<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Audio Resource Blog &#187; Home AV.</title>
	<atom:link href="http://www.audioresource.net/blog/category/home-av/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.audioresource.net/blog</link>
	<description>The Audiophiles&#039; Resource</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Jun 2011 05:20:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ViVO Cool! – The Cool Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 13:30:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTD1073DD+]]></category>
		<category><![CDATA[ViVO Cool]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=470</guid>
		<description><![CDATA[ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-471" title="ViVO Cool" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/ViVO-Cool-300x225.jpg" alt="" width="270" height="203" /></a>ถือเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟที่มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสรรหาผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆมาตอบสนองความต้องการของแฟนๆอย่างไม่ขาดสาย คงทำให้ผู้บริโภคสบายใจได้ที่ซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟจากตัวแทนที่ทำตลาดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประเภททำเป็นสินค้าเสริมตามกระแส จึงขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่กำลังกล่าวถึงคือ บริษัท ดิจิตอล โปร จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องเล่นไฮเดฟ ViVo</p>
<p><span id="more-470"></span><br />
หลังจากที่ได้ผ่านตากับประสิทธิภาพของ ViVO Cute เครื่องเล่นไฮเดฟจิ๋ว แต่คุณภาพคับกล่องมาแล้วใน The Wave เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้ทางตัวแทนจำหน่ายได้นำเอารุ่นใหม่ที่ไฉไลยิ่งขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดูเพรียวบาง ฉีกกรอบรูปร่างเดิมๆที่เราเห็นกันจนชินตา คือ เป็นกล่องหนาในขนาดที่แทบจะเท่าหรือใกล้เคียงกัน แต่ ViVO Cool! รุ่นนี้มาในสลิมเคส กล่องที่มีความหนาเพียง 4.5 ซม.โดยประมาณ (รวมยางรองฐาน) แต่จะเพิ่มพื้นที่ด้านกว้างและลึก เพื่อประโยชน์ใช้สอยและการระบายความร้อนที่ดี ด้านนอกตัวกล่องปิดด้วยพลาสติก และด้านหน้าจะเป็นพลาสติกดำโปร่ง ภายในเป็นจอแสดงผลด้วยไฟแอลอีดีสีฟ้าขนาดใหญ่ ดังนั้นเมื่อตั้งวางหรือเปิดเครื่อง จึงแลดูสวยงาม โดดเด่นด้วยแสงไฟสีฟ้าที่อ่านง่าย แม้จะอยู่ห่างจากตัวเครื่องก็ตาม</p>
<p>แม้ว่าตัวกล่องจะห่อหุ้มด้วยพลาสติก และมีขนาดบาง แต่ตัวเครื่องก็ไม่ได้ติดตั้งพัดลมระบายความร้อนมาแต่อย่างใด เนื่องจากด้านล่างจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม อันเป็นแชสซีติดตั้งแผงวงจร จึงทำหน้าที่ระบายความร้อนไปในด้วย ในขณะที่ตัวแผ่นอะลูมิเนียมจะมีการเจาะช่องระบายค่อนข้างโปร่ง นอกจากนั้น ในตัวกล่องเองก็มีช่องระบายอากาศเจาะไว้ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าที่เป็นหน้าปัดแสดงผล ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อน เพราะจากที่ทดสอบชมภาพยนตร์โฮเดฟต่อเนื่องหลายชั่วโมงติดต่อกัน ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความเงียบสงัด ไม่มีเสียงรบกวนใดๆทำให้เสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์เลย</p>
<p>ในด้านของชิปประมวลผลของ ViVO Cool! ยังคงเป็นรุ่น RTD1073DD+ ของ Realtek แต่เนื่องจากเป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนาจากรุ่นก่อนๆ เราจึงสามารถเล่นไฟล์จากสื่ออื่นนอกจากฮาร์ดดิสก์ เช่น จากเครื่องเล่นดีวีดี ฮาร์ดดิสก์ ที่ต่อกับช่องยูเอสบี และพวก SD Card ดังนั้น ตัวViVO Cool! จึงติดตั้งช่องอ่าน SD Card มาด้วย พร้อมกับช่องต่อยูเอสบี 2 ช่อง และช่องต่อ eSATA สำหรับฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ต่อภายนอก 1 ช่อง เนื่องจากตัวเครื่องจะไม่มีพื้นที่ติดตั้งฮาร์ดดิสก์ภายในตัวเครื่อง จึงต้องใช้ฮาร์ดดิสก์ภายนอกอย่างเดียว</p>
<p>ช่องต่อสายสัญญาณต่างๆนั้น ให้มาทั้งแบบ HDMI, Component, Composite, Optical, Ethernet (LAN) ให้เลือกใช้ตามประสงค์ ที่จะขาดหายไปก็คือช่องต่อสายโคแอคเชียล (Coaxial) นอกจากช่อง Ethernet สำหรับต่อ LAN แบบมีสายแล้ว เรายังสามารถใช้ไวเลสแลนได้ด้วยโดยเสียบ Wireless LAN Adapter เข้าช่องยูเอสบี</p>
<p><strong>Cool Interface! </strong><br />
หน้าตาเมนูต่างๆของ ViVO Cool! จะแตกต่างจากรุ่นก่อนๆที่เคยทดสอบมา โดยรุ่นนี้จะออกโทนน้ำตาลทอง จัดหมวดหมู่เมนูเข้าใจง่ายตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือภาษาไทยมีความสวยงามและวางอักขระถูกต้อง การตรวจสอบอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงนั้น ตัวเครื่องสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และจะแจ้งชื่อยี่ห้ออุปกรณ์ที่ต่อเข้าทางยูเอสบี (ในกรณีที่เป็นยี่ห้อชั้นนำอันเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เช่น Seagate, WDC, Kingston, Samsung เป็นต้น) การจัดการไฟล์ต่างๆในสื่อบันทึกก็ทำได้ง่ายด้วยการวางรูปแบบ user interface ที่ไม่สับสน เราจึงสามารถก็อปปี้ไฟล์ไปมา หรือลบไฟล์ทิ้งได้เพียงกดรีโมท</p>
<p>สำหรับตัวรีโมทนั้น ต้องขอชมเชยในด้านการออกแบบ นอกจากขนาดและปุ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะและใช้งานสะดวกแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ ความไวในการรับส่งสัญญาณระหว่างตัวรีโมทกับตัวเครื่อง ซึ่งฟิลลิ่งในการกดไม่แตกต่างจากรีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปอย่างทีวีหรือเครื่องเล่นดีวีดีเลย เพราะเราไม่จำเป็นต้องจ่อรีโมทยิงตรงๆ โดยตัว ViVO Cool! มีมุมรับสัญญาณที่กว้าง จนแทบจะเรียกได้ว่า แค่หยิบรีโมทมากดก็สั่งงานได้ถูกต้องไม่พลาด</p>
<p><strong>Cool Performance!</strong><br />
หลังจากที่ต่อสาย HDMI และตั้งค่าต่างๆเรียบร้อย ก็ได้เวลาของป๊อบคอร์น เออ..ชมภาพยนตร์กันแล้ว ขอเริ่มจากภาพยนตร์แนวแอคชั่น Terminator Salvation ในฟอร์แมต mkv 1080p พร้อมระบบเสียง DTS 5.1 เพราะจะได้ทดสอบทั้งภาพและเสียง ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีฉากแสงสลัวค่อนข้างมาก ด้วยความละเอียดที่ RTL1073 สามารถถ่ายทอดออกมานั้น รายละเอียดต่างๆในฉากมืดเหล่านี้จึงสามารถมองเห็นได้ค่อนข้องดี ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบนใบหน้า หรือสิ่งต่างๆที่อยู่ในฉากหลัง ด้วยความละเอียดของการไล่เฉดสีและความสว่าง จึงไม่ทำให้จมกองเป็นส่วนเดียวกันหมด</p>
<p>สำหรับรายละเอียดในฉากสว่างและแสงปรกติภายในอาคารนั้น จะพิสูจน์ได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Summer Palace” ที่ทาง CCTV ของจีนสร้างขึ้นในระดับไฮเดฟ ในฉากสว่างนั้น ดอกบัวในสระน้ำจะเห็นรายละเอียดของกลีบบัวทีมีความเป็นสีชมพูสดเหมือนธรรมชาติ เมื่อย้อนแสงแล้วจะให้ความใสจนมองเห็นใยกลีบลึกลงไปถึงท่อน้ำเลี้ยง เมื่อเข้าไปสู่ในท้องพระโรง เราคงนึกภาพออกว่า โดยปรกติพระราชวังของจีนจะมีสีสันที่ฉูดฉาด หลากหลายสีปะปนกัน และจะมีรูปแกะสลับบนเสา ภาพเขียนบนเพดาน แม้จะบอกว่าด้วยเทคโนโลยีในการถ่ายทำจึงทำให้เก็บรายละเอียดทุกสีทุกรายละเอียดได้อย่างดีก็ตาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การถ่ายทอดออกมาทางจอโทรทัศน์นั้น ถ้าหากขาดเสียอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงพอแล้ว ย่อมไม่อาจถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เวลาผมดูสารคดีเครื่องนี้ผ่าน ViVO Cool! แล้ว ทำให้มีความรู้สึกถึงกำลังดูภาพยนตร์ที่ถ่ายทำมาแบบ 3D เพราะความละเอียดและความชัดลึกนั่นเอง</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น สามารถถ่ายทอดออกมาได้กระหึ่ม ได้บรรยากาศสมจริงดีมาก โดยตัวเครื่องแล้ว สามารถถ่ายทอดระบบเสียง DD, DTS, TrueHD ได้ เวลาชมภาพยนตร์แอคชั่นอย่าง Terminator, Iron Man, JI Joe, Transformer สามารถเก็บเกี่ยวความมัน ความสนุกได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในระหว่างที่ชมภาพยนตร์อยู่นั้น หากต้องการเปลี่ยนเสียง คำบรรยาย ก็สามารถกดปุ่ม Menu บนรีโมทเลือกเปลี่ยนได้เลย โดยไม่ต้องอารมณ์เสียกับจอมืดหรือสะดุดในระหว่างเปลี่ยน ส่วนใครที่มีภาพยนตร์ “ลับ” เป็นการส่วนตัว ก็สามารถเข้ารหัสโฟล์เดอร์ที่เก็บได้โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาของแจมดูด้วย</p>
<p><strong>Cool Media Center!</strong><br />
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอชมสำหรับผลิตภัณฑ์ของ ViVO ก็คือ การให้ความสำคัญกับข่าวสารภาษาไทย ซึ่งเป็นเช่นนี้ตั้งแต่รุ่น Cute ที่ได้ทดสอบก่อนหน้านั้นแล้ว ตัว ViVO Cool! นี้ก็เช่นกัน เราสามารถเข้าไปดูข่าวภาษาไทย/อังกฤษจากสื่อไทยชั้นนำผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นไทยรัฐ มติชน กรุงเทพธุรกิจ Nation, Bangkok Post และอื่นๆอีกมากมายจนจำกันไม่หวาดไม่ไหว และผมลองเข้าไปดูแต่ละสื่อ ก็มีตั้งข่าวสดๆร้อน บทวิเคราะห์ ข่าวที่ผ่านมาวันสองวันแล้ว ส่วนใครอยากฟังเพลงจากเน็ต ก็มีวิทยุอินเทอร์เน็ตทั้งไทยและเทศให้ได้รับฟังกันเป็นร้อยๆสถานี นอกเหนือจากนี้ เว็บยอดนิยมอย่าง YouTube, Picasa, Flickr, Weather เหล่านี้ยังอยู่ครบ</p>
<p>ในด้านการต่อเน็ตนั้น นอกจากแลนมีสายแล้ว ยังสามารถต่อแบบไร้สารได้โดยเสียบตัวอะแดปเตอร์เข้าช่องยูเอสบี แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถนำเอาอะแดปเตอร์ไร้สายยี่ห้ออื่นๆมาเสียบใช้ได้ เพราะตัวที่ทดลองนั้นจะเป็นตัวที่ใช้ชิปเซ็ตของ RTL8191S ซึ่งมาจากค่าย Realtek เหมือนกัน ผมเข้าใจว่าทางเรียลเทคคงติดตั้งไดร์ฟเวอร์ฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์แล้ว ส่วนยี่ห้ออื่นๆนั้น เนื่องจากร้อยพ่อพันแม่ จึงไม่อาจที่จะนำเอาไดร์ฟเวอร์ของทุกยี่ห้อมาบรรจุใส่ในเฟิร์มแวร์ เพราะพื้นที่หน่วยความจำมีจำกัด อีกอย่างเฟิร์มแวร์ยิ่งใหญ่ ยิ่งซับซ้อน โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูง ดังนั้น ถ้าหากไม่อยากลากสายแลนจริงๆ ก็คงต้องซื้อตัวอะแดปเตอร์จากตัวแทนจำหน่าย</p>
<p><strong>That’s Cool!</strong><br />
สำหรับเครื่องเล่นไฮเดฟในระดับราคาต่ำกว่าหกพันบาทนั้น ViVO Cool! อาจไม่ได้กินขาดในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานเหนือคู่แข่ง เนื่องด้วยฐานตัวชิปเซ็ตเดียวกัน แต่มูลค่าเพิ่มที่ให้มา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารจากสื่อไทยค่ายต่างๆ การออกแบบที่สวยงามลงตัว และรีโมทคอนโทรลที่เป็น“รีโมทจริงๆ” คือมีความไวและรับสัญญาณได้ในมุมกว้าง และสุดท้ายคือการรับประกัน 2 ปี และเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่ในช่วงหกเดือนแรกจากตัวแทนจำหน่าย ผมคงกล่าวอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจาก That’s Cool!<br />
<strong><br />
Specifications:</strong><br />
<em>Video </em><br />
Chipset    Realtek RT1073DD+ RAM 128 MB.<br />
Video Resolution    1080p<br />
Video Codec Support    MPEG-1, HD MPEG-2, HD-MPEG-4 SP/ASP/AVC (H.264), WMV9, RM/RMVB)<br />
Content Formats    *AVI/MKV/TS/TP/TRP/M2TS/MPG/MP4/MOV/M4V/VOB/ISO/IFO/DAT/<br />
WMV/ASF/RM/RMVB/FLV<br />
*MP3/OGG/WMA/WAV/AAC/FLAC<br />
*HD JPEG/BMP/GIF/TIF/PNG</p>
<p><em>Subtitle</em><br />
Subtitle Format    SRT, SMI, SSA, ASS, IDX./SUB, SUB</p>
<p><em>Audio </em><br />
Audio Codec    MP2/3M IGG Vi\orbis, WMA, PCM, LPCM, MS-ADPCM, LC-AAC, HE-AAC, COOK, RA-Lossless</p>
<p><em>Connectivity </em><br />
HDMI Out    1<br />
HDMI CEC    No<br />
Optical Out    1<br />
Coaxial Out    No<br />
Analog Audio Out    2 Ch<br />
Extra Input    USBx2 , eSATAx1 , SD-Cardx1</p>
<p><em>Internet &amp; Network </em><br />
Internet Service    Yes<br />
LAN    1<br />
Wireless     Yes<br />
<strong><br />
Distributor</strong>: Digital Pro Co., Ltd. Tel: 02-863-1458 08-0306-4441<br />
<strong>Price: 5,500.-baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cool/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Glasses-free 3D TV (โทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่น)</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 12:14:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[3D TV]]></category>
		<category><![CDATA[Auto Stereocopic]]></category>
		<category><![CDATA[Glasses-free 3D TV]]></category>
		<category><![CDATA[TCL]]></category>
		<category><![CDATA[Toshiba]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=465</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2010 ถือเป็นปีที่คึกคักสำหรับตลาดโทรทัศน์ 3D ในบ้านเรา ซึ่งผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อต่างก็เข็นเอาเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติเข้ายึดหัวหาดกันตลอดทั้งปี แต่ก็ดูเหมือนจะคึกคักไปได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากหลายคนได้สัมผัสกับของจริงแล้ว ต่างมีความรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่” เนื่องจากการชมภาพสามมิติกับแว่นตาส่วนใหญ่จะรู้สึกมึนงงไม่มากก็น้อย เนื่องจากความเคลื่อนไหวของภาพยังคงไม่สมูธไหลลื่นดีเป็นธรรมชาติ บางยี่ห้อก็ภาพสะดุดเมื่อมีการขยับมุมแว่นตา ส่วนในด้านของซอฟต์แวร์นั้น แม้ว่าจะเริ่มมีภาพยนตร์ระบบ 3D ออกมาไม่ขาดระยะก็ตาม แต่คิดว่าตลาดจะถึงจุดที่เติบโตจริงๆคงต้องรอให้พัฒนาระบบภาพสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นนั่นแหละถึงจะ “ใช่เลย” แม้ว่าโตชิบาจะแนะนำเครื่องรับโทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่นให้เห็นแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นจอขนาดเล็กเพียงสิบกว่านิ้ว เหตุผลคือ เทคนิคการสร้างภาพสามมิติแบบ Auto Stereocopic นั้น ตัวจอจะทำหน้าที่หักเหข้อมูลภาพออกเป็นข้างซ้ายและขวาแทนที่จะใช้แว่นในการเปิดปิดซ้ายขวา วิธีนี้ทำให้การชมต้องอยู่ในตำแหน่งและระยะที่ตายตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการชมในครอบครัว ดังนั้น เราจึงเห็นอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเกมและโทรศัพท์มือถือนำระบบนี้มาใช้จึงไม่มีปัญหา และอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อแยกสัญญาณภาพเป็นซ้ายขวา ทำให้ความละเอียด Full-HD ที่1920&#215;1080 พิกเซลก็จะลดลงเหลือเพียง 960 พิกเซลเท่านั้น ดังนั้น การนำเทคนิค Auto Stereocopic มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสมบูรณ์นั้น ก็ต้องพัฒนาความละเอียดของภาพให้เป็น 4 เท่าของFull-HD หรือ 4K ในระบบ 2D และเมื่อชมในระบบ 3D แล้วก็จะได้ความละเอียดแบบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_466" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-466 " title="toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/toshiba-glass-free-3d-tv-at-CES-2011-2-300x221.jpg" alt="" width="270" height="199" /></a><p class="wp-caption-text">Toshiba Glass-free 3D TV</p></div>
