สายลำโพงยี่ห้อ AudioQuest เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไม่เฉพาะในประเทศต่างๆทั่วโลก แม้แต่ในบ้านเราก็ไม่เป็นรองใคร ในปัจจุบันนี้ บริษัท โกลบอล สตาร์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราก็ได้ประสบความสำเร็จในการออกแรงดัน AudioQuest ที่เดิมเคยมียอดขายอยู่ในอันดับ 12 หรือ 13 จากประเทศต่างๆทั่วโลกที่เป็นตัวแทนจำหน่าย จนไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 6 ด้วยความภาคภูมิใจ นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความนิยมในหมู่นักเล่นเครื่องเสียงในบ้านเราต่อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้อย่างดี
ด้วยศักยภาพของตลาดเมืองไทยเช่นนี้ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้ Mr. William E. Low ผู้ก่อตั้ง และผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์ AudioQuest พร้อมด้วย Mr. Steve Shade ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภาคพื้นเอเชีย ได้มาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ในกรุงเทพฯ และกได้ถือโอกาสให้ความรู้แก่ฝ่ายขายของตัวแทนต่างๆ การเดินทางมาครั้งนี้ของ Mr. William E. Low ถือเป็นโอกาสวาระพิเศษในการมาแนะนำสินค้ารุ่นเรือธง พร้อมกับได้เล่าประสบการณ์ในการออกแบบ และการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อันเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์อันมีค่ายิ่ง
Mr. William E. Low เริ่มจากความชอบเสียงดนตรีเป็นทุนเดิมตั้งแต่เรียนอยู่ระดับไฮสกูล ด้วยการสร้างชุดคิทเครื่องเสียงที่ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ DIYer จนถึงทุกวันนี้คือ Heathkit และ DynaKit ด้วยการผลิตขายแห่งแก่เพื่อน เพื่อเอาผลกำไรที่ได้มาไปซื้อเครื่องเสียงที่ตัวเองชอบ ด้วยความที่เป็นตนช่างสังเกต ขี้สงสัย จึงทำให้เขาคิดหาทางที่จะให้เครื่องเสียงที่ตนเล่นอยู่ให้มีคุณภาพเสียงดียิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่เขาลงมือปรับปรุงคือ ด้านสาย ซึ่งหลายๆอย่างเขารู้มาด้วยความบังเอิญ อย่างเช่นความยาวของสาย และขนาดหน้าตัดของตัวนำสาย ทำให้เขาทราบว่า ตัวนำสายยิ่งมีหน้าตัดใหญ่เท่าไร โอกาสในการสูญเสียของสัญญาณก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น เนื่องจากแกนฝอยในตัวนำแต่ละเส้นจะรบกวนซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับความยาวของสาย ยิ่งยาวก็จะมีความผิดพลาดมาก ดังเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาเพียงลดขนาดหน้าตัดแกนนำลงจำนวนหนึ่ง ด้วยความคิดในตอนแรกเพียงเพื่อลดต้นทุนเท่านั้น แต่ปรากฏว่า เสียงที่ได้กลับแตกต่างจากเดิม จนตอนหลังถึงทราบว่า สาเหตุเนื่องจากความสูญเสียของสัญญาณที่ลดน้อยลงนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคำพูดของ Mr. William E. Low คือ เขาไม่ใช่วิศวกร และก็โชคดีที่เขาไม่ได้เรียนจบด้านวิศวกรรมศาสตร์มา เพราะหากเป็นวิศวกรคงไม่มี AudioQuest ในวันนี้แน่ สาเหตุเพราะว่า วิศวกรรมคือการนำเอาความรู้ที่มีอยู่ไปทำ ดังนั้นวิศวกรจะมองสายลำโพง หรือสายไฟเป็นเพียงสื่อนำพลังงานผ่าน สายมีหน้าตัดเท่านี้ มีความต้านทานเท่านี้ สามารถนำพลังงานได้เท่านี้ แต่ในแง่ของเสียงนั้นไม่ใช่ สายเป็นตัวนำสัญญาณ ไม่ใช่พลังงาน และแน่นอนว่า ในทุกขั้นตอนของการส่งผ่านสัญญานั้น จะถูกรบกวนและทำลายโดยสภาพแวดล้อมต่างๆ ยิ่งปัจจุบันนี้ สิ่งรบกวนเหล่านี้ยิ่งนับวันมีมากขึ้นรอบตัวเรา ทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ เป็นตัว ซึ่งล้วนแต่มีผลทำให้คุณภาพของสัญญาที่ส่งผ่านลดลงไป
