ชัยชนะของโซนีในศึกสงครามไฮเดฟด้วยธง Blu-ray เหนือธง HD-DVD ของโตชิบานั้น ดูเหมือนชัยชนะครั้งนี้จะไม่แตกต่างจากการปฏิวัติรัฐประหารในบางประเทศ ที่ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว แต่กลับไม่สามารถยึดกุมสภาพพื้นที่ได้ เหตุที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เนื่องจากนับจากวันที่โตชิบายกธงขาวถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้ว ดูเหมือนตลาดบลูเรย์กลับไม่ได้กระเตื้องไปถึงไหนเลย จากการสำรวจของแต่ละสำนักต่างก็ได้ผลในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่นผลสำรวจของ Nielsen VideoScan charts ของ Home Media Magazine ของอเมริกาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น แสดงให้เห็นว่า ยอดขายของบลูเรย์ดิสก์ลดลง 10% กว่าๆ ในขณะที่แผ่นดีวีดีทรงๆ หรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ฝั่งยุโรป จากการสำรวจในประเทศเยอรมันกว่า 40 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ปรากฏว่า มีเพียง 1.2 ล้านครัวเรือนเท่านั้น ที่จะซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์มาใช้
ปัญหาหลักๆคงหนีไม่พ้นเรื่องราคา และความซับซ้อนที่มากเกินกว่าที่คาดคิด ในด้านราคานั้น ทั้งราคาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ในด้านของฮาร์ดแวร์ยังคงไม่ต่ำกว่า 1000 บาท ในขณะที่ฮาร์ดแวร์นั้น แม้ว่าเราจะเริ่มเห็นการขยับราคาลงมาสู่ระดับหมื่นต้นๆ แต่….อนิจจา จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า เครื่องในระดับราคาเช่นนั้น อย่างของโซนี BDP-S300 ที่มีมาตรฐาน Blu-ray Profile 1.0 เท่านั้น โดยปัจจุบันบลูเรย์มีมาตรฐานถึง 3 profile แล้ว คือ มาตรฐาน 1.0, Bonus View 1.1 ที่เพิ่มการถอดรหัสสำหรับภาพซ้อนภาพ (Picture in Picture) มาตรฐาน DB Live 2.0 ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ที่ทำให้เครื่องสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และยังต้องใช้เครื่องที่มีสเปคสูง นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐาน 3.0 ที่สำหรับ Blu-ray Audio ด้วย ดังนั้นคนที่ซื้อเครื่อง BDP-S300 (ซึ่งไม่ได้แจ้ง Profile ใดๆในเว็บไซต์เลย) พอใช้ไปสักพักก็อาจแปลกใจว่า ทำไมฟังก์ชันนี้ไม่มี อันนั้นก็เล่นไม่ได้
สถานการณ์เหมือนกับผีซ้ำด้ามพลอย ด้วยเศรษฐกิจทางฝั่งอเมริกาและยุโรปได้เข้าสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ Ron Sanders ประธานของ Warner Home Video และ David Bishop แห่ง Sony Pictures Home Entertainment ได้ออกมาแถลงว่า ยอดขายซอฟต์แวร์บลูเรย์ในปี 2008 ทั่วโลกจะมี 750 ล้านเหรียญ จากที่คาดการณ์ไว้แต่แรกว่าจะได้ถึง 1,000 ล้าน ส่วนปีหน้า อาจลดลงอีก 3 – 4% ในขณะที่ Kelley Avery ประธานแห่ง Paramount Home Entertainment กลับตอกประตูฝาโลงย้ำว่า ปีนี้อย่างมากก็ได้แค่ 500 กว่าล้านเหรียญก็ดีโถมไปแล้ว
ว่าแล้ว Philips ก็รีบหาทางสร้างยอดขายเครื่องเล่นบลูเรย์เก็บตูนไว้ในกระเป๋าตั้งแต่ระฆังดังยกแรกในปี
2009 โดยขายสิทธิ์ (License) การผลิตให้แก่ Funai แห่งประเทศญี่ปุ่นโดยกำหนดเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2009 Funai นั้นได้สร้างความฮือฮากับเครื่องเล่นบลูเรย์ราคาถูกที่วางขายในวอลมาร์ท โดยล่าสุดเข็นเอารุ่น NB500 ซึ่งเป็น Profile 1.1 ขายในราคาชิวๆ 4350 บาท ($128) สำหรับรุ่นที่ฟิลิปส์มอบสิทธิ์การผลิตนั้น ยังไม่ได้แจ้งราคา ส่วนฟิลิปส์ก็จะได้ค่า Loyalty ไปกินสบายๆ ไม่ต้องเหนื่อย
แม้ว่าตลาดบลูเรย์ยังลูกผีลูกคนอยู่ก็ตาม ในด้านของเทคโนโลยีก็เดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยความก้าวหน้าของระบบดิจิตอล ทำให้การสร้างภาพยนตร์สามมิติกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีตที่ยังเป็นอนาล็อก ซึ่งทั้งสร้างยากและดูยาก (เพราะดูแล้วเวียนหัว) ตอนนี้สตูดิโอรายใหญ่ของอเมริกา อย่าง Pixar และ DreamWorks เริ่มสร้างภาพยนตร์ 3 มิติออกสู่ตลาดมากขึ้น และคาดว่าจะคืบคลานเข้าสู่ตลาดโฮมเธียร์เตอร์ในไม่ช้า เพราะว่า Video Stream ของเครื่องเล่นบลูเรย์สามารถรองรับเทคโนโลยีที่จะใช้ได้อยู่แล้ว สำหรับเทคโนโลยีภาพ 3 มิติในปัจจุบันยังมีถึง 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะมีเทคนิคที่แตกต่างกัน ก็ต้องรอดูต่อไปว่า เมื่อไรนางเอกคนโปรดจะโผล่ออกจากหน้าจอถึงหน้าห้องนอน
































































No Comment Received
Leave A Reply