<p>ปี 2010 ถือเป็นปีที่คึกคักสำหรับตลาดโทรทัศน์ 3D ในบ้านเรา ซึ่งผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อต่างก็เข็นเอาเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเล่นบลูเรย์ระบบสามมิติเข้ายึดหัวหาดกันตลอดทั้งปี แต่ก็ดูเหมือนจะคึกคักไปได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากหลายคนได้สัมผัสกับของจริงแล้ว ต่างมีความรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่” เนื่องจากการชมภาพสามมิติกับแว่นตาส่วนใหญ่จะรู้สึกมึนงงไม่มากก็น้อย เนื่องจากความเคลื่อนไหวของภาพยังคงไม่สมูธไหลลื่นดีเป็นธรรมชาติ บางยี่ห้อก็ภาพสะดุดเมื่อมีการขยับมุมแว่นตา ส่วนในด้านของซอฟต์แวร์นั้น แม้ว่าจะเริ่มมีภาพยนตร์ระบบ 3D ออกมาไม่ขาดระยะก็ตาม แต่คิดว่าตลาดจะถึงจุดที่เติบโตจริงๆคงต้องรอให้พัฒนาระบบภาพสามมิติโดยไม่ต้องสวมแว่นนั่นแหละถึงจะ “ใช่เลย” แม้ว่าโตชิบาจะแนะนำเครื่องรับโทรทัศน์ 3D แบบไม่ต้องสวมแว่นให้เห็นแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นจอขนาดเล็กเพียงสิบกว่านิ้ว เหตุผลคือ เทคนิคการสร้างภาพสามมิติแบบ Auto Stereocopic นั้น ตัวจอจะทำหน้าที่หักเหข้อมูลภาพออกเป็นข้างซ้ายและขวาแทนที่จะใช้แว่นในการเปิดปิดซ้ายขวา วิธีนี้ทำให้การชมต้องอยู่ในตำแหน่งและระยะที่ตายตัวซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการชมในครอบครัว ดังนั้น เราจึงเห็นอุปกรณ์ขนาดเล็กอย่างเครื่องเล่นเกมและโทรศัพท์มือถือนำระบบนี้มาใช้จึงไม่มีปัญหา และอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อแยกสัญญาณภาพเป็นซ้ายขวา ทำให้ความละเอียด Full-HD ที่1920&#215;1080 พิกเซลก็จะลดลงเหลือเพียง 960 พิกเซลเท่านั้น</p>
<p><span id="more-465"></span></p>
<p>ดังนั้น การนำเทคนิค Auto Stereocopic มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและสมบูรณ์นั้น ก็ต้องพัฒนาความละเอียดของภาพให้เป็น 4 เท่าของFull-HD หรือ 4K ในระบบ 2D และเมื่อชมในระบบ 3D แล้วก็จะได้ความละเอียดแบบ Full-HD ซึ่งโทรทัศน์ 3D แบบไม่ใช่แว่นของโตชิบาก็เป็นเช่นนี้ ในขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ทางโตชิ</p>
<div id="attachment_467" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/201004290923015402-2.jpg"><img class="size-medium wp-image-467 " title="TCL TD42F Glasses-free 3D TV" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/201004290923015402-2-300x192.jpg" alt="" width="270" height="173" /></a><p class="wp-caption-text">TCL TD42F Glasses-free 3D TV</p></div>
<p>บาได้นำโทรทัศน์ Glasses-free 3D TV ขนาด 56” และ 65” ออกโชว์ในงาน CES 2011 หลังจากที่โชว์เครื่องขนาด 12” และ 20” ในงาน CEATEC โตเกียวมาแล้ว ส่วนโซนีเลือกที่จะลงเล่นในตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์แบบพกพา (Portable Blu-ray Disc Player) แบบสามมิติไม่ต้องสวมแว่น ในขณะที่ทางซัมซุงเองก็มีข่าวจะเข็นเอาโทรทัศน์แบบ Auto Stereocopic ออกมาเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมดังเช่นค่ายโตชิบา ค่ายนี้ดูเหมือนจะชอบซุ่มเงียบเหมือนโทรทัศน์ 3D ที่วางตลาดอยู่ตอนนี้ ก่อนวางตลาดนั้น ข่าวที่ออกมาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ผลิตค่ายญี่ปุ่นเสียส่วนใหญ่ สุดท้ายซัมซุงก็เข้ายึดหัวหาดก่อนใครเพื่อน</p>
<p>แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เครื่องรับโทรทัศน์จากค่ายจีนแผ่นดินใหญ่ที่เราแทบจะไม่เคยได้ยินข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับ 3D เลย อย่างยี่ห้อ TCL ที่มีจำหน่ายในบ้านเราด้วยกลับมีการวางขายโทรทัศน์แบบ Auto Stereocopic หรือแบบไม่ต้องสวมแว่นตั้งแต่ปลายปี 2010 ที่ผ่านมาแล้ว และมีขนาดไม่ใช่เล็กด้วย คือใหญ่ถึง 42 นิ้วในรุ่น TCL TD42F แต่ราคาเห็นแล้วก็ต้องหนาวเช่นกัน คือประมาณ 900,000 บาทไทย น่าจะเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ที่แพงที่สุดก็ว่าได้ ดูจากแนวโน้มข้างต้นแล้ว คงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า เครื่องโทรทัศน์แบบ 3D คงย้ายสมรภูมิมาสู้กันบนเทคโนโลยี Auto Stereocopic แทน สำหรับใครที่ซื้อเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D ไปแล้วคงไม่ต้องเสียใจ เพราะกว่า Auto Stereocopic จะพัฒนาให้คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องขนาดใหญ่ ในราคาที่รับได้ คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะพอสมควร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/glasses-free-3d-tv-%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c-3d-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cube X-zyte Pro500R – the Excitement of Recordable Hi-def Player</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Feb 2011 11:55:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[Cube]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[RTL1283DD+]]></category>
		<category><![CDATA[X-Zyte Pro 500r]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้ Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-463" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Cube X-Zyte Pro500r" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/02/Cube-X-Zyte-Pro500r-300x202.jpg" alt="Cube X-Zyte Pro500r" width="270" height="182" /></a>เอ่ยถึงชื่อ Cube เชื่อว่าหลายคนรู้จัก แต่มีอีกหลายคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อนี้ ความจริงชื่อนี้เข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยมาหลายปีแล้ว โดยจะเน้นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมัลติมีเดียโดยเฉพาะ อย่างเช่นหูฟัง ลำโพง เครื่องนำทางด้วยพิกัดดาวเทียมหรือ GPS Navigator และล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้เพิ่มเครื่องเล่น Harddisk Multimedia Player หรือที่พวกเราร่วมใหญ่เรียกกันสั้นๆจนติดปากคือ เครื่องเล่นไฮเดฟนั่นเอง</p>
<p>Cube ได้แนะนำเครื่องเล่นไฮเดฟทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่น Cube X-zyte Pro300 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มาพร้อมชิปเซ็ต RTL1073 และรุ่น Cube X-zyte Pro500R ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มาพร้อมชิปเซ็ตตัวใหม่ล่าสุดของ Realtek RTL1283DD+ และหน่วยความจำ DDR2 ความจุ 256 MB. ซึ่งสูงว่าหน่วยความจำของเครื่องเล่นทั่วไปที่มีเพียง 128 MB. เท่านั้น ชิปเซ็ตรุ่นนี้นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นภาพยนตร์แบบ Full-HD ให้มีความไหลลื่นได้ดีและสีสันที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการบันทึกรายการโทรทัศน์ในความละเอียดสูงได้ด้วย โดยสามารถตั้งเวลาบันทึกตามช่วงเวลาที่ต้องการได้<br />
<span id="more-462"></span><br />
Cube X-zyte Pro500R มาในกล่องอะลูมิเนียมปัดหยาบสีดำ ด้านหน้าเป็นแผ่นพลาสติกดำ สกรีนโลโก X-zyte และสัญลักษณ์ต่างๆแบบเรืองแสง ส่วนตัวโลโกของ Cube จะเป็นไฟแอลอีดีเรืองแสงเมื่อเปิดเครื่อง พร้อมกับไฟบอกสถานะอื่นๆ แต่จะไม่มีตัวหนังสือแสดงผลบนหน้าจอ ในด้านของการติดตั้งฮาร์ดดิสก์นั้น ได้ออกแบบในลักษณะของลิ้นชักเลื่อนเข้าออกได้โดยไม่ต้องอาศัยไขควงหรือขันน็อตเลย เราสามารถนำเอาฮาร์ดดิสก์แบบ SATA ความจุสูงสุด 2 TB. วางในลิ้นชัก ซึ่งจะมีเดือยหรือปุ่มหมุดที่ตรงรูสำหรับขันน็อตของฮาร์ดดิสก์พอดี เมื่อเลื่อนเข้าเครื่อง ก็เท่ากับหมุดยึดทั้งสองข้างก็จะบีบเข้าหายึดแน่นพอดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะดวกมาก เมื่อดันลิ้นชักเข้าไปจนสุดแล้ว ก็จะล็อกโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเซียนคอมพิวเตอร์หรือมือใหม่หัดขับก็สามารถทำเองได้อย่างง่ายดาย</p>
<p>หลังจากติดตั้งฮาร์ดดิสก์เรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่ฮาร์ดดิสก์ที่ซื้อมาใหม่จะยังไม่ได้ผ่านการฟอร์แมตหรือการจัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เรื่องนี้ก็เช่นกัน Cube X-zyte Pro500R จะช่วยจัดการให้โดยที่เราไม่ต้องมีความรู้อะไรเลย เมื่อเปิดเครื่องแล้ว ตัวเครื่องจะใช้เวลาบูทเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่รู้สึกว่าต้องรอคอยเลย เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว จะตรวจสอบสื่อเก็บข้อมูลที่ติดตั้งกับเครื่องนี้ หากฮาร์ดดิสก์ยังไม่ได้ฟอร์แมต ก็จะแจ้งให้เราทราบทันที เราเพียงกดยืนยันที่รีโมทเท่านั้น ตัวเครื่องก็จะจัดการให้เราเสร็จสรรพภายในไม่กี่นาที นอกจากฮาร์ดดิสก์ที่ติดตั้งมาภายในเครื่องแล้ว เรายังสามารถติดตั้งฮาร์ดดิสก์แบบต่อภายนอกผ่านทางยูเอสบีซึ่งให้มาทั้งหมดสองช่อง ทำให้เราสามารถนำเอาอุปกรณ์อื่นๆแบบยูเอสบีเสียบใช้งานได้ด้วย เช่นแฟลชไดร์ฟ เครื่องดีวีดีแบบพกพาของโน้ตบุ้ค หรือไวเลสแลน (Wireless LAN Dongle) นอกจากนั้น ยังมีช่องอ่านเมโมรีการ์ด (Card Reader) ติดตั้งมาทางด้านขวาของเครื่อง</p>
<p>ก่อนที่จะใช้งานนั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการตั้งค่าต่างๆ โดยเฉพาะด้านภาพและเสียง ในส่วนของระบบเสียงนั้น จะมีการตั้งค่า Night Mode หลายคนอาจงงๆว่ามันเกี่ยวกับเสียงอย่างไร คือ ถ้าหากเปิดใช้ฟังก์ชั่นนี้ เสียงที่ออกมาจะลดระดับความดังลงสำหรับยามวิกาลตามชื่อโหมด ส่วนในด้านของเสียงเซอร์ราวด์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราต่อกับสายสัญญาณประเภทไหน ซึ่งมีทั้ง HDMI, SPDIF และ Coaxial และอีกอย่างคือ เราต่อเข้า A/V Receiver หรือไม่ นั่นคือ เราจะต้องเลือกว่าจะใช้ระบบเสียงแบบ LPCM หรือ RAW นั่นคือ จะให้เสียงออกทางทีวีหรือว่าผ่านไปทางเอวีแอมป์ เพราะถ้าหากเลือกผิดแล้ว จะหงุดหงิดเอาจากระบบเสียง 5.1 แชนแนลกลายเป็น 2 แชนแนล แล้วพาลไปตำหนิเอากับเครื่องเล่นว่าใช้ไม่ได้เสียอีก ส่วนเรื่องภาษาของเมนูนั้น คงไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเปิดพจนานุกรมเล่นกัน เพราะมีภาษาไทยรวมทั้งภาษาอื่นๆอีกมากมายให้เลือก ว่ากันตามถนัดของแต่ละคน</p>
<p><strong>The Excitement of Hi-def Quality</strong><br />
สิ่งที่ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับ Cube X-zyte Pro500R คือความอิ่มของสีสันที่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ ด้วยโทนสีดำที่มีความเข้มมากขึ้น และการไล่เฉดสีที่ละเอียดมากขึ้น จึงทำให้ภาพบนจอดูมีมิติขึ้นเยอะ ในขณะที่ความสดของสีสันก็ไม่ถึงกับสดจนจัดจ้าน แต่เป็นความสดที่มีชีวิตชีวาเหมือนกับชมจากฟิล์มภาพยนตร์ ดูจากภาพยนตร์สารคตีเกี่ยวกับแนวปะการัง The Great Barrier Reef แม้จะไม่ได้ชมในฟอร์แมต IMAX ก็ตาม แต่ความสดสวย และความละเอียดสวยงามของดอกไม้ทะเล ตลอดจนสัตว์ใต้ท้องทะเลตัวเล็กตัวน้อยที่ลอยเด่นอย่างมีชีวิตชีวา ตัดกับน้ำทะเลที่ใสสีคราม ให้ความรู้สึกเหมือนดำดิ่งลงไปแหวกว่ายในแนวปะการังเอง ยิ่งประกอบกับระบบเสียง DTS รอบทิศทาง เสียงน้ำ เสียงฟองอากาศจากถังออกซิเจนยิ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ท้องทะเลจริงๆ เนื่องด้วยบรรยากาศที่โอบล้อมรอบด้าน</p>
<p>ภาพยนตร์อีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คือ Red Cliff หรือสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ภาค 1 แม้ว่าโดยเนื้อหาของภาพยนตร์ภาคนี้จะไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าภาค 2 ก็ตาม แต่ในด้านของความคมชัดและรายละเอียดของภาพนั้นคือ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาผ่านการถ่ายทอดของ    Cube X-zyte Pro500R ในฉากแรกๆที่โจโฉเข้ามาในท้องพระโรงนั้น แม้ความเข้มของแสงจะไม่ได้ตัดกัน (contrast) อย่างเด่นชัดเหมือนอยู่ในกลางแจ้ง แต่รายละเอียดบนใบหน้ากลับเห็นรูขุมขนอย่างชัดเจนเหมือนกับเรายืนอยู่ตรงหน้าผู้แสดงเลยอย่างไรอย่างนั้น และสีสันบนใบหน้าก็เป็นสีสันของผิวหนังที่เป็นธรรมชาติดีมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะประสิทธิภาพในการประมวลผลและการถอดรหัสของตัวชิป RTL1283DD+นั่นเอง</p>
<p><strong>The Excitement of Connectivity</strong><br />
ในอดีต เวลาที่เราต้องการชมรายการโปรดแต่ติดธุระ หรือว่ากำลังชมการถ่ายทอดสดรายการพิเศษอีกช่องนั้น เราก็ต้องพลาดอีกรายการ หรือไม่ก็ต้องหาเครื่องดีวีดีที่สามารถบันทึกได้ (หลังจากที่หมดยุคของเครื่องเล่นวิดีโอเทป) แต่ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เช่นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นฟอร์แมตเฉพาะรวมทั้งตัวเครื่องมีราคาค่อนข้างสูง แต่ด้วย Cube X-zyte Pro500R นั้น ปัญหาดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เพียงเราต่อสายจาก Satellite Receiver หรือ Set-top-box เข้าทางช่อง AV-in ของ Cube X-zyte Pro500R จากนั้นก็ตั้งเวลาที่จะให้บันทึก เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ ตัวเครื่องจะทำงานของมันด้วยความซื่อสัตย์ตามค่าที่ตั้งไว้ เช่น วันเวลา ระยะเวลาที่บันทึก สื่อที่จะเก็บไฟล์ (ฮาร์ดดิสก์ในตัว ฮาร์ดดิสก์ภายนอกหรือสื่ออื่นที่ต่อกับยูเอสบี หรือ SD Card) รวมทั้งความละเอียดของไฟล์ที่บันทึก ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ระดับความละเอียดสูงสุดแบบ HQ จนถึงระดับต่ำเพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ</p>
<p>ถ้าหากเรามีเครือข่าย LAN ในบ้านอยู่แล้ว นอกจากสามารถเข้าชมเนื้อหาต่างๆในเน็ตได้มากมาย เช่นคลิปข่าว ภาพยนตร์ พยากรณ์อากาศ รูปภาพและวิทยุอินเทอร์เน็ต ซึ่งตัวเครื่องจัดเว็บไซต์มาให้มากมายโดยผ่านแลนมีสายหรือไร้สาย (ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม) นอกจากนั้น เรายังสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในวงแลนของเราแล้วกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เก็บข้อมูลมัลติมีเดียให้เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อใช้แชร์สตรีมมิ่งวิดีโอ โดยให้ Cube X-zyte Pro500R เรียกไฟล์มาเล่นได้โดยตรงเลย หรือจะก็อปปิ้มาไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้</p>
<p>สำหรับคนที่ต้องการเครื่องเล่นไฮเดฟที่มากกว่าการชมภาพยนตร์ไฮเดฟแล้ว ยังต้องการที่จะนำมาบันทึกรายการทีวีที่โปรดปรานไว้ชมทีหลัง Cube X-zyte Pro500R คือเครื่องเล่นมัลติมีเดียที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการเหล่านี้ได้อย่างดีเยี่ยม และเหมาะกับทุกระดับผู้ใช้ไม่ว่าเซียนคอมฯหรือผู้ใช้ทั่วไป สำหรับข้อสังเกตนั้นก็มีบางจุด อย่างเช่นตัวเฟิร์มแวร์ที่ยังจัดลำดับของฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีขั้นตอนมากไปสักนิดและการตัดคำของข้อความที่ไม่ลงตัวดีนัก ส่วนตัวรีโมทแม้จะออกแบบมาได้กระชับเหมาะมือ แต่ความไวน้อยไปนิด และการแยกการทำงานของแต่ละปุ่มอย่างละเอียด แม้ในแง่หนึ่งเพื่อความชัดเจนแต่ก็ลดทอนความสะดวกและความรวมเร็วในการใช้งานลงไป ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยและความชอบของแต่ละคนครับ</p>
<p><strong>Specifications</strong><br />
Resolutions: 720P, 1080I, 1080P(1920X1080), RM/RMVB max 720P.<br />
HardDisk Support: SATA , Max Capacity 2TB<br />
Video Output Port: Composite video port, component YPbPr port and HDMI port<br />
Video Format Support: mkv, ts, m2ts, mts, tp, wmv,ifo, iso, vob, dat, avi, mpg, mp4,mov, rm, rmvb, divx, xvid, flv<br />