ส่วนสายลำโพงหรือสายสัญญาณที่ดีนั้น ไม่ได้ทำให้ซิสเต็มของเราดีขึ้นแต่ประการใด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเล่นเครื่องเสียงหลายคนเข้าใจผิดกัน หากแต่มันช่วยลดทอนการสูญเสียของสัญญาณให้เหลือน้อยลง จึงทำให้สัญญาณดั้งเดิมนั้น คงสภาพใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด จึงทำให้เรารู้สึกได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นต่างหาก
ต่อคำถามที่ว่า ในเมื่อเขาไม่ได้เรียนด้านวิศวกรรมมา เหตุใดจึงสามารถรู้ว่า ควรจะออกแบบสายอย่างไร จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี Mr. William E. Low กล่าวว่า สิ่งที่เขาเรียนมาคือประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เรียนมาเพื่อที่จะเรียนรู้ สิ่งที่ทำให้เขาคิดและออกแบบสิ่งที่ดีกว่าขึ้นมา ก็ด้วยความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์แตกต่างจากวิศวกรรมศาสตร์อย่างสิ้นเชิง อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า วิศวกรรมศาสตร์คือ การนำเอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ เช่นการสร้างทางรถไฟจะต้องมีสเปคอย่างนี้ ผิดแปลกไปจากนี้จะไม่ได้ ส่วนวิทยาศาสตร์คือ การหาความรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ จึงต้องอาศัยการสังเกต การทดลอง ซึ่งก็ตรงกับงานการออกแบบสายของเขาเช่นกัน เขาไม่มีทางรู้ล่วงหน้าผลลัพธ์จะออกมาเช่นใด เพียงแต่เขามีโจทย์ไว้แล้วว่า ปัญหาที่เจอ ณ ปัจจุบัน จะต้องหาทางปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมอย่างไร
จากการเฝ้าสังเกตและการทดลองอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ Mr. William E. Low ได้บทสรุปสำหรับผลิตภัณฑ์ของ AudioQuest สำหรับในด้านของตัวนำ (conductor) สัญญานั้น ทาง AudioQuest ได้แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่คือ แบบแกนเดี่ยว (Solid Conductors) เพื่อลดการรบกวนกันเองของสนามแม่เหล็กในแกนฝอย และทำให้การส่งผ่านของสัญญามีความคงที่สม่ำเสมอ กลุ่มที่สองคือ แบบโลหะผสม (Metals) คือจะเน้นในตัวแกนนำ โดยได้นำโลหะสองประเภททองแดงที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด หรือมีส่วนผสมของออกซิเจนน้อยที่สุด และทองแดงเคลือบเงิน ทั้งนี้ก็เพื่อลดปริมาณของสนามแม่เหล็ก แบบที่สามคือ เรขาคณิต (Geometry) ซึ่งเป็นการออกแบบให้สัมพันธ์กันระหว่างตัวนำกับลักษณะทางด้านไฟฟ้าของสาย โดยตีเกลียวแกนนำซึ่งอาจมีสี่แกน หรือมากกว่านั้น และแบบสุดท้ายคือ แบบฉนวน (Dielectric) ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ใช้กันในสายระดับไฮเอ็นด์ส่วนใหญ่ โดยจะกันคลื่นรบกวนด้วยฉนวนหุ้มอย่างแน่นหนาตั้งแต่ตัวนำแต่ละเส้น จนถึงฉนวนหุ้นสายภายนอกอีกหลายชั้น โดยอาจมีทั้งฉนวนที่เป็นเทฟลอน พีวีซี โฟมพีอี ท่ออากาศ เป็นต้น
