Bang & Olufsen ชื่อที่ติดหูติดตาของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการแหวกความจำเจของเครื่องเสียงที่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสีเหลี่ยมสีดำ สำหรับ Bang & Olufsen แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวหรือข้อจำกัดในการออกแบบ หากแต่การออกแบบจะต้องมีความแตกต่าง สวยงาม เป็นงานศิลปะ และที่สำคัญต้องมีคุณภาพ ใช้งานงาน ตามปรัชญาแนวคิดของ Karl Kristian Hvidt Nielsen ประธานและผู้บริหารของ Bang & Olufsen ซึ่งได้ประกาศเป็นกลยุทธ์ขององค์กรในการพัฒนาสินค้าและการขาย
Bang & Olufsen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดยสองวิศวกรหนุ่มชาวเดนมาร์กสองคน คือ Peter Bang และ Svend Olufsen โดยใช้นามสกุลของทั้งสองเป็นชื่อบริษัทตามสมัยนิยมในสมัยช่วงปี 1925 โดยเริ่มต้นผลิตเครื่องวิทยุในใต้ยี่ห้อเดียวกับบริษัท และเป็นเครื่องแรกที่สามารถใช้กับกระแสไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ สำหรับรูปแบบการออกแบบที่แหวกแนวรูปแบบเดิมๆนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการได้รับอิทธิผลจากสถาบันดีไซด์ Bauhaus ซึ่งเป็นกระแสที่นิยมมากในยุคทศวรรษ 1930 แต่ Bang & Olufsen ไม่ได้มองแค่กระแสนิยมเท่านั้น หากแต่รวมถึงทัศนคติที่มีต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์, ความสะดวกในการใช้งานของผู้บริโภค และความงดงามของรูปลักษณ์ภายนอก
เราจึงได้เห็นลำโพงของ Bang & Olufsen ในรูปทรงกลม ทรงปิรามิด ที่มองดูยังไงก็ไม่เหมือนลำโพง เพราะมองไม่เห็นไดร์ฟเวอร์ ทวีตเตอร์ อย่างที่พวกเราคุ้นๆกัน หากแต่มันมองดูเหมือนงานประติมากรรมชิ้นเอกมากกว่า หรืออย่างจอทีวี LCD ที่บิลท์อินแครื่องเล่นดีวีดีที่ด้านล่างของจอ ซึ่งไม่มีทางมองออกว่ามีการติดตั้งเครื่องเล่นดีวีดีอยู่ด้วย เหมือนดังยี่ห้ออื่นๆที่เหมือนกับการนำเอาเครื่องแต่ละอย่างมาวางรวมอยู่ในกล่องเดียวกันเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่ Bang & Olufsen ใส่ใจกับทุกรายละเอียดในการออกแบบ
ในด้านของเครื่องรับทีวีนั้น หากจะว่ากันในแง่ของการออกแบบแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรที่จะฉีกกฎเกณฑ์รูปแบบทั่วไปได้ แน่นอนว่า ในด้านของความเป็นสี่เหลี่ยมคงไม่อาจฉีกรูปแบบได้ก็ตาม แต่ในด้านขององค์ประกอบอื่นนั้น Bang & Olufsen กลับแหวกแนวจากคู่แข่งตั้งแต่การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์เครื่องแรกในรุ่น TV 508 S ที่ผลิตในปี 1952 ที่ออกแบบตัวบอดี้ด้วยไม้วอลนัท แลดูเหมือนกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นงาม และยังเน้นในเรื่องของอรรถประโยชน์การใช้งานที่สะดวกและง่าย ปรัชญาแนวคิดนี้ ยังคงรักษาไว้และบรรจุในเครื่องรับโทรทัศน์ทุกรุ่นเรื่อยมา จนถึงรุ่นล่าสุด คือ BeoVision 9 ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2008 ที่ผ่านมา ณ โชว์รูมของบริษัท Aviva Audio Limited ที่ศูนย์การค้าพารากอน อันเป็นเครื่องรับโทรทัศน์ จอพลาสมาที่ทันสมัยที่สุดของ Bang & Olufsen