Video Decoding: H.264, VC-1, MPEG1, MPEG2, MPEG4, Divx, Xvid, FLV, RM/RMVB<br />
Audio Output Port:  Optical fiber audio port; coaxial 5.1 channel audio port, Stereo L-R<br />
Audio Format Support:  MP3, WMA, WAV, OGG, AAC, LPCM, FLAC, AC3<br />
Sound System:  TrueHD, DTS (Digital Theatre System), Dolby Digital<br />
Picture Format Support:  JPG, JPEG, BMP<br />
Sub-title Support:  sub, smi, ssa, srt, idx + sub<br />
Network Connection: RJ45, Wireless LAN (802.11N) through USB-Dongle<br />
USB Port:  2xUSB2.0 host</p>
<p><strong>Distributor</strong>: Optus Intertrade Co., Ltd.</p>
<p><strong>Price</strong>: 6990.-baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/cube-x-zyte-pro500r-%e2%80%93-the-excitement-of-recordable-hi-def-player/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศตวรรษแห่งการพัฒนาของโทรทัศน์</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 21 Jan 2011 12:01:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[GE TV]]></category>
		<category><![CDATA[LCD TV]]></category>
		<category><![CDATA[LG smart TV]]></category>
		<category><![CDATA[ทีวี]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติทีวี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=431</guid>
		<description><![CDATA[พวกเราอาจคุ้นเคยกับรูปทรงของเครื่องรับโทรทัศน์ที่เป็นกล่องสีเหลี่ยมหนาๆ และก็ถือว่าเป็นรูปทรงอมตะที่อยู่คู่กับคนเรายาวนานที่สุด ก่อนที่จะแปลงโฉมเป็นแผ่นบางๆในฟอร์แมตของ LCD ดังเข่นปัจจุบันนี้ ในยุคแรกที่แปลงโฉมเป็นจอขนาดบางนั้น นอกจากด้านรูปทรงแล้ว ในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานแทบจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมไปจากจอหลอดเลย และความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏเมื่อปีสองปีหลังนี้เอง หลังจากที่เราเข้าสู่ยุคสังคมดิจิตอลออนไลน์ สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นก่อนใครเพื่อนคือ ความละเอียดสูง (High Definition) และก็ค้างคาอยู่ ณ จุดนี้อีกหลายปี ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ทีวี 3 มิติ แล้วก็การต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากนับตั้งแต่ที่ Philo Farnsworth สร้างเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรก (ที่ใช้งานได้จริง ไม่นับรวมก่อนหน้านั้นที่อยู่ในช่วงทดลองจากบุคคลอื่นๆ) ในปี 1927 (นำออกแสดงจริงในวันที่ 1 กันยายน 1928) ถึงวันนี้ก็เบ็ดเสร็จ 83 ปี หากนับอายุสำหรับสินค้าอิเลคทรอนิคส์ดิจิตอลแล้ว ก็ถือว่าเป็นประวัติอันยาวนาน และถือว่าการเดินทาง (พัฒนา) ในช่วงแรกกว่าครึ่งของช่วงเวลาการพัฒนาถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก หลังจากที่ Philo Farnsworth นำเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้งานได้จริงออกแสดงครั้งแรกแล้ว ในปีถัดมา หรือปี 1929 เครื่องรับโทรทัศน์ก็ได้นำมาใช้งานจริงในเชิงปฏิบัติ โดยมีการออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมัน และหลังจากนั้น ในปี 1936 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงเบอร์บิน โทรทัศน์เริ่มมีบทบาทด้วยการถ่ายทอดสดให้ได้ชมกันในกรุงเบอร์ลินและเลียบซิก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/television.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-432" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="television" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/television-300x214.jpg" alt="Antique TV" width="270" height="193" /></a>พวกเราอาจคุ้นเคยกับรูปทรงของเครื่องรับโทรทัศน์ที่เป็นกล่องสีเหลี่ยมหนาๆ และก็ถือว่าเป็นรูปทรงอมตะที่อยู่คู่กับคนเรายาวนานที่สุด ก่อนที่จะแปลงโฉมเป็นแผ่นบางๆในฟอร์แมตของ LCD ดังเข่นปัจจุบันนี้ ในยุคแรกที่แปลงโฉมเป็นจอขนาดบางนั้น นอกจากด้านรูปทรงแล้ว ในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานแทบจะไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมไปจากจอหลอดเลย และความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏเมื่อปีสองปีหลังนี้เอง หลังจากที่เราเข้าสู่ยุคสังคมดิจิตอลออนไลน์ สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นก่อนใครเพื่อนคือ ความละเอียดสูง (High Definition) และก็ค้างคาอยู่ ณ จุดนี้อีกหลายปี ก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์ทีวี 3 มิติ แล้วก็การต่อเชื่อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หากนับตั้งแต่ที่ Philo Farnsworth สร้างเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรก (ที่ใช้งานได้จริง ไม่นับรวมก่อนหน้านั้นที่อยู่ในช่วงทดลองจากบุคคลอื่นๆ) ในปี 1927 (นำออกแสดงจริงในวันที่ 1 กันยายน 1928) ถึงวันนี้ก็เบ็ดเสร็จ 83 ปี หากนับอายุสำหรับสินค้าอิเลคทรอนิคส์ดิจิตอลแล้ว ก็ถือว่าเป็นประวัติอันยาวนาน และถือว่าการเดินทาง (พัฒนา) ในช่วงแรกกว่าครึ่งของช่วงเวลาการพัฒนาถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่น้อยมาก</p>
<p><span id="more-431"></span></p>
<p>หลังจากที่ Philo Farnsworth นำเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้งานได้จริงออกแสดงครั้งแรกแล้ว ในปีถัดมา หรือปี 1929 เครื่องรับโทรทัศน์ก็ได้นำมาใช้งานจริงในเชิงปฏิบัติ โดยมีการออกอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศเยอรมัน และหลังจากนั้น ในปี 1936 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงเบอร์บิน โทรทัศน์เริ่มมีบทบาทด้วยการถ่ายทอดสดให้ได้ชมกันในกรุงเบอร์ลินและเลียบซิก (Leipzig) โดยเครื่องรับโทรทัศน์ในยุคแรกนี้จะผลิตโดย Telefunken ของเยอรมัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การผลิตและ</p>
<div id="attachment_433" class="wp-caption alignleft" style="width: 239px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/Braun_HF_1-1958.jpg"><img class="size-medium wp-image-433" title="Braun H1 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/Braun_HF_1-1958-229x300.jpg" alt="" width="229" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">Braun H1 ทีวีในปี 1958</p></div>
<p>จำหน่ายเครื่องรับโทรทัศน์ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการตลาดอย่างแท้จริง และในปี 1936 ปีเดียวกับที่แข่งขันโอลิมปิก เครื่องรับโทรทัศน์ได้นำออกงาน World’s Fair เพื่อเปิดตัวสู่สาธารณะในเชิงพาณิชย์เป็นเครื่องแรก แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองเสียก่อน ดังนั้น โครงการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมากๆเลยต้องสะดุดลงจนต้องรอสงครามสิ้นสุดลง โดยมีตัวเลขที่คาดการณ์ว่า จำนวนเครื่องรับโทรทัศน์ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมีเพียง 19,000 เครื่องในอังกฤษ 1600 เครื่องในเยอรมัน และอีกประมาณ 7000-8000 เครื่องในอเมริกาเท่านั้น และเกว่าจะฟื้นตัวมาได้ก็ปาเข้าไปถึงปี 1948 เมื่ออเมริกาเริ่มสร้างระ<br />
บบเครือข่ายโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ขึ้น และ Arturo Toscanini นักดนตรีที่สร้างตำนานให้แก่วงการโทรทัศน์ของโลกด้วยการปรากฏตัวบนหน้าจอโดยการแสดงทางสถานีโทรทัศน์ NBC จนกลายเป็นรายการยอดฮิตสุดฮอตของผู้รับชมในสมัยนั้น</p>
<p>หลังจากนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องรับโทรทัศน์เริ่มต้นอีกครั้ง แต่กลายเป็นต่างคนต่างคิดค้นต่างคนต่างมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านความละเอียด (จำนวนเส้น) ที่มีทั้ง 441 เส้นของเยอรมัน และตอนหลังพัฒนาเพิ่มเป็น 819 ซึ่งเป็นความละเอียดสูงสุดสำหรับทีวีอะนาล็อก 405 เส้นของอังกฤษ ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานอันเป็นที่ตกลงยอมรับกันจนถึงยุคเครื่องรับโทรทัศน์สี จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานเป็น ระบบ PAL สำหรับยุโรปตะวันตก ระบบ SECAM สำหรับสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก และระบบ NTSC สำหรับอเมริกาเหนือ และในยุคแรกนั้น เครื่องรับทีวีสีมีคุณภาพค่อนข้างต่ำอันเนื่องจากข้อจำกัดด้านการผลิต เนื่องจากในยุคทศวรรษปี 1960 นั้น เครื่องรับทีวีต้องใช้หลอดสุญญากาศจึงทำให้มีขนาดใหญ่ หนัก และคุณภาพไม่คงที่ จนถึงยุคทศวรรษปี 1970 เมื่อการพัฒนาโซลิตสเตทมีความก้าวหน้าและมีคุณภาพ และในปี 1971 เป็นปีแรกที่ยอดขายทีวีสีก้าวล้ำแซงหน้าทีวีขาวดำในตลาดอเมริกา เมื่อวัตถุดิบดีมีคุณภาพ ก็เท่ากับติดปีกให้พยัคฆ์แล้ว เครื่องทีวีที่เคยต้องบิดๆหมุนๆก็เริ่มมีรีโมทใช้ควบคุม และในปี 1988 เครื่องรับทีวี LCD เครื่องแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น</p>
<p>สำหรับในบ้านเรานั้น เท่าที่จำได้ น่าจะเห็นทีวี LCD นำออกแสดงครั้งแรกในงานอะไรสักอย่างที่เมืองทอง และที่แหลมฉบังเมื่อหลายสิบปีก่อน และกว่าจะเห็นทีวี LCD วางขายในตลาดก็หลังจากนั้นอีกนาน และตลอดนับทศวรรษที่ทีวีจอบางวางตลาดนั้น ในด้านของการพัฒนาก็ไม่ได้มีอะไรที่คืบหน้ามากไปกว่าการพัฒนาด้านความละเอียดเพิ่ม <a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/ge-performance-tv.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-434" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="ge-performance-tv" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/ge-performance-tv-293x300.jpg" alt="" width="293" height="300" /></a>และในระหว่างของการแข่งขันกันพัฒนาด้านเทคโนโลยีนั้น ก็เกิดมีผู้ท้าชิงอย่างพลาสมาเข้ามาผสมโรงเป็นระยะ หลายครั้งก็สามารถก้าวนำแซงหน้า LCD ไปได้ จนเมื่ออายุสิทธิบัตรของ LCD  สิ้นสุดลง เครื่องรับทีวีที่ใช้พาแนล LCD เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากเดิมที่เคยมีราคาเป็นแสนก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนถึงถึงหลักหมื่นและหลักพัน เมื่อเทคโนโลยีการผลิตสามารถทำให้ผลิตไซส์ขนาดเล็กลงได้ และในไตรมาส 4 ปี 2007 เป็นครั้งแรกที่ยอดขายทีวี LCD แซงหน้าทีวี CRT ได้สำเร็จ</p>
<p>ในยุคต้นทศวรรษ 1990 เริ่มมีการแนะนำระบบโทรทัศน์ความละเอียดสูงสู่ทวีปยุโรป และวันที่ 1 มกราคม 2004 สถานีโทรทัศน์แบบไฮเดฟ (HDTV) เริ่มออกอากาศครั้งแรกในประเทศเบลเยี่ยม และถึงเดือนธันวาคม 2009 อังกฤษก็ได้ออกอากาศคอนเทนต์ที่เป็นไฮเดฟสำหรับฟรีทีวีเป็นครั้งแรก อนิจจัง บ้านเรายังคงพูดถึงแผ่นบลูเรย์เถื่อนที่มีความละเอียดเพียง 720p โดยที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้เห็นรายการที่เป็นไฮเดฟจริงๆเสียที นอกจากสมาชิกทรูวิชั่นที่เริ่มได้สัมผัสเมื่อครั้งการแข่งขันฟุตบอลเวิร์ดคัพที่อัฟริกาใต้เป็นต้นมา</p>
<p>แม้ไฮเดฟไม่มา แต่กระแส 3D ก็ถูกโหมกระพือจนกลายเป็นกระแสที่แรงสุดในปี 2010 แต่ละค่ายแทบจะเข็นทีวีสามมิติของตนเองออกมาอวดชาวบ้านไม่ทัน แม้ยังไม่พร้อมวางจำหน่ายก็ขออวดไว้ก่อน แต่ว่ากระแสนี้จะสามารถติดลมบนได้นานหรือไม่ก็คงอยู่ที่คอนเทนต์ที่ป้อนตลาดซึ่งปัจจุบันยังมีไม่มากนัก แต่ดูเหมือนวงการมายาก็เริ่มสร้างภาพยนตร์ 3 มิติมากขึ้น จากที่เคยสร้างปีละเรื่องหรือสองเรื่อง ก็ได้เห็นประมาณไตรมาสละเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่กระแสที่สร้างขึ้นมา แต่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติที่มาพร้อมกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือ อินเทอร์เน็ตทีวี และออนไลน์ดิจิตอลคอนเทนต์ ดังที่พวกเราจะสังเกตเห็นว่าเครื่องรับทีวีรุ่นใหม่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีช่องอีเธอร์เน็ต (LAN) มาด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถรับชมคลิปวิดีโอ ข่าว ภาพ ข่าวพยากรณ์อากาศผ่านอิน<a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/04-SMTV_all.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-435" title="04 SMTV_all" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2011/01/04-SMTV_all-300x225.jpg" alt="LG Smart TV" width="300" height="225" /></a>เทอร์เน็ตได้ แต่สิ่งเหล่านี้สำหรับคนไทยแล้วก็เหมือนกับป้อนขนมปัง ไส้กรอกให้ซึ่งไม่ถูกกับรสนิยมคนไทย เพราะสิ่งที่คนไทยอยากได้คือ รสชาติแบบไทยๆ จนเราได้เห็นการเปิดตัวของ LG ร่วมกับ MThai และ Nation Channel เพื่อให้คนไทยสามารถสเพคอนเทนต์ภาษาไทยผ่านผู้ให้บริการสองรายดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นปริมาณที่น้อยนิด แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่นี้ และเป็นแนวโน้มที่ดี ซึ่งเชื่อว่าจะกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายอื่นๆต้องสรรหาและป้อนคอนเทนต์ภาษาไทยและแข่งขันกันด้านนี้มากขึ้น</p>
<p>อีกกระแสหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งก็คือ Google TV ที่ปัจจุบันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว และผู้ผลิตบางรายก็ได้ติดตั้งอุปกรณ์สำหรับใช้บริการนี้ไว้ในเครื่องรับทีวีของตนแล้ว เมื่อไรที่เทคโนโลยีนี้แพร่หลายแล้ว เราคงได้เห็นการพลิกโฉมหน้าในวงการทีวีและคอนเทนต์ทางทีวีประเภทหน้ามือเป็นหลังมืออีกครั้งหนึ่ง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/tv-development/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>BenQ W1000 Full-HD Video Projector</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 05:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ]]></category>
		<category><![CDATA[BenQ W1000]]></category>
		<category><![CDATA[DLP projector]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Projector]]></category>
		<category><![CDATA[โปรเจคเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=414</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป (คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-417" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ w1000" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/BenQ-w1000-300x191.jpg" alt="BenQ W1000 Full-HD Video Projector" width="270" height="172" /></a>ครั้งแรกที่ได้เครื่องโปรเจ๊กเตอร์ตัวนี้มา ผมยังเข้าใจว่า น่าจะเป็นโปรเจ๊กเตอร์ที่ใช้ในวงการธุรกิจเป็นเหลัก ประกอบข้อมูลเท่าที่รับทราบมาบ้างในระดับของราคาในต่างประเทศที่สามารถหาซื้อได้ในราคาต่ำกว่า 1000 เหรียญด้วย แต่สิ่งที่ผมเข้าใจกลับผิดถนัด หลังจากที่ได้สัมผัสและลงมือทดสอบแล้ว</p>
<p>แม้ว่าโดยลักษณะการออกแบบของตัวเครื่องแล้ว จะครอบคลุมการใช้งานอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะนำไปใช้สำหรับในการนำเสนองานทางธุรกิจ การนำไปใช้ในห้องนักเล่นที่ค่อนข้างสว่าง หรือใช้ในห้องชมภาพยนตร์ที่มีระบบการปรับแสงโดยเฉพาะ เนื่องด้วยความสว่างของตัว BenQ W1000 นี้อยู่ในระดับสูงถึง 2000 Lumen โดยเฉพาะเมื่อปรับไปใช้ Dynamic mode เพราะจากที่ผมได้ทดสอบในห้องนั่งเล่น ซึ่งหลอดไฟแสงสว่างสามารถควบคุมได้เป็นส่วนตอน ผมลองปิดไฟไปครึ่งห้อง ส่วนที่เหลือนั้นก็มีความสว่างมากพอสมควร แต่ภาพยนตร์ที่ผมลองบนหน้าจอนั้น ยังสามารถมองเห็นรายละเอียดได้ดีมาก เพียงแต่การใช้ Dynamic mode อาจทำให้สีเขียวมากเกินไป</p>