แต่สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของกลุ่มผลิตภณฑ์นี้คือ ตัว DBS – Dielectric Bias System ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการปรับปรุงด้านคุณภาพเสียงเท่าที่ Mr. William E. Low ที่คิดค้นขึ้นมา ด้วยการสังเกตจากวิธีการแก้ปัญหาต่างๆดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็ไม่อาจทำให้คุณภาพของสัญญาณคงที่ได้เสมอ เนื่องจากเมื่อไม่มีการใช้งานสักระยะหนึ่ง โมเลกูลของตัวนำ ตลอดจนฉนวนหุ้น ก็จะมีการกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนคุณภาพของสัญญาณ (นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักเล่นเครื่องเสียงบางคนเปิดเครื่องเสียงทิ้งไว้ตลอด) Mr. William E. Low จึงได้คิดหาวิธีขจัดปัญหานี้ โดยนำเอากระแสไฟตรงกลางของตัวนำอันเป็นขั้วบวก และใช้ฉนวนหุ้นเช่นฟลอยโลหะเป็นสื่อนำไฟฟ้าขั้วลบ แล้วใช้แบตเตอรี่ปล่อยกระแสไฟเข้าไป ซึ่งมีทั้ง 48V , 72V และ 144V แล้วแต่ประเภทและรุ่นของสาย เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้โมเลกูลของฉนวนหุ้นเรียงเป็นระเบียบมากากว่าสายที่ผ่านการเบิร์นและใช้งานอย่างต่อเนื่องแล้ว สัญญาณจึงสามารถไหลลื่นได้อย่างดี หากเปรียบเทียบแล้ว ก็เหมือนกับการโยนเหรียญบนอากาศ ที่เหรียญย่อมตกลงมาอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อโยนเหรียญลงไปในน้ำ หรือน้ำมัน ความเร็วของเหรียญที่จะตกลงสู่เบื้องล่างก็จะช้าลงไปตามสิ่งที่ขวางกั้น ซึ่งเปรียบเหมือนกับสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นแก่ตัวนำสัญญาณ
ลักษณะการทำงานของ Dietectric Bias System หรือ DBS จะช่วยลดความผิดพลาดของ non-linear phase ในสองลักษณะคือ 1.) ลักษณะความคงที่ของสนามไฟฟ้าในวัสดุฉนวนหุ้น โดยทำให้โมเลกูลของวัสดุน้นจัดเรียงขั้วในทิศทางเดียวกัน จึงช่วยลดสิ่งที่เป็นตัวถ่องของสัญญาณลงไปได้อย่างมาก และ 2.) โดยการทำให้วัสดุนั้นเกิดความ “อิ่มตัว” ทำให้ฉนวนไม่สามารถที่จะดูดซับพลังใหม่ได้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่สามารถที่จะปล่อยพลังหน่วงออกมา อันเป็นการชลอความเร็วการไหลผ่านของสัญญาณ
สิ่งที่นำมากล่าวทั้งหมด ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฏีสวยหรูเท่านั้น หากแต่เป็นคุณภาพเสียงที่สามารถพิสูจน์ด้วยหู โดยไม่จำเป็นต้องนักฟังหูทองก็ฟังออก จากที่ได้เปิดทดสอบเปรียบเทียบสายแต่ละลักษณะ โดยใช้เครื่องเสียงชุดเล็กของออนเกียว ซึ่งให้ความแตกต่างของเสียงได้ชัดเจน แต่ Mr. William E. Low ได้แนะนำว่า เวลาทดสอบนั้น ทางที่ดีคือ ใช้ซิสเต็มราคาถูกๆ เพราะออนเกียวที่นำมาทดสอบยังถือว่าราคาสูงไป เพื่อให้ผู้ฟังจะได้ตัดใจกับความคิดที่ว่า เสียงที่ได้ยินน่าจะมาจากคุณภาพของซิสเต็มเสียมากกว่า จึงมุ่งไปที่ความเปลี่ยนแปลงของสายเป็นหลัก
ในส่วนของสายที่ติดตั้งตัว DBS มีทั้งสายลำโพง สายสัญญาณ และสายไฟ AC โดยรุ่นเรือธงของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นรุ่น Signature หรือมีลายเซ็น “WEL” ของ Mr. William E. Low ทุกตัว และเพื่อให้คุณภาพเต็มประสิทธิภาพ สายเหล่านี้จึงเข้าสายแบบ Cool Weld โดยไม่ใช้ความร้อนบักกรี ซึ่งจะไปทำลายโครงสร้างของตัวนำ ดังนั้น คุณจึงสามารถเก็บเกี่ยวคุณภาพของสัญญาณ และเสียงที่เหือนจริงได้เต็มประสิทธิภาพ
































































No Comment Received
Leave A Reply