[googmonify]3250863112728848:left:468:60[/googmonify]
BeoVision 9 ยังคงรูปทรงของตัวเครื่องเหมือนกับรุ่น BeoVision 5 ที่วางตลาดในปี 2002 อันมีลักษณะของตัวจอเหมือนกับกรอบรูปของจิตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ หากแต่ต่างกันตรงที่ BeoVision 5 เป็นทีวีวางบนผนัง ส่วน BeoVision 9 เป็นการวางพื้น เนื่องจาก BeoVision มีขนาดจอภาพถึง 50 นิ้ว (สัดส่วนภาพ 16:9) และมีน้ำหนักถึง 123 กิโลกรัม รูปทรงการออกแบบนี้เป็นผลงานของ David Lewis ซึ่งได้ฝากผลงานกรออกแบบให้แก่ Bang & Olufsen ในผลิตภัณฑ์รุ่นหลังๆหลายต่อหลายรุ่น ซึ่งแน่นอนว่า คุณสมบัติของโทรทัศน์รุ่นนี้นอกจากจะรองรับภาพความละเอียดสูง (High Definition) ที่ 1920 x 1080 พิกเซลแล้ว นอกจากนั้น สิ่งที่บรรจุอยู่ในจอรุ่นนี้ จนทำให้มีความ โดดเด่น ล้ำหน้า เหนือจอพลาสมาอื่นๆ
แค่เริ่มต้นเปิดเครื่องก็รู้สึกถึงความอลังการของ BeoVision 9 ภาพจะปรากฏบนจอเหมือนกับการเปิดม่านในโรงภาพยนตร์ โดยภาพจะค่อยๆแสดงออกจากตรงกลางแล้วขยายออกสองข้าง การที่ออกแบบเป็นแบบตั้งพื้นนั้น ยังสามารถใช้รีโมทเปรับหน้าจอให้เลื่อนหันซ้าย หรือขวาได้อีกข้างละประมาณ 30 องศา ทำให้สะดวกไม่ว่าจะนั่นอยู่มุนไหนของข้าง แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นสำหรับเครื่องทั่วไปคือ ระบบเสียงจะเสียความสมดุล แต่สำหรับ BeoVision 9 จะมีตัว Acoustic Lens ที่จะปรับความสมดุลของเสียงให้กระจายทั่วห้องในระดับ 180 องศา ส่วนตัว BeoVision 9 จะมีการถอดรหัสระบบเสียงได้ถึง 7.1 ช่องเสียง จึงสามารถรองรับการเล่นแผ่น Blu-ray ได้อย่างดี เนื่องจากลำโพงของ Bang & Olufsen เป็นแบบ Active Speaker คือมีกำลังขับในตัวลำโพงเอง จึงไม่ต้องอาศัยเพาเวอร์แอมป์ต่างหาก ส่วนลำโพงที่บิลท์อินในตัวเครื่องนั้น มีกำลังขับ 250 วัตต์ x 2
ในความคมชัดของจอนั้น โดยปรกติจอพลาสมาจะมีความคมชัดและมิติเหนือกว่าแอลซีดีอยู่แล้ว แต่เนื่องจาก BeoVision 9 ได้ฉาบสาร Anti-Reflection ซึ่งจะลดการสะท้อนแสงบนผิวจอได้ถึง 90% ในขณะเดียวกัน ด้านบนของจอยังมีกล้องตัวเล็กๆที่จะตรวจสอบสภาพของสีและความสว่างของจอ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบที่เรียกว่า Automatic Color Management ซึ่งจะเป็นตัวจัดการแก้ไขการจัดการแก้ไขการด้านสี และภาพ ซึ่งจะด้อยลงหลังจากที่ได้ใช้งานไประยะหนึ่ง โดยตัวกล้องนี้ จะทำงานอัตโนมัติหลังจากที่ใช้งานไปแล้วทุก 120 ชั่วโมง จึงทำให้เราสามารถมั่นใจในด้านของสีและภาพอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังใช้ระบบ Dynamic Contrast โดยจะคอยประเมินภาพแต่ละภาพว่ามีความเปรียบต่างอย่างไร เพื่อปรับแต่ละภาพให้มีความเปรียบต่างที่ให้ความภาพที่ดีที่สุด เมื่อประกอบกับเอ็นจินระบบภาพที่มีความสามารถในมูฟวี่โหมด (Movie Mode) จึงทำให้เราสามารถชมภาพยนตร์เห็นความคมชัดและรายละเอียดที่ดีเยี่ยม จนเหมือนกับชมภาพฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับ
สีดำเข้มซึ่งจะเป็นสีที่ทำให้ภาพมีความชัดลึก และมีมิติมากยิ่งขึ้น BeoVision 9 สามารถแบ่งความเข้มของสีเทา-ดำ ถึงห้าระดับ จึงทำให้สีสันมีความสมจริงเหมือนธรรมชาติ ไม่ใช่ประเภทสีสดก็สดจนเกินจริง และสีผิวของคนก็เหมือนจริง สีผมที่ทำให้คนเอเชียคงเป็นคนเอเชีย คนตะวันตกยังคงเป็นคนตะวันตก ตลอดจนรายละเอียดของเส้นผมที่เห็นทั้งเส้นเล็กเส้นฝอย เนื่องจากแสงของจอที่ไม่ฟุ้งกระจาย ส่วนสภาพแวดล้อมของห้องนั้น ไม่ว่าแสงในห้อง หรือความสว่างในช่วงกลางวันหรือกลางคืนไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ด้วยระบบ Auto-picture control ที่จะคอยเซนเซอร์สภาพแสงในห้อง และจะค่อยๆปรับความสว่างของภาพให้สมดุลกับสภาพแสงของห้อง ทำให้ไม่เกิดความอ่อนล้าทางสายตาเมื่อชมไปนานๆในทุกสภาพแสง
นอกจากในส่วนของการชมภาพยนตร์อันสมบูรณ์แบบเท่ากับฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับแล้ว ในส่วนของภาพทีวีและเสียงเองก็มีความโดดเด่นล้ำหน้าคู่แข่ง โดยนอกจากสามารถรับสัญญาณทีวีปรกติได้แล้ว ยังสามารถรับวิทยุอินเทอร์เน็ต การท่องอินเทอร์เน็ต (โดยมี Ethernet 10/100Mb. บิลท์อิน) ระบบเสียงทั้งแบบสเตริโอ และรอบทิศทาง Dolby Digital 5.1/6.1 EX, Dolby 7.1 EX, Dolby Pro-Logic ll/llx, DTS 5.1. DTS ES 6.1, DTS Neo:6, AAC การต่อกล้องดิจิตอลและวีดีโอ ด้วยช่องต่อทั้งแบบ HDMi, USB, คอมโพเนนต์ เป็นต้น และเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆของ Bang & Olufsen เช่น ลำโพง BeoLab รีโมท Beo4 หรือ Beo5 (แนะนำให้ใช้ Beo5) ซึ่งจะสามารถควบคุมทุกระบบอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งระบบไฟ ผ้าม่าน ระบบเสียง ระบบภาพ รวมทั้งเคเบิ้ลของ TrueVision ด้วย HDR ซึ่งเป็นฮาร์ดดิสก์สำหรับการบันทึกรายการ เพลงและภาพ (ในบางประเทศจะติดตั้งในเครื่อง BeoVision 9 เรียบร้อย) ก็จะกลายเป็นระบบ Home Entertainment ระบบสมบูรณ์แบบ ที่ให้คุณเลือกถึง 6 เฉดสี คือ สีเทา สีดำ สีเทาดำ สีเงิน สีแดง และ สีน้ำเงิน
สำหรับ Bang & Olufsen โทรทัศน์ไม่มีทำขึ้นมาเพื่อใช้ดูเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความเป็นอมตะ มันคงไร้ซึ่งความหมายที่จะมีเทคโนโลยีระดับสุดยอด หากในระดับพื้นฐานทำให้คุณต้องผิดหวังเสียแล้ว นี่คือสิ่งที่ Bang & Olufsen ต้องพิถีพิถันในทุกรายละเอียดเพื่อความสมบูรณ์แบบของ”งานจิตกรรม”ระดับมาสเตอร์พีซ
































































No Comment Received
Leave A Reply