<p><span id="more-414"></span></p>
<p>(คงต้องเลือกให้เหมาะกับประเภทเนื้อหาที่จะใช้) การที่ BenQ W1000 สามารถให้ความสว่างในอัตราที่สูงเช่นนี้ เพราะการจัด Color Wheel เป็น 6 เซ็กเมนต์ที่ความเร็ว 2X และใช้หลอด 180 วัตต์ (ซึ่งไม่สูงนักเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ) ความเร็วของตัว Color Wheel จะมีผลดโดยตรงกับความสว่าง คือ ยิ่งช้าความสว่างยิ่งสูง แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับความเร็วต่ำๆก็คือ จะเกิด Rainbow Effect ได้ง่าย โดยเฉพาะเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ประเภท DLP  ซึ่งทาง BenQ ก็แก้ไข้ด้วยการจัด Color Wheel ให้มีจำนวนเซ็กเมนต์เพิ่มขึ้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-418" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="BenQ W1000 " src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/W1000_3-300x199.jpg" alt="BenQ W1000 connectors" width="270" height="179" /></a>อย่างที่บอกข้างต้นว่า BenQ คงต้องการให้โปรเจ๊กเตอร์รุ่นนี้สำหรับใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ช่องอินพุทต่างๆ จึงให้มาครอบคลุมแทบทุกประเภท คือ HDMI 2 ช่อง นอกนั้นยังมีช่อง S-Video, Component, Composite, USB (แต่ไม่สามารถนำกล้องถ่ายรูปหรือกล้องวิดีโอมาต่อเล่นผ่านช่องนี้ได้โดยตรง) และแถมยังบิลต์อินลำโพงกำลังขับ 3 วัตต์มาด้วย นอกจากนั้น ยังมีช่อง Audio-in เพื่อนำเสียงจากแหล่งอื่นเข้าและ RCA ซ้าย-ขวาสำหรับต่อลำโพงแบบสองแชนแนล จึงเห็นได้ว่า โครงสร้างเช่นนี้น่าจะเหมาะกับการใช้งานทุกที่ทุกเวลา</p>
<p>ด้านการควบคุมการทำงานนั้น BenQ ได้วางแผงควบคุมไว้ด้านบนเครื่องโดยออกแบบมาให้แต่ละปุ่มอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับการใช้งาน เข้าใจง่าย ดังนั้น เราจึงสามารถเซ็ตเครื่องและปรับค่าต่างๆทุกอย่างจากแผงควบคุมนี้ได้โดยตรง หรือไม่ก็ควบคุมจากตัวรีโมทคอนโทรล ซึ่งก็ออกแบบให้จับกระชับ และวางตำแหน่งปุ่มต่างๆตามความถี่ในการใช้งาน ปุ่มยางของตัวรีโมทจะเป็นแบบเรืองแสง (backlit) สีแดง ทำให้สามารถใช้งานได้ในที่มืด แต่น่าเสียดายที่ใช้แสงสีแดง ทำให้อ่านตัวหนังสือบนปุ่มในที่มืดยากมาก แต่การยิงสัญญาณจากตัวรีโมทนั้น มีความแม่นยำและให้รัศมีการควบคุมในระยะที่ค่อนข้างดี คือ อยู่ห่างสัก 10 ฟุต 10 กว่าฟุตถือว่าควบคุมได้สบายมาก</p>
<p>เลนซ์ของ BenQ W1000 สามารถปรับขยาย (Zoom) แบบแมนวลได้ในอัตรา 1.2: 1 ซึ่งเป็นอัตรามาตรฐานทั่วไปสำหรับโปรเจ๊กเตอร์ DLP โดยสามารถฉายภาพใหญ่สุด 100 นิ้วในสัดส่วน 16:9 เนื่องจากโครงสร้างที่ออกแบบมาให้ใช้ได้กับการวางบนโต๊ะหรือติดเพดาน โดยใต้เครื่องจะมีขาปรับระดับซ่อนอยู่ เพื่อให้ปรับระดับการฉายเงยสูงขึ้น ดังนั้น ในด้านของการปรับมุมของเลนซ์ (Lens Shift) จึงมีความสำคัญมากเมื่อนำไปติดตั้งในสถานที่ที่แตกต่างกัน ระยะชดเชยในการปรับมุมของเลนส์ของ BenQ W1000 ค่อนข้างกว้าง ดังนั้น การติดตั้งบนเพดานสูงต่ำจึงไม่ใช่ข้อจำกัดแต่อย่างใด เพราะไม่นั้น ใครที่มีเพดานต่ำ การฉายบนจอขนาด 100 นิ้วนั้น คงต้องปวดหัวน่าดู</p>
<p>BenQ W1000 รุ่นนี้ถือเป็นโปรเจ๊กเตอร์ Full-HD ในระดับเริ่มต้น (Entry Level) การเซ็ตอัพต่างๆนั้นค่อนข้างง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก เมนูต่างๆจัดวางตามหมวดหมู่การใช้งาน สามารถเปลี่ยนเป็นภาษาต่างๆได้ (น่าเสียดายที่ไม่มีภาษาไทย) แต่เนื่องจากเครื่องที่รับมาทดสอบนี้ ดูจากลักษณะการหีบห่อน่าจะผ่านการใช้งานมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น ผมจึงไม่เข้าไปปรับค่าอะไรในเบื้องต้น เมื่อต่อสายสัญญาณ HDMI เรียบร้อย พอเปิดเครื่องโปรเจ๊กเตอร์ก็จะตรวจสอบแหล่ง (Source) ที่มาของคอนเทนต์โดยอัตโนมัติ ส่วนในกรณีที่ต่อเชื่อมไว้หลายๆอย่าง ก็สามารถกดปุ่มเลือกบนรีโมท หรือบนแผงควบคุมตัวเครื่องได้โดยตรง</p>
<p>ผมขอเริ่มต้นทดสอบด้วยภาพยนตร์เรื่อง Avatar ฉากสีฟ้าที่ปรากฏมีความสดใส ความสว่างและให้รายละเอียดดีมาก เมฆหมอกที่ลอยล่องมีความนุ่มและดูมีมิติดีมาก สีสันที่มีความสดอิ่มอย่างพวกดอกไม้ยักษ์ ผมลองเข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าในเมนู ปรากฏว่าตั้งไว้ที่ Standard mode ผมลองปรับไปที่ Movie mode ระดับความสว่างจะลดลงอีกระดับหนึ่ง สีสันมีความเข้มยิ่งขึ้น โหมดนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชมภาพยนตร์ในห้องที่ควบคุมแสงให้มืดสนิท ส่วน Standard mode จะเหมาะอย่างมากสำหรับนั่งชมในห้องนั่งรถที่อาจมีแสงสลัวเล็ดลอดเข้ามาบ้าง</p>
<p>ในภาพยนตร์ The Lord of the Ring ซึ่งเป็นแผ่นดีวีดีธรรมดา แต่การให้สีสันก็ยังคงอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก สีผิวมีความเป็นธรรมชาติมาก ในขณะที่สีขาวก็ข่าวสะอาด ซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวละคร Gandalf ที่มีหนวดเคราสีขาวในชุดสีขาว ขาวที่สะอาดนั้น ยังคงสามารถแยกแยะดีเทลส่วนเล็กส่วนน้อยบนใบหน้าได้ดีมาก โดยที่สีผิวไม่ดูเวอร์แต่คงเป็นสีผิวที่แลดูเป็นธรรมชาติมาก แต่สีเหล่านี้จะเริ่มคลาดเคลื่อนโดยออกอมเขียวขึ้นมาเมื่อปรับไปที่ Dynamic mode แต่ความสว่างจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับลดคอนทราสลง ดังนั้น รายละเอียดเล็กๆน้อยอาจขาดหายไป โหมดนี้จึงน่าจะเหมาะกับงานพรีเซนต์ทางธุรกิจ หรือใช้กับสถานที่ค่อนข้างสว่างอย่างสวนอาหาร เป็นต้น</p>
<p>การทดสอบใช้ฟังก์ชั่น BrilliantColor ซึงจะทำให้เพิ่มระดับของสีสันนั้น จากการทดสอบนั้นพบว่า ฟังก์ชั่นนี้เหมาะที่จะใช้งานในบางสภาพของห้องมากกว่า เช่นในกรณีที่ชมภาพยนตร์ในห้องที่มีแสงรอบๆห้อง (ambient) เล็ดลอดเข้ามาซึ่งไม่มืดสนิทจะช่วยให้สีสันด้วยอิ่มเข้มยิ่งขึ้น หรือในอีกกรณีหนึ่งเมื่อฉายบนจอขนาดใหญ่ แต่ถ้าจอขนาดไม่ใหญ่นัก หรือดูในห้องที่มืดสนิท หรือค่อนข้างสว่างแล้ว ขอแนะนำให้ปิดฟังก์ชั่นนี้ ก็จะได้สีสันที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ในด้านของสีดำและเฉดสีเทานั้น BenQ W1000 ยังคงให้รายละเอียดในฉากมืดได้ค่อนข้างดี แต่ความเข้มของสีดำไม่ถือว่าดำเข้มสนิท ซึ่งในกรณีนื้จะสังเกตเห็นในชัดเมื่ออยู่ในห้องที่มืดสนิท แต่กรณีที่เป็นห้องนั่งเล่นที่พอมีแสงบ้าง อาจจะกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมจนอาจแยกแยะได้ไม่ชัดเจนนัก</p>
<p>BenQ W1000 แม้จะเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับระดับเริ่มต้น แต่คุณภาพนั้นน่าจะชกข้ามรุ่นได้อย่างสบาย เพราะภาพที่ปรากฏบนจอมีลักษณะเหมือนกับภาพยนตร์โรงภาพยนตร์มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความคมชัด การให้รายละเอียด สีสันที่สมจริงเป็นธรรมชาติและขาวสะอาด ที่สำคัญคือ ด้วยระดับราคาไลท์เวท แต่ให้คุณภาพระดับเฮฟวี่เวท พร้อมด้วยหลอดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน 3000 ชั่วโมง จึงเป็นโปรเจ๊กเตอร์สำหรับผู้นิยมไฮเดฟที่น่าใช้มากตัวหนึ่ง</p>
<p>จุดแข็ง: ราคาไม่แพง คุณภาพเกินราคา ใช้งานง่าย</p>
<p>ข้อสังเกต: รีโมทคอนโทรลที่ใช้แสง backlit สีแดง ทำให้อ่านได้ยากมาก</p>
<p><strong>BenQ W1000 DLP Projector Specifications</strong></p>
<table border="0" cellspacing="1" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>General</strong></td>
<td width="24%"><strong>Aspect Ratio</strong></td>
<td width="52%">16:9 (Native) 4:3</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Brightness (ANSI Lumens)</strong></td>
<td width="52%">2000 ANSI Lumens</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Contrast Ratio</strong></td>
<td width="52%">3000:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Display Type</strong></td>
<td width="52%">DLP</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Resolution (Native / Max)</strong></td>
<td width="52%">HD (1920 x 1080)<br />
WUXGA (1900 x 1200)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Video Compatibility</strong></td>
<td width="52%">NTSC, PAL, SECAM, HDTV (480i,   480p, 576i, 576p, 720p, 1080i, 1080p)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Number of Colors</strong></td>
<td width="52%">1.07 Billion Colors</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="2" width="21%"><strong>Size</strong></td>
<td width="24%"><strong>Dimensions (WxHxD)</strong></td>
<td width="52%">12.8in. x 3.7in. x 10.0in.<br />
(32.51cm x 9.4cm x 25.4cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Weight</strong></td>
<td width="52%">7.5 lbs. (3.4 kg)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Connectivity</strong></td>
<td width="24%"><strong>Inputs</strong></td>
<td width="52%">2 x HDMI<br />
1 x RGB D-Sub 15pin<br />
1 x Composite<br />
1 x S-Video<br />
1 x Component<br />
2 x RCA Audio<br />
1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Outputs</strong></td>
<td width="52%">1 x Stereo Mini Jack</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audio</strong></td>
<td width="52%">1 x 3W Mono Speakers</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Control</strong></td>
<td width="52%">1 x RS-232<br />
1 x USB Type B</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="3" width="21%"><strong>Operation</strong></td>
<td width="24%"><strong>Power Supply</strong></td>
<td width="52%">100 ~ 240 V / 50 ~ 60 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Power Consumption</strong></td>
<td width="52%">230W (Normal)<br />
1W (Standby)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Audible Noise</strong></td>
<td width="52%">29 dB (Normal)<br />
27 dB (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="7" width="21%"><strong>Projection Lens</strong></td>
<td width="24%"><strong>Lamp Type</strong></td>
<td width="52%">180W</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Lamp Life</strong></td>
<td width="52%">3000 hrs (Normal)<br />
4000 hrs (Eco Mode)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Mode</strong></td>
<td width="52%">Front, Rear, Ceiling</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Projection Screen Size   (Diagonal)</strong></td>
<td width="52%">24in. ~ 300in. (60.96cm ~   762cm)</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Throw Ratio</strong></td>
<td width="52%">1.59 ~ 1.9:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Optical Zoom</strong></td>
<td width="52%">1.2:1</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Vertical Keystone Correction</strong></td>
<td width="52%">+/- 20 Degrees</td>
</tr>
<tr>
<td rowspan="4" width="21%"><strong>Other</strong></td>
<td width="24%"><strong>H-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">31 ~ 90 kHz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>V-Sync Range</strong></td>
<td width="52%">50 ~ 85 Hz</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Menu Languages</strong></td>
<td width="52%">English, French, German,   Italian, Spanish, Russian, Traditional Chinese, Simplified Chinese, Japanese,   Korean, Swedish, Dutch, Turkish, Czech, Portuguese, Thai, Polish</td>
</tr>
<tr>
<td width="24%"><strong>Features</strong></td>
<td width="52%">3D Color Management<br />
OSRAM&#8217;s Unishape Technology</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>Distributor: BenQ (Thailand) Co., Ltd.</p>
<p>Price: n/a</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/benq-w1000/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Pioneer XW-NAV1-K DVD Speaker System for iPod</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Dec 2010 04:46:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobility]]></category>
		<category><![CDATA[MP3 player]]></category>
		<category><![CDATA[Speaker]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[iPod]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer DVD]]></category>
		<category><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=409</guid>
		<description><![CDATA[Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-410" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer_xw_nav1_k" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer_xw_nav1_k-300x256.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K" width="270" height="230" /></a>Pioneer XW-NAV1-K เครื่องนี้ถือเป็นการพัฒนาไปอีกขึ้นของลำโพงไอพ็อตจากค่ายไพโอเนียร์ โดยคราวนี้นอกจากฟังก์ชั่นพื้นฐานที่แต่ละยี่ห้อล้วนทำกัน คือ ต่อไอพ็อต/ไอโฟนได้แน่นอน นอกนั้นส่วนใหญ่ก็เพิ่มเติมให้รับวิทยุได้ และรองรับการต่อเชื่อมกับเครื่องเล่นเพลงพกพาอื่นๆได้ โดยสิ่งที่ Pioneer XW-NAV1-K ให้มานอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วก็คือ ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมาพร้อมสรรพ</p>
<p>ด้วยตัวเครื่องสีขาวขนาดกะทัดรัด พร้อมส่วนที่เป็นลำโพงปิดด้วยผ้าสีดำ ภายในติดตั้งลำโพงฟูลเรนจ์ขนาด 6.6 ซม.พร้อมด้วยขอบลำโพงแบบ Passive Radiator ขนาด 7.7 ซม. ซึ่งจะเป็นการเหมาะกับลำโพงที่มีพื้นที่ปริมาตรอันจำกัดซึ่งจะทำให้การเจนเนอเรทเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยแรงอัดอากาศภายในจากการขยับตัวของตัวไดร์ฟเวอร์ โดยปรกติแล้วภายในกล่องที่มีพื้นที่จำกัดนั้น เมื่อเจอการเคลื่อนตัวของอากาศแรงๆจะส่งผลให้เกิดการสั่งไหว ซึ่งจะทำให้เสียงโดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำจะมีความพล่ามัว ไม่มีพลัง ดังนั้น ไพโอเนียร์จึงนำเอาPassive Radiator มารองรับตัวไดร์ฟเวอร์แบบฟูลเรนจ์นั้นเพื่อคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดด้วยขนาดพื้นที่ที่กะทัดรัด โดยลำโพงทั้งสองนั้น มีกำลังขับสูงสุด 10 วัตต์ RMS ที่ 8 โอห์ม รองรับย่านความถี่ระหว่าง 60 Hz. – 20 kHz. ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่กว้างพอสมควร โดยเฉพาะในย่านกลางไปทางแหลม<br />
<span id="more-409"></span><br />
Pioneer XW-NAV1-K นอกจากจะให้ช่องวิดีโอเอาต์มาแล้ว ยังมีช่อง HDMI มาอีกหนึ่งช่องโดยให้มาพร้อมสาย นั่นหมายความว่า เราสามารถเล่นภาพยนตร์แบบไฮเดฟได้โดยตรงกับเครื่องนี้เลย ในขณะเดียวกันยังสนับสนุนระบบเสียง Dolby Digital ด้วย สำหรับปุ่มควบคุมต่างๆวางอยู่ด้านบนตัวเครื่อง รวมทั้งช่องใส่แผ่นดีวีดีแบบสล็อตอิน (หรือบางคนเรียกแบบดูด) ที่วางอยู่ด้านบนตรงกลาง ดังนั้นเวลาใส่แผ่นจึงต้องวางในลักษณะแนวตั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะไพโอเนียร์ชำนาญในด้านการผลิตเครื่องเล่นดีวีดีแบบสล็อตอินอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจคุ้นเคยกับการใส่แผ่นแบบแนวนอนเสียมากกว่า ดังนั้นเวลาผมใส่แผ่นแบบแนวตั้งทีไร ทำให้ผมต้องคิดถึงเครื่องปิ้งขนมปังทุกที&#8230;</p>
