำคัญ แต่อยากไปแหย่ให้มังกรดื่นก็แล้วกัน เพราะเมื่อไรที่มังกรขยับแล้ว มันจะทำให้โลกทั้งใบขยับตาม จะจริงหรือไม่กาลเวลาเท่านั้นที่บอกได้ครับ</p>
<p>ขณะนี้ ผู้ผลิตมือถือที่ผลิตเครื่องสนับสนุนแพลตฟอร์มโอโฟนนี้ก็มี Lenovo, HiSense （海信）, LG, Philip, Dell, HTC , Samsung เป็นต้น ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากไชน่า เทเลคอมเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้เจรจากับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง BlackBerry จากแคนาดา และ Palm จากอเมริกา เพื่อผลิตเครื่องลูกข่ายในแพลตฟอร์มโอโฟน สำหรับโอกาสความเป็นไปของตลาดนั้น จากการสำรวจของพอร์ททัลไซต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนขาก Sina (www.sina.com.cn ) ผลตอบรับจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,161 คน พบว่าร้อยละ 51 ตอบว่า พวกเขาจะซื้อโทรศัพท์แพลตฟอร์มโอโฟนนี้ เนื่องจากประสิทธิภาพและแอพพลิเคชั่นการเขื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดีเยี่ยม</p>
<p>ส่วนทางค่าไชน่า ยูนิคอมนั้น ซึ่งได้รับสิทธิ์ในการทำตลาดไอโฟนจากแอปเปิลเป็นเวลา 3 ปี จะเริ่มเปิดจำหน่ายเครื่องไอโฟนในวันที่ 28 กันยายน ศกนี้ หลังจากที่เปิดให้บริการเครือข่าย 3G ใน 285 เมืองของจีนแล้ว สำหรับยอดขายจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น ทาง Piper Jaffray บริษัทสำรวจตลาดแจ้งว่า ในปีหน้าที่จะถึงนี้ ยอดขายน่าจะอยู่ที่ 3 ล้านเครื่อง</p>
<p>สำหรับราคาค่าเครื่องและค่าบริการในจีนนั้น ราคาเครื่องรุ่น 16 GB. 2999 หยวนต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้าอีก 3000 หยวน (เบ็ดเสร็จคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 30,000 บาท) หรือจะเลือกจ่ายเป็นรายเดือนก็ได้ โดยต้องผูกสัญญาสองปี ในราคาค่าบริการเดือนละ 159 หยวน (คิดแล้วก็เท่ากับผ่อนจ่าย 3,000 หยวนโดยบวกดอกเบี้ยอีก 27%) สรุปแล้วการกำหนดราคาของไอโฟนทั่วโลกเกือบจะไม่แตกต่าง เพียงแต่จะเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรเท่านั้นเอง</p>
<p>ข้อมูลจาก <a href="http://www.thaichinese.net/thaichineseblog/iphone-ophone/" target="_blank">ThaiChinese Blog</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/iphone-ophone/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPhone Nano &#8211; low-price iPhone launched in Q2?</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Jan 2009 08:39:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[3G]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[iPod nano]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=58</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ข่าวคราวที่แพร่สะพัดในวงการสื่อต่างประเทศคือ ข่าวเกี่ยวกับแอปเปิลจะออกโทรศัพท์มือถือ iPhone เวอร์ชั่นใหม่ในราคาถูก โดยคาดกันว่า จะกำหนดวางตลาดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยจาก Craig Berger นักวิเคราะห์ของบริษัท Friedman, Billings, Ramsey &#38; Co โดยระบุว่า เป็นการวิเคราะห์จากความเคลื่อนไหววงในของแอปเปิลและห่วงโซ่อุปทานของแอปเปิลเอง สำหรับโทรศัพท์ iPhone เวอร์ชั่นนี้ เป็นที่เรียกขานกันว่า iPhone Nano ในหมู่ชาวเน็ตทั้งหลาย จะมีขนาดที่เล็กกว่า iPhone รุ่นปัจจุบัน และเป็นไปได้อาจมีการตัดฟังค์ชั่นบางอย่างออกไป โดยเบอร์เจอร์ (Berger) เชื่อว่า โทรศัพท์รุ่นนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่เตรียมการจะวางตลาดประมาณไตรมาสที่ 2 นี้ค่อนข้างแน่นอน จากวิกฤตด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้น การออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นราคาต่ำอาจเป็นแนวทางที่จะกอบกู้ฐานะ และรักษาฐานของตัวเอง โดยเฉพาะ การขยายเข้าสู่ตลาดในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งนอกจากการออก iPhone เวอร์ชั่นราคาต่ำแล้ว กระแสข่าวยังระบุด้วยว่า ทางแอปเปิลยังได้วางแผนที่จะออก iPod Shuffle และคอมพิวเตอร์ MacBook ในเวอร์ชั่นราคาถูกออกมาประมาณปลายปีนี้ด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-59" title="iphone_nano" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2009/01/iphone_nano-300x225.jpg" alt="iphone_nano" width="300" height="225" />ช่วงนี้ข่าวคราวที่แพร่สะพัดในวงการสื่อต่างประเทศคือ ข่าวเกี่ยวกับแอปเปิลจะออกโทรศัพท์มือถือ iPhone เวอร์ชั่นใหม่ในราคาถูก โดยคาดกันว่า จะกำหนดวางตลาดในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยจาก <span>Craig Berger </span>นักวิเคราะห์ของบริษัท <span>Friedman, Billings, Ramsey &amp; Co โดยระบุว่า เป็นการวิเคราะห์จากความเคลื่อนไหววงในของแอปเปิลและห่วงโซ่อุปทานของแอปเปิลเอง</span></p>
<p><span><span id="more-58"></span>สำหรับโทรศัพท์ iPhone เวอร์ชั่นนี้ เป็นที่เรียกขานกันว่า iPhone Nano ในหมู่ชาวเน็ตทั้งหลาย จะมีขนาดที่เล็กกว่า iPhone รุ่นปัจจุบัน และเป็นไปได้อาจมีการตัดฟังค์ชั่นบางอย่างออกไป โดยเบอร์เจอร์ (Berger) เชื่อว่า โทรศัพท์รุ่นนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนที่เตรียมการจะวางตลาดประมาณไตรมาสที่ 2 นี้ค่อนข้างแน่นอน</span></p>
<p><span>จากวิกฤตด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกานั้น การออกผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นราคาต่ำอาจเป็นแนวทางที่จะกอบกู้ฐานะ และรักษาฐานของตัวเอง โดยเฉพาะ การขยายเข้าสู่ตลาดในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งนอกจากการออก iPhone เวอร์ชั่นราคาต่ำแล้ว กระแสข่าวยังระบุด้วยว่า ทางแอปเปิลยังได้วางแผนที่จะออก iPod Shuffle และคอมพิวเตอร์ MacBook ในเวอร์ชั่นราคาถูกออกมาประมาณปลายปีนี้ด้วย<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/iphone-nano/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