<p>ตัวรีโมทคอนโทรลสีดำที่มาพร้อมเครื่องมีขนาดกำลังเหมาะมือเหมือนรีโมทสำหรับเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป และมีปุ่มฟังก์ชั่นการทำงานครบทุกฟังก์ชั่น และการวางเลเอาต์ของปุ่มต่างๆนั้น สำหรับใครที่เคยใช้เครื่องเล่นดีวีดีของไพโอเนียร์มาก่อนแล้ว จะรู้สึกคุ้นเคยมาก เพราะทั้งขนาด ลักษณะใกล้เคียงกันมาก เพียงแต่รายละเอียดการทำงานของแต่ละปุ่มอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่อง</p>
<p><strong>Test Report</strong></p>
<p>สำหรับไอพ็อตที่สามารถรองรับได้นั้น ตั้งแต่ iPod nana 1 จนถึง iPod touch 2G และไอโฟน 3GS สำหรับรุ่นที่สูงกว่านี้คงต้องสอบถามให้แน่ชัดอีกทีครับ แต่ที่แน่ๆคือ ก่อนที่จำนำรุ่นใดมาใช้นั้น โดยเฉพาะรุ่นเก่า ขอให้อัปเดทซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อน เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีปัญหา เมื่อวางไอพ็อตบนแท่นด็อกกิ้งแล้ว ให้กดเลือกอุปกรณ์ที่ต่อเล่นกับ Pioneer XW-NAV1-K แต่ถ้าหากตัวเครื่องอยู่ในสแตนบายโหมด เมื่อเสียบไอพ็อตปั๊บ ก็จะเล่นเลย หลังจากนั้น การควบคุมต่างๆสามารถกระทำผ่านตัวรีโมทได้เลย แต่ปุ่มต่างๆบนรีโมทนั้น ไม่ใช่ว่าสามารถใช้กับไอพ็อตได้ทั้งหมด เนื่องจากมีหลายๆปุ่มเป็นฟังก์ชั่นของเครื่องเล่นดีวีดีโดยเฉพาะ ส่วนการเชื่อมต่อกับทีวีเพื่อชมภาพและวิดีโอจากไอพ็อตนั้น น่าเสียดายที่ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่านสาย HDMI ได้ คงต้องใช้สายวิดีโอเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-422" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="pioneer-xw-nav1-k-connectique" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/12/pioneer-xw-nav1-k-connectique-300x159.jpg" alt="Pioneer XW-NAV1-K DVD player" width="270" height="143" /></a>บุคลิกด้านเสียงที่ค่อนข้างเด่นชัดของเจ้าตัว XW-NAV1-K นี้ เสียงที่มีความสะอาด ให้รายละเอียดดีมาก เสียงเคาะ เสียงดีด เสียงตี ล้วนสามารถถ่ายทอดออกมากได้อยู่ถูกต้อง อย่างการกระหน่ำกลองในเพลง Ain’t No Cure for Love ของ Jennifer Warnes ที่ออกมาได้หนักหน่วงมีพลังดีมาก ในขณะที่เสียงร้องของเธอยังคงมีความใส ไม่ถูกเสียง (ย่านความถี่ต่ำ) ของเสียงกลองดึงให้พล่ามัวแต่อย่างใด ส่วนเพลง Song of Bernadette ซึ่งเป็นเพลงช้าๆที่คลอด้วยเสียงเปียโนนั้น ให้อารมณ์ดีมาก กับการร้องที่ชัดทุกอักขระ ทั้งเสียง S เสียง F ในขณะที่เสียงเปียโนนั้น เสียงค้อนที่เคาะลงบนสายแต่ละทีนั้นให้ความรู้สึกถึงพลังที่คั้นอารมณ์คนฟังได้ดีเหลือเกิน เช่นกันคำแนะนำสำหรับผู้ใช้ไอพ็อต/ไอโฟนนั้น หากเป็นไปได้ ขอแนะนำเล่นเพลงในฟอร์แมตของแอปเปิลโดยตรงจะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า</p>
<p>ทีนี้ลองเล่นไฟล์เสียงจากแผ่นซีดีโดยตรงบ้างPioneer XW-NAV1-K สามารถรองรับได้ทั้งแผ่น CD-R/CD-RW และ Audio-CD อย่างไม่มีปัญหาครับ สำหรับไฟล์เสียงที่รองรับนอกจากฟอร์แมตสามัญประจำบ้านอย่าง MP3 แล้ว ก็มี WMA ส่วนไฟล์ประเภท Lossless และไฟล์ที่มีการเข้ารหัสป้องกันหมดสิทธิ์นำมาเล่นครับ การเล่นแผ่น Audio-CD นั้น ความสามารถในการ “รีด” เอารายละเอียด ความสมจริงของเสียงได้ดีตามบุคลิกของตัว XW-NAV1-K อย่างในเพลง Kitchen Racket Performer ของ The Cottars จากซีดีในชุด HD Mastering Audiophile Test ยังคงสามารถถ่ายทอดบรรยากาศความสนุกสนามได้อย่างสมจริง ซึ่งเพลงนี้ผมฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่จนคุ้นหูมาอย่างดีแล้ว เมื่อได้ยินจาก Pioneer XW-NAV1-K ก็ยังคงได้รับอรรถรสที่ใกล้เคียงกับการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่อย่างน่าทึ่ง</p>
<p>ส่วนใครอยากจะบันทึกเพลงที่ชื่นชอบในแผ่นนั้น ก็สามารถเลือกแทรคที่ต้องการแล้วบันทึกลงในแฟลชไดร์ฟได้อย่างง่ายดาย โดยด้านขวามือของช่องใส่แผ่นซีดีจะมีช่องเสียบยูเอสบีให้เรานำแฟลชไดร์ฟมาเสียบใช้งาน โดยสามารถใช้เล่นเพลง วิดีโอ หรือรูปภาพที่เก็บอยู่ในไดร์ฟนี้ได้โดยตรง หรือจะใช้เป็นสื่อในการบันทึกไฟล์ที่ได้จากการแปลงไฟล์ออดิโอมาไว้ในนี้ก็ได้ ฟังก์ชั่นการบันทึกเพลงนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับไอพ็อตได้ ไม่ว่าจะบันทึกลงไอพ็อต หรือว่าบันทึกเพลงจากไอพ็อตลงยูเอสบีไดร์ฟ ไม่ว่ากรณีใดๆ</p>
<p>สำหรับการเล่นเพลงในฟอร์แมต MP3 นั้น หากใครรู้สึกขาดอะไรไปบ้างตามธรรมชาติของไฟล์ฟอร์แมตนี้ ซึ่งมักจะออกมากในลักษณะที่แห้งๆ ขาดรายละเอียดอันเนื่องจากการบีบอัดโดยการตัดทอนบิตที่ซ้ำกันออก ก็สามารถปรับแต่งเสียงได้ด้วยการใช้ปุ่ม Sound เพื่อเพิ่มหรือลดเสียงในแต่ละย่านตามความชอบของแต่ละคน</p>
<p>สิ่งที่อยากจะทดสอบเป็นการสดท้ายคือ การเล่นแผ่นดีวีดี เนื่องจากลำโพงไอพ็อตที่ติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีมานั้น หาได้ไม่มากนัก โดยการต่อสัญญาณเข้าทีวีนั้น ผมได้ใช้สาย HDMI ที่ให้มาพร้อมกับเครื่องต่อเข้ากับทีวีพลาสมา ตัวเครื่องดีวีดีนี้นอกจากใช้เล่นกับแผ่นดีวีดีมาตรฐานแล้ว ยังสามารถเล่นแผ่นดีวีดีในบันทึกไฟล์ในฟอร์แมตอื่นๆ เช่น DivX, MP3, WMA และ JPEG เป็นต้น การตั้งค่าต่างๆ เช่นภาพ เสียง สายสัญญาณและอื่นๆ จะคล้ายกับของเครื่องเล่นดีวีดีทั่วไป สำหรับค่าความละเอียดปัจจุบันนั้น ตัวเครื่องจะตั้งไว้ที่ 720p เพราะสามารถใช้ได้กับสายสัญญาณทั้ง RCA และ HDMI ตลอดจนเครื่องรับโทรทัศน์ทั่วไปด้วย  แต่ภาพบนจออาจดูหยาบไปสักนิด เนื่องจากผมได้ต่อกับสาย HDMI จึงปรับไปที่ 1080p ก็ทำให้ความละเอียดของภาพดูเนียนและสบายตาขึ้นเยอะ โดยรวมแล้ว ภาพจากแผ่นดีวีดีมีความละเอียดที่ถือว่าโอเคเลยทีเดียว ภาพมีความสะอาด สีสันเหมือนธรรมชาติ ส่วนรายละเอียดการไล่เชดสีนั้น อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เนื่องจากตัวลำโพงออกแบบเป็นสองแชนแนล ดังนั้น เวลาชมภาพยนตร์จึงต้องอาศัย Virtual Surround ช่วยเพิ่มอรรถรสซึ่งก็สามารถช่วยให้เติมช่องว่างไปได้ระดับหนึ่ง</p>
<p>หากนำแผ่นหรือแฟลชไดร์ฟที่บรรจุวิดีโอในฟอร์แมต DivX มาเล่นนั้น คำบรรยายหรือซับไตเติลส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์แยกต่างหาก ก่อนอื่นต้องตั้งค่าภาษาของซับไตเติลของเครื่องให้ถูกต้องก่อน (ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาที่มีพื้นฐานจากอักษรโรมัน) และฟอร์แมตของไฟล์ซับไตเติลที่สนับสนุนคือ .srt, .sub, .ssa และ .smi ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุม ก็คงเป็นที่ถูกใจบรรดานักโหลดบิททั้งหลาย</p>
<p>Pioneer XW-NAV1-K นี้ ให้ฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมครบถ้วนทั้งการฟังเพลง ดูหนัง ดูรูปภาพ รวมทั้งสนับสนุนสื่อทั้งไอพ็อต/ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพี3 แผ่น CD/DVD, USB drive รับวิทยุ ฯลฯ และให้คุณภาพเสียงในระดับที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับการฟังเพลงประเภท easy listening แจ๊ส แบบฟังสบายๆบนโต๊ะทำงาน หรือห้องนอน</p>
<p><strong>Main Features</strong><br />
<strong>•    Plays</strong><br />
• iPod<br />
• iPhone<br />
• DVD / CD<br />
• MP3, DivX, WMA and JPEG files from USB, CD and DVD<br />
• FM Radio<br />
•    Speakers 2 full-range speakers<br />
•    Passive Radiators (+) Yes<br />
•    Terminals • 1 x iPod/iPhone<br />
• 1 x CD/DVD<br />
• 1 x USB<br />
• 1 x Aux In (mini jack)<br />
• 2 x RCA Audio Out<br />
• 1 x Composite Video out<br />
• 1 x HDMI out (AV cord included)<br />
•    CD to USB Ripping Yes<br />
•    Display LEM display + clock with wake-up and sleep function<br />
•    Remote Control Unit Full-size remote included<br />
•    Dimensions (W x H x D) 370 x 170 x 210 mm<br />
•    Weight 3,5 kg<br />
•    Power Requirements AC 220/240V, 50/60Hz<br />
<strong>Speakers</strong><br />
•    Speaker Type 2-Channel Full Range + Passive Radiator<br />
<strong>Amplifier</strong><br />
•    Power RMS Front 10W + 10W (8Ω)<br />
<strong>Radio</strong><br />
•    Presets 9<br />
<strong>Audio</strong><br />
•    Bass/Treble Control Yes<br />
•    Dynamic Range Control Yes<br />
•    Dolby Digital Yes<br />
•    Virtual Surround Yes</p>
<p>Distributor: Pioneer Electronics (Thailand) Co., Ltd. Tel: 0-2612-2383</p>
<p>Price: 9,990 baht</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/pioneer-xw-nav1-k/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 05:55:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[47LE8500]]></category>
		<category><![CDATA[Full HD]]></category>
		<category><![CDATA[Full LED]]></category>
		<category><![CDATA[LG Infinia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=385</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg"><img class="alignleft size-full wp-image-386" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="LG 47LE8500" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/LG-47LE8500.jpeg" alt="LG Infinia 47LE8500 Full HD, Full LED LCD TV" width="185" height="273" /></a>ช่วงนี้กระแสเครื่องรับโทรทัศน์แบบ 3D และ LED มักจะปรากฏบนสื่อโฆษณาพร้อมกัน จนผู้บริโภคหลายคนสับสนเข้าใจว่า 3D ก็คือ LED ซึ่งความจริงเป็นคนละประเด็นกัน ทีวี 3D อาจใช้จอ LED แต่ในทางกลับกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีคุณสมบัติ 3D เสมอ ดังเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ของ LG รุ่น 47LE8500 ที่กำลังทดสอบอยู่นี้ ซึ่งเป็นจอแบบ LEDLCD แต่ไม่รองรับเทคโนโลยี 3D</p>
<p>ความจริง LED ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่แต่อย่างใด แท้จริงแล้วมันก็คือเทคโนโลยี LCD ที่พวกเรารู้จักกันมานับทศวรรษนั่นเอง เพียงแต่ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา ตลาดเริ่มรู้จัก LED มากขึ้น จากการทำตลาดของผู้ผลิตหลายยี่ห้อ ด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันในด้านของตัวเครื่องที่ใช้ LED นั้น ก็สามารถลดความหนาลงจนดูหุ่นสลิมจิ้มลิ้มสวยขึ้นเป็นกอง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็น Edge-lit LED หรือติดหลอด LED เฉพาะขอบจอนั้นจะมีความบางเป็นพิเศษ ที่บอกว่าทีวี LED ก็คือ LCD นั้น ความจริงก็คือ การนำเอาหลอด LED (light-emitting diodes) มาติดด้านหลัง แทนที่จะใช้เพียงหลอดฟลูออเรสเซนต์ (CCLF) เหมือนทีวี LCD ธรรมดา ผลที่ได้จึงทำให้มีความสว่างมากขึ้น สีสันสมจริงขึ้น และที่สำคัญสีดำมีความดำเข้มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลให้ความคมชัดของภาพโดยรวมดีขึ้น แต่เนื่องจากความเป็น LCD ก็ยังคงเป็น LCD แม้ว่า LED จะช่วยเสริมหรือลบจุดอ่อนต่างๆของ LCD ที่เคยมีเมื่อเทียบกับพลาสมา แต่จุดอ่อนที่ยังคงอยู่คือ ความคมชัดของภาพยังคงต้องนั่งดูในจุด “Sweet Spot” ถึงได้ภาพทีดีที่สุด และการนำหลอด LED มาใช้นั้น มักจะก่อนให้เกิด “แสงฟุ้ง” หรือ “Blooming Effect” โดยเฉพาะในจุดที่สว่างตัดกับแบคกราวด์มืด เพียงแต่เอฟเฟคนี้จะมากหรือน้อยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการผลิต</p>
<p><span id="more-385"></span><br />
ทีวี LED ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Edge-lit LED หรือติดตั้งหลอด LED เฉพาะที่ขอบจอทั้งสี่ด้าน แล้วส่องแสงเข้าไปตรงกลางจอ ซึ่งแน่นอนว่า วิธีนี้จะสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มากและที่สำคัญเหมาะกับทีวีที่ต้องการความบางเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถยกระดับคุณภาพให้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประเภทที่ติดหลอด LED เต็มแผงหลัง หรือ Full-array นั้น จะต้องใช้หลอดจำนวนมาก เช่นจอที่ซัพพอร์ต Full-HD ที่มีความละเอียด 2.1 ล้านพิกเซลก็ต้องติดหลอด LED ถึง 2.1 ดวง ดังนั้น ความสว่างและความเข้มของสีจึงมีความสม่ำเสมอทั่วทั้งจอ และคุณภาพอาจสามารถเทียบได้กับจอพลาสม่าชั้นดีได้อย่างสบายๆ</p>
<p>LG 47LE8500 จึงเลือกที่จะติดตั้งหลอด LED แบบเต็มแผงหลัง แม้ว่าการติดเช่นนี้จะทำให้ตัวเครื่องไม่สามารถลดความบางลงจนถึงขนาดบางเฉียบบาดตาก็ตาม แต่ก็มีความหนาเพียง 1.4 นิ้วเท่านั้น และหน้าจอขนาด 47 นิ้วที่ปิดด้วยแผ่นกระจก Optical Poly Carbonate Resin ชิ้นเดียวทั้งแผ่นแบบไร้ขอบ จึงทำให้ดูสวยงามและสง่า ไม่ว่าจะมองดูจากมุมไหนก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้ LG 47LE8500 หนักเอาเรื่องเหมือนกัน แม้จะดูหุ่นอรชรแช่มช้อนก็ตาม</p>
<p>LG 47LE8500  ไม่เพียงแต่มากด้วยความสวยงามของภายนอกเท่านั้น สิ่งที่แสดงออกจากภายในตั้งแต่ก้าวแรกของการเปิดสวิตช์ก็เห็นถึงความแตกต่างแล้ว ด้วยโลโกแบบกราฟฟิกเคลื่อนไหวที่ดูเนียนละเอียด ในขณะที่สวิตช์เปิด/ปิดบนขอบจอจะเป็นแบบสัมผัสเพียงแตะเบาๆก็ทำงานแล้ว การรับชมรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมนั้นอาจไม่ได้สำแดงความสามารถที่เด่นชัดให้ได้เห็นนัก นอกจากความสว่างและความสดใสของสีใสที่พอจะสัมผัสได้ แต่สิ่งที่ต้องประหลาดใจสำหรับการชมภาพจาก LCD ดังที่ได้สาธยายข้างต้นก็คือ ต้องนั่งถูกตำแหน่ง แต่สำหรับ LG 47LE8500 ทำให้เราแทบจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนนักไม่ว่าคุณจะนั่งเฉียง สูงหรือต่ำกว่าจอก็ตาม ต้องยกนิ้วให้กับ LG ว่า ในจุดนี้ถือว่าทำได้ดีมากๆ</p>
<p>ส่วนการสำแดงศักยภาพในด้านความคมชัดและสีสันนั้น ในเบื้องต้นผมลงโหลดภาพถ่ายความละเอียดสูง อย่างภาพดอกไม้ที่ถ่ายย้อนแสง สีสันของกลีบดอกจะมีความสด สีสันที่เหมือนจริงสดสว่าง ท่อน้ำเลี้ยงบนกลีบดอกแถบจะมองเห็นการไหลของน้ำหวาน ส่วนในแง่ของฉากภาพยนตร์นั้น ในภาพยนตร์เรื่อง The Golden Compass ฉากในห้องโถงใหญ่ที่มีแต่แสงที่ส่องเขามาทางหน้าต่าง (Ambient Light) อย่างเดียว  ทำให้มองเห็นการไล่เฉดสีที่ดูแล้วมีความลึก มีมิติที่ดีมาก ในขณะที่ลำแสงที่สาดเข้ามานั้น ยังสามารถแยกแยะระดับความสว่างและรายละเอียดต่างๆทั้งในที่สว่าง จนถึงแสงสลัวโดยสามารถแยกแยะออกมาได้ดีมาก หรืออย่างในภาพยนตร์เรื่อง iRobot ที่บางฉากกล้องซูมใบหน้าของ Will Smith ที่มีหนวดเครากระหร็อมกระแหรมนั้น มันคมชัดจนเห็นรูขุมขน และรู้สึกถึงความคมของหนวดเครา โดยโหมดภาพที่ใช้จะเลือกโหมดมาตรฐานหรือสดใสเป็นหลัก ส่วนโหมดภาพยนตร์ดูจะมืดไปหน่อย สำหรับฉากเคลื่อนไหวเร็วๆนั้น เพื่อลดรอยหยักของขอบภาพ เราสามารถเลือกใช้ฟังก์ชั่น TruMotion ซึ่งเลือกได้สองระดับคือ Low กับ High และ Custom หรือเลือกปรับเอง ฟังก์ชั่นนี้จะช่วยให้การชมฉากแอคชั่นได้สมูธขึ้น</p>
<p>สำหรับความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว การชมภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง Ice Age III, Up, หรือ Kungfu Panda ดูจะได้อรรถรสเต็มๆในโหมด Full HD ด้วยความสว่างที่สม่ำเสมอทั่วจอและสีสันที่สดอิ่มเป็นธรรมชาติและดูใสโปร่ง ขนของตัวละครและดูนุ่มน่าสัมผัสดีจัง ส่วนการชมคอนเสิร์ตนั้น ผมทดสอบด้วยแผ่นคอนเสิร์ตของ Celline Dion ซึ่งมีการจัดแสงสีบนเวทีเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ Celline ค่อนข้างดีอยู่แล้ว การเปิดชมจาก LG 47LE8500 ยิ่งทำให้ Celline ดุเด่นยิ่งขึ้นจนเหมือนจะหลุดจอออกมา และสิ่งที่สังเกตคือ แผ่นกระจกที่ปิดหน้าจอที่นำมาใช้นั้น ก่อให้เกิดเงาสะท้อนน้อยมาก จึงช่วยลดความลำคาญแก่สายตาได้มาก</p>
<p>ในด้านเสียงนั้น ด้วยธรรมชาติของทีวีจอบางก็คงต้องยอมรับความบางของเสียงไปด้วย แต่ LG ก็ได้ให้ฟังก์ชั่น Infinite Sound เพื่อให้เราปรับระดับเสียงแหลมและเสียงเบสได้เอง ซึ่งก็พอทำให้เสียงมีทรวดทรงเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยังไม่เป็นที่พอใจ สามารถที่จะต่อสายจาก Digital Output เพื่อส่งไปอินพุทยังเครื่องเสียงอย่างเอวีรีซีฟเวอร์ของเราได้ ส่วนนี้สำหรับคนที่ดูเคเบิลในบางช่องน่าจะได้ประโยชน์เต็มๆ และถ้าต้องดูรายการทีวีในยามวิกาล เกรงจะไปรบกวนชาวบ้านเขาก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นให้เสียงออกทาง headphone ได้</p>
<p>ช่องต่อยูเอสบีนั้น LG 47LE8500 ไม่ได้จำกัดเพียงอุปกรณ์เล็กๆอย่างแฟลชไดร์ฟเพียงอย่างเดียว ผมนำเอา External Harddisk เสียบเข้าไป สามารถมองเห็นข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่ว่าไฟล์นั้นจะเซฟเป็นภาษาอะไรเท่าที่ทีวีสนับสนุนอ่านได้หมดอย่างถูกต้องครับ และที่น่าทึ่งคือ เราสามารถใช้โปรแกรม Media Player ของทีวีเล่นไฟล์ภาพยนตร์ ไฟล์เสียงและภาพได้เลย โดยเฉพาะด้านภาพายนตร์นั้น เท่าที่ลองก็จะมีไฟล์ตระกูล avi, mov และที่ไม่น่าเชื่อคือตระกูล mkv ก็สามารถเล่นได้เลยตามความละเอียดของภาพได้เลย ส่วนใครต้องการที่จะส่งหรือรับการสตรีมมิ่งแบบไร้สาย (Wireless Streaming) ก็เพียงซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมจาก LG ก็สามารถใช้งานได้เลย</p>
<p>สุดท้าย ขอทดสอบฟังก์ชั่น Network โดยผมลากสายแลนต่อเข้าที่พอร์ตแลนด้านหลัง เนื่องจากเราต์เตอร์ของผมไม่ได้กำหนด IP ตายตัว จึงให้เครื่องทีวีเสิร์ตช์หา IP เองโดยอัตโนมัติ เพียงไม่กี่วินาทีก็เชื่อมต่อเรียบร้อย เราก็สามารถเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้แล้วโดยใช้ฟังก์ชั่น NestCast ในเมนูของทีวีจะมีเว็บไซต์ที่กำหนดให้ใช้งานได้คือ YouTube ถ้าเจอคลิปแบบ HD ก็จะดีมาก เพราะดูจะไม่แตกต่างจากคุณภาพของดีวีดีเลย เว็บ Picasa ซึ่งเป็นเว็บอัลบั้มภาพถ่ายที่คล้ายกับ flickr และอีกเว็บคือเว็บพยากรณ์อากาศ โดยเราสามารถกำหนดเมืองที่ต้องการดูได้ด้วยคีย์บอร์ดจำลอง สำหรับเมนูเว็บไซต์นั้น แต่ละโซนหรือแต่ละประเทศจะเซ็ตมาให้ไม่เหมือนกัน สำหรับประเทศไทยก็ได้เพียงสามเว็บดังที่กล่าวมา จนกว่าทาง LG จะอัปเดททีหลัง ซึ่งเราก็สามารถอัปเดทผ่านเน็ตนี้ได้เลย โดยจะเลือกให้อัปเดทเป็นระยะๆ หรือกำหนดเองก็ได้ ถ้าใครที่ต่อสายแลนไว้เป็นประจำ ขอแนะนำให้เลือกแบบแรก สำหรับการสื่อสารไร้สายอีกแบบคือ Blue Tooth เพื่อซิงค์กับอุปกรณืที่มีบลูทูธอย่างโทรศัพท์มือถือ โดยค่าเริ่มต้นจากโรงงานจะตั้งไว้เป็น BlackBerry มาให้ และที่ไม่ลืมสำหรับครอบครัวคือ เกมสำหรับเด็กๆครับ ก็มีมาพร้อมกับทีวีเครื่องนี้</p>
<p>จุดเด่น: ความเข้มของสีดำเข้มลึกดีมาก สามารถไล่เฉดสีได้ละเอียด มีความชัดลึกและรายละเอียดของภาพสุดยอด สีสันถูกต้องตามธรรมชาติ สด สว่าง และสะอาด การชมจากด้านข้างยังคงให้คุณภาพของภาพได้ดีมาก การควบคุมการฟุ้งกระจายของแสง (Blooming Effect ) ทำได้ดีจนเกือบจะสมบูรณ์ และสุดท้ายคือการออกแบบที่สวยงามน่าใช้ ตลอดจนตัวรีโมทที่ครบทั้งฟังก์ชั่นและเป็นออกแบบตามหลัก Ergonomic ได้ดี</p>
<p>จุดด้อย: ไม่รองรับไว-ไฟ เว็บไซต์ที่ให้มาน้อยเกินไป น่าจะประสานงานร่วมมือกับเว็บไซต์หรือสำนักข่าวในประเทศก็คงจะได้ประโยชน์มากกว่านี้</p>
<p><strong>Specifications: </strong><strong> </strong></p>
<p>Display Type                                                                         LED-backlit</p>
<p>Screen Size                                                                            47&#8243;</p>
<p>Screen Size Diagonal                                                         47.0&#8243;</p>
<p>Full HD 1080                                                                        Yes</p>
<p>Native Display Resolution                                              1920 x 1080</p>
<p>ED-Resolution                                                                      1080p</p>
<p>Local Dimming                                                                     Yes</p>
<p>Dynamic Contrast Ratio                                                   9,000,000:1</p>
<p>Refresh Rate                                                                          240 Hz</p>
<p>Intelligent Sensor                                                               Yes</p>
<p>ENERGY STAR® Qualified                                              Yes</p>
<p>Response Time                                                                     1 ms</p>
<p>No. of HDMI Ports                                                              4</p>
<p>NetCast™ Entertainment Access (Broadband)      Yes</p>
<p>Wireless 1080p Ready*                                                   Yes (Wireless Kit Sold Separately)</p>
<p>Seamless Design                                                                  Yes</p>
<p>Pictures, Music and Video via USB 2.0                     Yes</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/lg-infinia-47le8500/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ViVo Cute เครื่องเล่นไฮเดฟตัวจิ๋วประสิทธิภาพคับกล่อง</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cute-hd-player/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cute-hd-player/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Sep 2010 05:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[High Definition]]></category>
		<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[HD player]]></category>
		<category><![CDATA[high-def]]></category>
		<category><![CDATA[media box]]></category>
		<category><![CDATA[RTD 1073]]></category>
		<category><![CDATA[Vivo Cute]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=379</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากที่ทำตลาดสายสัญญาณภายใต้แบรนด์ของตัวเอง Merrex Kable มาหลายปีจนประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจแล้ว คราวนี้หันมาขยายตลาดในส่วนของเครื่องเล่นไฮเดฟบ้าง แทนที่จะทำตลาดเฉพาะสายสำหรับไฮเดฟเพียงอย่างเดียว โดยทำภายใต้แบรนด์ของตัวเองเช่นกัน คือ ViVo ในลักษณะของการโออีเอ็ม และทำหน้าที่พัฒนาในส่วนของเฟิร์มแวร์เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับตลาดเมืองไทยยิ่งขึ้น เท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้ มีการทำตลาดเครื่องเล่นไฮเดฟ หรือที่บางคนเรียกกันว่า Media Box ทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่นสำหรับระดับเริ่มต้น Cute ในราคาเบาๆ ซึ่งเป็นรุ่นที่กำลังทดสอบกัน กับรุ่นที่สูงขึ้นคือ Time Machine การออกแบบของ ViVo Cute ค่อนข้างฉีกแนวออกจากที่พวกเราคุ้นตากันในตลาด โดย Cute จะออกแบบตัวกล่องให้มีความกะทัดรัดขนาดเพียงฝ่ามือ หรือพอๆกับฮาร์ดดิสค์ขนาด 3.5 นิ้วที่ใช้กับเครื่องพีซีทั่วไป โดยตัวกล่องภายนอกใช้เป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปทั้งอัน โดยด้านหน้าตัดเฉียงประมาณ 75 องศาสำหรับแผงหน้าปัด เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายขึ้น ส่วนด้านหลังตัดตรงอันเป็นที่ติดตั้งช่องต่อสายต่างๆ โดยประกอบด้วย ช่องต่อ SATA ฮาร์ดดิสก์ภายนอก หรือ eSATA ช่องต่อแลน HDMI ยูเอสบี 2 ช่อง คอมโพสิต คอมโพเนนต์ และ S/PDIF [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Vivo-cute.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-380" style="margin-left: 10px; margin-right: 10px;" title="Vivo cute" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Vivo-cute-300x144.jpg" alt="Vivo cute HD player" width="270" height="130" /></a>หลังจากที่ทำตลาดสายสัญญาณภายใต้แบรนด์ของตัวเอง Merrex Kable มาหลายปีจนประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจแล้ว คราวนี้หันมาขยายตลาดในส่วนของเครื่องเล่นไฮเดฟบ้าง แทนที่จะทำตลาดเฉพาะสายสำหรับไฮเดฟเพียงอย่างเดียว โดยทำภายใต้แบรนด์ของตัวเองเช่นกัน คือ ViVo ในลักษณะของการโออีเอ็ม และทำหน้าที่พัฒนาในส่วนของเฟิร์มแวร์เพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับตลาดเมืองไทยยิ่งขึ้น</p>
<p><span id="more-379"></span><br />
เท่าที่ทราบในปัจจุบันนี้ มีการทำตลาดเครื่องเล่นไฮเดฟ หรือที่บางคนเรียกกันว่า Media Box ทั้งหมดสองรุ่นด้วยกัน คือรุ่นสำหรับระดับเริ่มต้น Cute ในราคาเบาๆ ซึ่งเป็นรุ่นที่กำลังทดสอบกัน กับรุ่นที่สูงขึ้นคือ Time Machine การออกแบบของ ViVo Cute ค่อนข้างฉีกแนวออกจากที่พวกเราคุ้นตากันในตลาด โดย Cute จะออกแบบตัวกล่องให้มีความกะทัดรัดขนาดเพียงฝ่ามือ หรือพอๆกับฮาร์ดดิสค์ขนาด 3.5 นิ้วที่ใช้กับเครื่องพีซีทั่วไป โดยตัวกล่องภายนอกใช้เป็นอะลูมิเนียมขึ้นรูปทั้งอัน โดยด้านหน้าตัดเฉียงประมาณ 75 องศาสำหรับแผงหน้าปัด เพื่อให้มองเห็นได้ง่ายขึ้น ส่วนด้านหลังตัดตรงอันเป็นที่ติดตั้งช่องต่อสายต่างๆ โดยประกอบด้วย ช่องต่อ SATA ฮาร์ดดิสก์ภายนอก หรือ eSATA ช่องต่อแลน HDMI ยูเอสบี 2 ช่อง คอมโพสิต คอมโพเนนต์ และ S/PDIF อีกอย่างละหนึ่ง โดยไม่มีพัดลมระบายความร้อนอย่างที่เห็นกันทั่วไป ทั้งนี้ การระบายความร้อนจะอาศัยตัวกล่องอะลูมิเนียมเคลือบดำเป็นตัวทำหน้าที่ระบายความร้อน โดยการติดตั้งชิปประมวลผล ซึ่งใช้ของ RealTech รุ่น RTD 1073 อยู่ด้านล่างของแผงวงจร ซึ่งชิดกับตัวกล่องผ่าน Cooling Pad เพื่อระบายความร้อนจากตัวชิปไปกระจายสู่ตัวกล่องเท่ากับว่า ใช้ตัวกล่องอะลูมิเนียมทำหน้าที่เป็นฮีตซิงค์ไปในด้วย ซึ่งถือเป็นการออกแบบที่ชาญฉลาดด้วยการใช้เนื้อที่อันจำกัดได้ลงตัว ในขณะที่คงความสวยงามฉีดจากรูปแบบทั่วไป และไม่มีเสียงรบกวนจากพัดลม</p>
<p>เมื่อตัวกล่องมีขนาดเพียงเท่านี้ แน่นอนว่าย่อมไม่อาจนำเอาฮาร์ดดิสก์ติดตั้งเข้าไปภายในกล่องได้ ทาง ViVo Cute จึงใช้วิธีการต่อฮาร์ดดิสภายนอกแทน โดยใช้ Harddisk Docker หรือแท่นเสียบฮาร์ดดิสก์แทน การต่อฮาร์ดดิสก์ด้วยวิธีนี้ ข้อดีของมันก็คือ เราสามารถแยกใช้ฮาร์ดดิสก์โดยแยกเป็นประเภทไป เช่นภาพยนตร์สารคดี ลูกนึง คอนเสิร์ตลูกนึง เป็นต้น และที่สำคัญไม่ต้องขันน็อตหรือต่อสายให้วุ่นวาย เพียงแค่นำมาเสียบลงบนแท่นก็เป็นอันใช้ได้แล้ว และยังสามารถเลือกใช้ขนาด 2.5 นิ้ว หรือ 3.5 นิ้วก็ได้</p>
<p><strong>Soft Test</strong><br />
เนื่องจากทางตัวแทนจำหน่ายได้ให้สาย HDMI ซึ่งเป็นสายแบบ Flat Flex มาให้อยู่แล้ว จึงใช้สายที่ให้มาต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ LG Infinia 47LE4800 และเล่นจากไฟล์ตัวอย่างภาพยนตร์ซึ่งเป็นแบบ Full HD ในฟอร์แมตต่างๆกัน เมื่อเปิดเครื่องแล้ว ค่าที่ตั้งไว้โดยส่วนใหญ่จะเหมาะสมใช้งานได้อยู่แล้ว เพียงแต่อาจต้องเช็คดูการตั้งค่าของเสียงว่า เอาต์พุทเป็นแบบไหนเพื่อให้เหมาะกับเครื่องเอวีรีซีฟเวอร์ของเรา ส่วนการต่อสายสัญญาณเสียงนั้น ตัวเครื่องจะตรวจเช็คและตั้งค่าตามที่ตรวจพบอยู่แล้ว ในด้านของการเล่นภาพยนตร์นั้น ต้องตรวจสอบดูว่ามีการเปิดใช้งานซับไตเติลหรือไม่ เพราะถ้าปิดอยู่เราจะไม่สามารถเปิดดูคำบรรยายใดๆได้เลย สำหรับรหัสภาษานั้น ขอแนะนำให้เลือกเป็น Unicode (UTF-8) เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการอ่านไฟล์ในภาษาต่างๆ การออกแบบ Graphic User Interface ถือว่าทำได้ดีครับ คือ ดูสะอาด สวยงามไม่รก เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ใช่ประเภทเซียนคอมพิวเตอร์ หลังจากที่บู้ตเครื่องแล้ว หากตรวจพบอุปกรณ์ต่อพวกภายนอก เช่น ฮาร์ดดิสก์ แฟลฃไดร์ฟ การตรวจหาฮาร์ดดิสก์อาจใช้เวลาสักนิด เมื่อตรวจพบแล้วจะแจ้งให้เราทราบบนหน้าจอทันที</p>
<p>เริ่มจากภาพยนตร์แนว Sci-fi เรื่อง iRobot เป็นการอุ่นเครื่องก่อน ตัวชิปประมวลผล RTD 1073 ให้รายละเอียดของภาพได้ดีมาก รายละเอียดของหนวดเคราบนใบหน้าของ Will Smith ดูคมจนเห็นรูขุมขน ในขณะที่สีผิวมีความเป็นธรรมชาติดีมาก ในส่วนของความเคลื่อนไหว อย่างฉากการ “ก่อการปฏิวัติ” ของเหล่าหุ่นยนตร์ให้ความไหลลื่นต่อเนื่องได้ดี ในด้านเสียงนั้น การถอดรหัสและถ่ายทอด Dolby Digital และ DTS ได้บรรยากาศที่สมจริง ให้รายละเอียดดี ส่วนในฉากที่สว่าง ก็ดูสะอาด สีสันถูกต้องเป็นธรรมชาติ</p>
<p>คราวนี้มาลองดูภาพยนตร์หนักๆ เรื่อง The Message อันเป็นเรื่องราวของสายลับในสมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่นของเฝิงเสี่ยวกัง โดยภาพยนตร์เกือบทั้งเรื่องจะใช้ฉากที่ค่อนข้างทึมมืด ตัวละครที่อยู่ในลำแสงกับที่อยู่ในที่สลัวนั้น หากภาพไม่ละเอียดดีพอก็จะจมอยู่ในความมืดหมด ปรากฏว่า ViVo Cute ผ่านด่านนี้ด้วยคะแนนค่อนข้างดีครับ นอกจากนั้น ในฉากกลางคืนที่เต็มไปด้วยโคมไฟอย่างฉากฉลองวันชาติก็ดูสว่างในช่วงควรสว่าง และยังให้รายละเอียดในส่วนอื่นๆได้ดีมาก</p>
<p>ในด้านของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น ผมลองจากการต่อสายแลนจากเราต์เตอร์ ไม่มีความยุ่งยากใดๆในการติดตั้งครับ เมื่อเชื่อมต่อเรียบร้อย เราก็สามารถรับความบันเทิงและข่าวสารจากทางเน็ตได้อันเป็นการขยายประโยชน์การใช้งานได้อีกมาก เช่น ในด้านของการชมคลิปวิดีโอและชมภาพยนตร์ออนไลน์ ก็จะมี YouTube และ YouKu (เป็นเว็บของจีนลักษณะเดียวกับ YouTube แต่จะมีภาพยนตร์ออนไลน์และข่าวต่างๆให้ชมแบบเต็มๆด้วย ในช่วงที่ทดสอบนั้น กำลังถึงคิวของภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม” พอดี และข่าวเกี่ยวกับการจับนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงเป็นตัวประกันที่ฟิลิปปินส์พอดี) ในด้านของอัลบั้มภาพจะมีเว็บ Picasa และ flickr ให้เลือก และส่วนด้านข่าวนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างดีที่ได้ดึงเอาข่าวสารผ่านทาง RSS จากสื่อใหญ่ๆในบ้านเรา อย่างไทยรัฐ เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ และ Pantip เป็นต้น แต่จากที่ได้ชมของ youku ของจีนแล้ว จึงขอฝากเป็นไอเดียสำหรับทีมงานที่จะพัฒนาเฟิร์มแวร์ในเวอร์ชั่นใหม่ ให้ร่วมมือกับสื่ออย่างเนชั่น mcot หรือทีวีช่องต่างๆ เป็นต้น เพราะแทนที่จะได้ดูเฉพาะหัวข้อข่าวและข่าวสารที่เป็นแค่ตัวหนังสืออย่างปัจจุบัน ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกเยอะที่อยากจะดูรายการหรือข่าวสารย้อนหลัง แทนที่จะต้องดูจากคอมพิวเตอร์ ก็ดูจากเครื่องรับทีวีจอใหญ่ดูสบายตากว่าเยอะ และทีวีช่องต่างๆในปัจจุบันก็ให้บริการดูย้อนหลังได้อยู่แล้ว ลักษณะนี้จะทำให้ตัว Media Box ที่คุณค่าเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง</p>
<p>สำหรับการฟังเพลง แม้ว่าตัว ViVo Cute จะไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยตรง แต่มันก็มีความสามารถทำได้เมีเลวทีเดียว ไม่ว่าคุณอยากจะเปิดวิทยุอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็ได้จัดสถานีวิทยุของไทยให้เลือกมากมาย หรือว่าจะนำเอาเพลงโปรดที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์หรือว่าในแฟลชไดร์ฟมาเปิดฟังก็ได้</p>
<p>สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องเล่น HD แล้ว ViVo Cute ถือเป็นตัวแรกที่เป็นมิตรสำหรับพวกเรา เพราะมี Content ภาษาไทย มี Port ESATA เพื่อต่อกับฮาร์ดดิสก์โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือถอดใส่แต่อย่างใด และสามารถเล่นไฟล์ได้เกือบทุกประเภท ขอแนะนำให้ใช้กับสายของ Merrex Kable จะได้เสียงที่ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ สามารถหาซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ</p>
<p>ข้อสังเกต เนื่องจากตัว ViVo Cute ออกแบบเน้นความกะทัดรัด จึงไม่มีฮีตซิงค์และพัดลมระบายความร้อนต่างหาก ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการวางตัว Media box บนพรม หรือวัสดุที่ไม่ระบายความร้อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องความร้อน</p>
<p><strong> Technical Specification</strong></p>
<p><strong>Video Codec Supported</strong>: MKV, H264, DVD (VOB &#8211; IFO &#8211; ISO), DIVX, XVID, DAT, AVI, MPEG, HD MPEG-2, TS, HD MPEG-4, SP, ASP, AVCD (H.264), MTS, M2ts, WMV9, FLV, VC-1, Real Networks (RM/RMVB) 8/9/10, up to 720p</p>
<p><strong>Processor</strong>: Realtek 1073DD+ &#8211; 128MB SPI Flash &#8211; 128MB DDR2 SDRAM</p>
<p><strong>Audio Codec Supported</strong>: MP3, MP2, OGG Vorbis, PCM, LPCM, AAC, RA, Dolby AC3 Passthrough, Dolby AC3 Downmix, DTS Passthrough, DTS Downmix, FLAC up to 24bit 96Khz, WAV, WMA Standard (DRM, &amp; Advanced Profile not supported)</p>
<p><strong>Subtitle:</strong> SRT, SSA, ASS, IDX/SUB, SUB, SMI format</p>
<p><strong>HD Audio support</strong><br />
Dolby digital &#8211; support decode &amp; bypass<br />
Dolby TrueHD &#8211; support decode &amp; bypass (Chipset ready – EST firmware support august 2010)<br />
Dolby digital Plus &#8211; support decode &#8211; bypass is in testing<br />
Dolby digital EX &#8211; support &#8211; compatible up to 5.1<br />
Dolby digital Pulse &#8211; not supported<br />
DTS digital Surround &#8211; support decode &amp; bypass<br />
DTS-HD Master Audio &#8211; not supported &#8211; under development<br />
DTS-ES &#8211; not supported</p>
<p><strong>Input / Output </strong><br />
HDMI 1.3, Component video, Composite Video<br />
Stereo RCA audio for analog audio connection<br />
S/PDIF optical Output<br />
Video output resolution &#8211; NTSC, PAL, 480p, 576p, 720p, 1080i, 1080p, 1080p24hz<br />
USB &#8211; 2.0 HOST port x 2 (compatible to USB 1.1)<br />
USB &#8211; 2.0 SLAVE port<br />
eSATA port</p>
<p><strong>General </strong><strong><br />
</strong>USB/ eSATA External Hard Drive Bay up to 2TB compatible<br />
Network &#8211; Ethernet 10/100 Mbps &#8211; Streaming MAX Samba 26Mbps / NFS 36Mbps<br />
Optional Wi-Fi (802.11b/g/n)<br />
Achievable Streaming G router &#8211; Samba 12Mbps &#8211; NFS 18 Mbps @ 1m &#8211; unprotected<br />
Achievable Streaming N router &#8211; Samba 14Mbps &#8211; NFS 22 Mbps @ 1m &#8211; unprotected<br />
(Typical MKV 720p Play 10Mbps max FF/RW 15Mbps)<br />
Samba server &#8211; NAS storage<br />
A/V streaming via UPnP Media Server (CNN &#8211; YouTube etc via optional program such as Tversity etc)<br />
Internet Radio (SHOUTcast)<br />
File Copying &#8211; Card, USB, HDD and Network</p>
<p>Price: 4500 baht (excluding HDD. docker)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/vivo-cute-hd-player/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>FURMAN Elite-16Ei Power Factory</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/furman-elite-16-ei/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/furman-elite-16-ei/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 Sep 2010 06:22:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Test Report]]></category>
		<category><![CDATA[FURMAN]]></category>
		<category><![CDATA[FURMAN Elite-16 Ei]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องกรองไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องปรับแรงดันไฟ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=358</guid>
		<description><![CDATA[ในหมู่พวกเราที่ชื่นชอบเครื่องเสียง มีอยู่ไม่น้อยที่ตระหนักถึงปัญหาด้านกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพหรือเสียง แต่การตระหนักในด้านนี้มีแง่มุมที่แตกต่างกัน กล่าวคือ พวกหนึ่งมองในแง่มุมเชิงวิทยาศาสตร์ตรงไปตรงมา คือ ต้องการระบบการจ่ายไฟที่สม่ำเสมอ คงที่ ไม่ก่อความเสียหายแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากกระแสไฟเกิน ส่วนอีกกลุ่ม จะคิดในแง่มุมที่ทำให้เสียง หรือช่วยปรับแต่งเสียงให้ดียิ่งขึ้น หลายคนอาจมองประเด็นหลังนี้ไม่เป็นไปตามตรรกะทางวิทยาศาสตร์ แต่ว่า ทั้งสองประเด็นล้วนมาจากหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เพียงแต่การสรรหาคำอธิบายอาจไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะว่า กระแสไฟฟ้าที่จ่ายใช้ตามบ้านทุกวันนี้ มักจะมาพร้อมกับเสียง (noise) ที่เกิดจากการรบกวนของคลื่นวิทยุ (RFI) และการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) แม้ว่าเสียงเหล่านี้หูคนเราจะไม่สามารถได้ยินก็ตาม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความไวสูงจะได้รับผลกระทบต่อระบบภาพและเสียงโดยจะถูกลดทอนประสิทธิภาพลง โดยในส่วนของเสียงนั้น มันจะทำให้ฮาร์โมนิค (harmonic) หรือึความกลมกลืนของเสียง และแอมเปียนซ์ (ambience) บรรยากาศแวดล้อมของเสียงลดทอนลง ในขณะที่ด้านภาพนั้น จะทำให้ความใสและความชัดลึกของภาพลดลง นี่คือปัญหาจากกระแสไฟฟ้าที่เราอาจมองไม่เห็นโดยตรงนอกเหนือจากกระแสไฟเกิน การกระชาก และการรัดวงจร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว หลักการในการผลิตและการจ่ายกระแสไฟฟ้าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่กลับมีการพัฒนาจนมีความซับซ้อนและมีความอ่อนไหวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นศัตรูอันร้ายอาจต่อเครื่องเล่นเอวี (AV) อันเป็นความบันเทิงในบ้านที่ขาดเสียไม่ได้ในปัจจุบัน Furman Sound อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับระดับผู้บริโภคทั่วไป แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงภาพและเสียงระดับอาชีพ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/ELITE-16PFEi-front_page.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-359" title="ELITE-16PFEi" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/ELITE-16PFEi-front_page-300x136.jpg" alt="FURMAN Elite-16 Power Factory E i" width="300" height="136" /></a>ในหมู่พวกเราที่ชื่นชอบเครื่องเสียง มีอยู่ไม่น้อยที่ตระหนักถึงปัญหาด้านกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพหรือเสียง แต่การตระหนักในด้านนี้มีแง่มุมที่แตกต่างกัน กล่าวคือ พวกหนึ่งมองในแง่มุมเชิงวิทยาศาสตร์ตรงไปตรงมา คือ ต้องการระบบการจ่ายไฟที่สม่ำเสมอ คงที่ ไม่ก่อความเสียหายแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากกระแสไฟเกิน ส่วนอีกกลุ่ม จะคิดในแง่มุมที่ทำให้เสียง หรือช่วยปรับแต่งเสียงให้ดียิ่งขึ้น หลายคนอาจมองประเด็นหลังนี้ไม่เป็นไปตามตรรกะทางวิทยาศาสตร์ แต่ว่า ทั้งสองประเด็นล้วนมาจากหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เพียงแต่การสรรหาคำอธิบายอาจไม่ชัดเจนเท่านั้นเอง</p>
<p><span id="more-358"></span></p>
<p>ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะว่า กระแสไฟฟ้าที่จ่ายใช้ตามบ้านทุกวันนี้ มักจะมาพร้อมกับเสียง (noise) ที่เกิดจากการรบกวนของคลื่นวิทยุ (RFI) และการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) แม้ว่าเสียงเหล่านี้หูคนเราจะไม่สามารถได้ยินก็ตาม แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความไวสูงจะได้รับผลกระทบต่อระบบภาพและเสียงโดยจะถูกลดทอนประสิทธิภาพลง โดยในส่วนของเสียงนั้น มันจะทำให้ฮาร์โมนิค (harmonic) หรือึความกลมกลืนของเสียง และแอมเปียนซ์ (ambience) บรรยากาศแวดล้อมของเสียงลดทอนลง ในขณะที่ด้านภาพนั้น จะทำให้ความใสและความชัดลึกของภาพลดลง นี่คือปัญหาจากกระแสไฟฟ้าที่เราอาจมองไม่เห็นโดยตรงนอกเหนือจากกระแสไฟเกิน การกระชาก และการรัดวงจร แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว หลักการในการผลิตและการจ่ายกระแสไฟฟ้าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่กลับมีการพัฒนาจนมีความซับซ้อนและมีความอ่อนไหวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าเหล่านี้ล้วนแต่เป็นศัตรูอันร้ายอาจต่อเครื่องเล่นเอวี (AV) อันเป็นความบันเทิงในบ้านที่ขาดเสียไม่ได้ในปัจจุบัน</p>
<p>Furman Sound อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูนักสำหรับระดับผู้บริโภคทั่วไป แต่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงภาพและเสียงระดับอาชีพ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำระดับโลกแล้ว ผลิตภัณฑ์จาก Furman นี้ถือเป็นหนึ่งในรายการที่ “ต้องมี”  โดยเฉพาะในแวดลงของสตูดิโอบันทึกเสียง การตัดต่อภาพ ห้องออกอากาศวิทยุและโทรทัศน์ ทัวร์คอนเสิร์ต โรงละคร เป็นต้น โดยเฉพาะประเทศในฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกานั้น คณะนักร้อง นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลกเวลาออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกนั้น เครื่องปรับแรงดันไฟ หรือ Power Conditioner ของ Furman ถือเป็นหนึ่งในรายการที่จะต้องระบุในสัญญาของผู้รับผิดชอบในการจัดงาน</p>
<p>เหตุที่ Furman ได้รับความเชื่อถือถึงขนาดนั้น ก็เพราะว่า Furman เริ่มต้นจากธุรกิจในด้านของหน่วยประมวลสัญญาณภาพและเสียงตั้งแต่ปี 1974 ตอนหลังมีการขยายไปสู่การผลิตเครื่องปรับแรงดันและตัวจ่ายไฟ AC เพิ่มเติมจนกลายเป็นสินค้าที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดในตลาดโลก แต่ในระยะแรกจนถึงปี 2001 นั้น ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังคงจำกัดอยู่ในแวดลงของมืออาชีพเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา จึงขยายสู่ตลาดคอนซูมเมอร์ทั่วไปดังเช่นเครื่อง Elite-16 Power Factory E i ที่เรากำลังจะได้สัมผัสนี้ แม้ว่าพวกเราจะเคยได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในลักษณะเดียวกันมาช้านานแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ Furman มอบให้แก่ผู้บริโภคนั้น ได้นำเอาประสบการณ์ที่สั่งสมมาสามสิบกว่าปีจากผู้ใช้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องด้านนี้โดยตรงซึ่งมีความต้องการที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่า มาถ่ายทอดและบรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์ระดับคอนซูมเมอร์ได้ลงตัวอย่างน่าทึ่ง จึงทำให้สามารถฉีกแนวหนีคู่แข่งจาก “ทะเลเลือด” ได้ด้วยเทคโนโลยีเหนือชั้นกว่า อาทิเช่น</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>การป้องกันหลายระดับแบบอนุกรม </strong><strong>(Series Multi-Stage Protection –SMP)</strong><strong> </strong></p>
<p>การป้องกันลักษณะนี้จะแตกต่างจากเครื่องทั่วไปๆตรงที่เครื่องเหล่านั้นจะทำหน้าที่ “พลีชีพ” ตัวเองเมื่อมีกระแสไฟกระชากอย่างแรง เพื่อตัดวงจรไม่ให้กระแสไฟเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า หลังจากนั้น ก็ต้องนำเอาเครื่องที่พังแล้วนั้นไปซ่อมหรือไม่ก็เปลี่ยนเครื่องใหม่ ลักษณะนี้มองดูผิวเผินก็ดูเหมือนจะดี แต่ว่า &#8220;การศึก” ไม่ได้ยิงถล่มด้วยระเบิดเพียงชุดเดียว แต่เมื่อหน่วยป้องกัน “พลีชีพ” ไปแล้ว ก็เท่ากับแนวป้องกันเปิดกว้าง แล้วถ้าเกิดคืนไหนฝนฟ้าตกหนักแถมฟ้าผ่าด้วย นั่นเท่ากับว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของเราอยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างแรงหลังจากเครื่องป้องกันถูกทำลายไปแล้ว แต่ด้วยเทคโนโลยี SMP ของ Furman นั้น กระแสไฟที่เกินเข้ามานั้นจะถูกลดระดับพลังงานลงสู่ระดับที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถรับได้ ดังนั้น วงจรของ Furman จึงป้องกันเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณ ขณะเดียวกันก็ป้องกันตัวมันเองด้วย ซึ่งสามารถทานกระแสไฟสูงสุดถึง 376V. นั่นความว่าถ้าเกินกว่าระดับนี้แล้วคงไม่มีอะไรเหลือแล้ว เพราะหม้อแปลงของการไฟฟ้าคงไปเสียก่อน</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ปิดการใช้งานที่กระแสไฟเกินกว่าปรกติ </strong><strong>(Extreme Voltage Shutdown – EVS)</strong></p>
<p>เครื่อง Furman จะมีวงจรคอยตรวจสอบกระแสไฟที่จ่ายเข้ามา ถ้าหากพบว่ามีกระแสไฟเกิดกว่า 15% จากปรกติ มันจะสั่งปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นที่ต่อเข้ากับเครื่อง Furman นี้ และจะเปิดใช้งานใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อกระแสดไฟฟ้าเข้าสู่ภาวะปรกติแล้ว</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>เทคโนโลยีการกรองแบบลิเนียร์ </strong><strong>(Linear Filtering Technology –LiFT) </strong></p>
<p>เนื่องจากกระแสไฟฟ้าจะมาพร้อมกับเสียงรบกวนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น และแม้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทจะมีระบบป้องกันเสียงรบกวนเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่งก็ตาม แต่เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทดิจิตอลจะมีความไวและอ่อนไหวต่อเสียงรบกวนเหล่านี้เป็นพิเศษ จึงส่งผลให้เสียงเกิดคลาดเคลื่อน (distort) และภาพจะถูกลดทอนด้านความคมชัดและเกิดความพร่ามัว ด้วยเทคโนโลยี LiFT ของ Furman จึงช่วยขจัดเสียงรบกวนเหล่านี้ออกไปจนทำให้กระแสไฟที่จ่ายผ่านเครื่อง Furman มีแบนวิธที่กว้างขึ้นและมีความเรียบขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ยกระดับคุณภาพของภาพและเสียงได้โดยตรง</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>Power Factor Technology (PF)</strong></p>
<p><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/ELITE-16PFEi-rear.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-361" title="ELITE-16PFEi-rear" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/ELITE-16PFEi-rear-300x75.jpg" alt="ELITE-16PFEi Power Factor Technology " width="300" height="75" /></a>นี่เป็นอีกเทคโนโลยีอีกตัวที่ทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองคุณภาพด้านภาพและเสียงโดยเฉพาะ ดังจะเห็นได้ช่องต่อสายไฟด้านหลังของ  Elite-16 Power Factory E i เครื่องนี้ จะแยกช่องต่อสายไฟออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ คือกลุ่มแรกสำหรับพวกต้องใช้กระแสไฟสูง เช่น พาวเวอร์แอมป์ แอมป์หลอดแบบโมโนบล็อก ซับวูฟเฟอร์ เป็นต้น กลุ่มที่สองสำหรับอุปกรณ์ด้านเสียง เช่น เทิร์นเทเบิล ปรีแอมป์ฯ เครื่องเล่นซีดี เป็นต้น และกลุ่มสุดท้ายสำหรับอุปกรณ์ด้านภาพ เช่นเครื่องเล่นดีวีดี/บลูเรย์ จอแอลซีดี โปรเจ๊กเตอร์ เป็นต้น ทำไมจึงต้องแยกเป็นเช่นนี้ เหตุผลก็คือ เครื่องพาวเวอร์แอมป์ฯแม้โดยปรกติจะใช้ไฟเพียง 10 แอมป์ก็เพียงพอ แต่ในช่วงไดนามิคสูงๆนั้น อาจต้องดึงพลังสูงถึง 30 แอปม์เป็น่ช่วงสั้นๆ เช่น เสียงเบส เสียงเปียโน เสียงเคาะต่างๆ จะทำให้เพาเวอร์แอมป์ฯต้องดึงกระแสไฟสูงกว่าปรกติ จึงทำให้เสียงเกิดพล่ามัว เสียงบีบแคบ ขาดชีวิตชีวา Furman จึงออกแบบส่วนนี้ให้รองรับได้สูงสุด 55 แอมป์ เพื่อให้เพาเวอร์แอมป์ฯสามารถดึงกระแสไฟใช้ได้อย่างเต็มที่โดยไม่เกิดอาการอั้น</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>Test Report<br />
</strong></p>
<p>เมื่อทราบคุณสมบัติเด่นของ Furnan Elite-16 Power Factory E i แล้ว ก็ถึงเวลาลงมือพิสูจน์ประสิทธิภาพที่แท้จริงดู ตามคู่มือแนะนำไว้ว่า เครื่องนี้จะให้ผลการทำงานที่สมบูรณ์แบบจริงๆจะต้องเปิดใช้งานต่อเนื่องอย่างน้อยสองสัปดาห์โดยประมาณ เพื่อให้วงจรและอุปกรณ์ต่างๆบนวงจรเข้าที่เข้าทาง “ฟิต” เต็มที่ แต่เนื่องจากเครื่องที่รับมาดูจากลักษณะน่าจะผ่านการใช้งานมาบ้างแล้ว และก็ไม่มีเวลามากถึงเพียงนั้น จึงต้องทำการทดสอบเบื้องต้นด้วยการต่อเข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ก่อน</p>
<p>น่าทึ่งมากกับความรอบคอบและเห็นความสำคัญแม้กระทั่งการต่อสายสัญญาณรับทีวีดาวเทียมหรือเคเบิลทีวี เพราะว่านี้คืออีกช่องทางหนึ่งที่กระแสไฟกระชากจนทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายได้ การต่อเครื่องรับโทรทัศน์พลาสมาขนาด 50 นิ้วเข้ากับ Furman ซึ่งโดยปรกติจะต่อกับปลั๊กที่มีตัวกรองคลื่นรบกวนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เห็นความแตกต่างก็คือ รอยริ้วที่ปรากฏบนจอเมื่อมองดูใกล้ๆนั้นได้หายไปจนแทบจะไม่เหลือยังกะหญิงสาวไปถึงหน้ามาประมาณนั้น ความใสของภาพดูแจ่มขึ้น ผมใช้ทดสอบกับการดูหนังมาร่วมสัปดาห์ ได้รับความอิ่มเอมของภาพยนตร์ไฮเดฟที่ทดสอบไปพร้อมๆกับเครื่องเล่นไฮเดฟมีเดียเพลเยอร์ เมื่อใช้งานถึงหนึ่งสัปดาห์เท่ากับได้ครึ่งทางของที่ระบุแล้ว ถ้าบวกกับก่อนหน้าที่เคยผ่านการใช้งานมาบ้าง ก็น่าจะเข้าทีเข้าทาง วงจรน่าจะอยู่ในภาวะที่ฟิตเต็มที่แล้ว</p>
<p>ไม่รอช้า ผมขอย้ายห้องไปทดสอบกับเครื่องเสียงต่อ โดยเครื่องเสียงจะเป็นเพาเวอร์แอป์และปรีแอมป์หลอดสุญญากาศ กับซีดีเพลย์เยอร์ ผมใช้อุปกรณ์ทุกอย่างของเดิมที่ใช้อยู่แล้ว ยกเว้นย้ายสายไฟมาเสียบที่เครื่อง Furnan Elite-16 Power Factory E i ตามช่องที่กำหนด (ตรงนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะเพาเวอร์แอมป์) ผมลองจากแผ่นยอดนิยมของเหล่านักฟังเพลงแจ๊ส คือ “แจ๊สในโรงตึ๋ง” หรือ Jazz at the Pawnshop ผลงานเพลงที่บันทึกสดๆในโรงรับจำนำ เอ้อ&#8230;ร้านคาเฟ่ เสียงที่สัมผัสได้หลังจากผ่านเครื่อง Furman นั้น รายละเอียดในบรรยากาศแวดล้อมดีมากๆ เสียงเล็กเสียงน้อยของแก้วเหล้า ขวดกระทบกัน เสียกระแอม เหมือนนั่งฟังอยู่ในร้านคาเฟ่ ในขณะที่เสียงแซกโซโฟนให้ความไหวพลิ้ว มีความสด มีชีวิตชีวาที่ดีมาก เสียงระหว่างเครื่องดนตรีหลังกับเสียงบรรยากาศแวดล้อมให้ตำแหน่งและระยะที่ชัดเจนดีมาก</p>
<p>ในผลงานชุด Master of Chinese Percussion อันเป็นลีลาการตีกลองจีนของ Yim Hok-Man ผลงานชุดนี้ปรกติจะไม่ค่อนเป็นมิตรกับแอมป์หลอดระดับอย่างผมเท่าไรนัก แต่คราวนี้เสียงที่ได้อย่างกับเล่นกับแอมป์หลอดพลังสูงชุดใหม่ เพราะเสียงกลองใหญ่ (เสียงต่ำ) ออกมามีพลังดีมาก ขณะที่เสียงกระเพื่อมของผิวกลองยังสามารถส่งออกมาได้เป็นระลอกๆ ส่วนกลองเล็กที่ตีกันหนักบ้าง แผ่วเบาบ้าง ล้วนแต่ถ่ายทอดออกมาได้บรรยากาศดียิ่ง ทำให้ความหวั่นเกรงที่จะได้ยินเสียงกลองแบบยานๆ พล่ามัวเนื่องจากแอมป์ขาดพลังเป็นอันหายห่วงเลย</p>
<p>เมื่อผ่านด่านโหดแล้ว ขอลองประเภทออเคสตร้าบ้าง โดยนำเอาผลงาน Round Up Cincinnati Pops Orchestra มาเล่น ซึ่งเป็นผลงานที่เร็ว สนุกสนานและหนักแน่น เช่นกัน ภาพของคาวบอยหนุ่มบนหลังม้าควงมือลูกโม่ปรากฏอยู่หน้าเวที(เสียง) อย่างมีชีวิตชีวา การควบม้าที่ได้ทิศทาง ระยะห่าง ไม่กลืนไปกับเสียงประกอบของวงออเคสตร้า เสียงปืนที่ออกจากปืนลูกโม่นั้นคือเสียงปืนจริงๆ ไม่ใช่เสียงลูกโป่งแตก</p>
<p>เมื่อฟังเสียงจากเครื่องเสียงที่มาจาก DIY แล้ว ทำให้ผมนึกถึงอารมณ์ขันของเจ้าของรถกระป๋องยี่ห้อ Mira ที่ติดสติกเกอร์ท้ายรถว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นเบนซ์” ถ้าเครื่องเสียงของผมพูดได้ มันคงอยากจะบอกว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นเครื่องเสียง(โคตร)ไฮเอนด์” ผมว่า หลังจากที่จับคู่ Furman ให้มันแล้ว แม้จะยังไปไม่ถึงฝัน แต่ก็โตเป็นหนุ่มไฮเอนด์ขึ้นมากแล้ว เสียแต่ว่า เมื่อคืนชุดทดสอบ Furman นี้ไปแล้ว เวลาฟังเพลงคงทำให้ผมรู้สึกโหยหาอยากได้มันกลับมาอย่างแน่นอน</p>
<p><strong>Specifications:</strong></p>
<p><strong>AC Current Capactiy: </strong>Input &#8211; 16 Amp capacity required<br />
Output &#8211; 13-16 Amps RMS (maximum, all outlets combined &#8211; continuous) <strong> </strong></p>
<p><strong>Linear Noise Attenuation:</strong> Transverse (Differential) Mode:<br />
&gt; 40 dB from 5Khz. &#8211; 100 kHz.<br />
&gt;80 dB from &#8211; 100 kHz. – 1GHz.</p>
<p>Common Mode:<br />
&gt;40dB from 10Hz. – 30 kHz.<br />
&gt;20 from 40 kHz. – 1MHz.<br />
(Linear attenuation curve from 0.05 – 100 ohms line impedance) <strong> </strong></p>
<p><strong>Outlets:</strong> 4 (ultra-linear filtered outlets)<br />
4 (ultra-linear filtered outlets with additional bi-directional ultrasonic                                                                      filtering for each analog or video components bank)<br />
4 (Power Factor Technology amplifier outlets – 9 amps RMS reserve &#8211;                                                                     resistive load &#8211; over 80 amps peak charge) <strong> </strong></p>
<p><strong>Transient Voltage Surge Suppression:</strong> 230 VAC (Series Multi-Stage Protection, non-sacrificial with Zero                                                               Ground Contamination, 266V peak clamping @ 6000V 3000A input)<br />
Cable / Satellite (less than .1dB insertion loss) <strong> </strong></p>
<p><strong>Dimensions: </strong>101.6mm H x 431.79mm W x 374.65mm D (Standard 2 RU height without                                                               feet)</p>
<p><strong>Weight:</strong> 8.16 kg.</p>
<p><strong>Power Consumption:</strong> 12 Watts for display and control circuits independent of actual load.</p>
<p><strong>Distributor:</strong> Home Hi-Fi Co., Ltd.</p>
<p><strong>Price: 64,900.- baht Promotion: 46,900.-baht<br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/furman-elite-16-ei/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Intel รุกคืบสู่ตลาดมือถือ</title>
		<link>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/</link>
		<comments>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Sep 2010 09:38:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Home AV.]]></category>
		<category><![CDATA[Mobile Phone]]></category>
		<category><![CDATA[Monitor/TV]]></category>
		<category><![CDATA[Atom]]></category>
		<category><![CDATA[Google TV]]></category>
		<category><![CDATA[Infineon]]></category>
		<category><![CDATA[Intel]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.audioresource.net/blog/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[ดิจิตอลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เราแทบจะแยกไม่ออกแล้วระหว่างเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ภาพและเสียง เราจึงเห็นผู้เล่น (ผู้ผลิต) ในวงการที่เป็นคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่รายเก่า ส่วนรายเก่านั้นก็ต้องดิ้นหาทางเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นลูกหลังกลืนหายไปในกระแสดิจิตอลนี้ และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่มีข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คือ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคอมพิวเตอร์ ข่าวไล่ตั้งแต่การประนียอมความกับ AMD ในเรื่องการกีดกันและผูกขาด ถัดมาไม่นานเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง ก็มีข่าวเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส McAfee ด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการถึง 7,200 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดถึง 60% ในเดือนเดียวกันต่อเนื่องถึงกันยายน อินเทลก็ประกาศของซื้อกิจกรรมแผนกชิปเครือข่ายไร้สายของบริษัท อินฟีนีออน (Infineon) ของเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ iPhone ให้แก่แอปเปิล อ่านถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วมันมีผลอะไรกับวงการมัลติมีเดีย หากเรานำจิกซอร์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อก็จะเห็นแผนก้าวเดินของอินเทลได้ชัดเจน ผมเคยนำข่าวเกี่ยวกับอินเทลพยายามผลักดันซีพียู Atom ที่ใช้กับเน็ตบุ้คให้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่สุดท้ายเราก็เพิ่งเห็น LG เพียงรายเดียวที่แนะนำเครื่องต้นแบบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงว่าแผนของอินเทลในตลาดโทรศัพท์มือถือล้มเหลว เนื่องจากตัวซีพียู Atom ยังไม่สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ดีพอที่จะใช้กับโทรศัพท์ ดังนั้น แทนที่จะค่อยๆพัฒนา สู้เดินทางลัดดีกว่า นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการของ Infineon อย่างน้อยก็สามารถเริ่มต้นจากฐานโทรศัพท์ iPhone [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_353" class="wp-caption alignleft" style="width: 280px"><a href="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Intel.jpg"><img class="size-medium wp-image-353 " title="Intel President and CEO Paul S. Otellini departs stage after keynote address at Oracle OpenWorld" src="http://www.audioresource.net/blog/wp-content/uploads/2010/09/Intel-300x193.jpg" alt="" width="270" height="174" /></a><p class="wp-caption-text">*ภาพจาก International Business Time</p></div>
<p>ดิจิตอลเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เราแทบจะแยกไม่ออกแล้วระหว่างเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ภาพและเสียง เราจึงเห็นผู้เล่น (ผู้ผลิต) ในวงการที่เป็นคลื่นลูกใหม่เข้ามาแทนที่รายเก่า ส่วนรายเก่านั้นก็ต้องดิ้นหาทางเพื่อไม่ให้ถูกคลื่นลูกหลังกลืนหายไปในกระแสดิจิตอลนี้ และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ที่มีข่าวคราวออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คือ บริษัทอินเทล ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคอมพิวเตอร์ ข่าวไล่ตั้งแต่การประนียอมความกับ AMD ในเรื่องการกีดกันและผูกขาด ถัดมาไม่นานเมื่อเดือนสิงหาคมนี้เอง ก็มีข่าวเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส McAfee ด้วยมูลค่าสูงเป็นประวัติการถึง 7,200 ล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดถึง 60% ในเดือนเดียวกันต่อเนื่องถึงกันยายน อินเทลก็ประกาศของซื้อกิจกรรมแผนกชิปเครือข่ายไร้สายของบริษัท อินฟีนีออน (Infineon) ของเยอรมัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปสำหรับ iPhone ให้แก่แอปเปิล</p>
<p><span id="more-352"></span></p>
<p>อ่านถึงตรงนี้ อาจสงสัยว่า แล้วมันมีผลอะไรกับวงการมัลติมีเดีย หากเรานำจิกซอร์ทั้งหมดมาปะติดปะต่อก็จะเห็นแผนก้าวเดินของอินเทลได้ชัดเจน ผมเคยนำข่าวเกี่ยวกับอินเทลพยายามผลักดันซีพียู Atom ที่ใช้กับเน็ตบุ้คให้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่สุดท้ายเราก็เพิ่งเห็น LG เพียงรายเดียวที่แนะนำเครื่องต้นแบบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงว่าแผนของอินเทลในตลาดโทรศัพท์มือถือล้มเหลว เนื่องจากตัวซีพียู Atom ยังไม่สามารถทำให้ประหยัดพลังงานได้ดีพอที่จะใช้กับโทรศัพท์ ดังนั้น แทนที่จะค่อยๆพัฒนา สู้เดินทางลัดดีกว่า นี่คือเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการของ Infineon อย่างน้อยก็สามารถเริ่มต้นจากฐานโทรศัพท์ iPhone ก่อน แล้วค่อนสั่งสมประสบการณ์ขยายตลาดสู่โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นเหมือนกับซีพียูบนคอมพิวเตอร์ ส่วน McAfee นั้น จุดนี้น่าจะเป็นการเล็งการณ์ไกลของอินเทล เนื่องจากปัจจุบันไวรัสไม่เพียงระบาดบนคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เริ่มแพร่เข้าสู่โทรศัพท์มือถือกันแล้ว การได้ McAfee มาครองจึงเป็นการเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งในอนาคตอาจนำไปฝังรวมอยู่ในชิปโทรศัพท์เลย สำหรับซีพียู Atom นั้น ในขั้นนี้คงต้องนำไปใช้กับอุปกรณ์ด้านภาพไปก่อน เช่น Google TV Box ดังที่ได้ประกาศความร่วมมือไปแล้วระหว่าง Intel, Google, Sony และ Logitech</p>
<p>สำหรับซีพียู Atom รุ่นที่ใช้ฝัง (Embedded) อยู่ในอุปกรณ์นั้น เริ่มต้นตัวแรก Atom CE4100 เมื่อกันยายน ปีที่แล้ว ซึ่งก็คือตัวที่ใช้สำหรับ Google TV ซึ่งมีความเร็ว 1.2 GHz. โดยจะมีความสามารถในการถอดรหัสวิดีโอที่ความละเอียด 1080p สองสตรีมพร้อมกัน และจะทำการเร่งความเร็ว (Accelerate) วิดีโอ MPEG-4 แบบฮาร์ดแวร์ ลดเสียงรบกวน ทำการอัพสเกล/ดาวน์สเกล (up/down scaling) ได้ สำหรับตัวใหม่ที่มีชื่อรหัสว่า Sodaville จะมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ นั่นคือ สนับสนุนระบบเสียงเซอร์ราวด์ 7.1 แชนแนล และกราฟฟิก 3D ขณะนี้ได้ร่วมมือกับบริษัท TransGaming ที่ให้บริการเกมออนไลน์ที่เรียกกว่า GameTree.TV จะเห็นว่า อินเทลได้รุกคืบเข้ามาถึงห้องนอนเราทุกทีแล้ว</p>
<p>พูดถึงเจ้า Google TV ซึ่งผมได้เคยพูดถึงบ้างแล้วในก่อนหน้านั้น ตอนนี้ก็ถึงเวลาลืมตาดูโลกเสียที งานนี้อาจารย์กูของเราคงโกยได้อีกไม่น้อยถ้าหากประสบความสำเร็จ เพราะตัวปฏิบัติการก็ใช้ Android ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาเอง และเป็นโปรแกรม Open Source ด้วย ดังนั้น พันธมิตรต่างๆ สามารถพัฒนาต่อยอดได้โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ส่วนการท่องเน็ตก็ใช้บราวเซอร์ Chrome ของตัวเอง ดังนั้น เมื่อใช้ Google TV เครื่องรับทีวีของเราก็จะสามารถท่องเน็ตได้อย่างแท้จริง แทนที่จะถูกจำกัดให้ใช้ตายตัวไม่กี่เว็บเหมือนในปัจจุบัน และลองคิดข้ามช็อตไปข้างหน้าดูว่า จะมีสถานีโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีกกี่ช่อง ขนาดปัจจุบันนี้ใช้ดาวเทียมซึ่งต้องลงทุนสูงกว่า ยังมีสถานีเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และถึงเวลานั้น Google จะรับทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกเท่าไร</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.audioresource.net/blog/intel-acquires-infineon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

